อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-06-10, 13:52
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile อภิญญา ๖

อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐาน
อภิญญาในคำวัดหมายถึงคุณสมบัติพิเศษของพระอริยบุคคลซึ่งเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี 6 อย่าง คือ
  1. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้
  2. ทิพพโสต มีหูทิพย์
  3. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
  4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
  5. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์
  6. อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป
อภิญญา 5 ข้อแรกเป็นของสาธารณะ (โลกียญาณ) ข้อ 6 มีเฉพาะในพระอรหันต์
ถ้าพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าพึ่งหมายว่าผู้นั้นจะเป็นอริยบุคคล

หลักสูตรอภิญญาหก ตอนที่ ๑ ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายและพระโยคาวจรทั้งหลาย สำหรับวันนี้ก็จะขอแนะนำท่านในเรื่อง "การฝึกอภิญญาหก" สำหรับวิธีการฝึกอภิญญาก็ดี วิชชาสามก็ดี ทั้งหมดนี้จะขอแนะนำไว้แต่เพียงหัวข้อเท่านั้น มิใช่ว่าจะมาแนะนำถึงขั้นละเอียดละออจนเกินไป ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเป็นของไม่ง่ายเกินไป แล้วก็ไม่ยากเกินไป เพราะว่าจะถือว่ายากเกินไป คนอื่นก็ไม่สามารถจะทำได้ ถ้าง่ายเกินไปก็ทำได้ทุกคน เป็นอันว่า วิชชาสามก็ดี อภิญญาหกก็ดี จะง่ายสำหรับคนที่มีวิริยะอุตสาหะจริงจังเท่านั้น สำหรับคนที่ขาดวิริยะอุตสาหะจริงจัง จะไม่มีผลปรากฏเลย เมื่อได้กล่าวมาถึงเนื่องมาจากวิชชาสามผ่านมาแล้ว ก็ขอแนะนำแต่เพียงหัวข้อคร่าว ๆ ในด้านอภิญญาหก ว่าการฝึกอภิญญาหกนี้ประกอบไปด้วยฤทธิ์แล้วก็ทำอะไรต่อมิอะไรได้ทุกอย่าง เช่น ปฐวีกสิณ ก็สามารถจะทำของอ่อนให้เป็นของแข็งได้ เช่นน้ำอ่อนเราก็ทำให้เป็นน้ำแข็งได้ อากาศอ่อนก็ทำให้เป็นอากาศแข็งได้ หรือวัตถุสิ่งใดที่มันอ่อนเกินไป ไม่สมควรแก่การที่เราจะใช้ ก็อธิษฐานให้ของสิ่งนั้นแข็งได้ นี่เป็นเรื่องของปฐวีกสิณ สำหรับ อาโปกสิณ ก็สามารถทำของแข็งให้เป็นของอ่อนได้ ทำพื้นที่ไม่มีน้ำให้มีน้ำได้ ถ้าฝนไม่ตกทำให้ฝนตกได้ หรือที่ที่มีน้ำน้อยเกินไป ทำให้มีน้ำมากก็ได้ เตโชกสิณ สถานที่ใดมีความหนาวเกินไป เย็นเกินไป สร้างความอบอุ่นให้เกิดได้ สถานที่ใดมีความมืดทำให้เกิดแสงสว่างได้ หรือว่าเราต้องการทำเป็นไฟเผาผลาญอะไรก็ได้ หรือว่าทำให้ไฟลุกโชนขึ้นมาดูเล่นโก้ ๆ หรือขู่ขวัญใครก็ได้ สำหรับ วาโยกสิณ ทำกายให้เบาสามารถจะเดินได้เร็วกว่าปกติก็ได้ ลอยไปในอากาศก็ได้ที่เรียกว่า "เหาะ" ทีนี้ต่อมาก็สำหรับ กสิณสีแดง กสิณสีแดงนี่ทำสีต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สีแดงให้เป็นสีแดงได้ กสิณสีเหลือง ทำสีต่าง ๆ ให้เป็นสีเหลืองได้ หรือเป็นสีทองได้ อย่างชนิดที่เรียกว่า เสกดินเป็นทอง เสกหินเป็นทอง อย่างนี้เป็นต้น สำหรับ กสิณสีเขียว กสิณสีเขียวกับสีดำ หรือสีมืด มันมีสภาพเดียวกัน สถานที่ใดมีความสว่างมากเกินไป ทำให้มืดได้ หรือว่าทำสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นให้เป็นสีเขียวก็ได้ สำหรับกสิณสีขาว ก็เหมือนกัน สามารถสร้างสีขาวให้เกิดในสภาพที่ต่าง ๆ ได้ตามประสงค์ สำหรับ อาโลกกสิณ กสิณแสงสว่าง กสิณแสงสว่างนี่สามารถจะทำที่มืดให้สว่างได้ หรือว่าสามารถจะเห็นของใน**บห่อ ในสิ่งที่เร้นลับอย่างกับร่างกายของคนแทนที่เอ็กซเรย์ เรารู้ว่ากายนี้มีโรคอะไรบ้าง มีสภาวะเป็นอย่างไรอย่างนี้ก็ดูได้ ของใต้แผ่นดินในหุบเขาเราก็สามารถจะเห็นได้ หรือว่าในที่นั่นจะมีที่มุงที่บังอย่างไรก็ตาม แต่ว่าอาศัยกสิณแสงสว่างทำให้เห็นได้คล้ายกับไม่มีอะไรปิดบัง สำหรับอากาศกสิณก็เช่นเดียวกัน อากาศกสิณนี่ก็มีสภาพเช่นเดียวกัน แล้วก็สามารถเห็นในสิ่งต่าง ๆ วัตถุต่าง ๆ ที่มีอยู่ เครื่องมุงเครื่องบังเราก็ทำให้ว่างเหมือนกับอากาศได้ หรือว่าในที่ใดมีอากาศไม่พอ อย่างโลกพระจันทร์ก็ดี หรือโลกพระอังคารก็ดี เขาบอกว่าอากาศไม่พอสำหรับมนุษย์ที่จะพึงอยู่ได้ ถ้าเราไปในที่นั้นเราก็อธิษฐานให้อากาศพอดีกับความต้องการของเราก็ได้ ก็รวมความว่าท่านที่เจริญกสิณทั้ง ๑๐ ประการนี้คล่องตัว ก็สามารถจะทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตนประสงค์ แต่ว่าการจะทำกสิณให้ครบถ้วนมันเป็นของไม่ยาก ความจริงการเจริญกสิณนี่ กสิณทุกตอนทุกอย่างจะต้องได้ถึงฌาน ๔ ทั้งหมด คือ นับตั้งแต่กสิณดินมาเป็นต้น เรียกว่าทั้ง ๑๐ อย่างคือ :- ๑. กสิณดิน ๒. กสิณน้ำ ๓. กสิณลม ๔. กสิณไฟ ๕. กสิณสีแดง ๖. กสิณสีเหลือง ๗. กสิณสีเขียว ๘. กสิณสีขาว ๙. กสิณแสงสว่าง ๑๐. กสิณอากาศ ทั้ง ๑๐ อย่างนี้ต้องทำให้ได้ฌาน ๔ ทั้งหมด นี่อ่านอย่างนี้แล้วก็รู้สึกว่าหนักใจ ว่าถ้าเราจะทำกสิณทั้ง ๑๐ อย่างให้ได้ถึงฌาน ๔ ทั้งหมด ชีวิตนี้ทั้งชีวิตอาจจะไม่มีโอกาสก็ได้ นี่เราพูดกันแบบคนที่ไม่เคยทำ หรือพูดกันชนิดที่คนที่เรียกว่า "เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ" คือ ไม่รู้จักการเอาจริงเอาจัง คนที่เขามีวิริยะอุตสาหะจริง ๆ เขาไม่ท้อถอยในเรื่องของกสิณ เรื่องกสิณก็กสิณ อย่าลืมว่ากสิณทุกอย่างเราก็เรียก "กสิณ" อาการทุกอย่างที่จะปฏิบัติก็เหมือนกัน ใช้อารมณ์อย่างเดียวกัน เหมือนกับเรามีกระป๋องน้ำเล็ก ๆ อยู่ ๑๐ ลูก เดิมทีเดียวเราไม่รู้จักกระป๋องน้ำ เขาบอกว่ากระป๋องน้ำเล็ก ๆ นี่ท่านต้องไปตักให้เต็ม เราก็เกิดความหนักใจ ขึ้นชื่อว่าไอ้กระป๋องนี้มันมีรูปร่างอย่างไร ทีนี้การตักน้ำให้เต็มมันจะเต็มได้แบบไหน นี่ถ้าเรายังไม่เคยตัก เรายังไม่เคยรู้จักกระป๋องเราก็หนักใจ แต่ว่าเห็นสภาพของกระป๋องแล้ว ลูกมันไม่โตนักพอจะยกไหว สำหรับตัวกระป๋องจริง ๆ เบา ไม่หนัก ถ้าตักน้ำให้เต็มมันก็ไม่หนักมากนัก พอจะแบกหามเอามาได้ แต่ว่าถ้ากำลังกายของเรายังไม่ดีพอ ก็หมั่นพยายามตักทีละน้อย ๆ ครั้งแรกอย่าเพิ่งให้เต็มกระป๋อง ตักเอามา ยกพอแค่พอกำลัง แล้วก็เดินไปถึงจุดหมายปลายทางที่บุคคลสั่งเขาสั่งเอาไว้ เมื่อทำอย่างนี้จนคล่องตัวรู้สึกว่ากำลังดีขึ้น สามารถจะเดินได้สบาย มันไม่มีความหนักนัก ก็เพิ่มน้ำให้มากขึ้นอีกนิดหนึ่ง ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปโดยไม่ละวิริยะอุตสาหะ หมั่นเพียรทำเป็นปกติ ในที่สุดน้ำเต็มกระป๋องเราก็หิ้วไปหาจุดหมายปลายทางโดยไม่ยากนัก เมื่อหิ้วน้ำเต็มกระป๋องไปได้แล้ว ก็ต้องหัดหิ้วให้คล่อง ให้มีความรู้สึกว่าน้ำในกระป๋องนั้นเป็นของไม่หนักสำหรับเรา ให้มีความรู้สึกว่าน้ำในกระป๋องนั้นเป็นของไม่หนักสำหรับเรา คิดว่าจะตักน้ำเมื่อไรให้เต็มกระป๋องแล้วก็เดินไปหาจุดหมายปลายทางเมื่อไรไปได้ทันทีโดยไม่มีความหนักใจ นี่การคล่องในการใช้กระป๋อง ในเมื่อเราใช้กระป๋องลูกแรกได้ฉันใด กระป๋องอีก ๙ ลูกก็มีสภาพเท่ากันเหมือนกัน มีจริยาอย่างเดียวกัน เปลี่ยนกันแต่สีสันวรรณะเท่านั้น หรือเปลี่ยนหูหิ้ว การใช้หูหิ้วต่างกันนิดหน่อย เราก็สามารถจะทำได้เช่นเดียวกัน ข้อนี้อุปมาฉันใด ในกสิณทั้ง ๑๐ ประการก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าท่านนักปฏิบัติมีความเข้าใจหรือมีความชำนาญในกสิณกองใดกองหนึ่งแล้ว อีก ๙ กองเป็นของไม่มีความสำคัญ เพราะว่าทุกกอง แต่ละกองอีก ๙ กองเราสามารถจะบังคับจิตคุมกสิณกองนั้น ๆ ให้เข้าถึงฌาน ๔ ได้อย่างช้าภายใน ๗ วันทุกกอง อ่านอย่างนี้ก็รู้สึกว่าไม่หนัก ทีนี้มาว่ากันถึง ฌานของกสิณ เสียก่อน ฌานของกสิณหรือว่าฌานของอะไรมันก็ฌานอย่างเดียวกัน ก็คือ มีอารมณ์อย่างเดียวกัน ถ้าเราเคยฝึกกสิณกองใดกองหนึ่งหรือวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งในวิชชาสามมาแล้วจนกระทั่งสามารถใช้วิชชาสามได้คล่องแคล่ว ตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้นเป็นอันว่า อารมณ์ของเราสามารถใช้กสิณเป็นฌาน ๔ ได้โดยฉับพลัน เป็นของไม่ยาก ไต่เต้ามาตามลำดับ อันนี้เป็นของไม่ยาก นี่สมมติว่าเราไม่ต้องการวิชชาสาม เราต้องการอย่างเดียวคือ "อภิญญาหก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิญญาหกนี่ เตโชกสิณก็ดี โอทาตกสิณก็ดี อาโลกกสิณก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้ถ้าทำถึงแล้วก็มีทิพจักขุญาณแจ่มใส แล้วมีการคล่องตัวดีกว่าฝึกทิพจักขุญาณธรรมดา เพราะมีความเข้มข้นกว่า นี่จะไม่กล่าวถึงตอนนี้ ก็เกรงว่าท่านจะสงสัยว่า ทำไมอภิญญาหกนี่จึงไม่มีจึงไม่สามารถจะใช้ทิพจักขุญาณ แต่ความจริง นอกจากทิพจักขุญาณแล้ว ทิพโสตญาณ คือ มีหูเป็นทิพย์ก็ได้ด้วย แล้วแถมแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ก็ได้ด้วย นอกจากนั้นก็ได้เหมือนกับวิชชาสามทุกอย่าง เป็นอันว่าความสามารถใด ๆ ในวิชชาสาม เราทำอภิญญาหกได้ เราได้ดีกว่า ได้ทั้งหมดแล้วก็ได้มากกว่านั้น ได้ดีกว่านั้น การไปเที่ยวสวรรค์ การไปเที่ยวนรก ไปเที่ยวพรหมโลก ไปพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ต้องถอดอทิสสมานกายไปก็ได้ ไปทั้งกายเลยก็ได้ จะถอดอทิสสมานกายที่เรียกว่า "จิต" คือ กายในไปก็ได้ อันนี้เป็นไปตามเรื่องของเรา ตามที่เราจะต้องการ ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องกสิณ กสิณนี่ความจริงฝึกก็ไม่อยากนัก เพราะเป็นกรรมฐานหยาบมีภาพสำหรับดู พูดเรื่องเดียวก็พอ เฉพาะปฐวีกสิณ กสิณดิน ดินที่เราจะมาเพ่งดูเราก็ใช้ดินสีอรุณ คือ ดินสีแดง แต่ความจริงเราจะชอบกสิณกองใดกองหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นปฐวีกสิณก่อน กสิณกองไหนที่เราชอบใจ เราชอบใจมาก ทำกองนั้นก่อน คือ ไม่จำเป็นต้องขึ้นตามลำดับ ทำให้ขึ้นถึงฌาน ๔ ตัวอย่าง พระลูกชายนายช่างทอง ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่จะพูดแบบอื่นก็จะว่าเอาเรื่องของอาจารย์องค์นั้นมาพูด เอาเรื่องของอาจารย์องค์นี้มาพูด แต่ความจริงเรื่องราวของอาจารย์ต่าง ๆ ท่านมีถมไป ปัจจุบันก็มีคนที่ได้อภิญญาหก นี่ที่พูดอย่างนี้น่ะก็อย่าไปหาว่าอาตมาได้อภิญญาหกเสียเองล่ะ อาตมาบอกแล้วว่าท่านที่ได้อภิญญาหกปัจจุบันก็มี แล้วที่จะย้อนกลับมาถามว่า คนที่จะรู้ว่าคนอื่นได้อภิญญาหกก็แสดงว่าบุคคลนั้นได้อภิญญาหก อาการอย่างนี้มันเป็นเรื่องเขาใช้จิตดูจิต แต่ที่เราไม่รู้ด้วยอาการอย่างนี้ก็ดี รู้จากอาการของท่านที่แสดงออก ซึ่งเราจะพอเข้าใจกันได้ว่าลักษณะของคนธรรมดา ฝ่ายสุกขวิปัสสโกก็ดี มนุษย์ธรรมดาก็ดี ไม่สามารถจะทำอย่างนี้ได้ แต่ท่านผู้นั้นรู้อย่างนั้นได้ เป็นวิสัยของวิชชาสาม อันนี้เราพอสังเกตได้ การกระทำบางอย่างซึ่งวิชชาสามทำไม่ได้ แต่ว่าท่านทั้งหลายทำเกินไปกว่านั้นไปก็แสดงว่าท่านได้อภิญญาหก อย่างนี้สมัยนี้มีอยู่ แต่ว่าท่านอยากจะรู้ว่า ใครเป็นผู้ได้ก็ไปถามผู้นั้นกันเอง อาตมาไม่สามารถจะบอกท่านได้ว่าใครเป็นผู้ได้ แต่ว่าทราบว่ามีตัวตนก็ยังมี ไม่ต้องเอาคนตายมาพูด จะไปไล่เบี้ยกับท่าน ท่านไม่ยอมรับจะทำอย่างไร ลีลานี่คนเขาฉลาดเขาจับกันมาได้หลายท่านแล้ว คนที่ทรงอภิญญาไม่จำเป็นต้องเป็นพระเสมอไป จะเป็นเณรก็ได้ เป็นเถรก็ได้ เป็นชีก็ได้ เป็นฆราวาสมีผมยาว ๆ นุ่งกางเกง กินข้าวเย็น มีลูกมีเมีย หรืออุบาสิกาที่มีผัวมีลูก เขาก็ทำกันได้ เพราะว่าเป็นฌานโลกีย์ ทำไมเขาจึงได้ ก็เพราะว่าเขาเป็นคนจริง เขามี อิทธิบาท"ครบ ฉันทะ ความพอใจในกิจที่เขาจะพึงทำนั้น เขาไม่ละความพอใจ ไม่มีการท้อถอย วิริยะ คือ ความบากบั่นหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จิตตะ ตั้งใจไว้เสมอว่าเราต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าไอ้การทำอย่างนี้มันถูกหรือมันผิด แล้วผลที่เกิดมาประเภทนี้ เพราะอาศัยเราใช้อารมณ์อะไร เขาจะไม่ลืมอารมณ์นั้น จะไม่ลืมจริยานั้น รวมความว่า คนมีอิทธิบาททั้ง ๔ ประการ คือ :- ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ จิตใจจดจ่อในสิ่งนั้น วิมังสา ใช้ปัญญาเป็นเครื่องประกอบตลอดเวลา คนประเภทนี้ทำอะไรก็สำเร็จ อย่าว่าแต่อภิญญาหกซึ่งเป็นฌานโลกีย์ หรือว่า สองในวิชชาสามซึ่งเป็นฌานโลกีย์ ห้าในอภิญญาหกซึ่งเป็นฌานโลกีย์ ที่บรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายถือว่าเป็นของเด็กเล่น ถ้าจะเทียบกับนักเรียนนักศึกษา เขาถือว่าแค่ประถมปีที่ ๑ เท่านั้น ยังมีความรู้ยังมีความสามารถไม่มาก ก็ไอ้ของขี้ประติ๋วเท่านี้ ทำไมล่ะ คนที่มี "อิทธิบาท ๔" จะทำไม่ได้ เพราะท่านมี "อิทธิบาท ๔" อยากจะเป็นพระโสดาบันเมื่อไรก็เป็นได้ อยากจะเป็นสกิทาคามีเมื่อไรก็เป็นได้ อยากจะเป็นพระอนาคามีเมื่อไรก็เป็นได้ อยากจะเป็นพระอรหันต์เมื่อไรก็เป็นได้ ถ้าไปถามท่านว่า ยากไหม ท่านก็บอกว่า ไม่ยาก เพราะของที่ท่านมีอารมณ์ใจรักแล้วก็ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหมด การกระทบกระทั่งผจญกับอุปสรรคถือว่าเป็นผลที่จะพึงได้ งานใดไม่มีอุปสรรค งานนั้นถือว่าไม่เป็นงาน นี่อ่านไปแล้วก็คิดไปด้วย นี่เราก็มานั่งเริ่มต้นเอากสิณอะไรดี เอาโลหิตกสิณ เถอะ! ประเดี๋ยวจะหาว่าไปเอาของคนนั้นมาพูดเอาของคนนี้มาพูด เราเอาของพระพุทธเจ้ามาพูดกัน พระลูกชายนายช่างทอง ที่บวชกับ พระสารีบุตร มาสิ้นเวลา ๓ เดือน พระสารีบุตรเห็นว่าเธอเป็นคนหนุ่มเป็นคนสวย แล้วก็เป็นคนรวย คิดว่าจะยุ่งเรื่องเพศตรงกันข้ามมาก อารมณ์จะข้องในเรื่องนั้น ท่านจึงให้ อสุภกรรมฐาน กับ กายคตานุสสติ เป็นอันว่า ๓ เดือน ไม่มีผลสำหรับพระองค์นั้น ต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้ว พระสารีบุตรพาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วว่าพระองค์นี้เป็นคนมีโทสะจริตเป็นตัวนำ ต้องให้ กสิณ ๔ อย่าง คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะเหมาะกับจริตของเธอ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้กสิณสีแดง ที่เรียกกันว่า "โลหิตกสิณ" สีแดง อธิษฐานดอกบัวทองคำเป็นสีแดงมอบให้แก่เธอ แล้วบอกให้เธอไปที่กองทรายหน้าวิหาร เอาก้านบัวปักไปบนกองทราย ทำทรายเป็นกองมูลขึ้น แล้วก็ปักก้านลงไป สั่งให้ลืมตาดูดอกบัว จำสีแดงได้แล้วก็หลับตานึกภาพสีแดง ถ้าภาพมันเลือนไปจากใจ ลืมตาดูใหม่ ดูจำได้แล้วก็หลับตา วิธีนี้เป็นวิธีที่ตัดอารมณ์ฟุ้งซ่านได้ดี เธอก็ปฏิบัติตามนั้น ขณะที่หลับตาเธอก็นึกว่า สีแดง สีแดง สีแดง ทำไปลืมตาบ้างหลับตาบ้างว่ากันอยู่ครู่หนึ่ง ประเดี๋ยวจิตก็จับสภาพสีแดงได้เป็นปกติ จิตก็หมดอารมณ์ซ่าน เมื่อจิตมีอาการทรงตัว อารมณ์ทรงสมาธิดีขึ้น สีแดงก็กลายเป็นสีเหลืองทีละน้อย ๆ เหลืองมาก เหลืองปนแดง ต่อไปแดงหายไปเหลือแต่เหลือง ต่อไปเหลืองก็กลายตัวเป็นขาวเป็นนวลขึ้นมา ในที่สุดก็กลายเป็นขาวปกติทั้งหมด หลังจากนั้นก็กลายจากขาวเป็นประกายพรึกแพรวพราว คล้าย ๆ กับกระจกเงาที่สะท้อนแสงอาทิตย์ จิตก็ทรงอารมณ์แนบนิ่งสนิท มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ กับ อุเบกขารมณ์ ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าลมหายใจปรากฏ แต่จิตตรงอยู่แบบสบาย ภาพกสิณที่เป็นประกายปรากฏเฉพาะหน้า อย่างนี้เรียกว่า "ฌาน ๔" เธอหลับตามาดูแล้วก็ลืมตาดู แล้วก็หลับตาลงไป สภาพแพรวพราวของกสิณนั้นก็ยังปรากฏอยู่ ตอนนี้องค์สมเด็จพระบรมครูพิจารณาดูว่า โอหนอ...เวลานี้เธอเข้าถึงฌานที่ ๔ แล้ว และองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็เลยช่วยเธอให้เป็นพระอรหันต์ ตอนนี้เราไม่พูดกัน พูดกันถึงเรื่องฌาน ๔ ของกสิณ เป็นอันว่าจะเป็นกสิณอะไรก็ตาม ถ้าเรานั่งเพ่งภาพ เพ่งอย่าลืมจะไปลืมตาแป๋วเพ่ง อย่างที่คนมาบอกว่า แหม..เพ่งภาพพระเสียจนแสบตา อย่างนี้มันเลยครู ครูไม่ได้สอนแบบนั้น ครูสอนแต่เพียงบอกว่าลืมตาดูภาพ ให้จำภาพของภาพนั้นไว้ได้ ไว้ในใจให้ได้ ให้ทรงตัว ถ้าอารมณ์มันเลือนไปก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ ลืมตาแล้วก็หลับตานึกถึงภาพนั้น เมื่อภาพนั้นยังเป็นภาพนั้นเป็นปกติ ทรงตัวอยู่ท่านเรียกว่า "อุคคหนิมิต" แต่ว่าเป็นอุคคหนิมิตอย่างต่ำ ๆ ต่อมาภาพนั้นก็จะกลายมาเป็นสีขาวจัดขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งแพรวพราวเป็นประกายพรึก มีอารมณ์สงัด หูได้ยินเสียงภายนอกชัด แต่ไม่รำคาญในเสียง อารมณ์ยังภาวนาอยู่ ปฐวีกสิณ ก็ภาวนาว่า "ปฐวีกสิณัง" อาโปกสิณ ก็จิตใจก็คิดว่า "อาโปกสิณัง" วาโยกสิณ ก็คิดในใจว่า "วาโยกสิณัง" เตโชกสิณ ก็คิดในใจว่า "เตโชกสิณัง" โลหิตกสิณ ก็คิดในใจว่า "โลหิตกสิณัง" ปีตกสิณ กสิณสีเหลือง ก็คิดในใจว่า "ปีตกสิณัง" กสิณสีเขียว ก็นึกในใจว่า "นีลกสิณัง" กสิณสีขาว ก็นึกในใจว่า "โอทาตกสิณัง" กสิณแสงสว่าง ก็นึกในใจว่า "อาโลกกสิณัง" ถ้าพิจารณา อากาศกสิณ ก็นึกในใจว่า "อากาศกสิณัง" เป็นต้น นี่นึกถึงภาพนั้นแล้วก็นึกถึงคำภาวนา เรียกชื่อนั้นไว้ในใจด้วย ช่วยอาการทรงจิตให้มันทรงตัว เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยทั่วหน้า แล้วบรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย เรื่องกสิณถ้าจะว่ากันไป เวลาที่จะแนะนำกันมันก็หมดแล้ว สำหรับวันนี้ก็จะขอยุติแต่เพียงเท่านี้ก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุแล้ว ขอทุกท่านจงบรรลุธรรมนั้นโดยฉับพลัน สวัสดี* .


หลักสูตรอภิญญาหก
ตอนที่ ๒


เป็นอันว่า การปฏิบัติในกสิณ ๑๐ พูดกันมาโดยย่อ จะทำกสิณกองใดกองหนึ่งก็ตาม ให้ถือมาตรฐานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเทรงสอนกับ พระลูกชายนายช่างทอง เป็นสำคัญ อารมณ์ของกสิณนั้น
ฌานที่ ๑ ยังรู้คำภาวนาในลักษณะของกสิณกองนั้น แล้วก็เห็นภาพของกสิณโดยทางใจ มีเป็นประกายแพรวพราว สามารถจะบังคับให้ภาพของกสิณนั้นเล็กก็ได้ ใหญ่ก็ได้ สูงก็ได้ ต่ำก็ได้ อยู่ข้างซ้ายก็ได้ อยู่ข้างขวาก็ได้ ไปอยู่ข้างหลังก็ได้ ให้คล่องตามนั้น แต่ถ้าฝึกกสิณกองไหนให้คล่องจริง ๆ ในกองนั้น อย่ารีบร้อน ให้มันได้จริง ๆ ทำเหมือนกับที่แนะนำในการตักน้ำใส่ถ้วยใส่กระป๋องน้ำมันมา จึงจะมีผล
พอสมาธิจิตเข้าถึง ฌานที่ ๒ ภาพกสิณจะใสจัด คำภาวนาจะหายไป จิตใจจะมีการตั้งมั่นมากขึ้น จับภาพกสิณทรงตัวได้ดีกว่า มีจิตสงบสงัดดีกว่า มีความเอิบอิ่มในใจ
พอถึง ฌานที่ ๓ ภาพความอิ่มในใจหายไป มีจิตใจตั้งอารมณ์เครียดตึงเป๋ง ทรงตัวเป็นสมาธิมากขึ้น ร่างกายรู้สึกว่าเหมือนสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง มันมามัดเข้าไว้ให้มีการทรงตัว เหมือนกับหลักที่ปักแน่น ๆ หูได้ยินเสียงภายนอกน้อย ๆ ใจทรงอารมณ์ฉพาะ จิตจับในภาพกสิณไม่คลายตัว นานแสนนานจะทรงอยู่ได้สบาย
พอจิตเข้าถึงฌานที่ ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฌานที่ ๓ หูจะได้ยินเสียงภาพนอกแว่ว ๆ แม้แต่เสียงดังแว่ว ๆ ก็เบานิดเดียว จิตจะไม่ไหวโคลง จิตจะไม่หวั่นไหว ไม่สอดส่ายไปสู่ในอารมณ์ใด ๆ ทั้งหมด จิตจะทรงตัวมั่น
พอถึง ฌานที่ ๔ จิตจะวางอารมณ์ ตัดภาระภายนอกทั้งหมด เป็นอันว่าตอนนี้จิตกับกายแยกกัน เห็นภาพกสิณมีสภาพแจ่มใส แต่ว่าประสาททั้งหมดของร่างกายจะกระทบกระทั่งอะไร ใจไม่ยอมรับรู้ เป็นอันว่าจิตกับกายแยกกันเด็ดขาด ทรงอารมณ์เป็นอุเบกขารมณ์ กับ เอกัคคตารมณ์ เอกัคคตารมณ์ คือ มีอารมณ์จับภาพกสิณเป็นอารมณ์เดียว นิ่ง อารมณ์สว่างไสว มีกำลังใจโพลง อุเบกขา วางเฉย ไม่รู้หนาว ไม่รู้ร้อน ไม่รูปวด ไม่รู้เมื่อย ยุงจะกิน ริ้นจะกัด ไม่รู้หมด อย่างนี้เป็นอาการของฌาน ๔

เมื่อทำกสิณกองใดกองหนึ่งได้ถึงฌาน ๔ แล้ว ต้องทรงกสิณกองนั้นให้ช่ำให้คล่อง นึกจะเข้าฌาน ๔ เมื่อไรก็เข้าได้ เข้าฌาน ๓ ฌาน ๒ ฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ หัดเข้าให้มนคล่องตามจังหวะ ตามลำดับฌาน แล้วถอยไปถอยมา ถอยมาถอยไป หรือนึกว่าเข้าฌาน ๑ แล้วอยากจะเข้าฌาน ๔ ถอยจากฌาน ๑ ไปเข้าฌาน ๔ ถอยจากฌาน ๔ ไปเข้าฌาน ๒ ถอยจากฌาน ๒ ไปเข้าฌาน ๓ ทำอย่างนี้ก็ได้ ให้มันคล่อง สลับกันไปสลับกันมา
ตอนนี้อ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยไหม เหนื่อยแน่สำหรับคนไม่เอาจริง แต่คนที่ท่านมี "อิทธิบาท ๔" ท่านไม่เหนื่อย ท่านสนุก! เข้ากสิณตามลำดับฌาน ๑ , ๒ , ๓ , ๔ เข้าฌานถอยจาก ๔ , ๓ ,๒ ,๑ เข้าฌานสลับฌาน ๑ , ๓ , ๓ แล้วก็ ๒ แล้วก็ ๔ เล่นอย่างนี้ให้เป็นปกติ ทั้งนั่งอยู่ ทั้งยืนอยู่ ทั้งเดินอยู่ นอน ๆ หลับ ๆ ตกใจตื่นขึ้นมาจับฌาน ๔ ฌาน ๓ ฌาน ๒ ฌาน ๑ ได้ทันทีตามที่ต้องการ เดินไปเดินมามันแสนจะเหนื่อย วิ่ง ๆ ก็ได้ อย่าว่าแต่เดิน วิ่งเล่นเสียก็ยังได้ แต่อย่าให้คนเห็นนะ ถ้าคนเห็นเขาจะหาว่าบ้า เขาจะหาว่าเราเป็นคนบ้า ทำอะไรให้มันเหนื่อย ๆ เหนื่อย ๆ เข้าปั๊บ ฉันจะเข้าฌาน ๔ ล่ะ! ให้มันเข้าได้ทันที จะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่ ๑ วินาทีเดียว อย่างนี้เรียกว่ามีความชำนาญในการเข้าฌาน ตามภาษาบาลีท่านเรียกว่า "นวสี" นวสี นวเสอ อย่าไปพูดกันเลย ภาษาที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องพูดกัน มีความชำนาญมีการคล่องในการเข้าฌาน
ในเมื่อการคล่องในการเข้าฌาน กสิณกองใดกองหนึ่งคล่องดีแล้ว เอาให้คล่อง เล่นให้ช่ำ เล่นหลาย ๆ วัน สักครึ่งเดือนหรือ ๑ เดือนก็ยังดี ตัวคล่องนี่ให้มันคล่องจริง ๆ ทุกท่าทุกอิริยาบถ ตื่นนอนใหม่ ๆ คว้าปั๊บ! ตั้งใจไว้ จะเข้ากสิณอะไร เข้าฌานอะไรได้ทันที เมื่อคล่องแบบนี้แล้วก็หันจิตไปจับกสิณกองอื่น ก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรเป็นแต่เพียงเปลี่ยนรูปเท่านั้น เปลี่ยนคำภาวนานิดหนึ่ง อาจจะขลุกขลิกจริง ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ ๓ วัน แล้วก็ทรงฌานได้คล่องเหมือนกัน
นี่เป็นอันว่าเสียเวลาจริง ๆ กสิณกองแรกกองเดียว และถ้ามีความชำนาญพอ กสิณทั้งหลายเหล่านั้นก็เอาละ กองละ ๓ , ๓ , ๓ เป็น ๙ เป็นอันว่าอีก ๒๗ วัน เราก็ได้ครบ ๑๐ กอง หลังจากกองแรกได้แล้ว กองแรกจะเสียเวลาเป็นเดือนก็เชิญเสียไป ในเมื่อมาได้กสิณทั้ง ๑๐ กองแล้ว มาเข้าฌานจนคล่องเฉพาะกสิณ ตานี้ก็หัดมาเข้าฌาน ฌานที่ ๑ ของปฐวีกสิณ ฌานที่ ๔ ของอากาศกสิณ ฌานที่ ๒ ของวาโยกสิณ ฌานที่ ๓ ของเตโชกสิณ เข้าฌานตามลำดับฌาน ตามลำกับกสิณ แล้วเข้าฌานสลับฌานสลับกสิณ เล่นให้คล่อง นึกขึ้นมาทีไรได้อย่างนั้นทันที
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่าการฝึกกสิณจบ จบเรื่องการฝึกกสิณ การทรงอภิญญาสมาบัติได้ผลแล้ว ทีนี้การทรงอภิญญาสมาบัติได้ผลอย่างไร จะแนะนำเฉพาะกสิณสักกองใดกองหนึ่ง สมมติว่าเล่นปฐวีกสิณ ( ถ้าพูดถึงปฐวีกสิณน่ะ อย่าไปนึกถึงเรื่องของหลวงพ่อปานเข้านะ จะไปนั่งหัวเราะแล้วก็จมน้ำตายไปตาม ๆ กัน ) ปฐวีกสิณมีคุณค่าในการทำของอ่อนให้แข็ง ก็เอาน้ำใส่แก้วเข้า อย่างอื่นก็ทำเหมือนกัน อาจจะแนะนำไม่หมดทุกกอง
ทีนี้การทำให้คล่องมันเป็นเรื่องของท่าน เอาน้ำใส่แก้วเข้า ตั้งจิตอยู่ในอุปจารสมาธิ ขออธิษฐาน ขอให้น้ำในแก้วนี้จงแข็ง แล้วก็ทำจิตให้เข้าถึงฌาน ๔ ให้จิตทรงตัว ถอยหลังมาถึงอุปจารสมาธิ ให้อธิษฐานใหม่ว่า "น้ำนี้จงแข็ง" เอามือจิ้มลงไปในน้ำ น้ำมันแข็งหรือไม่แข็ง ถ้ายังไม่แข็งก็ยังใช้ไม่ได้ อธิษฐานกันใหม่ทำกันแบบนี้จนคล่อง ถ้ามันแข็งแล้วก็ทำให้มันชินต่อไป นึกปั๊บว่า "น้ำนี้จงแข็ง" แข็งทันที อย่างนี้ใช้ได้ ให้คล่องตัวแบบนี้
นี่ส่วนกสิณกองอื่นก็เหมือนกัน ทำแบบนี้ให้มันชินให้มันคล่อง เราอยากจะใช้อภิญญาสมาบัติ อยากจะดำดินก็ได้ อยากจะเดินน้ำก็ได้ อยากจะเหาะก็ได้ อยากจะอธิษฐานให้ไฟลุกขึ้นมาโชนมาที่ไหนก็ได้ ทำที่มืดให้สว่างก็ได้ ทำที่แสงสว่างเป็นที่มืดก็ได้ จะไปนึกเนรมิตอะไรก็ได้ หูก็เป็นทิพย์ ตาก็เป็นทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศก็ได้ ได้ทุกอย่างตามที่เราต้องการ
แต่ว่าอย่าไปเล่นแบบประเภทเป็นเรื่องของชาวโลกเข้านะ ทำให้คนนี้รักกัน ทำให้คนนี้แตกกัน อย่างนี้ไม่ใช่กสิณของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นกสิณของพระยายม ตายแล้วก็ต้องโน้น ไปอยู่อเวจีมหานรก ใช้แต่สิ่งที่เป็นคุณ
ทีนี้เมื่อพูดกันถึงการเจริญกสิณเข้าฌาน ๔ จนคล่องแบบนี้ แล้วเราก็สามารถจะทรงอภิญญาสมาบัติได้ แบบไม่ยาก นึกอะไรก็ได้ มันนึกปั๊บเดียวมันเป็นได้ทันที อย่างนี้อย่างที่ พระโมคคัลลานะ ท่านคิดว่าจะไปสวรรค์ ท่านบอกประมาณลัดนิ้วมือเดียว อาตมาว่าช้าไป ไอ้การลัดนิ้วมือนี่มันต้องตั้งท่า ทีนี้ถ้าเราเล่นกสิณได้อภิญญาสมาบัติ แบบนี้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ถอดกายถอดจิตไปได้ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ตามความประสงค์
ทีนี้มาถามถึงความมุ่งหมายว่าเขาฝึกกันทำไม เขาฝึกกันเอาไว้เป็นคู่มือในความเป็นพระอรหันต์ กำลังใจเมื่อเข้มแข็งอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงนิวรณ์ แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงจริต เพราะว่ามันชนะหมดแล้ว ถ้าไม่ชนะนิวรณ์ไม่ชนะจริตก็ทรงฌานสมาบัติเป็นอภิญญาสมาบัติไม่ได้ แต่ยังอยู่ในฐานของอภิญญาสมาบัติฝ่ายโลกีย์ เดี๋ยวมันก็เสื่อม
ถ้าพระหนุ่ม ๆ เห็นสาวน้อย ๆ กลอยใจหน้าตาละมุนละไม ผิวสวย เสียงเพราะ ลีลาดี ดีไม่ดีกสิณก็พัง ในเมื่อเราทำอภิญญาสมาบัติได้ขนาดนี้ เราก็ต้องคุมไว้ไม่ให้สลายตัว เวลาคุมไว้ไม่ให้สลายตัวทำอย่างไร ก็เข้าถึงฌาน ๔ กสิณกองใดกองหนึ่ง แล้วเราก็มาคุมอารมณ์เพื่อความเป็นพระโสดาบันเลย ไม่มีอะไรยาก ให้รู้จักการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ก็เอากสิณเอาอภิญญาไปพิสูจน์ได้ทุกชาติทุกภพ ถอยหลังชาติของตนไปกี่แสนชาติก็ได้ ก้าวหน้าไปก็ได้ ของใครก็ได้ เมื่อได้ขนาดนี้แล้ว คำว่าสงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มี
ดูตัวอย่างคนที่ละเมิดศีลไปดูมันเองในเมืองนรก ไปถามสัตว์นรกแต่ละพวกจะทราบชัดว่า เขาละเมิดศีลข้อไหนจึงลงนรกมีทุกขเวทนาแบบนี้ ไปถามเทวดาถามพรหมที่ท่านทรงศีลบริสุทธิ์ ท่านก็บอกให้เราเห็นโทษของการละเมิดศีล เห็นคุณของการทรงศีล เราก็มาทรงศีลให้บริสุทธิ์ นี่เราจะเป็นพระโสดาบันแล้ว ถ้าจะถามไปอีกทีว่า ไอ้การทรงศีลบริสุทธิ์นี่ต้องฝึกใหม่ไหม มันก็ไม่มีอะไรนี่ เพราะว่าฌานโลกีย์ถ้าศีลบกพร่องเมื่อไร ฌานมันก็พังเมื่อนั้น ศีลดีเมื่อไรฌานก็โผล่ นี่มาทรงศีลบริสุทธิ์ คุมศีลให้ดี ศีลมันเคยคุมอยู่แล้ว เราก็มาคุมแบบสบาย ๆ เพราะว่าเรามี "อิทธิบาท ๔" ครบถ้วน มีกำลังใจครบถ้วน เป็นของไม่ยาก
แต่ว่าความจริงแล้วท่านที่ได้อภิญญาสมาบัติ เขาไม่มามัวนั่งเล่นพระโสดา สกิทา อนาคา กันหรอก เพราะอะไร เพราะกำลังอ่อนไป ฌานจัดอันดับต่ำสุดก็อนาคามีเลย ทุกอย่างเขามีครบอยู่แล้ว เหลืออีกอย่างเดียว พิจารณาว่า เออ..ร่างกายของเรานี่มันเป็นเราเป็นของเราหรือเปล่านี่ มันไม่ใช่เรานี่ มันไม่ใช่ของเรา ร่างกายคนนี่มันดีหรือมันเลว มองปั๊บเดียวเห็นตับไตไส้ปอดหมดในร่างกาย ไม่มีอะไรเหลือ อยากจะดูจิตใจของคนที่เราอยากจะรัก จิตใจของคนที่เราอยากจะรักมันก็เต็มไปด้วยความเลว เต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน หาจุดจบของความปรารถนาไม่ได้
เป็นอันว่า ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรควร ตัดความรักเสียได้แบบง่าย ๆ เรื่องความโกรธพยาบาทเราก็ห้ำหั่นเสียแล้วด้วยกำลังของฌาน มันไม่มีแรงจะดิ้นก็ตัดเสียเลยทีเดียวว่า การโกรธ การพยาบาท ก็อาศัยตัวเองเป็นสำคัญ ร่างกายเป็นสำคัญ เราโกรธคนน่ะเราโกรธกาย เราถือตัวเราถือกาย เราไม่ได้ถือใจ ไอ้กายที่เราคิดจะฆ่า ยังไง ๆ มันก็ตาย ส่วนนายของมันก็คือใจที่เราไม่คิดจะฆ่า ถ้าเราจะไปฆ่าใจของบุคคลอื่นก็ไม่ตาย ควรจะฆ่าใจของเราที่มันคบความชั่ว ฆ่าอารมณ์ความชั่วในใจของเราให้มันสิ้นไป อย่าไปสนใจกับวาทะของบุคคลอื่น ที่พูดเสียดแทง อย่าไปสนใจกับอาการของบุคคลอื่นที่เสียดแทงใจเรา เพราะอะไรนั้น นั่นเขาไม่ได้ด่าใจ เขาด่ากาย กายของเราประเดี๋ยวมันก็พัง ใจเราเราไม่รับรู้ กายมันถูกด่าก็ช่างมัน
เป็นอันว่าเราขอตัดสภาวะความรักในเพศ ความโกรธ ความกระทบกระทั่งจิตที่ไม่ถูกใจเสียให้หมด เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏว่า มันมีผลเป็นทุกข์ ถ้าเราสงสัยก็ถอดอทิสสมานกายก็ได้ ไม่ถอดก็ได้ ไปมันเลยทั้งตัวก็ได้ ไปถามพระท่านดู พระท่านอยู่ที่ไหนเราไปหาได้อย่างไร ก็ให้ได้อภิญญาหกเสียก่อน ถ้าได้อภิญญาหกเสียก่อนค่อยพูดกัน ถ้าได้อภิญญาแล้วถ้ายังไปไม่ได้ ก็มาคุยกันใหม่ว่าทำไมถึงไปไม่ได้ ถ้าได้อภิญญาแล้วไปไม่ได้ละก็โกหกกันแน่ จับโกหกกันแน่ แล้วถามว่าจะไปหาพระที่ไหน ที่ไปมีอยู่ เราศึกษาตรงเฉพาะพระก็แล้วกัน พระสอนมาอย่างไรปฏิบัติแบบนั้น
เราไม่ต้องเรียนเพื่อเป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องเรียนเพื่อความเป็นสกิทาคา ไม่ต้องเรียนเพื่อความเป็นพระอนาคา เขาเรียนเฉพาะพระอรหันต์กันเลย เพราะว่ากำลังของท่านที่ได้อภิญญา ถ้าจะไปทียบกับสุกขวิปัสสโก มันไกลกันลิบลับ ไกลแบบเทียบกันไม่ได้ กำลังสูงกว่ากันมาก เทียบกำลังกันคล้าย ๆ กับกำลังหมูกับกำลังช้าง สุกขวิปัสสโกกำลังเหมือนกับกำลังหนู ฉฬภิญโญกำลังเหมือนกับกำลังช้าง ในเมื่อท่านมีกำลังเหมือนช้าง
แต่พาหนะของภาระหมูอันใดที่หมูแบกได้ ช้างแบกไม่ได้ไม่มี เป็นอันว่าสิ่งที่หมูแบกไปได้โดยคล่องฉันใดช้างหยิบเข้าไปแล้วมันก็ไม่รู้สึกหนัก เพราะมันไปคล่องกว่าหมู ข้อนี้อุปมาฉันใด การตัดกามฉันทะก็ดี การตัดปฏิฆะก็ดี ความเมาในรูปฌานก็ดี ความเมาในอรูปฌานก็ดี การเมาในมานะการถือตัวถือตนก็ดี สามารถจะแก้ด้วยฌานหรือญาณที่ได้มา แล้วอารมณ์ฟุ้งซ่านก็ดี หรือความโง่ที่ไม่เข้าใจใน "อริยสัจ" ก็ดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีปัญญาแหลมคมและมีกำลังมากด้วยกำลังฌาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ศึกษากับพระอาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์มีไหม มีหรือไม่มี อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ถ้าถามท่าน ท่านอาจจะตอบว่าไม่รู้ ถ้าถามอาตมา อาตมาก็ตอบว่ามี ถ้าถามว่ามี เวลานี้ท่านอยู่ที่ไหน ก็ต้องตอบว่า ไม่ยอมบอกให้ทราบ จะไปบอกกันทำไม ถ้าอยากจะรู้ก็เชิญทำให้ได้ แล้วก็ไปให้ถึง ถ้าจะถามว่า คนพูดเคยทำได้ เคยไปถึงไหม ก็ตอบว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน นึกไม่ออกเวลาที่พูดนี่นึกไม่ออก เพราะไม่อยากจะนึก จะมาถามกันทำไม

เป็นอันว่า ที่พูดมานี่ก็ขอบอกให้ทราบ พูดตามหลักวิชาเท่านั้น ไม่ใช่เอาตัวเข้ามาเทียบ จะมาถามว่าได้หรือเปล่า อาตมาก็ตอบว่าไม่รู้ ถามว่าไม่รู้ตอบได้อย่างไร ตอบว่าพูดมาได้หรือว่าตอบก็ได้ ตามหลักวิชา ตามตำรับตำราที่ได้เขียนไว้บ้าง ตามที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านแนะนำสั่งสอนบ้าง แล้วก็ตามที่ท่านที่อยู่ ๆ เดินอยู่ในประเทศไทย เผลอแผล็บเดียวถึงพุทธคยา เผลอแผล็บเดียวถึงทัชมาฮาล เผลออีกนิดเดียวถึงสุวรรณวิหาร เผลอหน่อยเดียวไปลังกา นี่อย่างนี้ตัวเขามีอยู่

เป็นอันว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ ท่านได้อภิญญาสมาบัติ เมื่อท่านได้อภิญญาสมาบัติก็ถามท่าน ท่านบอกมาให้ฟังอย่างนี้ ก็พูดกันมาให้ทราบ แล้วผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าบอกว่าเชื่อทันที อาตมาก็ขอตำหนิ ไอ้การที่บอกว่าเชื่อทันทีแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ถือว่าเป็น "อธิโมกขศรัทธา" เชื่อโดยไม่ใช้ปัญญาแลไม่ลองปฏิบัติตาม คนประเภทนี้ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้แล้วก็ไม่อยากจะคบ คบกันได้อย่างไร พูดให้ฟังเดี๋ยวเดียวก็เชื่อเสียแล้ว ดีไม่ดีไปฟังคนอื่นเขาบอกว่า ไอ้แบบนี้ใช้ไม่ได้แบบนั้นดีกว่า ก็ไปเชื่อเขาอีก แล้วไปคบกับคนที่ ๓ เขาบอกว่า ไอ้ ๒ แบบที่ฟังมาน่ะมันใช้ไม่ได้ แบบนี้ดีกว่า ก็เชื่อเขาอีก คนประเภทนี้พระไม่คบ ไม่คบเพราะอะไร เพราะไม่ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาตามความเป็นจริง

พระต้องการอย่างเดียวคือคนใช้ปัญญาแล้วปฏิบัติตาม ก่อนที่จะปฏิบัติตาม ใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อนว่า ธรรมะที่พระพูดมานี่ควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี จริงหรือไม่จริง สมเหตุสมผลไหม
ถ้าพิจารณากันด้วยปัญญาเห็นสมเหตุสมผล เป็นของควรเป็นของดี แล้วก็เชื่ออย่างนี้ใช้ไม่ได้ แต่ยังใช้ได้เล็ก ๆ ยังใช้ไม่ได้ใหญ่ ถ้าใช้ได้ใหญ่จริง ๆ นี่เขาต้องปฏิบัติตามตำรา ต้องดูตัวอย่าง พระสารีบุตร กับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ มีพระสงฆ์ประชุมกันอยู่มากในเวลานั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนา ซึ่งเป็นผลให้ตัดความทุกข์เข้าไปหาความสุข
เมื่อพระองค์ทรงตรัสจบ ก็ถามพระสารีบุตรว่า
"สารีปุตตะ ดูก่อนสารีบุตร ถ้อยคำที่ตถาคตพูดมานี่เธอเชื่อไหม?"
พระสารีบุตรได้กราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าข้า"
ตอนนี้บรรดาพระทั้งหลาย พากันมองหน้าพระสารีบุตร เริ่มเกลียดน้ำหน้าพระสารีบุตร ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะหาว่าพระสารีบุตรทะนงตน ที่องค์สมเด็จพระทศพลทรงยกย่องว่า เป็นอัครสาวกเบื้องขวา เป็นผู้มากไปด้วยปัญญา แสดงท่าเบ่งอวดเก่งดีกว่าพระพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงทราบวาระน้ำจิตของบรรดาพระสาวกทั้งหลาย จึงได้กล่าวว่า
"เธอทั้งหลายจงจำคำพระสารีบุตรไว้"
องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสถามว่า
"ทำไมจึงไม่เชื่อ?"
พระสารีบุตรจึงตอบว่า "ข้าพระพุทธเจ้าต้องนำไปประพฤติปฏิบัติก่อน ถ้ามีผลจริงตามที่องค์สมเด็จพระชินวรทรงตรัส ข้าพระพุทธเจ้าก็จะเชื่อ ถ้าไม่มีผลจริงข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าข้า"
สมเด็จพระบรมศาสดาจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสกับบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายว่า
"เธอทั้งหลายจงเอาอย่างพระสารีบุตร เมื่อตถาคตพูดอะไรไปแล้วจงอย่าเพิ่งเชื่อ ใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อนแล้วปฏิบัติตาม ถ้ามีผลจริงตามนั้นแล้วจึงเชื่อ"
นี่แหละบรรดาท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอ่านแล้วก็เชื่อ อาตมาจึงบอกว่าไม่อยากคบ อยากจะคบปรเภทเดียวอ่านแล้วใช้ปัญญาคิด คิดอย่างเดียวไม่พอ ลงมือทำด้วย ทำอย่างจริงจัง ทำอย่างคนที่มี "อิทธิบาท ๔" คือ มีฉันทะ ความพอใจ มีวิริยะ ความเพียร มีจิตตะ เอาใจจดจ่อ มีวิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาในเวลาจะปฏิบัติ ทำอย่างนี้องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ทรงชมเชยฉันใด อาตมาก็ชมท่านฉันนั้น
สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาเสียแล้ว ขอบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลาย จงพากันตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น ใช้ปัญญาพิจารณาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระภควันต์ หรือจะทรงฌานสมาบัติด้วยกำลังจิตของท่านก็ได้ ตามสมควรแก่เวลา และขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพระโยคาวจรทุกคนโดยทั่วหน้า สวัสดี*


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 04-07-10, 23:05
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

โมทนาบุญด้วยนะคะ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:53


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่