อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > เบ็ดเตล็ด

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 06-02-14, 22:19
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default วิธีทำน้ำมนต์

ฤกษ์ทำน้ำมนต์ ขอพรพระจันทร์ 12 วัน 12 เดือน

จากเรื่อง “วันอมาวสี-วันนิวมูน” หรือ “วันจันทร์ดับ” ซึ่งมีการ “เกิดจุดจันทร์ดับ” และมี “ความเชื่อ” มาแต่โบราณว่าเป็นวันเวลาที่เหมาะจะทำพิธี “ขอเงินจันทร์” ซึ่งทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้นำเสนอคำแนะนำของ อ.ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ไปแล้วในวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อให้ครบเครื่องเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการขอสิ่งดี ๆ จากพระจันทร์ วันนี้มาต่อกันด้วย ’วันปุรณมี-วันฟูลมูน“

’ปุรณมี“ เชื่อว่าเหมาะ ’ขอพรเพื่อมงคลชีวิต“

และ ’ศักดิ์สิทธิ์ในการทำน้ำมนต์“ นี่ก็ด้วย...

ทั้งนี้ ทาง อ.ภิญโญ ระบุไว้ว่า...สำหรับ ’วันปุรณมี“ หรือ ’วันจันทร์เพ็ญ“ คือวันที่มีการ ’เกิดจุดจันทร์เพ็ญ“ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ในขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อมองจากโลกจะเห็นดวงจันทร์โคจรไล่ล่าดวงอาทิตย์ และเมื่อดวงจันทร์ไล่ล่าได้ครึ่งทาง คือครึ่งจักรราศี ก็จะเล็งดวงอาทิตย์ คือดวงจันทร์ทำมุม 180 องศากับดวงอาทิตย์ ในราศีตรงข้าม ซึ่ง ในทุก ๆ เดือน ในจุดที่ดวงจันทร์โคจรเข้าเล็งดวงอาทิตย์ในราศีตรงข้าม ตามตำแหน่งเส้นลองจิจูด ในเวลาใด ณ เวลานั้นเรียกว่า ’เวลาปุรณมี“

วันปุรณมี ’เป็นวันมงคล“ เป็นวันที่ควรจะสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นมงคล ซึ่งแต่โบราณมาก็มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต มีการตั้งจิตอธิษฐานขอพรต่าง ๆ อันเป็นมงคล จากพระจันทร์

ปุรณมี ’เป็นวันที่หากได้ทำน้ำมนต์ในคืนจันทร์เพ็ญจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก“ เชื่อว่ามีสิริมงคล ทำการใดก็สำเร็จสมความปรารถนา มีโชคชัยมงคล ประสบชัยชนะ เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ เพราะเป็นวันที่โลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โคจรมากุมและเล็งกัน

จันทร์เพ็ญ-ปุรณมีนั้น นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ระบุไว้ว่า... ใน 1 ปี มี 12 ครั้ง เพราะใน 1 ปี มี 12 เดือน โดยใน 1 เดือน จะมีวันจันทร์เพ็ญเพียงวันเดียว ซึ่งเมื่อพิจารณากันแล้ว ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ได้ว่า ช่วง ’เพ็ญเดือน 12 หรือวันลอยกระทง เป็นช่วงวันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการทำน้ำมนต์“ แต่หากไม่สะดวก ไม่สามารถทำในวันเพ็ญเดือน 12 ก็ใช้เพ็ญเดือนอื่น ๆ เป็นวันทำน้ำมนต์ได้ โดยยึดตามวันที่มีการเกิดจุดจันทร์เพ็ญ ที่อาจตรงหรือไม่ตรงกับ 15 ค่ำก็ได้ (กรณีที่อาจตรงหรือไม่ตรงกับ 15 ค่ำก็ได้นี้ รวมถึงวันจันทร์ดับด้วย) และช่วง ’เพ็ญมาฆะ เพ็ญวิสาขะ และเพ็ญอาสาฬหะ ก็ทำน้ำมนต์ได้ศักดิ์สิทธิ์มากเช่นกัน“

วิธีหรือ “พิธีทำน้ำมนต์จันทร์เพ็ญ” นั้น มีคำแนะนำขั้นตอนปฏิบัติ ดังต่อไปนี้คือ...

1. เตรียมสถานที่อันโล่งกว้างอยู่กลางแจ้งเป็นสถานที่ที่ไม่อยู่ใต้ร่มไม้หรือเงามืดของสิ่งกีดขวางหรือมีนกกาบินผ่าน,

2. เตรียมบาตรทำน้ำมนต์หรือขันทำน้ำมนต์ขนาดใหญ่พอสมควร,

3. เตรียมน้ำฝนหรือน้ำบริสุทธิ์สำหรับใช้ในการทำน้ำมนต์,

4. นำน้ำฝนหรือน้ำบริสุทธิ์มาใส่ลงในบาตรทำน้ำมนต์หรือขันทำน้ำมนต์

5. นำบาตรหรือขันทำน้ำมนต์ที่บรรจุน้ำแล้วไปวางที่สถานที่กลางแจ้งที่เตรียมไว้ เน้นว่าสำคัญคือต้องวางไว้กลางแจ้ง อย่าวางไว้ใต้เงาร่มไม้ เงาสิ่งปลูกสร้าง เงาสิ่งกีดขวาง อย่าให้มีนกกาหรือเครื่องบินบินผ่าน,

6. วันเวลาที่วางบาตรหรือขันทำน้ำมนต์คือเวลาก่อนเที่ยงคืนของคืนจันทร์เพ็ญ

7. ก่อน 24.00 น. ก่อนเที่ยงคืนพอสมควร จุดเทียนขาวที่ปากบาตรหรือขันทำน้ำมนต์ ให้น้ำตาเทียนหยดลงในน้ำ โดยท่องคาถากำกับ 9 จบ ซึ่งคาถากำกับมีว่า ’...ปุณณจันโท วิชานันเต วิสุทธิสาวโก วโร พุทโธ สัมธัมมรังสี มุนโน มัตถเกสุกังฯ...“ หรือสวดพระปริตรบท ’อภยปริตร“ เพิ่มด้วยก็ดี

8. ท่องคาถากำกับ (และอาจสวดพระปริตรเพิ่มด้วย) เสร็จแล้วก็รอให้เงาดวงจันทร์ปรากฏในบาตรหรือขันทำน้ำมนต์อย่างชัดเจน และ

9. ในบัดนั้น ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรตามความปรารถนา

เป็นการ ’ขอพรจันทร์“ พร้อมทำน้ำมนต์จันทร์เพ็ญ

“สำหรับน้ำมนต์จันทร์เพ็ญนั้น ใช้ดื่มกินก็ได้ อาบก็ได้ รดศีรษะก็ได้ ประพรมก็ดี แต่ควรทำทันทีหลังพิธีการเสร็จสิ้น แล้วจึงค่อยทำน้ำมนต์ใหม่ในวันเพ็ญเดือนต่อไป น้ำมนต์นี้เชื่อว่าช่วยบรรเทายามเจ็บไข้ ป้องกันอันตรายจากการเดินทาง เป็นสิริสวัสดิมงคลแก่ชีวิต ถ้าเป็นน้ำมนต์จันทร์เพ็ญเดือน 12 ซึ่งเชื่อว่ายิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะ 1 ปีมีครั้งเดียว ทำไว้ดื่มกินก็ได้ อาบก็ได้ ประพรมศีรษะร่างกายก็ได้ หากยังเหลือก็เก็บไว้ใช้ได้ และรอจนถึงวันเพ็ญเดือน 12 ปีต่อไป แล้วก็ค่อยทำน้ำมนต์จันทร์เพ็ญเดือน 12 อีก”...อ.ภิญโญ ระบุไว้

ที่มา 12 'ฤกษ์ทำน้ำมนต์' 'ขอพรจันทร์' มงคล 12 วัน 12 เดือน | อ่านความจริงอ่านเดลินิวส์
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 06-02-14 เมื่อ 22:42

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Eang (02-04-14)
  #2  
เก่า 06-02-14, 22:25
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อาบน้ำมนต์


เมื่อได้รับน้ำมนต์จากที่ต่างๆ มา เช่น วัด หรือ ศาลเจ้า ควรตั้งหน้าหิ้งพระ และสวดมนต์เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ ที่ครูบาอาจารย์แต่ละท่านได้อธิษฐานจิตไว้ เพราะน้ำเป็นธาตุหนึ่งในสี่ธาตุของโลก ย่อมเสื่อมสภาพเป็นน้ำธรรมดาดังเดิม เมื่อต้องการจะนำมาอาบด้วยตนเอง ให้เอาน้ำมนต์ใส่ลงในน้ำ แต่อย่าเอาน้ำธรรมดามาเติมลงในน้ำมนต์ การอาบน้ำมนต์ด้วยตนเอง ได้รับการถ่ายทอดมาจาก หลวงปู่อินทร์ อินทโชโต วัดเกาะหงษ์ นครสวรรค์ มีดังนี้
ท่านให้อาบ ๒ วัน วันแรกตอนที่ดวงอาทิตย์กำลังจะตก ยกถังใส่น้ำค่อนถังเติมน้ำมนต์ลงไป จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ดังนี้
“ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือ ขอให้ประสิทธิ์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะอาบน้ำมนต์ในวันเวลาวันนี้ ขอให้ทุกข์โศก โรคภัย เคราะห์ อุบาทว์ เสนียดจัญไรทั้งหลายของข้าพเจ้า จงตกไปพร้อมกับตะวัน ขอความปรารถนาของข้าพเจ้า จงสำเร็จด้วยเทอญ”



เวลาอาบน้ำมนต์ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้วอาบให้หมดถัง
และในวันรุ่งขึ้น ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ยกถังใส่น้ำค่อนถัง เติมน้ำมนต์ลงไป จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อธิฐานดังนี้



“ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือ ขอให้ชะตาชีวิตของข้าพเจ้า จงรุ่งเรีองสดใส ดังตะวันที่ขึ้นมาวันนี้ด้วยเถิด ขอความปรารถนาของข้าพเจ้า จงสำเร็จด้วยเทอญ”



เวลาอาบน้ำมนต์ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ให้ดูวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ปราศจากเมฆหมอกบดบังดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นมา แล้วอาบน้ำมนต์ให้หมดถัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจมั่นของแต่ละท่าน เพื่อจะได้เป็นกำลังใจและขจัดปัดเป่าอุปสรรคให้บรรเทาเบาบางลงไป เราทั้งหลายยังเป็นโลกียบุคคลอยู่ สิ่งนี้เป็นโลกียวิชา จะยังผลสำเร็จแก่เราได้ในระดับหนึ่ง



พรมน้ำมนต์เคหะสถาน



แม้เคหะสถานบ้านเรือนที่เราอาศัยอยู่ จะอยู่นานแล้วหรือเพิ่งจะอาศัยอยู่ เอาน้ำมนต์ใส่ขันจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานว่า



“ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ <<< คุณบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือ >>> เจ้าที่ที่ข้าพเจ้าพักอาศัย ขอให้มาประสิทธิ์แก่ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจะพรมน้ำมนต์เคหะสถานบ้านเรือนแห่งนี้ ขอให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายให้ออกไปจากบ้านของข้าพเจ้า ขอความปรารถนาของข้าพเจ้า จงสำเร็จ”



แล้วพรมน้ำมนต์จากหลังบ้านออกไปหน้าบ้าน และพรมจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน พร้อมกับอธิษฐานอาราธนาบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวข้างต้นว่า “……… ขอให้มาประสิทธิ์แก่ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจะประพรมน้ำมนต์เคหะสถานบ้านเรือนแห่งนี้ ขอให้ข้าวของ เงิน ทอง โชคลาภ ความสุข ความเจริญ จงเข้ามาสู่บ้านที่ข้าพเจ้า อาศัยอยู่ด้วยเทอญ”

แนะนำน้ำมนต์ที่อาบแล้วหมดเสนียดเจริญรุ่งเรืองทันตาคือ น้ำล้างเท้าพ่อ-แม่

ที่มา ���������й����� : �Ը��Һ�����������Һ��������ʹ�´���ԭ�������ͧ�ѹ��
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 06-02-14, 22:34
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

การทำน้ำมนต์ จากอาจารย์ปาล์ม
(เมื่อวันอาทิตย์ ที่27/5/2555 ณ บ้านผลบุญ-สะพานควาย )

อุปกรณ์
1. ขันสำริด(ขลังสุด) หรือ ขันทองเหลือง หรือ แก้วน้ำธรรมดา
2. น้ำสะอาด(กินได้)
3. เทียนขี้ผึ้งแท้ 2 เล่มต่อครั้ง (สำหรับทำกิน เพราะไร้สารเคมีหรือผลข้างเคียง,ถ้าทำอาบ จะใช้เทียนทั่วไป)
4. วัสดุพรมน้ำมนต์ จะใช้ หญ้าคา หรือ ก้านมะยมมีใบ จำนวน 3 ก้าน มามัดรวมกัน

การทำน้ำมนต์ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
1.ทำให้ตนเอง
- ไม่ต้องเขียนชื่อ-นามสกุล วัน/เดือน/ปี เกิด ที่ข้างเทียน
- เทียนที่เหลือ นำมาใช้ต่อได้อีก

2.ทำให้คนอื่น
- ให้ยกครู โดยมี เงิน 6 บาท (เพิ่มเติมเอง จะมีธูป,เทียน ด้วยก็ได้)
- เขียนชื่อ-นามสกุล วัน/เดือน/ปี เกิด ที่ข้างเทียนทั้ง 2 เล่ม
- หากมีเทียนและหรือน้ำมนต์ เหลือ ให้จำเริญออกไป อย่าเก็บไว้และไม่นำกลับมาใช้อีก ไม่เช่นนั้นจะมีคนมาให้ทำอีกเรื่อยๆ
* น้ำมนต์ที่ดีที่สุด คือ ทำเจาะจงให้คนนั้น คนเดียว

การทำพิธี
เจ้าพิธี อาบน้ำให้สะอาด
เขียนชื่อ-นามสกุล วัน/เดือน/ปี เกิด ของคนป่วย ทั้ง 2 เล่ม (ถ้าทำเอง กินเอง อาบเอง ก็ไม่ต้องเขียน)

สมาทานศีล 5 (หรือ ศีล8)
บูชาพระรัตนตรัย….
บทเจริญคุณ
นะมะพะทะ สวด 3 จบ (เคล็ดลับ-เวลาสวดให้นึก ธาตุทั้ง 4 น้ำ,ดิน,ไฟ,ลม ลอยเข้ามาที่ตัวเรา)
นะโมพุทธายะ สวด 3 จบ
จะภะกะสะ สวด 3 จบ

# จุดเทียน และหยดน้ำเทียนลงในขันฯ สวดคาถา (เลือกบทตามที่จะใช้ ) ....ดังนี้

รตนสูตร (บททำน้ำมนต์-ชำระล้างสิ่งไม่ดี+ขับไล่วิญญาณไม่ดี+แก้ผีเข้า)
ธรณีสาร (แก้คุณไสย,แก้อาถรรพ์ เคลียร์พื้นที่ต่างๆ ก่อนตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย,ถอนโบสถ์,ถอนเสมา,
แก้เสนียดจัญไร)
โอสถปริตร (แก้อาการป่วย,รักษาโรค)
คาถาเกี่ยวกับโชคลาภ (เพื่อประพรมสินค้าต่างๆ ให้ค้าขายดี )
คาถาเกี่ยวกับเมตตา ( เพื่อให้เป็นที่เมตตาเอ็นดูแก่ผู้พบเห็นฯ

เมื่อสวดจบ เป่าลงน้ำ พร้อมดับเทียน(นำเทียนจุ่มน้ำ)
จากนั้น ก็นำน้ำมนต์ไปใช้...

*** น้ำมนต์ที่เหลือ ก่อนจะเททิ้ง ให้อธิษฐานว่า... " ขอให้น้ำคืนธาตุ เป็นน้ำปกติ "
จากนั้นจะเทรดต้นไม้หรือเทลงท่อน้ำ ไปก็ได้


การป้องกัน (สำหรับกรณีที่ถอนคุณไสย,ถอนผีเข้า แล้วฯ)
1. ผูกสายสิญจ์ หรือ ผ้าขาว ที่ข้อมือคนป่วย (ก่อนผูก ให้สวดคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า 7 คาบลม)
2. ให้วัตถุมงคล สำหรับอาราธนาติดตัว,คล้องคอ
3.แตะน้ำลายใต้ลิ้น +สวดคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า 1 คาบลม ป้ายข้อมือเป็นวนวงกลมและมโนภาพเป็นกำไรตามไปด้วย (เพื่อปิดทางเข้าของวิญญาณ) จากนั้นทำอีกข้าง และก็ไปทำที่ข้อเท้าทั้ง 2ข้าง ในแบบเดียวกัน
4.บทป้องกันให้สวดคาถาชินบัญชร ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 จบ
สะดวกแบบไหน ก็เลือกใช้เอานะครับ

เพิ่มเติม - บทแก้ยาสั่ง ที่ใส่มากับอาหาร,ถอนของ
ก่อนรับประทานอาหารที่ไม่แน่ใจ ในที่มา,คนที่มอบให้มา ให้สวด จิปิเสคิ หรือ ยะธาพุทโมนะ (สวดเป็นคาบลม) จากนั้นก็เป่าไปที่อาหาร
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 06-02-14, 22:35
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิธีทำน้ำมนต์ และ รัตนสูตร โดย หลวงพ่อฤาษี

--------------------------------------------------------------------------------



วิธีทำน้ำมนต์

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๐๖ ตรงกับ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๘ วันนี้เจริญกรรมฐานเวลา ๘.๓๐ น. จิตจับอนาปาฯ และปราโมทย์ในพระนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อภาวะจิต เข้าสู่แดนพระนิพพานพบท่านโมคคัลลาน์ และท่านกัญจายนะ แล้วเข้าไปสู่หน้าห้องๆหนึ่ง มีพระบอกว่าเป็นที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นท่านเสด็จออกรับแล้วทรงนำบาตรมาลูกหนึ่งทรงเทน้ำเก่าในบาตรออกแล้วทรงตักน้ำใหม่ทำน้ำมนต์ คิดว่าท่านจะรดน้ำมนต์ให้ แต่ความจริงกลายเป็นท่านสอนทำน้ำมนต์โปรดคน น้ำมนต์ที่ทำ ห้ามเรียกค่าจ้างรางวัล ให้สงเคราะห์ด้วยอำนาจเมตตา แม้แต่ดอกไม้ธูปเทียนก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ถ้าเขามีหรือหามาง่าย ก็ให้จัดหามา ถ้ายากก็ไม่ต้อง

ให้เอาน้ำใส่บาตรแล้วเพ่งจิตลงสู่ก้นบาตร ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ในอดีตทั้งหมด แล้วสวด อิติปิโสฯลฯ ทั้งสามห้อง ขณะสวดให้เพ่งจิตลงก้นบาตรแล้วอธิษฐานว่า "ขอให้กระแสน้ำนี้จงซาบซ่านไปทั่ววรกาย กำจัดโรคาพยาธิของมนุษย์ทั้งหลายและสัตว์ให้หายโดยฉับพลัน" แล้วว่า อิติปิโสฯลฯ ต่อไปอีกหลายจบก็ได้ตามความพอใจ เมื่อพอใจแล้วอธิษฐานตามเดิมอีกครั้ง เอามือวนรอบบาตรว่า อิติปิโสฯลฯ ห้องต้น วนครบ ๑ รอบ ห้องสอง วนอีก ๑ รอบ ห้องสาม วนอีก ๑ รอบ เป็นอันเสร็จพิธี

น้ำมนต์พระพุทธเจ้า

เวลานี้ได้ยินข่าวบอกมีพระบางวัด เวลาที่ญาติโยมพุทธบริษัทไปหา เขาบอกว่าเป็นงานศพ ออกมาพูด ๒ องค์ ๓ องค์ ก็มาโจมตีเรื่องเชื่อน้ำมงน้ำมนต์ เป็นต้น

อันที่จริง พระเราทำอย่างนั้นมันก็ไม่ถูก ต้องศึกษากำลังใจคนเสียก่อน กำลังใจคนน่ะอยู่ระดับไหน และก็น้ำมนต์มันไร้ผลหรือเปล่า ไอ้ที่เขามีผลมันก็มี ที่ทำกันเลอะเทอะไร้ผลก็มี ก็รวมความว่า คนติน้ำมนต์ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความไม่รอบคอบ จะขอนำเรื่องน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ท่านฟังสักเรื่องหนึ่ง

ในพระธรรมบทภาคที่ ๗ ท่านกล่าวว่าเป็นเรื่องบุพกรรมของพระพุทธเจ้าเอง พระพุทธเจ้าทรงสั่งให้พระอานนท์ทำน้ำมนต์ จะได้รู้กันว่าการทำน้ำมนต์พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งให้พระอานนท์ทำ และพระอานนท์เป็นพุทธอนุชาด้วย (เป็นน้องชาย) และเป็นพุทธอุปฐาก เป็นที่อุปถัมภ์เหมือนเงาตามตัวพระพุทธเจ้า ถ้าน้ำมนต์ไม่ดี ถ้าพระอานนท์ไปทำเข้า พระพุทธเจ้าต้องเล่นงานแน่

แต่ทว่าในเรื่องนี้คาถาที่ทำน้ำมนต์ พระพุทธเจ้าบอกให้พระอานนท์ศึกษา เมื่อพระอานนท์เรียนไปแล้วก็ไปทำน้ำมนต์ ก็เป็นอันว่า คนที่ด่าคนทำน้ำมนต์ก็ถือว่าคนนั้นก็ด่า พระพุทธเจ้าด้วย คนที่ด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่สาวกของพระองค์ คำว่า สาวก หมายความว่า ผู้รับฟัง คือคนไม่ใช่คนของพระพุทธเจ้านั่นเองถือว่าเป็นคนของเดียรถีย์

วันนี้อาจจะพูดแรงไปนิดหนึ่งก็ต้องขออภัย พูดให้พวกเราสู่กันฟังนี่เป็นเรื่องของภายใน จะสุ่มสี่ สุ่มห้า พูดส่งเดชไปมันจะลงนรก ท่านที่ปฏิบัติพระกรรมฐานได้แล้วไปดูเสียบ้าง ว่าคนที่พูดไม่ค่อยดูเหนือดูใต้ประเภทนี้เขาไปอยู่ขุมไหนกัน

เนื้อความก็มีอยู่ว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุพกรรมของพระองค์เองจึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาอันนี้ ในสมัยหนึ่ง ณ เมือง ไพสาลี ซึ่งมีอณาจักรติดต่อกับกรุงราชคฤห์มหานคร เวลานั้นเมืองไพสาลีเกิดโรคร้ายขึ้น โรคอันดับแรกคือ ความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และก็เกิดโรค คนก็อด โรคก็มาก ร้อนก็ร้อน ความจริงเมืองไพสาลีกับเมืองราชคฤห์นี่อยู่ใกล้กัน เขตนี้ถ้าร้อนก็ร้อนน่าดู ไปมาแล้ว เกือบจะทนไม่ไหว

ก็เป็นอันว่าคนก็เจ็บป่วยตายกันเป็นแถวๆ อันดับแรกโรคก็เกิดก่อน ไอ้ความไข้มีเข้ามาร่างกายทรุดโทรมอากาศไม่ดี โรคอื่นก็เข้ามาแทรก หนักๆเข้าก็อหิวาตกโรคก็มา เรื่องอหิวาตกโลกนี่ ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท

อหิ นี่เขาแปลว่า งู
วาต นี่เขาแปลว่า ลม
โรคะ นี่เขาแปลว่า การเสียดแทง


ฉะนั้นคำว่าอหิวาตกโรคเนี่ยเขาแปลว่า โรคหรืออาการเสียดแทงมาจากลม ลมที่มีพิษเหมือนงู ฉะนั้นคนที่เป็นอหิวาต์ตายเร็วเหมือนคนถูกพิษงูกัด เวลานั้นการแพทย์ก็ดี แต่ทว่ามันไม่ทันถึงวาระที่คนจะตาย ก็ตายกันเกลื่อนฝังกันไม่ทัน ทิ้งหมักหมมกัน โรคอื่นก็เข้ามาแทรก พวกอมนุษย์ คือพวกอสุรกายบ้าง พวกเปตร พวกอะไรบ้างก็เข้ามายื้อแย่งศพกิน ก็หมักหมมกันมากคนตายหนัก อาการตายเมื่อมากอย่างนั้นจริงๆพวกชาวบ้านเขาก็โทษพระราชา

ความจริงพระราชานี่เป็นกระโถนท้องพระโรงจริงๆ ท่าก็อยู่เฉยๆ ท่านก็ทำความดีทุกอย่าง แต่ชาวบ้านก็โทษว่า ๗ รัชกาลมาแล้ว ไม่เคยมีโรคอย่างนี้เลย แต่มารัชการนี้เป็นรัชกาลที่ ๘ นั่นก็หมายความว่า เขาปกครองราชสมบัติเป็นพระราชาถึง ๗,๐๐๐ องค์มั้ง มันมากด้วยกันไม่รู้กี่องค์ ขี้เกียจจำมา นับว่าเป็นพันๆองค์ในเมืองนี้ เขาไม่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร บ้านเมืองมีแต่ความสุข

แต่ว่าคนทราบว่าตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง ๗ ในช่วงหลังไม่เคยมีโรคร้ายอย่างนี้แต่พอรัชกาลที่ ๘ เข้ามา โรคหนักจริงๆ เขาเลยโทษพระราชา ว่าพระราขาไม่ทรงธรรมพระราชาท่านก็ดีแสนดี จึงประชุมอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ปุโรหิตที่มีความรู้ด้านต่างๆให้สอบสวนความประพฤติของพระองค์ ว่าความประพฤติของพระองค์มันไม่ดีตรงไหนบ้าง บกพร่องตรงไหนบ้างขอให้ชี้แจงออกมา ถ้ามีอะไรไม่ดีก็ทรงยอมรับผิด

บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้นก็พิจารณาเห็นแล้วว่าพระองค์ทรงทำดีทุกอย่าง อยู่ในศีลธรรมทุกอย่าง ท่านบอกว่าเวลานั้นเกิดโรคขึ้น ๓ ประการคือ

๑. ภัยเกิดจากอาหาร อาหารมันหายากจนไม่มีอะไรจะกิน
๒. ภัยเกิดจากอมนุษย์ คือพวกผี พวกเปรต พวกอสุรกาย
๓. ภัยเกิดจากโรค ที่มันเกิดขึ้นเพราะอากาสไม่ดี


ในเมื่อทุกคนเห็นว่าพระราชาดีก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า "ความผิดของพระองค์ไม่มีพระเจ้าค่ะ"
พระองค์จึงได้ปรึกษาว่า "ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงดี เอายังไงกันแน่ โรคจึงจะบรรเทา"
บรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์ทั้ง ๖ เป็นพวกเดียรถีย์บอกว่า "ถ้าไปนำอาจารย์ทั้ง ๖ มา อาจารย์ทั้ง ๖ มีฤทธ์มาก มีบุญญาธิการมาก โรคอย่างนี้จะหาย"

แต่ทว่าเวลานั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกใหม่ๆ หมายความว่าใหม่เอี่ยมเลย ข้าไปอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ประมาณ ๑ ปีเห็นจะไม่ครบดีเป็นเวลาจวนที่จะเข้าพรรษา ก็หมายความว่า เข้าปีที่ ๒ บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญานเป็นปีที่ ๒ ก็มีคนที่ทราบข่าวพระพุทธเจ้า ก็บอกว่า

"เวลานี้พระพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขอให้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาที่นี่ โรคภัยไข้เจ็บมันจะหาย ภัยอันตรายต่างๆ มันจะหมดไป"

ในที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าเห็นด้วย อาจารย์ทั้ง ๖ มีมานานแล้วโรคภัยมันก็มี แต่ว่า สมเด็จพระชินสีห์ คือพระพุทธเจ้าเราใฝ่ฝันกันมานาน ใครก็พูดถึงพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคยพบพระพุทธเจ้าจริงๆ สักที เวลานี้พบพระพุทธเจ้าจริงแล้ว

ขณะที่ปรึกษากันอยู่นั่นก็มี พระเจ้าลิจฉวี องค์หนึ่งท่านประทับอยู่ด้วย พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าพร้อมกับ พระเจ้าพิมพิสาร ในวันที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารเข้ามากรุงราชคฤห์เป็นครั้งแรก และเวลานั้นพระเจ้าพิมพิสารกับบรรดาพุทธบริษัทเป็นพระโสดาบันกันเป็นแถวๆ พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้ก็เป็นพระโสดาบันด้วย ในเมื่อเขาพูดถึงพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีความดีจริง ถ้าพระพุทธเจ้ามาในที่นี้โรคนี้มันจะหาย

ความจริงโรคร้ายที่เบียดเบียนร่างกายมันเป็นของธรรมดา มันเป็นโรคมาใหม่ แต่โรคร้ายที่สุดที่ประจำใจคือ ความเลวของจิตมันจะหายไปด้วย

ทุกคนก็ตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นต้องให้พระเจ้าลิจฉวีองค์นี้กับลูกชายของปุโรหิตไปนิมนต์พระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์มหานคร เมื่อท่านรับอนุมัติเขาส่งไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร

ความจริงท่านเป็นเพื่อนกัน เอาเครื่องบรรณาการไปมอบให้แก่พระเจ้าพิมพิสารไปถวายมีคนเขาบอกว่ามีความต้องการอยากจะได้พระพุทธเจ้าไปสงเคราะห์ที่เมืองไพสาลีเพราะเวลานี้คนตายกันมากฝังก็ไม่ทัน เผาก็ไม่ทัน


พระเจ้าพิมพิสารก็บอกว่า "พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในอำนาจของกระผม ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะทรงเสด็จไป หรือไม่เสด็จไปเป็นเรื่องของท่านที่ต้องไปกราบทูลเอง จะเอาเครื่องบรรณาการ เครื่องกำนัล เครื่องผู้ใหญ่บ้านอะไรก็ตาม ผมรับไม่ได้ ทางที่ดีไปนิมนต์เอง"

พระเจ้าลิจฉวีกับลูกชายของปุโรหิตก็ไปกราบทูลสมเด็จพระศาสดาให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงทราบก็พิจารณาดูตามอำนาจพระพุทธญาน ก็ทรงทราบว่า ถ้าตถาคตไปที่นั่น (นึกในใจนะ) ไปถึงแล้วฝนจะตกหนัก จะชะสิ่งโสโครกทั้งหมด ให้ไหลลงแม่น้ำคงคา ความสะอาดของพื้นที่จะเกิดขึ้น

๑.โรคจะบางเพราะความสกปรกเริ่มหายไป
๒.ถ้าเราแสดงพระธรรมเทศนารัตนสูตร คือ ยานีธะภูตา ฯลฯ ในเจ็ดตำนาน ผลจะเกิดมหันต์ ให้คนเข้าอยู่ในไตรสรณาคมน์ อยู่ในศีล ๕ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะมีความสุขกันคือไม่เบียดเบียนกันโดยทางกาย ไม่ฆ่ากันบ้าง ไม่เบียดเบียนทำร้ายกันบ้าง ไม่รักไม่ขโมยกัน ไม่แย่งคนรักกัน ไม่โกหกมดเท็จ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่นินทาชาวบ้าน และก็ไม่เมาเกินไป อันนี้เมืองไพสาลีจะมีความสุขยิ่งกว่าเดิม แต่ว่าจะให้หมดไปทีเดียวไม่ได้เพราะว่าความเลวของมันมีอยู่


เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญานก็ทรงรับว่า "ตถาคตจะไป"

ต่อมาเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ ก็เข้าไปกราบทูลสมเด็จพระจอมไตรว่า "จะเสด็จไปเมืองไพสาลีหรือพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ไป จะไปสงเคราะห์ แต่ว่าจะไปไม่นานจะต้องกลับมาเข้าพรรษาที่พระเวฬุวัน เวลานี้ก็เหลือเวลาอีก ๑๐ วันจะเข้าพรรษา"
พระเจ้าพิมพิสารจึงกราบทูลว่า"ก่อนที่พระองค์จะเสด็จไป รอข้าพระพุทธเจ้าก่อน ขอปรับพื้นที่ให้ดีเสียก่อน พื้นที่ยังไม่ราบเรียบ"
จึงทรงสั่งให้พนักงานปรับพื้นที่ให้เรียบดำเนินสะดวกๆ สำหรับพระพุทธเจ้ากับบรรดาพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ระยะทางสิ้นทางไกล ๕ โยชน์ และก็จัดดอกไม้ ๕ สี โปรยปรายไปที่ทางสูงแค่เข่า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อเสร็จแล้วก็กราบทูลให้เสด็จพระดำเนิน

เวลานั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ ก็เอาร่มฉัตร ๒ ชั้นกั้นให้พระพุทธเจ้า ฉัตรชั้นเดียวกันให้พระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ๑ รูปต่อฉัตร ๑ คัน หลังจากนั้นไปถึงแม่น้ำแล้วต้องข้ามฟาก ก็เอาเรือ ๒ ลำเข้ามาเทียบกัน ทำเป็นเรือกัญญา ประดับประดาสวยงาม สำหรับเรือพระพุทธเจ้า นี่ประดับประดาสวยงาม

พระเจ้าพิมพิสารไปส่งเรือถึงน้ำแค่คอ เรือถอยออกไป ท่านก็เดิตามเรือไป มือพนมไปไหว้พระพุทธเจ้า ลงทั้งเครื่องทรงไม่ใช่มีแต่ผ้าขาวม้า น้ำแค่คอก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "ถ้าพระองค์ยังไม่เสด็จกลับเพียงใด ข้าพระพุทธเจ้าก็จะคอยพระองค์อยู่ที่นี้จนกว่าเสด็จกลับ"

พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จทางเรือสิ้นระยะทาง ๓ โยชน์ แล้วก็ทรงขึ้นฝั่ง ทางฝั่งโน้นก็เช่นกัน เมื่อทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารทำอย่างนั้น พระราชาเมืองไพสาลีก็ลงมารับน้ำแค่คอเหมือนกัน จัดที่ให้เรียบเป็นทางระยะ ๓ โยชน์ ถึงเมืองแล้วก็เอาดอกไม้โปรยปรายด้วยเช่นเดียวกัน แต่ว่าทางโน้นจัดหนัก ของพระพุทธเจ้าฝั่งนี้จัดฉัตร ๒ ชั้น ทางฝั่งโน้นจัดฉัตร ๔ ชั้นรับพระพุทธเจ้า ฝั่งพระเจ้าพิมพิสารจัดร่ม ๑ ชั้นกับบรรดาพระสงฆ์ แต่ฝั่งโน้นเอาร่ม ๒ ชั้นทำเกยกัน

พอพระพุทธเจ้าทรงเหยียบพื้นดินฝั่งโน้นของเมืองไพสาลี มหาเมฆใหญ่ตั้งขึ้นฝนตกหนักนับเป็นชั่วโมงๆ นาบางแห่งน้ำท่วมแค่เข้าบ้าง บางแห่งท่วมแค่อก น้ำพัดพาเอาสิ่งโสโครกต่างๆลงในแม่น้ำคงคาทำให้บ้านเมืองสะอาดไปอีเยอะ ทำให้สิ่งปฏิกูลไหลลงแม่น้ำคงคาหมด ส่วนเลอะเทอะต่างก็ไหลมาตาม ส่วนพื้นดินก็สะอาด ความชุ่มชื้นก็ปรากฏ คนก็เริ่มมีความสบายเพราะฝนไม่ตกมานาน

ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเสด็จเข้าเมืองไพสาลี เข้าไปในเขตพระราชฐาน แล้วองค์สมเด็จพระประทีบแก้ว ก็ทรงเรียกพระอานนท์ว่า

"อานันทะ ดูก่อนอานนท์ จงมานี่ เธอจงเรียนรัตนสูตร เรียนรัตนสูตรอันนี้ไปแล้วก็เดินบริกรรมรอบๆ เขตของเมืองไพสาลีทั้ง ๔ ทิศ"

พระอานนท์เรียนรัตนสูตรแล้วหลังจากนั้นก็เอาบาตรขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วใส่น้ำ เริ่มทำน้ำมนต์

วิธีการทำน้ำมนต์ของพระอานนท์ ก็คือ

อาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้า ๓๐ ทัศ คือ บารมีปกติ ที่เรียกว่า บารมีเฉยๆ ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ และก็ความดีของพระพุทธเจ้าอันหนึ่งคือ มหาบริจาค ๕ ประการ และก็ จริยา ๓ ประการ คือ

๑.โลกัตถจริยา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลก
๒.ญาตัตถจริยา ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่พระญาติ
๓.พุทธัตถจริยา คือทรงบำเพ็ญประโยชน์ในฐานะที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้า คือสอนให้คนบรรลุมรรคผล
และการอารธนาความดีขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ในการก้าวเข้าสู่พระครรภ์ในภพสุดท้ายและความดีของการประสูติ ความดีในการเสด็จออกมหาภิเนษภรมภ์ของพระพุทธเจ้า

และพระพุทธเจ้าทรงทำความเพียรถึง ๖ ปี ต่อมาความดีของพระองค์บารมีช่วยให้ชนะมาร ตลอดจนอาราธนาความดีที่แทงตลอดเพื่อพระสัพพัญญุตญาน เหนือบัลลังค์ต้นโพธิ์เป็นพระอรหันต์ การยังธรรมจักรที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่ปัญจวคีย์ ฤาษีทั้ง ๕ ให้เป็นไปในโลก และ ก็อาราธนา โลกุตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ได้แก่

โสดาปัตติมรรค
สกิทาคามิมรรค
อนาคามิมรรค
อรหันตมรรค
พระโสดาปัตติผล
สกิทาคามิผล
อนาคามิผล
อรหันตผล
และ นิพพาน อีก ๑ เป็น ๙


หลังจากอาราธนาพระบารมีทั้งหมดเสร็จ พระอานนท์ก็เข้าไปยังเขตของเมืองในพระนครเที่ยวทำพระปริตร คือสูตร ยานีธะ ภูตา ฯลฯ เรื่อยไปในกำแพงทั้ง ๓ ด้าน คือเดินกำแพง ๓ ด้านตลอด ๓ ยามในราตรีนั้น เดินไปเดินไปก็สวดรัตนสูตร ยานีธะ ภูตาฯลฯ และท่านบอกว่าเมื่อพระอานนท์ใช้ศัพท์ว่า "ยังกิญจิ" เท่านั้นแหละ ท่านพรมน้ำไปด้วย ทำน้ำมนต์น่ะ (เขาทำน้ำมนต์ด้วยบทนี้นะ) พรมน้ำขึ้นไปเบื้องบน ตกลงบนกระหม่อม ของอมนุษย์ คือ เปรต อสุรกาย เป็นต้น

พวกนั้นทนไม่ไหววิ่งกันพล่านไปหมด แล้วตกลงมาบนหัวมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ป่วยและบรรดาคนป่วยทั้งหลายหายโรคในทันทีทันใดนั้นเอง แล้วลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระ เรื่องทำน้ำมนต์นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าทำถูก อาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรมีผลมาก



จาก หนังสือสมบัติพ่อให้
โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษี ลิงดำ)

ที่มา วิธีทำน้ำมนต์ และ รัตนสูตร โดย หลวงพ่อฤาษี - PaLungJit.org
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 07-02-14, 20:38
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

๑๖๒. เกี่ยวกับการทำน้ำมนต์

ความจริงแล้ว หลวงปู่แหวน เช่นเดียวกับพระในสาย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไม่ได้สนใจเรื่องการปลุกเสกวัตถุสิ่งของ การทำน้ำมนต์รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ แต่ท่านก็อนุโลมเพื่อเป็นการสงเคราะห์ญาติโยม ที่เขายังต้องการอยู่เท่านั้น ท่านสนใจเรื่องการปฎิบัติภาวนาเพื่อหาทางพ้นทุกข์มากกว่า

ถ้าว่าถึงคาถาที่หลวงปู่ท่านใช้ในการทำน้ำมนต์นั้น ท่านมักใช้บท มงคลจักรวาฬน้อย ที่อัญเชิญมาเสนอท้ายตอนนี้
สมัยที่หลวงปู่แหวน ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เวลาที่ชาวบ้านเอาน้ำมาถวาย ขอให้ท่านเสกให้ เช่นเขาจะบอกว่าคนนั้น คนนี้ จะคลอดหรือคนนั้นคนนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้หลวงปู่เสกน้ำมนต์ให้ด้วย

บางครั้งหลวงปู่ก็พูดในทำนองขบขันว่า “เออเวลาอย่างหนึ่งเขาก็ไม่บอกเรา เวลาจะคลอดจึงมาบอกเรา ทำให้ลำบากพระเจ้าพระสงฆ์ แทนที่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาล”

เวลาหลวงปู่เสกน้ำมนต์ ท่านใช้บทมงคลจักรวาฬน้อย ตามที่กล่าวข้างต้น โดยจะว่าดังๆ ให้ได้ยิน ดังนี้ :-

สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนัง ติณนัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ จะตุราสีติสะหัสสะธัมมักขันธานุภา เวนะ ปิฎะกัตตะยานุภาเวนะ ชินะสาวะกานุภาเวนะ สัพเพ เต โรคา สัพเพ เต ภะยา สัพเพ เต อันตะรายา สัพเพ เต อุปัททะวา สัพเพ เต ทุนนิมิตตา สัพเพ เต อะวะมังคะลา วินัสสันตุ, อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก สุขะวัฑฒะโก โหตุ สัพพะทา.
ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สัตตุ จุปัททะวา, อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ จุปัททะวา, ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุขัง พะลัง, สิริ อายุ จะวัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ ยะสะวา, สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะสิทธิ ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถิ ภะวันตุ เต.
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะธัมนุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต,
ภาวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต.


เอ้า หายโรคหายภัย อายุมั่นขวัญยืน.
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 08-02-14, 22:52
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

บททำน้ำมนต์ ภาษาไทย




ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระธรรม
ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระอริยสงฆ์
กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ มโนกรรมสาม ที่ข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อบิดามารดา ต่อครูอาจารย์ ต่อสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย ต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้วแต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี กระทำด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ข้าพเจ้าขอบุญบารมีขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ สิ่งศักดิ์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย โปรดงดเว้นโทษให้แก่ข้าพเจ้า ให้มีผลนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบท้าวเข้าสู่พระนิพพาน


เทน้ำใส่แก้วไว้ครับ ...... ตั้งใจกล่าวคำอธิษฐานขอทำน้ำมนต์

ข้าพเจ้าขอบารมีหลวงพ่อดู่ พรหมปัญโญ และหลวงพ่อทวด เป็นที่สุด ได้โปรดรวบรวมบุญบารมีของข้าพเจ้า เข้ารวมตัวกับหลวงพ่อดู่และหลวงปู่ทวด และขอบารมีหลวงพ่อดู่หลวงปู่ทวด น้อมนำอัญเชิญบารมีของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย บารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมามีหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง หลวงพ่อดู่ พรหมปัญโญ หลวงปู่ทวด เป็นที่สุด บารมีของพระอินทร์ เทวดา พรหม ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับข้าพเจ้าชื่อ ....นามสกุล.......... ด้วยข้าพเจ้าได้ป่วยเป็น ....... ข้าพเจ้าขอบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สิ่งศักดิ์ทั้งหลาย โดยโปรดเมตตาช่วยเสกน้ำในแก้วนี้เป็นน้ำมนต์วิเศษ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เกิดจากไสยศาสตร์ก็ดี คุณผี คุณคน ก็ดี เกิดจากการโรคปัจจุบันกรรมก็ดี เมื่อดื่มน้ำมนต์เข้าไปแล้วขอให้หายโดยฉับพลันทันที ด้วยอำนาจของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ขอบุญหลวงพ่อดู่ หลวงปู่ทวด แผ่บุญให้กับวิญญาณทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย พลังงานอื่น ๆ ที่เกาะติดในร่างกายของข้าพเจ้าได้โปรดอนุโมทนาบุญและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า ให้มีผลนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตราบท้าวเข้าสู่พระนิพพาน เมื่ออนุโมทนาบุญแล้วขอให้หายป่วยโดยฉับพลันทันที และขอน้ำที่ดื่มเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงดีกว่าเดิม ให้มีผลโดยฉับพลันทันที

แล้วตั้งนะโมสามรอบ สวดอิติปิ โสฯ ทั้งสามห้อง ๗ รอบและต่อด้วย นะมะพะทะ ๑๕ รอบ

หากเป็นผีมาทำร้ายหรือโรคไสยศาสตร์ อาการจะดีขึ้นทันทีอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกได้ว่าดีขึ้นจริง ๆ บางรายอาการป่วยหายทันที บางรายมีอาการอาเจียนก็ให้อาเจียนออกมาเต็มที่เดี๋ยวจะดีขึ้นเอง
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:00


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่