อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 06-07-18, 00:01
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default ประสบการณ์มโนมยิทธิ

เรื่อง..คาถาสนองกลับผู้กระทำไสยศาสตร์

(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี )

"สัมปจิตฉามิ"

คาถาบทนี้ พระ องค์ที่ ๑๐ มาบอกหลวงพ่อในขณะที่หลวงพ่อพักอยู่ที่เมืองควีนทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๙ เวลา ๐๕.๐๐ น.

ก่อนนอนหลวงพ่อนอนภาวนาเป็นปกติ ตื่นขึ้นมามีอาการปากขยับไม่ได้ มือขยับไม่ได้ รู้สึกอึดอัด คล้ายเป็นอัมพาต แต่ใจสบาย พระ องค์ที่ ๑๐ มาบอกว่า

"เวลานี้มีคนคิดทำให้เธอเป็นแบบนี้"

และท่านให้เห็นตัวผู้ทำชัดเจน พระ องค์ที่ ๑๐ ให้ภาวนาว่า "สัมปจิตฉามิ" จึงคลายตัว คาถาบทนี้ไม่ได้ให้ใช้เฉพาะหลวงพ่อเท่านั้น อนุญาตให้พุทธบริษัทศิษยานุศิษย์และลูกหลานหลวงพ่อใช้ได้ด้วย

ก่อนนอนภาวนา ให้ตั้ง นะโม ๓ จบ และต่อด้วย พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

และสวด อิติปิ โส ฯ ๓ จบ จึงภาวนาเรื่อย ๆ ในขณะที่ภาวนาให้ทำใจสบาย ๆ ผลของคาถาบทนี้ จะมีผลต่อผู้สั่ง ผู้รับคำสั่ง ผู้ร่วมมือ และผู้กระทำไสยศาสตร์มายังเราโดยฉับพลัน

ผลพิเศษ ถ้าตั้งใจรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ หรือ ตั้งใจรักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วน สามารถระงับนิวรณ์ได้ ภาวนาวันละ ๑ ชั่วโมงเป็นเวลา ๓ เดือนติดต่อกัน จะมีผลคล้าย "อภิญญา"

หมายเหตุ "สัมปจิตฉามิ" อ่านว่า สัม - ปะ - จิต - ฉา - มิ คาถาบทนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ไม่มีผลสำหรับผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ พระโมคคัลลาน์ท่านมายืนยันว่า คาถาบทนี้เป็นคาถาอภิญญา บอกว่าคนที่ได้อภิญญามาในชาติก่อน ถ้าใช้คาถาบทนี้ของเก่าจะรวมตัว คือว่า ทำไป ๆ ถ้าเข้าถึงผรณาปีติจะรู้สึกว่าตัวไม่มีเหลือแต่หน้า ต่อไปก็ไม่มีอะไรเหลือเลย หน้าก็ไม่มี ถ้าทำได้เช่นนี้บ่อย ๆ ไม่ช้าก็รวมตัวจะไปไหนก็ได้ เที่ยวต่างประเทศเรื่องเล็ก ฆราวาสทำได้ทุกอย่าง แต่พระห้ามแสดงต่อหน้าคน
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 06-07-18, 00:05
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

คาถาป้องกันภัยยามทำสมาธิ

คาถาขอลาภเป็นคำแปลก ๆ หน่อย ฟังทันไหม ? จะจดก็ได้นะ คาถาขอลาภเขาว่าอย่างนี้ ให้กลั้นใจท่องคาถาในใจว่า
" ฮัดนิกุดกัดกา กากิกูสูจิ " กลั้นใจว่า ๙ จบ คาถานี้เป็นของหลวงพ่อซ่วน เขาใช้แล้วได้ผลอัศจรรย์ดี มีคนเอาไปใช้กันหลายคน

ส่วนคาถาป้องกันภัยหรือว่าคาถาขับมารของหลวงปู่ชุ่ม วัดวังมุยนั้น ท่านให้ว่าคาถาพร้อมทั้งโบกมือไล่ทั้ง ๔ ทิศ เพื่อความปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม หรือว่าเวลาจะเจริญกรรมฐาน ท่านให้ว่าคาถานี้แล้วโบกมือไล่ทั้ง ๔ ทิศ ท่านบอกว่าป้องกันมารเข้ามาแทรก ทำให้เราไขว้เขว เสียผลในการปฏิบัติ

เพราะฉะนั้น ถ้าใครใช้คาถาก็มีผลป้องกันอันตราย และก็ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีที่จะเข้ามาก่อกวนเราด้วย คาถาว่า " ตะรังเม ยาจามิ " ว่าเสร็จก็โบกมือไปทีหนึ่ง จนครบ ๔ ทิศ คำว่าทิศไม่จำเป็นต้องเหนือ ใต้ ออก ตก แต่ให้ใช้ ซ้าย ขวา หน้า หลัง ของเราเอง

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 06-07-18, 00:20
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

(จากคู่มือการฝึกอบรมพัฒนาจิต ของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี )

1. การเดินจงกรมก่อน เดินให้ยกมือไขว้หลังมือขวาจับข้อมือซ้ายวางไว้ตรงกระเบนเหน็บ ยืนตัวตรง เงยหน้า หลับตา ให้สติจับอยู่ที่ปลายผม กำหนดว่า ยืนหนอ ช้าๆ 5 ครั้ง เริ่มจากศีรษะลงมาปลายเท้า และจากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กลับขึ้นกลับลงจนครบ 5 ครั้ง แต่ละครั้งแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก คำ ว่า ยืน จิตวาดมโนภาพ ร่างกายจากศีรษะลงมาหยุดที่สะดือ คำว่าหนอ จากสะดือลงไปปลายเท้า กำหนดขึ้นคำว่า ยืน , จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือขึ้นไปปลายผมกำหนด กลับไป,กลับมา จนครบ 5 ครั้ง ขณะนั้น ให้สติอยู่ที่ร่างกาย อย่าให้ออกนอกกาย เสร็จแล้วลืมตาขึ้น ก้มหน้าทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ 4 ศอก สติจับอยู่ที่เท้า การเดิน กำหนดว่า ขวา ย่างหนอ กำหนดในใจ คำว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว เท้ากับใจ นึกต้องให้พร้อมกัน ย่าง ต้องก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าช้าที่สุดเท้ายังไม่เหยียบพื้น คำว่า หนอ เท้าลงถึงพื้นพร้อมกัน เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดว่า ซ้าย ย่าง หนอ คงปฏิบัติเช่นเดียวกันกับ ขวา ย่าง หนอ ระยะ ก้าวในการเดินห่างกันประมาณ 1 คืบ เป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้แล้ว ให้นำเท้ามาเคียงกัน เงยหน้าหลับตา กำหนด ยืน หนอ ช้าๆ อีก 5ครั้ง เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้ว ลืมตา ก้มหน้า ท่า กลับ การกลับกำหนดว่า กลับหนอ 4 ครั้ง คำว่ากลับหนอครั้งที่ 1 ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา 90 องศา ครั้งที่ 2 ลากเท้าซ้ายมาติดกับเท้าขวา ครั้งที่ 3 ทำเหมือนครั้งที่ 1 ครั้งที่ 4 ทำเหมือนครั้งที่ 2 ขณะนี้ จะอยู่ในท่ากลับหลัง แล้วต่อไปกำหนด ยืน หนอ ช้าๆอีก 5 ครั้ง ลืมตาก้มหน้าแล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการ

2. การนั่ง กระทำต่อจากการเดินจงกรม อย่าให้ขาดตอนลง เมื่อเดินจงกรมถึงที่จะนั่ง ให้กำหนดยืน หนอ อีก 5 ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนด ปล่อยมือลง ข้างตัวว่า ปล่อยมือหนอ ปล่อยมือหนอ ปล่อยมือหนอ ปล่อยมือหนอ ช้าๆ จนกว่าจะลงสุด เวลานั่งค่อยๆ ย่อตัวลงพร้อมกับกำหนด ตามอาการที่ทำไปจริงๆ เช่น ย่อตัวหนอ ย่อตัวหนอ ย่อตัวหนอ ย่อตัวหนอ เท้าพื้นหนอ เท้าพื้นหนอ เท้าพื้นหนอ เท้าพื้นหนอ คุกเข่าหนอ คุกเข่าหนอ คุกเข่าหนอ คุกเข่าหนอ นั่งหนอ นั่งหนอ นั่งหนอ นั่งหนอ เป็นต้น
วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือขาขวาทับขาซ้ายนั่งตัวตรง หลับตาเอาสติมาจับอยู่ที่สะดือ ที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พองหนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ ใจ นึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้อง ให้มีความรู้สึก ตามความเป็นจริงว่า ท้องพอง ไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติอย่างแน่นอน จะต้องมีความอดทน เพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติ ขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว
ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนาความเจ็บปวด เมื่อย คันๆ เกิดขึ้นให้หยุดเดิน หรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ เจ็บหนอ เจ็บหนอ เจ็บหนอ เจ็บหนอ เมื่อยหนอ เมื่อยหนอ เมื่อยหนอ เมื่อยหนอ คันหนอ คันหนอ คันหนอ คันหนอ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไปเมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป

จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆนานา ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่ พร้อมกำหนดว่า คิดหนอ คิดหนอ คิดหนอ คิดหนอ ไปเรื่อยๆๆๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนด เช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอ ดีใจหนอ ดีใจหนอ ดีใจหนอ เสียใจหนอ เสียใจหนอ เสียใจหนอ เสียใจหนอ โกรธหนอ โกรธหนอ โกรธหนอ โกรธหนอ เป็นต้น

เวลานอน เวลานอนค่อยๆเอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอนหนอ นอนหนอ นอนหนอ นอนหนอ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ว ให้เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่า พอง หนอ ยุบ หนอ ต่อไปเรื่อยๆให้คอยสังเกต ให้ดีว่า จะหลับไปตอนพอง หรือตอนยุบ

อิริยาบถต่างๆ การเดินไปในที่ต่างๆ การเข้าห้องน้ำ การเข้าห้องส้วม การรับประทานอาหาร และการกระทำกิจการงานทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือ มีสติสัมปชัญญะ เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา

หมายเหตุ การเดินจงกรมนั้น เราทำการเดินได้ถึง 6 ระยะ
เดินจงกรม 6 ระยะ
1. ขวา......ย่าง......หนอ ซ้าย.......ย่าง.....หนอ
2. ยก.......หนอ เหยียบ........หนอ
3. ยก.......หนอ ย่าง....หนอ เหยียบ.....หนอ
4. ยกส้น......หนอ ยก......หนอ ย่าง.....หนอ เหยียบ.....หนอ
5. ยกส้น......หนอ ยก........หนอ ย่าง......หนอ ลง.....หนอ ถูก......หนอ
6. ยกส้น.......หนอ ยก........หนอ ย่าง......หนอ ลง ......หนอ ถูก......หนอ กด.......หนอ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 06-07-18, 00:21
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป


หันทะ มะยัง กายะคะตาสะติกัมมัฏฐานัง กาโรมะ เส

อะยัง โข เม กาโย กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานับปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย มีอยู่ในกายนี้
เกสา ผมทั้งหลาย
โลมา ขนทั้งหลาย
นะขา เล็บทั้งหลาย
ทันตา ฟันทั้งหลาย
ตะโจ หนัง
มังสัง เนื้อ
นะหารู เอ็นทั้งหลาย
อัฏฐิ กระดูกทั้งหลาย
อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก
วักกัง ไต
หะทะยัง หัวใจ
ยะกะนัง ตับ
กิโลมะกัง พังผืด
ปิหะกัง ม้าม
ปับผาสัง ปอด
อันตัง ไส้ใหญ่
อันตะคุณัง สายรัดไส้
อุทะริยัง อาหารในท้อง
กะรีสัง อาหารเก่า
ปิตตัง น้ำดี
เสมหัง น้ำเสลด
ปุพโพ น้ำเหลือง
โลหิตัง น้ำเลือด
เสโท น้ำเหงื่อ
เมโท น้ำมันข้น
อัสสุ น้ำตา
วะสา น้ำมันเหลว
เขโฬ น้ำลาย
สิงฆาณิกา น้ำมูก
ละสิกา น้ำไขข้อ
มุตตัง น้ำมูตร
มัตถะเก มัตถะลุงคัง เยื่อมันสมองในกะโหลกศีรษะ
เอวะมะยัง เม กาโย กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานับปะการัสสะอะสุจิโนติ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อย่างนี้แล


ให้เราพิจารณาร่างกาย โดยการเจริญ " กายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป" ไปเรื่อยๆ
จนกระทั่ง เห็นร่างกายของเราเป็นอสุภะ เมื่อเห็นร่างกายของเราเป็นอสุภะแล้ว
ก็ให้พิจารณาร่างกาย โดยการเจริญ " กายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป" ต่อไปอีกเรื่อยๆ
จนกระทั่ง เห็นร่างกายของเราเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเห็นร่างกายของเราเป็น
ธาตุทั้ง 4 แล้ว ก็ให้พิจารณาร่างกาย โดยการเจริญ " กายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป" ต่อไปอีกเรื่อยๆ
จนกระทั่งเห็น ว่า " ร่างกายของเรานี้เป็นเพียง ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา "

เมื่อเห็นว่าร่างกายของเรา เป็นเพียงธาตุทั้ง 4 ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราจะไม่ยึดติดกับร่างกาย
เพียงแต่ว่า ถ้าเรายังไม่หมดอายุขัย เพียงใด เราก็จะทรงร่างกาย
นี้ต่อไปเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

หลังจากเจริญ กายคตาสติกรรมฐาน โดยสังเขป ไปจนกระทั่งเราพอใจแล้ว
ก็ให้เจริญวิปัสสนา โดยการพิจารณาร่างกายตามกฎไตรลักษณ์

การเจริญวิปัสสนา โดยการพิจารณาร่างกาย ตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา )

ท่านให้พิจารณาว่า " ขันธ์ 5 คือ ร่างกายของเรานี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา"

ไปจนกระทั่งเราเห็นว่า " ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา "

อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง

ทุกขัง แปลว่า ทุกข์ ,ความยากลำบาก ,ความลำบาก , ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

อนัตตา แปลว่า สลายตัว,ไม่ใช่ตัวตน

******

" อานาปานสติ "

จับลมหายใจ 3 ฐาน

หายใจเข้าลมกระทบจมูก แล้วมากระทบอก กระทบศูนย์เหนือสะดือนิดหน่อย
หายใจออกลมกระทบศูนย์อก และ ริมฝีปากบน

ให้เข้าฌานสมาบัติที่ 4 แล้วจึงออกจากฌานสมาบัติที่ 4 ลงมาที่อุปจารสมาธิ
แล้วจึงภาวนา " คาถาชุมนุมธาตุ", "คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่","ตั้งธาตุ"
ตามลำดับ แล้วจึง เจริญ "เจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป "

คุณประโยชน์ ของการตั้งธาตุ ด้วยการภาวนาคาถาตั้งธาตุ ได้แก่

" การตั้งธาตุ ช่วยให้ธาตุทั้ง4 ในร่างกายของเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้น"


******

คาถาชุมนุมธาตุ

เอหิปะถะวีพรหมา เอหิอาโปอินทรา เอหิเตโชนารายะ เอหิวาโยอิสสะราฯ

คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่

นะ อิ เพชชคง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
โม ติ พุทธะสัง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
พุท ปิ อิสะวาสุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
ธา โส มะอะอุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
ยะ ภะ อุอะมะ อะระหัง สุคะโต ภะคะวาฯ

ตั้งธาตุ

นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ
นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ
นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ
นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ

และท่องปิดท้ายด้วยคาถาทิพย์มนต์หลวงพ่อลี วัดอโศการาม

*****


(ไฟ)เด่นด้านสะเดาะขับไล่สิ่งอัปมงคล เช่น ขับไล่คุณไสยศาสตร์ ขับไล่ผี
(น้ำ) เด่นด้านเมตตา





คาถาตั้งธาตุทั้ง 4
ปฏิบัติเพื่อรักษาโรคเบื้องต้น

คาถาที่ใช้ในการรักษา

คาถาธาตุน้ำ
นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ

คาถาธาตุดิน
นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ

คาถาธาตุไฟ

นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ
คาถาธาตุลม

นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ

วิธีปฏิบัติ

นำมือทั้ง 2 ประสานยกขึ้นมาวางไว้ที่หน้าอก โดยนำมือขวาทับมือซ้าย เช่นเดียวกับพระพุทธรูปปางรำพึงพิจารณาให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายของเราขาดธาตุอะไร ก็ให้เราภาวนาคาถาธาตุนั้นๆ จนกระทั่งเรารู้สึกว่า ธาตุในร่างกายสมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้ว ก็ให้เลิกภาวนา และ เอามือที่ประสานกันบริเวณหน้าอก ลงมาไว้ที่ข้างลำตัวตามปกติ


*******
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 06-07-18, 13:29
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ประสบการณ์มโนมยิทธิ เต็มกำลัง <<1>>

เวลาจิตจะ ออกจากร่าง มีสภาวะ

ปีติ อุพเพคาปีติ หรือ อุพเพงคาปีติ อย่างแรงกล้า

มีแรงดึงจากข้างบนขึ้นไป เหมือนตัวเองจะพุ่งขึ้นไป ข้างบน

ถ้าตั้งใจพุ่งตาม ก็จะหลุดออกไป อีกภพภูมิ หนึ่ง

ทางที่ดีควรกำหนดจิตอธิษฐาน ขอบารมีครูบาอาจารย์ก่อนว่า

จะออกไปเที่ยวไหน

และต้องขอบารมีท่านท้าวจตุมหาราช และบริวารของท่าน

คุ้มครองกายหยาบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:44


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่