อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 21-06-10, 12:20
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,116
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,916 ครั้ง ใน 77,916 ข้อความ
พลังบุญ: 56636
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ

อภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-12-1-1%5B1%5D-jpg
อภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-46_1250752637%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-normal_acd5%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-46_1250752637%5B1%5D-jpg
อภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-fullmoon2%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-fullmoon2%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-fullmoon2%5B1%5D-jpg
๑. พหุภาพได้แก่ การอธิษฐานให้คนคนเดียวปรากฎเป็นมากคน มีจำนวนถึงร้อยพันหมื่นคนก็ได้ ท่านยกตัวอย่างท่านพระจูฬปันถกเถระ มีเรื่องเล่าว่าพระมหาปันถกเถระผู้พี่ชายของพรุจูฬปันถกเถระได้ออกบวชในพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เมื่อได้ลุถึงยอดแห่งสาวกบารมีแล้วนึกถึงน้องชายจึง
ไปนำมาบวชในพระธรรมวินัยด้วย น้องชายคือพระจูฬปั่นถกเถระนั้น ปรากฏว่าสติปัญญาทึบ พี่ชายให้เรียนคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าเพียงคาถาเดียวตั้ง๔เดือนก็จำไม่ได้ พี่ชายจึงขับไล่ไปตามธรรมเนียมอาจารย์กับศิษย์ พระบรมศาสดาทรงทราบว่าเป็นผู้มีอุปนิสัยหากแต่มีกรรมบางอย่างขัดขวางอยู่เล็กน้อยจึงทำให้เป็นคนทึบในตอนแรก แต่ต่อไปจะเป็นผู้เปรื่องปราดได้ จึงเสด็จไปรับมาอบรมทรงประทานผ้าขาวผืนหนึ่งให้ถือบริกรรมว่ารโชหรณ์ๆเรื่อยไป ท่านปฏิบัติตามพระพุทธโธวาทนั้นได้เห็นมลทินมือติดผ้าขาวเศร้าหมองขึ้น เกิดวิปัสสนาญาณแจ้งใจขึ้นทันทีนั้นเอง เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณไม่ท้อถอยท่านก็ลุถึงภูมิพระอรหัตตผล เกิดความรอบรู้ทั่วถึงในพระไตรปิฎกและได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในภายหลังว่า เป็นยอดของผู้เชี่ยวชาญทางเจโตวิวัฎ คือการพลิกจิต พี่ชายคงยังไม่ทราบว่าน้องชายลุถึงภูมิพระอรหัตแล้ว เมื่อมีผู้มานิมนต์สงฆ์ไปฉันภัตตาหารในบ้าน ท่านก็มิได้นับน้องชายเข้าในจำนวนสงฆ์
เมื่อพระบรมศาสดาพร้อมด้วยสงฆ์ประทับณที่นิมนต์แล้วทรงตรวจดูไม่เห็นพระจูฬปั่นถกเถระ จึงตรัสบอกทายกว่ายังพระตกค้างอยู่ในวัดรูปหนึ่ง ทายกก็ให้ไปนิมนต์มาครั้นผู้ไปถึงวัดแทนที่จะเห็นพระรูปเดียวดั่งพระพุทธดำรัส ก็กลับเห็นพระตั้งพันรูปนั่งทำกิจต่างๆกันเต็มร่มไม้ ไม่ทราบจะนิมนต์องค์ไหนถูก จึงกลับไปกราบทูลให้ทรงทราบตรัสสั่งให้ไปนิมนต์ใหม่ระบุชื่อพระจูฬปันถกเถระ ทายกก็ไปนิมนต์อีกพอไปถึงก็ระบุชื่อตามตรัสสั่งว่าขอนิมนต์ไปฉันภัตตาหารพอจบคำนิมนต์ ก็ได้ยินเสียงตอบขึ้นพร้อมกันตั้งพันเสียงว่าตนชื่อพระจูฬปันถกเถระ ทายกก็จนปัญญาไม่ทราบว่าจะนิมนต์องค์ไหนอีกจึงกลับคืนไปเฝ้ากราบทูล ทีนี้ตรัสสั่งว่า ๑จงมองดูหน้าองค์ไหนหน้ามีเหงื่อให้ไปจับมือองค์นั้นมา ทายกไปนิมนต์และปฎิบัติตามที่ตรัสสั่งก็ได้พระจูฬปันถกเถระมาดังประสงค์ ทันทีนั้นเองพระจำนวนตั้งพันองค์ก็หายวับไป คงมีพระองค์เดียวคือพระจูฬปันถกเถระเท่านั้น ทายกเห็นแล้วเกิดอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้า จึงนำความกราบทูลพระบรมศาสดาตรัสว่าเป็นวิสัยของภิกษุผู้มีฤทธิ์ในพระธรรมวินัยนี้เรื่องนี้ เป็นตัวอย่างในอินธิปาฏิหาริย์พหุภาพ แม้พระบรมศาสดาก้อทรงทำเช่นในคราวทำยมกปาฏิหาริย์เนรมิตพระองค์ขึ้นหลายหลากล้วนทรงทำกิจต่างๆกันในท้องฟ้าเวหาหน ดั่งกล่าวไว้ในบทนำการทำฤทธิ์พหุภาพนี้ใช้มโนภาพเป็นเครื่องนำทำให้ใจสงบแล้วอธิษฐานก็เป็นได้ดั่งนั้นทันที จะกำหนดให้เป็นกี่ร้อยกี่พันและจำนวนเท่าไรให้ทำกิจอะไรก็กำหนดตามแล้วอธิษฐานให้เป็นเช่นนั้น.

๒. เอโกภาพ ได้แก่การอธิษฐานให้คนมากกลับเป็นคนเดียวเป็นวิธีตรงกันข้ามกับพหุภาพ และต้องทำคู่กันเสมอไป คือเมื่อทำให้มากแล้วก็อธิษฐานกลับคืนเป็นคนเดียวตามเดิม ส่วนคนมากจริงๆทำให้ปรากฎเพียงคนเดียวหรือน้อยคนนั้นจะต้องใช้วิธีกำบังเข้าช่วยคือปิดบังมิให้มองเห็นคนอื่นๆมากๆ ให้เห็นแต่เพียงคนเดียวหรือน้อยคน วิธีนี้จะได้กล่าวในข้ออื่นตัวอย่างอิทธิปาฏิหาริย์เอโกภาพนี้ก็ได้แก่พระจูฬปันถกเถระนั่นเอง จึงเป็นอ้นได้ความชัดว่าเอโกภาพหมายถึงอธิษฐานกลับคืนเป็นคนเดียวนั่นเอง

๓. อาวีภาพ ได้แก่การอธิษฐานให้ที่กำบังเป็นที่เปิดเผย ดั่งที่พระบรมศาสดาทรงทำในคราวเสด็จลงจากดาวดึงส์ ทรงอธิษฐานให้โลกทั้งสิ้นสว่างไสวทั่วหมดทำให้มนุษย์และเทวดาเห็นกันได้ที่เรียกว่าปฏิหาริย์เปิดโลก ดังเล่าไว้ในบทนำนั้นแล้ว ปาฏิหาริย์อาวีภาพนี้ใช้อาโลกกสิณเป็นเครื่องนำทำใจให้สงบเป็นฌานแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงสว่างกำหนดไว้ในใจให้สว่างเพียงใด ก็จะสว่างเพียงนั้นทันทีถ้ากำหนดให้สว่างหมดทั้งโลก โลกทั้งสิ้นก็จะสว่างไสวแม้จะอยู่ไกลกันตั้งพันโยชน์ก็จะแลเห็นกันได้เหมือนอยู่ใกล้ๆกันฉะนั้น.

๔. ติโรภาพหรือกำบัง – หายตัว ได้แก่การอธิษฐานที่โล่งแจ้งให้เป็นที่มีอะไรกำบัง เช่นให้มีกำแพงกั้นเป็นต้นดั่งพระบรมศาสดาทรงทำปาฏิหาริย์จงกรมในน้ำคราวไปทรมานปุราณชฏิลและคราวทรงกำบังมิให้พระยศเถระกับบิดาเห็นกันซึ่งได้เล่าไว้ในบทนำนั้นแล้ว.
ปาฏิหารย์ติโรภาพนี้ใช้มโนภาพนึกถึงเครืองกั้นโดยธรรมชาติเช่นนีลกสิณหรืออากาสกสิณเป็นเครื่องนำก็ได้เพื่อทำใจให้สงบเป็นฌานแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าจงกำบังดังนี้ก็จะสำเร็จดังอธิษฐานทันที.

๕. ติโรกุฑฑาสัชชมานภาพหรือล่องหน ได้แก่การอธิษฐานที่ทึบซึ่งมีอะโรกั้นกางอยู่โดยธรรมชาติเช่นฝากำแพงภูเขาที่กลายเป็นที่โปร่งสามารถเดินผ่านไปได้ดั่งในที่ว่างๆ ฉะนั้นอุทหรณ์ในข้อนี้ยังไม่เคยพบจะมีผู้ทำหรือไม่ไม่ทราบ แต่น่าจะทำได้เช่นเดียวกับอาชีวภาพปาฏิหาริย์เป็นแต่ปาฏิหาริย์นี้ ใช้อารสกสิณเป็นเครื่องนำทำใจให้สงบเป็นฌาน แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าจงเป็นอากาศก็จะเป็นได้ดั่งอธิษฐานนั้นทันที พระอาจารย์ภูริทัตตเถระ (มั่น) เคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อคราวท่านไปอยู่ถ้ำเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่เมื่อไปอยู่แรกๆรู้สึกอึดอัดคับแคบทั้งๆถ้ำนั้นก็กว้างพอสมควร ท่านจึงเข้าอากาสกสิณเบิกภูเขาทั้งลูกให้เป็นอากาศ๑ไปจึงอยู่ได้สบายไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนแรกๆแต่ท่านมิได้เล่าว่าสามารถเดินผ่านภูเขาไปได้หรือไม่ ? ผู้ชำนาญทางอากาสกสิณน่าจะทดลองทำดูบ้างน่าจะสนุกดี

๖. ปฐวีอุมมุชชภาพหรือดำดิน ได้แก่การอธิษฐานแผ่นดินให้เป็นน้ำแล้วลงดำผุดดำว่ายได้ สนุกๆ เหมือนทำในน้ำธรรมดาเช่นนั้นตัวอย่างในข้อนี้ยังไม่เคยพบได้พบแต่คำกราบทูลของนางอุบลวรรณาเถรีในคราวที่พระผู้มีพระภาคจะทรงทำยมกปาฏิหาริย์ว่านางสามารถทำได้แล้วทูลอาสาจะทำปาฏิหาริย์แทนพระบรมศาสดาเพื่อให้เดียรถีย์และมหาชนเกิดอัศจรรย์ว่าแม้แต่สาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มีฤทธิ์น่าอัศจรรย์เพียงนี้แล้วพระบรมศาสดาจะมีฤทธิ์น่าอัศจรรย์เพียงไหน ปาฏิหาริย์ข้อนี้บ่งชัดแล้วว่าต้องใช้อาโปกสิณเป็นเครื่องนำทำใจให้สงบเป็นฌานแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่าจงเป็นน้ำก็จะเป็นได้ดั่งอธิษฐานทันที

๗. อุทกาภิชชมานภาพหรือไต่น้ำ ได้แก่การอธิษฐานน้ำให้เป็นแผ่นดินแล้วเดินไปบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นดิน ฉะนั้นข้อนี้ก็ไม่ปรากฏมีอุทาหรณ์คงเนื่องด้วยหาที่น้ำทำปาฏิหาริย์ข้อนี้ไม่ได้กระมัง ! ครั้งหนึ่งพระบรมศาสดากับพระสาวกเดินทางไปจะข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งผู้คนกำลังสาละวนจัดหาเรือแพเพื่อส่งข้ามแก่พระศาสดาและพระสาวกเมื่อจัดเสร็จพระบรมศาสดากับพระสาวกลงเรือแล้วตรวจดูไม่เห็นพระอีก๒รูปจึงคอยอยู่นานก็ไม่เห็นมาพระบรมศาสดาจึงตรัสว่าไม่ต้องคอยผู้ที่ข้ามแล้วครั้นข้ามไปถึงฝั่งโน้นก็พบพระทั้ง๒รูปนั้นนั่งรอยู่ก่อนแล้วสมจริงดั่งพระพุทธดำรัสการข้ามน้ำของพระ๒รูปนั้นปรากฏว่าเหาะข้ามไปมิได้ไต่ไปบนน้ำจึงมิใช่อุทาหรณ์ของปาฏิหาริย์นี้ ปาฏิหาริย์ข้อนี้บ่งความแจ่มแจ้งอยู่ว่าต้องใข้ปฐวีกสิณเป็นเครื่องนำทำใจให้สงบเป็นฌานแล้วจึงอธิษฐานด้วยฌานว่าจงเป็นแผ่นดินก็จะเป็นได้ดั่งอธิษฐาน

๘. อากาสจังกมนภาพหรือปฏิหาริย์เหิรฟ้า ได้แก่การอธิษฐานอากาศให้เป็นแผ่นดินแล้วนั่งขัดสมาธิบนอากาศได้สำเร็จอิริยาบถเดินยืนนั่งนอนได้เหมือนบนแผ่นดิน ฉะนั้นอุทาหรณ์ในข้อนี้มีมากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำมากครั้ง ครั้งทรงทำยมกปาฏิหาริย์
ก็ทรงใช้ปาฏิหาริย์นี้ประกอบด้วยคือทรงเนรมิตพระองค์ขึ้นหลากหลายทำกิจต่างๆกันบนนภากาศกลางหาวบ้าง ทรงแสดงธรรมบ้างทรงจงกรมบ้างทรงนั่งสมาธิบ้างทรงบรรทมสีหไสยาสน์เป็นต้น บนอากาศกลางหาวนั้นเอง ก่อนหน้าที่จะได้ทรงทำยมกปกฎิหาริย์นี้ มีเรื่องเล่าว่าพระมหาโมคคัลลานเถระกับพระปิณโฑลภารทวาชเถระไปบิณฑบาตด้วยกันได้ยินคำโฆษณาของเศรษฐีคนหนึ่งว่าเขายังไม่ปลงใจเชื่อว่ามีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกถ้ามีจริงขอให้เหาะเอาบาตรรไม้แก่นจันทน์ที่แขวนอยู่บนอากาศนี้ไปเขาพร้อมด้วยบุตรภรรยาจะถวายตัวแก่ผู้นั้นยอมเคารพนับถือสักการบูชาตลอดชีวิต ถ้าพ้น๗วันไปไม่มีใครเหาะมาเอาบาตรนี้ได้เขาก็จะลงความเห็นว่าไม่มีพระอรหันต์ในโลกแน่แล้ว คำอวดอ้างของสมณคณาจารย์นั้นๆว่าเป็นพระอรหันต์เป็นมุสาเป็นคำลวงโลกดังนี้ ท่านทั้ง๒จึงปรึกษากันว่าเราจะทำอย่างไรดี วันนี้ก็เป็นวันที่ครบ๗แล้ว ถ้าจะปล่อยไปเขาก็จะปรามาสพระอรหันต์เล่นได้ เพราะเศรษฐีคนนี้มีอิทธิพลคนเชื่อถือถ้อยคำแกมากอยู่เขาก็จะพากันลบหลู่ดูหมิ่นสมณะทั้งหลายไม่สนใจฟังคำแนะนำสั่งสอนต่อไป เว้นแต่ผู้มีสติปัญญารู้จักคิดและพิจารณา ท่านทั้ง๒ลงความเห็นว่าควรทำปาฏิหาริย์เพื่อป้องกันเสี้ยนหนามได้จึงวางภาระนี้ให้แก่พระปิณโฑลภารทวาชเถระเป็นผู้นำ ท่านได้ใช้ปลายคีบแผ่นศิลาแผ่นใหญ่พาเหาะลอยขึ้นไปในอากาศสูง๗ชั่วลำตาบเหาะลอยวนรอบพระนคร๗รอบ แล้วปล่อยแผ่นศิลาให้ไปตกลงยังที่เดิมของมัน ส่วนตัวท่านเหาะลอยไปเอาบาตรไม้แก่นจันทน์ยังเศรษฐีคนนั้นพร้อมด้วยบุตรภรรยาให้เสื่อมใสในพระพุทธศาสนามหาชนได้ติดตามขอให้พระปิณโฑลภารทวาชเถระแสดงอิทธิปาฏิหาริย์มีประการต่างๆอีกหลายครั้ง ความทราบถึงพระบรมศาสดาจึงตรัสประชุมสงฆ์สั่งห้ามแสดงอิทธิปาฏิหาริย์พร่ำเพรื่อให้ทุบบาตรรแก่นจันทน์แจกกัน โดยตรัสว่าเป็นบาตรไม่ควรบริโภค พอข่าวการทรงสั่งห้ามแสดงอิทธิปาฏิหาริย์นี้กระจายไปพวกเดียรถีย์ก็ได้ท้าทายเป็นการใหญ่โดยเข้าใจว่าเมื่อทรงห้ามพระสาวกมิให้แสดงปาฏิหาริย์แล้วพระบรมศาสดาก็คงไม่ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เช่นเดียวกันแต่เดียรถีย์นิครนถ์ต้องผิดหวังหมดเพราะพระบรมศรีสุคตทรงรับจะแสดงอิทธิปาฎิหาริย์แข่งกับเดียรถีย์นิครนถ์ที่มาท้าทายดั่งเรื่องปรากฏในยมกปาฎิหาริย์ที่นำมาเล่าไว้ในบทนำนั้นแล้วพวกเดียรถีย์นิครนถ์หลงกลตกหลุมพรางแทบจะแทรกแผ่นดินหนีก็มี อิทธิปาฏิหาริย์เหิรฟ้านี้นอกจากใช้ปฐวีกสิณเป็นเครื่องนำดังกล่าวแล้วท่านว่าใช้ลหุภาพคือความเบาเป็นเครื่องนำก็ได้อธิบายว่าเข้าจตุตถฌานแล้วอธิษฐานให้กายเบาเหมือนสำลีแล้วลอยไปในอากาศได้หรือลอยไปตามลมได้เหมือนสำลีหรือปุยนุ่นฉะนั้นเพราะลหุสัญญาปรากฏชัดในจตุตถฌานคือรู้สึกเบากายเบาจิตกายก็โปร่งบางเกือบจะกลายเป็นอากาศอยู่แล้วย่อมเหมาะที่จะใช้ทำปาฏิหาริย์ข้อนี้สะดวกดี
หมายเหตุ คัดลอกจากหนังสือทิพยอำจาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (17-07-10), พรรณวดี (29-07-10), พุทธรักษา (23-06-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (13-07-10), ปาริฉัตรมณี (21-06-10), นำธรรม (25-01-12), Jira (01-08-10), rathanakit (04-07-10), Rich (21-06-10)
  #2  
เก่า 21-06-10, 12:32
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,116
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,916 ครั้ง ใน 77,916 ข้อความ
พลังบุญ: 56636
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ ( 2 )

อภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-imagescaw3058m-jpg
อภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-46_1250752637%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-phoenix10%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-46_1250752637%5B1%5D-jpg
อภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-eimage005%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-eimage005%5B1%5D-jpgอภิญญา-อธิษฐานฤทธิ์ ๑๖ ประการ-eimage005%5B1%5D-jpg
๙. สันติเกภาพ ได้แก่การอธิษฐานให้สิ่งที่อยู่ในที่ไกลมาปรากฏในที่ใกล้เช่นอธิษฐานให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ในที่ไกลมาปรากฏในที่ใกล้ๆมือแล้วลูกคลำจับต้องได้หรืออธิษฐานให้ที่ไกลเป็นที่ใกล้ที่เรียกว่าย่นแผ่นดินเช่นสถานที่ห่างไกลหลายร้อยโยชน์อธิษฐานให้มาอยู่ใกล้ๆเดินไปประเดี๋ยวเดียวก็ถึงเช่นนี้เป็นต้น อิทธิปาฏิหาริย์นี้มีอุทาหรณ์หลากหลาย เช่นคราวที่พระบรมศาสดาเสด็จไปทรมานปุราณชฏิลได้เสด็จไปบิณฑบาตถึงอุตตรกุรุทวีปซึ่งเป็นที่ไกลกลับมาถึงพร้อมกับผู้ไปบิณฑบาตในที่ใกล้ๆดังเล่าไว้ในบทนำนั้นแล้วเมื่อคราวทรงทำยมกปาฏิหาริย์เสด็จเสด็จไปจำพรรษาณดาวดึงส์ ปรากฎว่าก้าวพระบาทเพียง๓ก้าวก็ถึงดาวดึงสเทวโลกอนึ่งปรากฏในตำนานพระพุทธเจ้าเสด็จเลียบโลกก็ว่าได้เสด็จไปในที่ต่างๆซึ่งเป็นระยะทางห่างไกลมากในชั่วเวลาไม่กี่วันสุดวิสัยที่คนธรรมดาจะเดินทางด้วยเท้าได้ไกลถึงเพียงนั้น สถานบ้านเมืองในแคว้นสุวรรณภูมิมากแห่งได้มีตำนานรับสมอ้างข้อนี้เช่นพระพุทธบาทสระบุรีก็ว่าเสด็จมาประทับเหยียบรอยพระพุทธบาทไว้ด้วยพระองค์เองรอยพระพุทธบาทตามริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกหลายแห่งเช่นที่เวินกุ่มโพนสันเป็นต้นก็มีตำนายรับสมอ้างเช่นเดียวกันทางภาคเหนือก็มีรอยพระบาทหลายแห่งที่มีตำนานเช่นนี้แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเห็นสถานที่เหล่านั้นด้วยตนเองทั้งหมดที่สระบุรีเวินกุ่มโพนสันข้าพเจ้าได้ไปมนัสการมีผู้ยืนยันรับรองว่าเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ด้วยพระองค์จริง
อีกเรื่องหนึ่งพระเถระรูปหนึ่งอยู่เกาะลังกาเวลาพระอาคันตุกะมาพักกะท่านมากท่านพาไปบิณฑบาตถึงกรุงปาฏลีบุตรในอินเดีย โดยทำอิทธิปาฏิหาริย์ย่นแผ่นดินทะเลกั้นระหว่างเกาะลังกากับอินเดียปรากฎแก่พระภิกษุผู้ไปด้วยเป็นลำคลองเล็กๆน้ำสีเขียวๆเท่านั้น ท่านเนรมิตไม้เป็นตะพานไต่ข้ามไปครั้นไปถึงอินเดียแล้วพระที่ไปด้วยก็แปลกใจ จึงถามท่านว่าเป็นเมืองอะไรท่านบอกว่าเมืองปาฏลีบุตรพระที่ไปด้วยติงว่าก็ปาฏลีบุตรอยู่ในอินเดียมิใช่หรือนี่ เราอยู่เกาะลังกาไฉนจึงจะมาถึงเมืองปาฏลีบุตรได้ชั่วเวลาไม่นาน พระเถระบอกความจริงให้ทราบดังเล่าไว้เบื้องต้นนี้พระเหล่านั้นเกิดอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้าและได้ความเชื่อมั่นในพระธรรมวินัยเป็นพลวปัจจัยให้เร่งความเพียรบำเพ็ญสมณธรรมยิ่งขึ้นจนได้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่วาสนาบารมีของตนๆเรื่องย่นแผ่นดินได้นี้แม้ในปัจจุบันก็ปรากฏว่ามีผู้ทำได้แต่ไม่อาจนำมาเล่นไว้ในที่นี้ได้ อิทธิปาฏิหาริย์สันติเกภาพนี้ใช้มโนภาพเป็นเครื่องนำคือนึกเห็นสถานที่หรือสิ่งที่อยู่ไกลนั้นให้แจ่มชัดแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าจงอยู่ใกล้ก็จะเป็นได้ดั่งอธิษฐานทันที

๑๐. ทูเรภาพ ได้แก่การอธิษฐานให้ที่ใกล้เป็น
ที่ไกลหรือให้สิ่งที่อยู่ไกล ดั่งในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานพระอังคุลิมาลเถระเป็นตัวอย่างดังได้เล่าไว้ในบทนำนั้นแล้วพระองค์เสด็จอยู่ในที่ไกลเสมอจนถึงร้องตะโกนให้ทรงหยุดอีกครั้งหนึ่งกำลังแสดงธรรมแก่นางวิสาขามหาอุบาสิกาและหญิงสหาย๔-๕คนหญิงเหล่านั้นซ่อนสุราไปดื่มในเวลาฟังเทศน์ เมื่อเมาเข้าแล้วทำท่าจะฟ้อนรำตามวิสัยของคนเมา พระบรมศาสดาทรงสังเกตุเห็นจึงทรงทรมานด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ทูเรภาพทำให้หญิงเหล่านั้นไปปรากฏอยู่ในที่ไกลสุดสายตา จนเกิดความกลัวตัวสั่นงันงกและสร่างเมา จึงทรงทำให้ปรากฏในที่ใกล้ตามเดิมหญิงเหล่านั้นทูลขอขมาคารวะและรับพระไตรสรณคมน์ตั้งอยู่ในศีล๕-๘จนตลอดชีวิต ปาฏิหาริย์นี้ก็ใช้มโนภาพเป็นเครื่องนำเช่นเดียวกันกับสันติภาพคือนึกเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้หรือสถานที่ใกล้ให้แจ่มชัดในใจและนึกเห็นเป็นอยู่ไกลแล้วอธิษฐานทันที

๑๑. โถกภาพ ได้แก่การอธิษฐานให้ของมากปรากฏเป็นของเพียงนิดหน่อย๑ ข้อนี้ไม่เคยพบตัวอย่างคงเป็นเพราะไม่มีเหตุจำเป็นให้ทำก็ได้ปาฏิหาริย์นี้ใช้มโนภาพนึกเห็นสิ่งของมากมายเป็นเพียงนิดหน่อยให้แจ่มชัดในใจแล้วอธิษฐานหรือจะใช้ปาฏิหาริย์กำบังให้เห็นแต่เล็กน้อยก็ได้เหมือนกัน

๑๒. พหุกภาพ ได้แก่การอธิษฐานให้ของน้อยปรากฏเป็นของมาก มีตัวอย่างหลายหลากเช่นในครั้งหนึ่งพระบรมศาสดาตรัสสั่งพระมหาโมคคัลลานเถระให้ไปทรมาณเศรษฐีตระหนี่ในกรุงสาวัตถีคนหนึ่งไม่ปรากฏนาม เศรษฐีกับภรรยากำลังทอดขนม
เบื้องอยู่ชั้นบนของปราสาทโดยเกรงจะมีผู้ขอกัน พระมหาโมคคัลลานเถระทำปาฏิหาริย์เหาะไปปรากฏตัวอยู่ในอากาศตรงช่องหน้าต่างเศรษฐีเห็นแล้วก็ไม่พอใจจึงกล่าวคำประชดพระเถระพระเถระก็เฉย ในที่สุดเศรษฐีรำคาญใจหนักขึ้นจึงตกลงใจแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง ๒คนสามีภรรยาช่วยกันดึงจนเหงื่อไหลไคลย้อยก็ไม่สามารถแบ่งขนมนั้นได้ทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจปาฏิหาริย์ ของพระเถระเศรษฐีจึงตกลงใจถวายหมด
ครั้นแล้วพระเถระไม่รับบอกว่าพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก๕๐๐ รูปกำลังนั่งรอฉันอยู่ที่วัดพระเชตะวัน ขอให้เศรษฐีกับภรรยานำไปอังคาสด้วยตนเอง เศรษฐอิดเอื้อนอยุ่หน่อยหนึ่งแต่แล้วก็ตกลงยอมไปพระเถระพาไปทางอากาศไปอังคาสพระบรมศาสดาและพระสาวก๕๐๐ รูปด้วยขนมเบื้องเพียงแผ่นเดียวจนอิ่มหนำสำราญหมดทุกรูป ครั้นแล้วก็ยังปรากฏอยู่เท่าเดิมเศรษฐีจึงกราบทูลว่าจะให้ทำอย่างไรอีกตรัสให้นำไปเททิ้งที่เงื้อมใกล้ซุ้มประตูพระเชตวันสถานที่นั้นเลยต้องเรียกว่าเงื้อมขนมเบื้องสืบมาเศรษฐีกับภรรยาเห็นความอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนาบังเกิดศรัทธาเลื่อมใสได้บริจาคทรัพย์บำรุงพระพุทธศาสนามากมายเรื่องสำหรับปาฏิหาริย์ข้อนี้มีมากถ้าจะนำมาเล่าก็จะยืดยาว ปาฏิหาริย์นี้ใช้มโนภาพเป็นเครื่องนำทำใจให้สงบเป็นฌานแล้วอธิษฐานด้วยฌานว่าจงมากดังนี้ก็จะเป็นได้ดังอธิษฐาน

๑๓. กายวสิกภาพ ได้แก่การโน้มจิตและการอธิษฐานจิตให้เป็นเหมือนกายแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาทำให้กายเบาแล้วไปปรากฏกายในพรหมโลกได้ ถ้าต้องการสำเร็จอิริยาบถคือเดินยืนนั่งนอนก็ทำได้ถ้าต้องการจะเห็นพรหมด้วยทิพพจักษุก็ได้ฟังเสียงพรหมด้วยทิพพโสตก็ได้รู้ใจพรหมด้วยเจโตปริยญาณก็ได้ต้องการสนทนาปราศรัยกับพรหมก็ได้ต้องการแสดงธรรมถามปัญหาแก้ปัญหาหรือต้องการทำอย่างใดๆก็ทำได้ทุกประการ ณ พรหมโลก
นั้นเรื่องนี้พระบรมศาสดาทรงทำมีเรื่องเล่าไว้ในพรหมนิมันตนิกสูตร ทรงเล่าว่าเมื่อคราวเสด็จประทับที่ภควันแคว้นอุกกัฏฐะทรงทราบความคิดผิดๆของท้าวพกาพรหม จึงเสด็จไปพรหมโลกชั่วพริบตาเดียวก็ถึง แล้วได้สนทนากับพรหมถึงเรื่องที่คิดเห็นนั้นว่าเป็นความเห็นที่ผิด ทันทีก็มีมารชั่วช้ามาขู่พระองค์ด้วยประการต่างๆ เป็นต้นว่าผู้ไม่เคารพนับถือพรหมตายแล้วจะไปสู่กำเนิดกายที่เลว พระบรมศาสดาตรัสตอบด้วยวาจาที่ส่อว่าทรงรู้เท่าทันและตรัสว่าพระองค์เป็นผู้ยิ่งกว่าพรหมแล้ว เกิดท้ากันขึ้นว่าพรหมจะหายไปให้พระองค์ตามหาพรหมก็หายไปไม่ได้
พระองค์จึงตรัสท้าว่าจะหายไปให้พรหมตามหาบ้าง พรหมตามหาไม่พบทั้งๆที่ทรงแสดงธรรมให้ได้ยินก้องอยู่พรหมพรหมปุโรหิตและพรหมปาริสัชเกิดอัศจรรย์ยอมยกให้ว่ายิ่งกว่าพรหมจริงๆทีนั้นมีมารชั่วร้ายแทรกเข้ามาขู่สำทับอีกห้ามว่า เมื่อรู้เองดีแล้วก็อย่าสอนผู้อื่นเพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสรู้มาก่อนแล้วผู้สั่งสอนผู้อื่นตายแล้วไปดำรงอยู่ในกายเลว ผู้ไม่สั่งสอนผู้อื่นตายแล้วไปดำรงอยู่ในกายประณีต เราเตือนท่านเพราะหวังดีอย่าสอนผู้อื่น ดังนี้พระบรมศาสดาทรงทราบว่าเป็นคำของมารชั่วร้ายแล้วตรัสห้ามคำนั้นทรงยืนยันว่าทรงทราบธรรมดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายดีแล้ว จำต้องสอนผุ้อื่นจึงสมกับความเป็นพระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องมาเล่าที่วัดพระเชตวันกรุงสาวัตถีและตรัสสั่งให้เรียกว่าพรหมนิมันตนิกสูตร เพราะเป็นความเชื้อเชิญของพรหมมิใช่ของมารดังนี้พระโบราณาจารย์นำเรื่องนี้มาประพันธ์เป็นคำฉันท์ถวายพระพระชัยมงคลซึ่งพระสงฆ์ใช้สวดพรพระอยู่ในทุกวันนี้ท่านย่อใจความว่าคราวทรมานพกาพรหมนั้นทรงใช้พระคฑาวิเศษคือพระปรีชาญาณทรงทรมานพกาพรหมพร้อมทั้งบริษัทให้ละความเห็นผิดได้นับเป็นชัยชนะที่เลืองลือโด่งดังครั้งหนึ่ง.
การไปพรหมโลกอย่งปรากฏกายเป็นปาฏิหาริยิ์ที่ทำได้ยากต้องมีเจโตวสีคือมีอำนาจทางใจแรงกล้าสามารถน้องนึกให้กายกับจิตมีสภาวะเท่ากันทั้งในทางความเบาและความเร็วพร้อมกับการอธิษฐานให้เป็นดั่งนั้นด้วยครั้นแล้วต้องเข้าฌานชั้นที่มีทั้งสุขสัญญาและลหุสัญญาคือตติยฌานจึงจะไปพรหมโลกได้ดั่งประสงค์ถ้าจะเข้าจตุตตถฌานซึ่งมีแต่ลหุสัญญาก็จะเลยไปจะไม่พบหมู่พรหมสมหมายพึงสังเกตว่าภูมิของฌาณซึ่งกำหนดไว้เป็นภูมิของฤทธิ์นั้นเพื่อให้เลือกเข้าฌานที่มีภูมิไปเช่นจะไปเทวโลกซึ่งบริบูรณ์ไปด้วยความสุขแชมชื่นต้องเข้าปิติสุขภูมิคือทุติยฌานจึงจะเห็นเทวโลก การทำให้กายกับจิตมีสภาวะเท่ากันนี้อาจจะตรงกับที่ทางโยคี (คือท่านปตัญชลี) บัญญัติไว้ว่าวิกาณภาพก็ได้เขาอธิบายไว้ว่ากำหนดจิตโดยวิสัยของกายและอธิษฐานให้การเบาสามารถเหาะลอยไปในอากาศช้าๆคล้ายไปด้วยกายธรรมดาดั่งนี้

๑๔. จิตตวสิกภาพ ได้แก่การน้อมกายและอธิษฐานกายให้เป็นเหมือนจิตแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาแล้วไปพรหมโลกโดยไม่ปรากฏกาย ครั้นแล้วจึงเนรมิตรูปที่สำเร็จด้วยใจมีอินทรีย์บริบูรณ์ให้ไปปรากฏเบื้องหน้าพรหมแล้วทำกิจต่างๆมีสนทนาเป็นต้นกับพรหมดั่งในข้อ๑๓ก็ทำได้ทุกประการ
ปาฏิหาริย์นี้ตรงกันข้ามกับข้อ๑๓คือ ข้อนี้ให้น้อมกายและอธิษฐานให้เป็นเหมือนจิตธรรมชาติจิตนั้นเบาและรวดเร็วว่องไวไม่เป็นวิสัยที่ใครๆผู้ไม่มีตาที่วิเศษจะพึงเห็นได้ปาฏิหาริย์นี้อาจจะตรงกับที่ทางโยคี (คือท่านปตัญชลี) บัญญัติไว้ว่าลหุภาพนั่นเองเขาอธิบายว่าทำให้กายเบาและรวดเร็วเท่าจิตสามารถไปมาได้ว่องไวและผ่านไปได้ในที่ทุกแห่งไม่ติดขัดเหมือนการไปมาของจิตฉะนั้น
วิธีปฏิบัติในข้อนี้พึงเทียงเคียงกับที่กล่าวไว้ในข้อ๑๓นั้นทุกประการ

๑๕. ธูมายิกภาพหรือบังควัน ได้แก่การอธิษฐานให้บังเกิดเป็นควันกลุ้มคลุมตัวไว้เพื่อปิดบังมิให้อีกฝ่ายมองเห็นตัว โดยมากใช้ทรมานพวกนาคซึ่งเป็นพิษร้ายปาฏิหาริย์นี้ใช้นีลกสิณก็ได้ใช้มโนภาพนึกเอาควันไฟซึ่งเป็นไปตามธรรมชาตินั้นก็ได้มาเป็นอารมณ์ทำใจให้สงบเป็นฌานแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าจงเป็นควันก็จะเป็นได้ดั่งประสงค์

๑๖. ปัชชลิกภาพหรือเปลวเพลิง ได้แก่การอธิษฐานให้เกิดเปลวเพลิงลูกรุ่งโรจน์โชตนาการท่วมตัว เป็นปาฏิหาริย์ที่ใช้ทรมานนาคร้ายโดยมากเช่นเดียวกับข้อ๑๕ธรรมดานาคกลัวไฟใช้ปาฏิหาริย์นี้ทรมานย่อมได้ผลทำให้เขากลัวและยอมอ่อนน้อมได้ง่าย
ปาฎิหาริย์ข้อ๑๕ และข้อนี้มักใช้ติดๆกันเสมอในการทรมานนาคร้าย ใช้ข้อ๑๕ก่อนแล้วจึงใช้ข้อนี้ภายหลัง พระบรมศาสดาได้ทรงทำคราวไปทรมานปุราณชฏิลดังกล่าวไว้ในบทนำนั้นแล้วครั้งหนึ่งทรงสั่งพระมหาโมคคัลลานเถระไปทรมานนันโทปนันทนาคราชโดยทรงแนะอุปเทศให้พระเถระไปทรมานด้วยปาฏิหาริย์หลายประการมีปาฏิหาริย์๒ประการนี้ด้วยจึงทรมานสำเร็จอีกเรื่องหนึ่งทรงสั่งพระมหาโกฏฐิตเถระไปทรมานพระยานาคที่ท่าปยาคะก็ใช้ปาฏิหาริย์๒ประการนี้สามารถทรมานพระยานาคสำเร็จ
ปาฏิหาริย์นี้ต้องใช้เตโชกสิณเป็นเครื่องนำทำใจให้สงบแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าจงเป็นเปลวเพลิงก็จะเป็นได้ดั่งอธิษฐานปาฏิหาริย์นี้แม้ในปัจจุบันก็มีผู้ทำได้แต่ไม่อาจนำมาเล่าได้ ส่วนวิกุพพนาฤทธิ์ปรากฎแจ่มแจ้งในนิเทศดังได้ยกมากล่าวในตอนแจกประเภทแห่งฤทธิ์นั้นแล้วฤทธิ์ประเภทนี้ ไม่มีขอบเขตจำกัด อาจดัดแปลงพลิกแพลงทำได้ต่างๆยิ่งกว่าที่ปรากฏในนิเทศนั้นๆก็ได้เป็นฤทธิ์ที่ต้องใช้มโนภาพกับกำลังใจเป็นสำคัญ
หมายเหตุ คัดลอกจากหนังสือทิพยอำนาจ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (17-07-10), พรรณวดี (29-07-10), พุทธรักษา (23-06-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (13-07-10), ปาริฉัตรมณี (21-06-10), นำธรรม (25-01-12), Jira (01-08-10), rathanakit (04-07-10), Rich (21-06-10)
  #3  
เก่า 04-07-10, 23:02
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:07


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่