อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > เบ็ดเตล็ด

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 16-03-14, 23:57
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default หลักสูตรฝึกอธิฐานฤทธิ์ มนสิการอานาปานสติ 8 และวิชาอื่นๆ (วัดสุวรรณโคมคำ)



คำนำการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน4

จาก RTU Info Centre


อันดับแรกเราต้องทราบเบื้องต้นก่อนเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นในการปฏิบัติ ว่า ตัวของเราประกอบไปด้วย
ใจ (คือ คนขับรถ) ร่างกาย (คือ รถ)

เราเกิดมาหลายภพหลายชาติแล้ว ตัวในเรา(ใจ=คนขับรถ) มีรถ (Body=ร่างกาย)ขับมาหลายคันแล้วแตกต่างกันไป(สวย ไม่ สวย หล่อ ไม่ หล่อ รวมทั้งสัตวด้วย) และ เราเคยทำบุญมาก็หลายภพ หลายชาติเหมือนกัน(ชาตินี้ก็ทำ) เพราะฉะนั้นเราจะเบิกเอาบุญของเราที่เคยทำไว้มาใช้กัน และเท่ากับว่าเราไม่ได้โลภมันเป็นเงินของเราเอง ท่านยก ต.ย ว่า เรา ฝากเงินไว้ในธนาคาร แต่ เราลืมรหัสatm ลืมลายเซ็น เราก็เบิกเอาเงินของเรามาใช้ไม่ได้ ก็คือ ชาติที่แล้วเราฝากไว้ที่ไหนบ้าง(ทำบุญ ไว้ที่ไหนบ้าง)เราจำไม่ได้ ทีนี้เมื่อเราปฏิบัติ เราก็จะจำรหัสได้ โดยเราเองหรือเทวดาจัดให้ก็แล้วแต่ เราก็จะถอนออกมาใช้ได้และมันจะมาเรื่อยๆ เราเกิดมาหลายพันปีเวียนว่ายตายเกิดกันอยุ่ตลอด บุญที่เราทำต้องเยอะมาก เราถึงเกิดมาเป็นคน(มีรถขับ) ท่านบอกว่าถ้าเราปฏิบัติได้แล้วท่านท้าให้ ขอ100ล้านเลย มีบางคนได้มาแบบปลดหนี้เลยเปน100ล้านพันล้านเลยนะ ขอให้เราตั้งใจปฏิบัติเท่านั้นแหละ เทวดาจะจัดให้เราเองว่าจะได้อะไรก่อนหลัง เค้าจะไม่ให้เราทุกข์ถ้าเราทุกข์แล้วเรา จะไม่อยากปฏิบัติ เค้าก็จะไม่ได้บุญจากเรา

สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดของศาสนาพุทธคือ สัจจะ เคยสงสัยไม๊ว่าทำไมบางที เรานึกอย่างกินอะไรแล้ว ได้กิน อยากได้อะไรของอะไรอยู่ ดันมีคนเอามาให้ อะไรประมาณนี้ นี่แหละที่ท่านบอกว่าเรามีวิชานี้ติดตัวกันมาทุกคนใครก็ทำได้ถ้ารู้วิธี(ยกเว้นคนไม่ดีจะทำไม่ได้เพราะเทวดาไม่ช่วยคนไม่ดี)

สัจจะ คือ อะไร เช่นว่าเราอยากกินปลา เราอยากได้และต้องการจริงๆ(ไม่โลเลว่าอยากกินปลาแล้วเปลี่ยนเป็นอยากกินกุ้งดีกว่านั่นคือ ไม่มีสัจจะต่อตัวเอง) เมื่อใจเราต้องการมากมาก เลยจดจ่อและเกิดสมาธิกับมันแล้วแอบนึกภาพมันโดยเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเพราะเราเป็นมาแล้ว วิชานี้ในอดีตชาติมันติดตัวมามันฝังอยู่ใน DNA ของชนชาวพุทธ เพียงแต่เราไม่ได้ฝึกมันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาขอก็ต้องมีสัจจะว่าต้องการมันจริงๆและไม่เปลี่ยนใจไปมา

เมื่อเราปฏิบัติและฝึกทำจนชำนาญแล้วอีกหน่อยแค่นึกในใจก็ได้ เราลองทำมา ตั้งแต่ก่อนเรียนอีกนะ ตั้งแต่ท่านสอนเมื่อ4-5ปี ที่แล้ว แค่นึกในใจแต่เป็นสมาธินะนึกภาพด้วยมันก็ได้ตามที่ขอร้อยละ90 ก็ถามท่านว่าทำไมไม่ออกเสียงก็ได้หละ ท่านก็บอกว่า จริงๆแล้วมันต้องออกเสียงนะ พูดแค่เนี้ยะจบ เราก็งง งง มาตลอด จนท่านสอนอีกขั้นนึง ปรากฏว่า ขั้นนี้ไม่ต้องออกเสียง นั่นไง เราข้ามขั้นมาแล้ว แต่ท่านไม่บอก ให้เราเริ่มฝึก Basicก่อนนี่เอง ที่ว่าให้ลองหายใจสั้นยาวดู แต่ควร ลอง Basicก่อนก็ดีนะ คือยัง ไม่ต้องสนลมหายใจ เอาแค่ ว่าทำยังไงให้กาย วาจา ใจ เป็นหนึ่งให้ได้ก่อน

เริ่มจาก. ลองสังเกตนะเวลาเราพูดปกติเสียงมันจะออกจากปากหรือจากคอหอยเราเอง มันจะสั่นๆตรงลูกกระเดือก แต่ถ้าเราหายใจออกมาจากใจคือให้เสียงออกมาจากในท้องหรืออก(ที่ว่าหายใจสั้นก็รู้ยาวก็รู้)นั่นคือถ้าเราหายใจสั้นมันอาจจะอยู่แถวอก ก็ พยายามเปล่งเสียงออกมาจากอกขณะที่พูดก็หายใจออกด้วยพร้อมกัน ทีนี้เราจะสังเกตได้ว่าตรงอกจะสั่นๆแทนที่จะเป็นตรงลูกกระเดือก ท่านบอกว่า ถ้าไม่ชักลูกประคำเราสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา เช่นร้องเพลง อ่านหนังสือ ให้ออกเสียง อย่างเวลาครู สอนร้องเพลงเค้าจะสอนให้ร้องออกมาจากท้องหนะเสียงจะมี power ลักษณะเดียวกันเลย ถ้าร้องออกจากปากหรือคอ เสียงก็จะไม่เพราะไม่มีพลัง ขั้นแรกก็ลองทำแบบช้าๆ ก่อน ก่อนจะเปล่งคำออกมา ก็รอมันพร้อมกัน(กาย วาจา ใจ)แล้วค่อยเปล่งออกมา ลองไปเรื่อยๆจะเห็นความแตกต่างเองแหละ ค่อยๆฝึกนะ ใจเย็นๆ อย่าเร่งนะ เพราะเราเคยเร่งมาแล้วมันไม่เป็นสมาธิ ทำครั้งนึงให้ครบ10รอบลูกประคำ น่าจะประมาณ10-15นาที แล้วแต่ว่าท่องช้าหรือเร็ว บางทีขี้เกียจก็ท่องเร็วหน่อยไม่ค่อยออกจากใจเท่าไหร่บางคำออกดีมาก บางคำจะรู้เลยว่าเฮ้ยออกมาจากคอเอง พอรู้ตัวว่าคำๆนี้เราไม่มีสมาธิก็จะดึงสมาธิกลับมาเองโดยอัตโนมัติ พอคำต่อไปมันจะมีสมาธิเอง บ่อยครั้งที่ถามท่านว่าถ้าขี้เกียจทำ จะทำไงดี ท่านก็บอกว่าก็ร้องเพลงเอาสิหรืออ่านหนังสือก็ได้แต่ต้องออกเสียง ท่านก็จะบอกอย่างนี้ทุกครั้ง ขอให้กาย วาจา ใจ เป็นหนึ่งเท่านี้ก็เท่ากับได้ทำบุญแล้ว (ท่านว่า) แล้วเราก็ถามว่าบางคนได้มากน้อย ไม่เหมือนกันหละ (เงิน) ท่านบอกว่าถ้าเราทุกข์เราจะได้เร็ว ถ้าเราไม่มีเรื่องทุกข์(ท่านบอกอย่างเราเนี่ยแหละไม่ทุกข์อะไรเลย)จะได้ช้าหน่อยเพราะไม่ตั้งใจขอ ก็จริงนะ เราไม่ค่อยได้ขออะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆซักที มีแต่ลองเรื่องที่ร้านวันนั้นวันเดียวแหละลูกค้าตรึม บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองไร้สาระไปหน่อย ไม่ค่อยตั้งใจทำเท่าไหร่ มันขยันเป็นพักๆอะ แต่ที่ขอเป็นเรื่องเป็นเราที่มีสาระของเราคือเราขอความสุข ขอให้ไม่ทุกข์ แค่นี้แหละที่เราต้องการในชีวิต จริงๆ

ถ้าเราอธิษฐานขออะไรก็ช่าง ถ้าสิ่งนั้นได้มาครบสมบูรณ์100%คือไม่ต้องเอาไปซ่อมก่อน สมมติว่าเป็นคอมพิวเตอร์นะ คุณขอให้ได้คอมซักตัวอาจจะมีใครเอามาให้เป็น เครื่องใหม่แกะกล่องเลยไม่ต้องซ่อมใช้ได้เลย นั่นคือเทวดาได้รับบุญจากที่เราทำสมาธิให้เค้า เค้าก็จะจัดสรรหามาให้จากทางใดทางนึงอาจจะคนเอาให้เราหรือเราอาจจะได้เงินมาจากไหนไม่รู้ซักทาง แล้วเอาเงินไปซื้อมันแทน แต่ถ้ามีคนเอามาให้อาจจะต้องซ่อมก่อนนิดนึงแล้วถึงเอามาใช้ได้ นั่นคือสัมพะเวสีหามาให้

อีกเรื่องนึง ท่านบอกว่าทำบุญกับพระต้องเลือกว่าพระนั้นดีไม๊ถ้าไม่ดีทำไปเปล่า ประโยชน์ พระพุทธเจ้าไม่เคยเทศนาให้ขอทานฟังเลย (ดูได้ในพระไตรปิฎก) ทีนี้จะรู้ได้ยังไงว่าเค้าดีไม่ดี ท่านบอกว่าถ้าเราเริ่มปฏิบัติแล้วจะมีแต่คนดีๆเข้ามาหาเราเพราะจะมีประมาณสิ่งคุ้มกันมาครอบเราเสมือนเกราะป้องกันเราไว้คนชั่วจะเข้ามาหาเราไม่ถึงแบบประชิดตัว อาจจะแค่ผ่านๆ มาให้เห็นแต่จะทำอะไรเราไม่ได้ ส่วนคนไม่ดีไม่จำเป็นต้องไหว้ คนที่เคยไหว้เพราะยังไม่รุ้ว่าเป็นคนยังไงเราก็ไหว้ไว้ก่อน แต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเค้าแย่ เลว ทำตัวไม่น่าเคารพไม่น่านับถือไม่จำเป็นต้องไหว้อีกต่อไป เจอหน้าก็พูดด้วยเฉยๆถ้าเค้าพูดด้วย(ถ้าอยากพูด) แต่ถ้าไม่ทักเราก็มองข้ามหัวเลย อ่านมาตั้งนานแล้ว ต้องการทราบแล้วใช่ไหมว่า ขั้นตอนการทำ ทำอย่างไร
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-หลักสูตรฝึกอธิฐานฤทธิ์ มนสิการอานาปานสติ 8-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-jpg  
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 20:39

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 17-03-14, 00:02
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

ขั้นตอนการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน4

ขั้นแรก: ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติกาย วาจา ใจให้เป็นหนึ่งนั้น ต้องอาศัยลูกประคำในการทำให้กายได้เคลื่อนไหว ให้หาซื้อลูกประคำหรือทำขึ้นมาเองได้จะเป็นการดีที่สุด(จะบอกเหตุผลทีหลัง) ให้ลูกประคำมีจำนวนรอบเส้นทั้งหมด 108เม็ด เพราะว่าเราจะต้องใช้บทสวด นะ โม ตัส สะ ภะ คะ วะ โต อะ ระ หะ โต สัม มา สัม พุท ธัส สะ ในการปฏิบัติ ดังนั้น ในหนึ่งบทมี18คำ เราจะทำให้ครบ 6บทในหนึ่งเส้นลูกประคำ (18*6=108) ซึ่งมีขายสำเร็จหลายที่ เช่น วัดราชนัดดาจะเป็นแหล่งที่จำหน่ายของที่ต้องใช้เกี่ยวกับศาสนาต่างๆ แล้วที่ได้บอกไปว่าถ้าทำขึ้นมาเองจะเป็นการดีที่สุดเพราะว่าในขณะที่เราร้อยลูกประคำนั้นให้เราท่องบท นะโมฯไปด้วย เท่ากับว่าในหนึ่งเม็ดที่เราร้อยและท่องไปด้วยนั้นจะมีใจเป็นสมาธิ(คล้ายๆกับที่พระท่านทำพิธีปลุกเสกสิ่งศักดิ์ทั้งหลายนั่นเอง) เมื่อเป็นสมาธิและเอาใจไปไว้ในเม็ดประคำนั้น ประคำเส้นนั้นก็จะเป็นประคำประจำตัวเรา จิตใจเราก็จะฝังอยู่ในนั้น วิธีการทำก็คือ หาหินลูกกลมๆขนาดเท่าที่ท่านเคยเห็นทั่วไป จำนวน108+3เม็ด (เพื่อทำที่ขั้นระหว่าง 108เม็ด) ให้ใช้เชือกที่แข็งแรงมาร้อย ไม่งั้นจะขาดได้ง่าย(สูตรการร้อยลูกประคำอยู่ในหมวด2011เดือนตุลาคม)

ขั้นที่สอง : เมื่อลูกประคำพร้อม(กาย) วาจาพร้อม ใจพร้อม มาเริ่มปฏิบัติกันได้ค่ะ

ให้นั่งขัดสมาธิ เริ่มเม็ดแรกของลูกประคำจากด้านซ้าย ใช้นิ้วมือข้างซ้ายดันไปในขณะที่นิ้วมือข้างขวารับ พร้อมกับเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน เม็ดแรกก็เปล่ง นะ เม็ดที่สองก็เปล่ง โม........ไปจนจบบท(อนุโลม) แล้วท่องกลับ จากท้ายบทย้อนกลับมา คือ สะ ธัส พุท สัม มา สัม โต หะ ระ อะ โต วะ คะ ภะ สะ ตัส โม นะ(ปฏิโลม) ให้เดินหน้า -ถอยหลัง จนครบรอบลูกประคำ 108เม็ด ขณะที่เปล่งเสียงก็ให้เสียงออกมาจากใจ ใจอยู่ตรงไหน (อ่านต่อด้านล่าง) และสิ่งที่จำเป็นอีกหนึ่งอย่างในการปฏิบัติก็คือ ให้ท่านปริ๊นหรือเขียนใส่กระดาษออกมาดังภาพประกอบนี้

นะ โม ตัส สะ
ภะ คะ วะ โต
อะ ระ หะ โต
สัม มา สัม พุท ธัส สะ


จะทำให้การปฏิบัติสมบูรณ์ที่สุดเมื่อท่านฝึกขั้นต่อไป ขณะที่กาย (จับลูกประคำ) วาจา(เสียง) ใจ(ลมหายใจ)พร้อมให้ดูตัวหนังสือตามไปด้วย เมื่อเปล่งคำว่า นะ ก็ให้ดู คำว่า นะ ............เพิ่มเติมความหมายของคำว่า ใจ

จะทราบได้อย่างไรว่าใจอยู่ตรงไหน ให้สังเกตุลมหายใจของเรา (ซึ่งจริงๆแล้วคำว่าลมหายใจมาจากคำว่า "ลมหาใจ"ในพระไตรปิฎก) ที่ท่านบอกว่า หายใจสั้นก็รู้ ยาวก็รู้ นั่นแหละคือความหมาย เมื่อเราหายใจเข้าไปเคยสังเกตไม๊ว่าบางทีหายใจถึงแค่คอ หรือ อก ลึกหน่อยก็ถึงท้อง เพราะฉนั้นเมื่อเราหายใจสุดถึงตรงไหนตรงนั้นนั่นแหละที่อยู่ของ "ใจ"
ดังนั้นการเปล่งเสียงให้ออกมาจากใจก็คือการเปล่งเสียงออกมาในขณะที่หายใจออกให้เสียงออกมาจากตรงที่เราหายใจลงไปสุดตรงนั้นนั่นแหละ

ขั้นที่สาม : แรกๆของการปฏิบัติให้ทำเช้า กลางวัน เย็น แต่ไม่ต้องถึงกับเอาลูกประคำไปที่ทำงานนะคะ ใช้วิธีอ่านหนังสือออกเสียงก็ได้ค่ะหรือเวลาพูดกับใครก็ให้เสียงออกมาจากใจไงคะ (การเปล่งเสียงในการปฏิบัติไม่ต้องดังมาก ให้ตัวเราพอได้ยินก็พอนะคะ คนข้างๆจะได้ไม่ตกใจค่ะ)ปกติถ้าทำที่บ้านก็ให้ทำครั้งละ 10รอบลูกประคำค่ะ ประมาณ 10-15นาทีได้ แล้วแต่ว่าใครจะท่องเร็วช้าต่างกันเพราะจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราในการจะเปล่งเสียงให้ตรงกับใจด้วยค่ะ ไม่ต้องรีบท่องนะคะ รอให้พร้อมที่สุดแล้วค่อยเปล่งเสียงออกมา พร้อมกันก็คือทำขณะเดียวกันทั้งชักลูกประคำ หายใจออกพร้อมเปล่งเสียง ดูตัวหนังสือด้วยนะคะเมื่อทำไปซักระยะจะถึง"ขั้นต่อไป"คือ

เมื่อเราชักลูกประคำ มันจะมีคำประจำตัวของเราคำนึง(เรียกว่าตัวปิติ) มันจะมีอาการดังนี้ขนลุกซู่ วูบ ง่วง สะดุ้ง เหงื่อแตก เช่น มีอาการคือ ขนลุกซู่ แล้วแต่ว่ามากน้อยไม่เหมือนกันทุกครั้ง ถ้าเราพูดคำๆนั้นที่ทำให้เรามีอาการดังกล่าวมันจะมีอาการนั้นทุกครั้งถ้ากาย วาจา ใจเป็นหนึ่ง ของเราคือคำว่า พุท มีอาการคือ ร้อนวูบเหงื่อซึม บางทีเดินในห้างเย็นๆแท้ๆ แล้วตัวในเราทำสมาธิเองมันก็ร้อนวูบขึ้นมาเองนะ (นึกว่าเป็นวัยทอง แต่บังเอิญอายุยังไม่ถึงเลยไม่ใช่) เมื่อเราได้คำๆนั้นแล้ว สมมติว่าเป็นคำว่า นะ เมื่อไหร่ที่เราต้องการจะขออะไรให้เราเอาคำนั้นมาใช้ คือ ถ้าใช้ลูกประคำ ขณะที่เราชักประคำให้พูดแค่คำว่า นะ. นะ. นะ. ไปเรื่อยๆ > ขณะที่เราพูดและชักประคำให้นึกภาพตัว นะ ให้ชัด พอมันชัดแล้วให้เปลี่ยนภาพตัว นะ ให้เป็นภาพที่เราต้องการขอ ให้ภาพมันชัดๆขึ้นมาแทนที่คำว่า นะ แล้วเอาภาพนั้นเข้ามาในใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ทรงอยู่ให้นานเท่าที่จะนานได้(ยากหน่อยนะ ต้องลองทำซักพัก อีกหน่อยจะเข้าใจว่าทำยังไง ตอนแรกจะ งง ว่าทำยังไงหว่า ไม่เข้าใจ พอฝึกไปซักระยะ ก็พอทำได้) เมื่อเราทำได้แล้ว อีกหน่อยเดิน นั่ง นอน แค่เราคิดด้วยใจแน่แน่วขออะไรก็ได้(จริงๆ) ต้องลองเองถึงจะรู้ว่า มันไม่บังเอิญ
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 12:01

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 17-03-14, 00:04
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

เมื่อได้คำประจำตัวแล้ว(ตัวปิติ)



เมื่อได้คำที่ทำให้ขนลุกซู่ หรือ วูป ง่วง เหงื่อแตกฯลฯแล้ว(สังเกตุเองว่าอาการแปลกๆที่เกิดขึ้นเมื่อเราชักประคำ) และจำเสียงจากตัวในเราได้แล้ว(คือเสียงที่เราเปล่งออกมาจากใจ จะเป็นเสียงเดียวกันกับที่เวลาเราอ่านหนังสือในใจ) ขั้นต่อไปที่เราจะฝึก จะต้องอาศัยภาพด้านบนนี้ในการอธิบาย

ให้นำคำๆนั้นมาโดยไม่ต้องใช้ลูกประคำอีกต่อไป(จะใช้ก็ได้ ถ้าต้องการทำสมาธิประจำวันทั่วไป)
ให้นำตัวที่เราขนลุก ฯลฯ มาใช้ในการอฐิษฐานทุกครั้ง โดยการตั้งลม ตั้งลมคืออะไร คือการที่เราหายใจเข้าไปแล้วไม่หายใจออกชั่วขณะเท่าที่เราจะทำได้ ให้นานที่สุด ทีนี้เราจะทำอย่างไรในการตั้งลม จะอธิบายก่อนว่าในภาพนั้น จะเห็นว่ามีจุดอยู่และมีหมายเลขกำกับ

จุด แต่ละจุดจะมีความหมายประจำตัว คือ

จุดที่ 1 (ธาตุดิน.ปัฐวีธาตุ) ตั้งไว้ในจุดนี้เพื่ออฐิษฐานขอเกี่ยวกับสิ่งที่จับต้องได้ เช่น บ้าน รถ เงิน ที่ดิน ฯลฯ สามารถปลดหนี้ได้หรืออยู่อย่างสบายโดยไม่มีหนี้สิน
จุดที่ 2 (ธาตุน้ำ.อาโปธาตุ) เกี่ยวกับความอ่อนนุ่ม สอดประสาน การเชื่อมต่อ ความเมตตาทั้งหลาย ได้แก่ มวลชน (นักร้อง นักแสดง วิทยากร ผู้แทน) ลูก-สามี-ภรรยา -ลูกน้อง ให้อยู่ในโอวาท
จุดที่ 3 (ธาตุไฟ.เตโชธาตุ) เกี่ยวกับเรื่อง ใจร้อน ร้อนใจ ดับหรือทำ ช้าเร่งให้เร็ว เร็วทำให้ช้า การแข่งขันจะชนะทั้งหมด(ที่2ไม่มี จะได้ที่1) อะไรที่ติดขัดอยู่ในใจจะรู้หมด เช่น ข้อสอบ ปัญหาต่างๆจะแก้ยังไง เป็นต้น
จุดที่ 4 (ธาตุลม.วาโยธาตุ) เกี่ยวกับความเร็วของใจเท่ากับกาย ไม่ติดอยู่กับสิ่งใดๆ (ต้องการให้ลืม) เช่นต่างภพ ต่างชาติ
จุดที่ 5 (อากาศธาตุ) ปัญหาจะกลายเป็นอากาศธาตุ เป็นขั้นที่ใช้แผ่เมตตา

ทีนี้เมื่อทราบแล้วว่าแต่ละจุดหมายถึงอะไรบ้าง มาเริ่มเรียนรู้ในการปฏิบัติได้
สมมุตว่าตอนนี้เราต้องการเงินซักก้อน เราก็ตั้งลมไว้ที่จุด1 (เพราะเงินเป็นสิ่งที่จับต้องได้) วิธีทำก็คือ

ให้เราหายใจเข้าไปให้ใจไปหยุดอยู่ที่จุด1 แล้วตั้งไว้ คือยังไม่หายใจออก ในขณะที่ใจไปถึงจุด1ปุ๊ปให้เราออกเสียงในใจโดยใช้คำประจำตัวของเรา เช่น นะและตั้งใจไว้ตรงนั้น แล้วท่องนะ นะ นะ ไปซัก 5ครั้ง ให้นึกภาพตัวนะให้ชัดในตำแหน่งจุด1นั้น เมื่อครบ5ครั้ง ให้เปลี่ยนคำว่านะเป็นภาพที่เราอยากได้ ในที่นี้ได้ยกตัวอย่างว่าเงิน ก็ให้นึกภาพเงินให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้(แล้วแต่ว่าต้องการกี่บาทก็นึกเอา) เมื่อตั้งลมจนไม่ไหวแล้วก็ให้หายใจออกแบบค่อย แรกๆอาจจะทำได้ไม่กี่วินาที ฝึกไปเรื่อยๆก็จะได้นานขึ้นเอง ลองดู ให้ทำได้ตลอดเวลาที่หายใจ นึกได้เมื่อไหร่ก็ทำ ไม่จำเป็นต้องมีเวลาถึงจะมาทำ ทำได้ทุกครั้งที่หายใจ

หากไม่เข้าใจให้อ่านบทความที่ท่านสอนได้ ในหัวข้อ การตั้งลมและคำต่อคำที่ท่านสอน
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 12:23

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 17-03-14, 00:06
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

สัจจะ และ อธิษฐาน สำคัญอย่างไร ต่อ พุทธบริษัท


ความสำคัญของ สัจจะ และอธิษฐานสำหรับพุทธบริษัทนั้น ได้ปรากฏยืนยันอยู่ในพระอภิธรรมปิฏก,สังคณี , เล่ม 1 ภาค1 หน้า10 ความว่า

.....ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่า ดาวประกายพรึก เป็นดาวประจำวิถี ในโลกนี้และเทวโลก ย่อมไม่ก้าวล่วงวิถีในสมัยฤดูร้อน หรือ ฤดูฝน แม้ฉันใด

แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน อย่าก้าวล่วงวิถีในสัจจะทั้งหลาย ท่านบำเพ็ญสัจจบารมีแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณ.
อันพุทธการกธรรมทั้งหลายจักไม่มีเพียงเท่านี้ จักเลือกธรรมแม้อื่น ๆ บ่มโพธิญาณ

เมื่อเราเลือกเฟ้นในครั้งนั้นได้เห็น อธิษฐานบารมี อันเป็นพุทธการกธรรมข้อที่ ๘ จึงสอนตนว่า จงสมาทานทำพุทธการกธรรมข้อที่ ๘ นี้ให้มั่นก่อนท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิฐานบารมีแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณภูเขาศิลาล้วน ไม่หวั่นไหวตั้งมั่นดีแล้ว ไม่หวั่นไหวด้วยลมที่แรงกล้าย่อมดำรงอยู่ในที่ของตนเท่านั้น แม้ฉันใดเธอก็ฉันนั้นเหมือนกันจงตั้งมั่นในอธิษฐานบารมีในกาลทั้งปวงเธอบำเพ็ญอธิษฐานบารมีแล้วจักบรรลุสัมโพธญาณฯ ดังนั้น ท่านที่ได้เข้ารับการฝึกฝน อบรม ปฏิบัติ โดยสมาทาน สัจจะ เพื่อนำไปใช้เป็นอุปการะกุศลในการอธิษฐาน ย่อมเป็นการเดินไปบนเส้นทางแห่งพุทธบุตร ดังปรากฏตามพุทธพจน์ดังกล่าวข้างต้นนั้น

...และด้วยความสำคัญของสองสิ่ง คือ สัจจะ และอธิษฐาน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงสัมพันธ์แก่กัน ดุจดั่งชีวิตกับลมหายใจ ดังนั้นผู้ที่จะอธิษฐานได้ผล จะต้องตั้งสมาทาน สัจจะ เป็นสิ่งแรก ขาดไม่ได้ หากขาดก็เหมือน
.....ทาชิ เดเล ขอความสวัสดี สุขสมหวัง จงมีแด่ทุกท่าน

ทฤษฏีเวลา กาล-อวกาศ กับ การทำสมาธิ

........ในทฤษฏี Time-Space ทางฟิสิกส์ ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบัน หรือเวลา ณ ขณะนี้ จะมีช่วงระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 หรือสามเท่าของ หนึ่งในหมื่น/วินาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุด จึงเรียกว่า ปัจจุบัน

.......สำหรับ เวลา ในทางพระพุทธศาสนา จะถือว่าเวลาเป็นของสมมุติ ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับทางวัตถุ หรือสรีรวิทยา แต่จะเกี่ยวข้องกับ พฤติ หรือ กายภาพ ของมนุษย์มากกว่า

.......นั่นหมายความว่า เวลา ไม่ใช่สิ่งทำให้สิ่ง ต่างเป็นไป โดยอำนาจของเวลา เพราะเวลาเป็นของสมมุติ เวลาคือเครื่องตรวจสอบทางกายภาพ เป็นเครื่องหมายใช้วัด การดำรงอยู่แห่งสรรพสิ่ง จึงสมมุตินับเอาว่า หนึ่งวินาที นั่นมาจากอัตราการเต้นของหัวใจ

.....โดยภาวะปกติแล้ว ถ้าหากหัวใจไม่เต้นล่ะ เวลายังคงดำเนินไปหรือไม่..?
กฏของไอส์ไตน์ ก็มาถึงจุดตันตรงนี้ คือเข้าทางตัน ไม่มีคำอธิบาย นอกจาก แบะ แบะ

......ไอส์ไตน์เอง ก็ได้ศึกษาพระอภิธรรม จนกระทั่งเปลี่ยนศาสนามจากยิว หันมาถือพุทธศาสนา (จนโดนพวกยิวไล่ฆ่า ต้องหนีไปอยู่ประเทศสวิสเซอรแลนด์) ได้ค้นคว้าอานุภาค หรือ เรียกว่า อะตอม ซึ่งไอส์ไตน์นำมาจาก คำว่า อัตตา และสร้างสมการสูตรการแยกย่อยสลาย มวลสาร โดยอาศัยสมการคำนวณของรัตตัญญุศาสตร์ ซึ่งมีมาก่อนสมัยพุทธกาล แยกย่อยไปถึงอานุภาคที่เล็กกว่า ปรมาณู

...........คำว่าปรมาณู เป็นศัพท์บาลี อยู่ในสมการคำนวณของพุทธศาสนา พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลต้องเรียน เพราะพระสงฆ์มาใช้ในการคำนวณ ดาราศาสตร์ขึ้นแรม เพื่อหาวันพระ วันอุโบสถ วันเข้าพรรษา ออกพรรษา เนื่องจากยุคนั้น ยังไม่มีปฏิทิน(ปัจจุบันชาวโลกใช้ปฏิทินของคาทอลิก ชื่อว่าปฏิทินกอกอเรี่ยน ทำให้ปีหนึ่งมี365วัน =พระเจ้าแถมให้อีก 5 วัน ... โลกและดวงดาวโคจรเป็นวงกลม 1 ปีครบรอบ 1 วงกลม=360 องศาไม่มีเศษ แต่คาทอลิกกำลังบอกชาวโลกว่า วงกลมวงหนึ่งมี 365 องศา ผิดถูกคิดเอาเอง)

ฉะนั้น พระสงฆ์ในพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องเรียนรู้การคำนวณ คัมภีร์นี้พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาต ให้พระอัญญาโกทัญญะปฐมสังฆสาวก(ผู้ใช้คัมภีร์รัตตัญุศาสตร์พยากรณ์ว่าเจ้าชายสิทธัตถะ จะต้องออกบวช และสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นไม่มีอื่น) ถ่ายทอดแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย ใช้สำหรับคำนวณตามพรวินัย ก่อนที่ไอส์ไตน์ จะเกิดตั้ง 2400 กว่าปี

นี่คือสิ่งที่เราควรที่จะได้รับรู้ และภาคภูมิใจที่เราได้ศึกษาศาสตร์ที่สูงกว่า นักฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลก ยังเข้าไม่ถึง

.....นั่นก็คือ การเข้าถึง และ ควบคุมอานุภาคที่เล็กกว่า โฟตอน(ไม่ใช่โปรตรอน) และยังเล็กกว่า QUARK ทั้งยังมีความเร็วกว่าQUARK หลายล้านเท่า

............สิ่งนั้นก็คือ ใจ หรือมีชื่อเรียกทางบาลีว่า มโน, มนัสส, เจโต เป็นต้น

............ ตามหลักการของนักฟิสิกส์ชั้นนำของโลกเช่น Boehius กล่าวว่า " ....ปัจจุบันที่ผ่านไป ก่อเกิดเวลา ปัจจุบันที่คงอยู่ ก่อเกิดความเป็นนิรันดร...."

.......สำหรับ คานส์ นักฟิสิกส์นามกระเดื่อง กล่าวว่า "...... เวลาไม่สามารถแยกออกจากความคิด ที่เป็นตัวตน และ ความรับรู้เวลาได้ นั่นหมายถึง เวลาทำให้เกิดความต่อเนื่องของเหตุการณ์ ในขณะที่อวกาศทำให้การเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียงนั้นเป็นจริงขึ้นได้ เส้นของเวลา ที่โค้งงอเข้าหากัน ทำให้เวลาในอนาคต สามารถมาบรรจบกับปัจจุบัน แต่ ณ ที่ใด เมื่อไร ยังไม่ทราบ แต่มันเกิดขึ้นได้ตามหลักฟิสิกส์ ทำให้สิ่งท่จะเกิดขึ้นในอนาคต มาปรากฏขึ้น ณ เวลาปัจจุบัน....."

.......จากถ้อยคำของนักฟิสิกส์ระดับโลกสรุปได้ว่า
ดังนั้น ใครก็แล้วแต่ สามารถโค้งงอเส้นเวลา ย่อมสามารถควบคุมเวลา หรือ เหตุการณ์ในอนาคตนั้นได้

......สิ่งที่นักฟิสิกกล่าวนั้น ก็คือถ้อยคำที่รองรับพระบาลีบทหนึ่งว่า อกาลิโก เอหิปัสสิโก
มีความหมายว่า ผู้ปฏิบัติย่อมไม่อยู่ ภายใต้กฏเกณ์แห่งกาล-เวลา เป็นไปได้ตามหลักฟิสิกส์ อย่างไร้ข้อกังขาทางวิทยาศาสตร์ เราคงสงสัยกันนะว่า เหตุใดในการปฏิบัติ หมายถึงการปฏิบัติสมาธิ ควบคุม ใจ ทำไมจึงทำให้อยู่เหนือกาลเวลาได้ ?

........ในทางพระพุทธศาสนา นั้นถือว่า กาล และ อวกาศ ไม่มีตัวตน เป็นสมมุติ นอกจากนิพพาน ในการแสวงหา สัจจธรรม เราต้องแปลคำว่า สัจจะธรรม ให้ถูกต้องก่อน ไม่งั้นก็หาไม่เจอ

สัจจะ แปลว่า จริงแท้ ธรรมะ แปลว่า ที่ตั้ง, ทรงไว้ แปลโดยรวม คือ สามารถตั้งอยู่ หรือ ดำรงสภาพอยู่ได้อย่างจริงแท้ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งสมมุติ คือ ไม่ต้องอาศัยเวลา หรือ ธาตุ(ทางพุทธเรียกว่า มหาภูตรูป 4) คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือดำรง อยู่ในสภาวะปราศจากสมมุติ นั้น ได้จึงเรียกว่า นิพพาน

นิพพาน แปลว่า ดับ ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงการดับสมมุติบัญญัติทั้งปวง (ดับเฉพาะสมมุติ ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงกล่าวว่า นิพพาน ไม่ได้หมายถึง ศูนย์ แต่ยืนยันว่าเป็นสภาวะหนึ่งที่พ้นจากเหตุผล หรือ คำอธิบาย เปรียบได้กับการอธิบายลักษณะของแสงสว่างให้คนตาบอด ย่อมไม่อาจเข้าใจ..บางทีการอธิบายลักษณะแสงสว่างให้ คนตาดี เข้าใจยังยาก....ไม่เชื่อลองดู)

.......เวลา สถานที่ ธาตุ ทั้งหลาย แม้แต่อวกาศ ล้วนเป็นสมมุติ จึงเรียกว่า นิพพานอยู่เหนือสมมุติ

......สภาวะดังกล่าวนี้ เป็นสภาวะที่จะเข้าถึงได้เพียงอย่างเดียว คือ ใจ หรือ มโน อันเป็นอานุภาคที่เล็ก และไว กว่าอานุภาคใด ๆ ในจักวาล พระพุทธองค์ท่านจึงทรงให้ฝึกควบคุม ใจ เป็นสำคัญ โดยใช้คำว่า " กายในกาย " แทนคำว่า " ใจ "(แต่ไม่ใช่ธรรมกาย ใสนะจ๊ะ..ขอบอก) กายหรือ กายสังขาร เปรียบเสมือน ตัวถังรถ ส่วนใจ คือ คนขับรถ ส่วนจิต ก็คือ เครื่องประกอบ และควบคุมการเคลื่อนไหวของรถ เช่นพวงมาลัย ล้อ ดังนั้น คนขับรถ หรือใจ คือตัวสำคัญ ที่จะทำให้เกิด หรือไม่เกิด ถึงจุดหมายหรือไม่ก็อยู่ที่ ใจ และการควบคุมบังคับใจให้อยู่ในอำนาจปรากฏเป็นสิ่งแรกใน มหาสติปัฎฐานสูตร คือให้พิจารณาให้เห็นกายในกาย เป็นปกติ คือไม่ใช่เพียงแต่รู้ แต่ต้องเห็นอีกด้วย

........... การทำสมาธิ ก็เพื่อให้เกิดพลังงาน ที่สามารถควบคุม ส่ง ใจ ให้ไปยังจุดที่ต้องการ( จุดที่ต้องการ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อธิษฐาน=กำหนด) ได้
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 20:48

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 17-03-14, 00:09
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

คำถามมีว่า ::: ทำไมการปฏิบัติสมาธิ และสามารถควบคุมใจได้ จึงทำให้เป็นผู้ที่อยู่เหนือกาลเวลา ?

คำตอบ คือ การตั้งลม หรือ การทรง ก็คือ การทรงสภาพ การตั้งลมนั้นคือการหยุดหายใจ
การหยุดหายใจ เวลา ก็จะหยุดไป สำหรับสิ่งนั้นด้วย ไม่หายใจ= ตาย จริงหรือ?

ตอบ ไม่จริง เพราะผู้ปฏิบัตินั้น สามารถจะอยู่ได้โดยไม่หายใจเป็นเดือน เป็นปี หรือกระทั่ง 200 ปี
ดังปรากฏในพระไตรปิฏก ตอนสังคายนาครั้งที่ 2 พระอรหันต์นั่งเข้าสมาบัติ ตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน ผ่านไป 200 ปี พระเรวตะ ไปนิมนต์ท่าน จึงออกจากสมาบัติ นี่คือหลักฐานหนึ่งในหลายหมื่นชิ้นอันปรากฏ และยืนยันในพระไตรปิฏก เอกสารทางพุทธศาสนา ที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง(สังคายนา) มาเป็นเวลากว่า 2552 ปี เก่ากว่าคัมภีร์และเอกสารทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ฉบับใดในโลก

......สำหรับยุคปัจจุบันนี้ จัดว่าเป็นยุคแห่งการแสวงหาอามิส(เงิน) เป็นใหญ่ ทำให้ผู้คนเกิดสภาวะทอดทิ้งการปฏิบัติ หันไปเชื่อนักวิชาการพวกแสวงหาอามิส ที่ทำความเข้าใจจากตำรา แล้วตีความตามที่ตัวเองเข้าใจ บัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ ให้ไขว้เขว(เพราะตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง) ทำให้มีหลายอย่างที่ทำให้พุทธศาสนิกชน ผู้ใฝ่หาทางปฏิบัติ ต้องเข้าใจคลาดเคลื่อน และกลายเป็นว่า พระพุทธศาสนาไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ ถึงขนาดให้คำจำกัดความว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงปรัชญา ไม่ใช่แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับคนยุคปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

..... ทั้งนี้ก็เพราะ ข้อมูลจากเอกสารของนักวิชาการ ที่อ้างว่าเป็นนักการศาสนานั้น ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ได้สร้างความ่เข้าใจที่คลาดเคลื่อนและกระจายความคลาดเคลื่อนนี้ไปทั่วโลก

.......ตัวอย่างที่สำคัญที่จะยกมาให้เห็นชัด ๆ ก็คือ ความควาดเคลื่อนระหว่าง คำว่า จิต กับ ใจ
นักวิชาการศาสนา จะเขียนให้คนทั้งหลายเข้าใจไปว่า การทำสมาธิ ต้องทำที่ จิต เรียกว่า สมาธิจิต

ถามว่าถูกต้อง หรือไม่ ?
คำตอบก็คือ นักวิชาการศาสนาที่เขียนมาอย่างนั้น เขายังแยกไม่ออกว่า จิต กับ ใจ ต่างกันอย่างไร ?

......เพราะ ความหมายที่แท้จริงของคำว่าจิต คือ ธรรมชาติใด คิด ธรรมชาตินั้นเรียกว่า จิต
อย่างนั้น การทำสมาธิคือการควบคุมความคิด เท่านั้นหรือ ? คงไม่ใช่ละมั๊ง เพราะแค่ควบคุมความคิดนั้น นักสะกดจิต
ก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ไปเรียนสะกดจิต ไม่ดีกว่าเรียนทำสมาธิหรือ ?

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความจริงแท้ แห่งความหมายของคำว่าจิต คือ จิต นั้นเหมือน พวงมาลัยรถ เราแค่ประคองไว้ ไม่ให้ว่อกแว่ก จิต มีหน้าที่คิด

ฉะนั้น เราจึงต้องควบคุมจิตไม่ให้คิด

..... สิ่งที่มีอำนาจเหนือจิต คือ ใจ (มโน) คือคนขับที่ถือพวงมาลัยรถ จะให้ไปซ้ายไปขวา ไปนรก ไปสวรรค์ ไปนิพพาน ก็อยู่ที่ใจนี่แหละ

คำสอนพระอาจารย์ (คำต่อคำ)
ณ วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2552

การสวดมนต์เป็นการสร้างกระแสคลื่นความถี่แนวกว้างเพื่อให้เกิดการโค้งงอของสนามเวลา เราจึงต้องปฏิบัติให้สภาพใจ(มโน) หรือเรียกว่าเป็น อนุภาคที่เล็กที่สุดอยู่ภายใต้การควบคุม ก็จะสามารถรับคลื่นเหล่านั้นได้ ตอนแรกจะรับคลื่นความคิด เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆก็เหมือนกับการรับสัญญาณ ในอากาศมีสัญญาณคลื่นอยมากมายไม่ว่าจะเป็นคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ และคลื่นความคิดทั้งในอดีตและอนาคต ความเร็วของอนุภาค "ใจ" เร็วกว่าแสงหลายล้านเท่า มีปรากฎรับรองในพระไตรปิฎก

ในขณะที่ปฏิบัตินั้นก็พูดออกมาจากจุดที่ลมหายใจเข้าไป สุดตรงไหนก็ออกจากตรงนั้น สั้นยาวไม่สำคัญ ซึ่งทำได้ทุกขณะที่เราพูดและหายใจ นั่นหมายความว่าทำได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานๆ แต่ที่สำคัญคือ ไม่มีมนุษย์ใดที่ไม่ฝึกจะสามารถคิดนึกในขณะที่ลมหายใจออกได้โดยเด็ดขาด นอกจากพวกเราเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าควบคุมสภาพใจได้แล้ว นั่นก็คือ เมื่อเราหายใจเข้าและออกสามารถพูดได้ คือ พูดและคิดได้ทั้งเข้าและออก เพราะปกติเวลาลมหายใจออกจะไม่มีทางพูดหรือคิดได้ นี่คือ "ความลับ" ของคำว่า ทุกลมหายใจเข้า-ออก ส่วนใหญ่ทำได้แต่หายใจเข้า แต่ตอนออกยากที่สุด ถ้าควบคุมลมหายใจออกได้ก็ควบคุมการตายได้และอยู่เลยภาวะของความตายได้ การควบคุมการหายใจออก คือ การก้าวพ้นภาวะของความตาย คือ เลยความตาย หมายถึง จะรู้ว่าเมื่อตายแล้วจะมีลักษณะใด หรือผู้ที่กล่าวว่าตายไปนั้นอยู่ที่ไหน ตามหลักศาสนาพุทธ ไม่มีคำว่า"ตาย" มีแต่คำว่า "ย้ายที่" ดังนั้น เมื่อเราปฏิบัติให้ควบคุมลมหายใจออกได้ เราก็จะรู้ที่ของผู้ที่ตายไปแล้วและเราด้วย

การควบคุมลมหายใจออกจะทำได้อย่างไร

ก็คือ ตอนที่พูด ให้เสียงออกมาพร้อมลมหายใจออกนั่นไง ให้รู้ว่าเสียงออกมาพร้อมลมหายใจ และตอนหายใจเข้า คือ ช่วงที่เราคิดคำพูด จะเป็นการทวนอีกครั้งหนึ่ง นี่คือการฝึกโดยใช้คลื่นเสียง และคลื่นเสียงนี้จะมีช่อง (กว้างขึ้น)ๆในที่สุดจะเป็นเส้นตรงและเมื่อนั้นก็ไม่มีมิติไหนที่ผู้ปฏิบัติแล้วอธิษฐานจะไปไม่ได้(นอกจากนิพพาน)
การที่เราสามารถได้สิ่งที่ปรารถนา เท่ากับ อธิฐานประกอบเสียงภาวนา ก็คือ การกดเส้นเวลาให้โค้งงอเข้าหากันด้วยอำนาจสมาธิ แต่จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็อยู่ที่การตั้งลม


ศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2552
นิมิต คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำสมาธิ แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ

1. นิมิต ที่นึกขึ้นมาเอง หรือ ติดค้างความคิด เป็นภาพความทรงจำ ทางปฏิบัติเรียกว่า วิปัสนู
2. นิมิตที่เป็นเครื่องหมาย ที่เกิดจากใจเข้าสู่สภาวะสงบ อันนี้จะมีอาการแปลกไปจากปกติ เช่น ขนลุก น้ำตาไหล เหงื่อออก หรือ คล้ายกับตัวลอยไปมาได้ เป็นต้น

นิมิต แปลตรงตัว แปลว่า เครื่องหมาย

ระลึก คือ ภาพ + Feeling จะมีความประทับใจประกอบไปด้วย เช่น เรารักแม่ คิดถึงแม่ ก็จะเห็นภาพและความรู้สึกพร้อมกัน

ฝัน เป็นสภาวะปลดเปลื้องทางจิต คือ จะคลายตัวทางความคิดที่ตกค้างในใจ คล้ายกับการลบจดหมายขยะทิ้ง แต่ไม่ได้ลบถาวร ยังอยู่ในถังของ e-mail

เกิดขึ้นจริงตามที่เห็นอยู่ก่อน เป็นไปได้ 2 กรณี คือ

1. การทะลุเวลา โดยสภาวะความเร็วของ"ตัวใน"="ใจ" ซึ่งจะเป็นไปเองโดยธรรมชาติ=ควบคุมไม่ได้
2. การทะลุเวลา โดยสามารถควบคุมได้ อย่างที่เราฝึกกันนี่แหละ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการควบคุมได้เฉพาะส่วนลมหายใจเข้า ไม่สามารถควบคุมในส่วนลมหายใจออกได้

ในทางพุทธศาสนาและโดยเฉพาะ(ของเราเท่านั้น)ที่มีการฝึกให้ควบคุมความคิด ระลึก และ กำหนดได้ในขณะที่ลมหายใจออก ซึ่งยากมาก จึงใช้คำกล่าว หรือ สวดแทน

ทดสอบง่ายๆ ลองหายใจออกแล้วคิดพร้อมไปด้วย ยังทำกันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงการอธิษฐานขณะที่คิดเลย
จะเห็นว่าในการฝึก ให้เอาลมหาใจไปตั้งที่จุดสุดท้าย เมื่อเราหายใจเข้าไปเมื่อหายใจออกให้เสียงเริ่มตรงนั้น
จากนั้น เราก็จะใช้เสียงเป็นสื่อ นำเอาเสียงของใจออกมา เป็นการควบคุมสภาวะของ อานุภาค=ใจ ซึ่งเป็นตัวที่เราต้องควบคุมให้ได้ อันนี้สำคัญ เป็นสุดยอดของพระพุทธศาสนา เพราะใจเท่านั้นที่เราต้องใช้ในทุกสภาวะ ไม่ว่ามิติไหนๆ มีความไวสูงกว่าแสงหมื่นล้านเท่าเร็วกว่า Quarkแสนล้านเท่า จึงสามารถไปได้ทุกมิติเป็นเรื่องปกติอย่างที่เราเห็นในพระไตรปิฎกนั่นแหละ

ฉะนั้น การควบคุมอานุภาคหรือเรียกว่า "ใจ " เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำให้ได้ นั่นเท่ากับเวลาไม่อยู่เหนือเรา หรือเราสามารถบังคับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีก 100หรือ 1000ปี ให้มาปรากฎวันนี้ ตอนนี้ได้ หากว่าควบคุมใจเราได้ เป็นเรื่องปกติ

พุทธศาสนา เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ฝรั่งไปแอบเอามาทำแล้วก็ประกาศว่าค้นพบ
เวลา หรือ อายุ เป็นสิ่งสมมุติ เวลาคือการนับถอยหลัง สรรพสิ่งนั้นๆว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ อายุคนไม่มีนะ เราอายุเท่าไรก็ตาม แต่ใจ ไม่มีอายุ เหมือนรถจะเก่า-ใหม่อยู่ที่คนขับ รถ=ร่างกาย ใจ=คนขับ รถมีอายุการใช้งาน แต่คนขับเปลี่ยนรถได้เสมอ(ถ้ามีเงิน) เงิน=บุญ

การทำสมาธิ สติปัฏฐาน คือ การฝึกให้ใจที่ตั้งในการระลึก หากเป็นธนาคาร ก็เป็นการฝาก บ/ช พิเศษ ได้ดอกเยอะ เหมือนสลากออมสิน ไม่เหมือนการทำบุญอย่างอื่นไง

สติ คือ ธรรมชาติแห่งการระลึกรู้อารมณ์ อันมีนิมิตเป็นที่ตั้ง จึงเรียกว่า สติปัฏฐาน
การควบคุมใจ ต้องควบคุมด้วยลมหาใจและหาที่ตั้งให้ได้ทุกลมหาใจ เมื่อรู้แล้วก็เข้าใจ เห็นไม๊ว่า ภาษาไทยใช้คำว่า เข้าใจ คือ เข้าไปในใจ

การตั้งลมหาใจแล้วอธิษฐานนั้นควรขอทีละอย่าง ขับรถคันเดียว เวลาเดียว ณ ขณะนั้น จะไปได้กี่ทาง ก็ทางเดียว เปลี่ยนทางไป-มา รถติด ไปไม่ถึงนะ เมื่อถึงจุดหมายที่ต้องการแต่แรกแล้ว จะไปที่ใหม่ก็กำหนดใหม่...คงเข้าใจนะ ไม่ใช่ขับไปถึงกลางทาง ไม่เอาละ เปลี่ยนใหม่ เมื่อไรมันมันจะไปถึงล่ะคะ

คำว่า " อ๋อ " ก็คือ การที่ใจ ทะลุผ่านมิติสัญญา หรือ Lib Memory คือ พอเราเข้าใจแล้ว ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องเรียน รู้ตลอดหมด นี่คือ การทะลุมิติเวลา แต่ต้องควบคุมและใช้ได้ตามต้องการ เรา-ท่าน ผ่านมาหลายภพชาติ แต่ละชาติเอาเป็นว่า ชาติละ 20ปี 100ชาติ ก็เท่ากับ 1000ปี อยากรู้เรื่องทำกับข้าว ลองคิดว่า เรารู้เรื่องทำกับข้าวและชำนาญในการทำมาแล้วเป็น 1000ปี เอามาใช้ ใครจะสู้เราได้

นี่คือ ความลับ ที่พระพุทธองค์สอนให้ทำสมาธิ ก็เพื่อทะลุมิติเวลา หรือ เชื่อมต่อสัญญานี้ ยกตัวอย่าง เรื่องตลาดหุ้นเมื่อไม่กี่วันนี้ ได้บอกไว้ก่อนว่าจะตกหรือขึ้น ตามวันเวลาดังกล่าว แะตรงนั้น ก็เพราะเป็นเรื่องใกล้ๆ ใครก็ทำได้ ไม่ต้องเสียเวลามาก เห็นไม๊ เวลากำหนดสรรพสิ่ง ถ้าเราสามารถก้าวพ้นมิติเวลา ชีวิตเราจะมีความสุขมากมาก การควบคุมใจ ก็เพื่อที่จะนำไปใช้หาข้อมูลที่เราต้องการ คือการเชื่อมสัญญาเก่า (ความจำเดิม=ที่อยู่ใน DNA) นำออกมาใช้ เพราะความจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ ประกอบไปด้วย เซลล์อิสระเป็นแสนแสนล้านเซลล์ แต่ละเซลล์จะเก็บความจำไว้แต่ละเรื่อง เมื่อสามารถเชื่อมประสานได้ ก็นำมาใช้ได้ ทุกเรื่อง วิธีใช้ไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าเป็นเรื่องธุรกิจ การเมือง การปกครอง หรือ ด้านการเงิน แล้วแต่เราจะตั้งเป้า = อธิษฐานเรื่องอะไร

การอธิษฐาน ก็คือการกำหนดหัวข้อ หรือ Keywordให้ ทำการหาข้อมูลจากเซลล์เรานี่แหละ นี่เอาขั้นต้นๆนะ
ดังนั้น การฝึกลมหาใจก็เพื่อให้เซลล์ในร่างกายของเราตื่นตัว พร้อมรับใช้งานที่เราสั่ง เขาเรียกว่าฝึกให้ใจอยู่ภายในอำนาจ (เป็นวิชาพุทธแท้ๆเรียนมาตั้งแต่ยังเป็นเณร ตอนนี้ก็ใช้อยู่ เกือบ70ปีแล้วนะ ใช้มาตลอด เป็นเรื่องปกติ) เพราะกระแสคลื่น หรือ พุทธานุภาพเหมือนสถานีส่งสัญญาณ ที่มีพลานุภาพมาก เปรียบได้เหมือนสถานีวิทยุ ใครอยู่ใกล้ไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าเพราะหลอดไฟนีออนจะติดเองได้เลย เหมือนกันเป๊ะ แต่ใช้แบบหลอดไส้จะไม่ติด นั่นหมายความว่า วิธีการรองรับพุทธานุภาพหรือการเข้าถึงจึงมีวิธีการเฉพาะ ซึ่งจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์และความรู้พื้นฐานบ้าง ซึ่งหากคุณไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า ก็จะไม่รู้เรื่องหลอดนีออนและไม่รู้ว่า หากหลอดนีออนอยู่ใกล้สถานีวิทยุจะติดได้เอง ไม่เสียค่าไฟฟ้า จึงจะเห็นว่า แม้บ้านอยู่ติดสถานีวิทยุก็ยังไม่รู้วิธีใช้ไฟฟ้าฟรี เหมือนกับคนเป็นพุทธแต่ไม่รู้จักการเข้าถึงพุทธานุภาพ ชีวิตก็ลำบากม มืดมิด และยากจนซ้ำซากต่อไป....ช่วยไม่ได้ นี่แหละ จึงบอกว่า พวกเราทุกท่าน โชคดีที่ได้รู้และได้ปฏิบัติ ไม่ต้องไปนั่งสงสัยว่าทำไมหลอดนีออนถึงติด หน้าที่คือไปซื้อหลอดนีออนมาติดให้เต็มบ้าน สว่างไปหมดแล้วไม่เสียเงินค่าไฟ้าด้วย ของฟรี

"พุทธานุภาพ" เป็นคลื่นที่มีอยู่ชั่วนิรันดร์ รับรองไว้ในพระไตรปิฏก อย่าลืม ในการปฏิบัติง่ายๆ คือ เวลาพูดให้ออกมาจากใจและรู้ทุกลมหายใจเข้า-ออก ก่อนทำ ให้ พุทธัง ชีวิตตัง ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา อะไรที่ไม่ดีก็ไม่เกิดกับเรา

เสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2552

วันนี้จะเล่าเรื่องความลับของการอธิฐาน = Reality
ในกรณีที่ทำไมบางคนอธิฐานได้ บางคนก็อธิษฐานไม่ได้ เราสามารถแทนคำของคำของคำว่าอธิษฐานกับสมการปัจจุบันได้อย่างไร

อธิษฐาน ความจริงแล้วก็คือ การตั้ง Keywordในการค้นหาสิ่งที่ต้องการ เหมือนเราค้นใน Google ดังนั้น การพิมพ์ผิดนิดเดียวก็จะค้นเอาคำที่ผิดมาให้ การทำงานของร่างกายมนุษย์ก็เป็นชนิดเดียวกัน เพราะเครื่องคอม เลียนแบบจากการทำงานของมนุษย์ แต่ยังไม่ได้1 ใน10ล้านส่วน ยังไม่มี Mainframe ไหนในโลกที่สามารถทำได้แม้จะพยายามแล้วก็ตาม ฉนั้น เราจึงควรที่จะสนใจที่จะหาวิธีปฏิบัติเพื่อควบคุมสิ่งที่เหนือชั้นกว่า Tech ไม่ดีกว่าเหรอ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่เข้าถึงความลับนี้

การค้นข้อมูลของสมองก็ต่างกับการค้นของใจ หรือ มโน ใครสงสัยไหมว่าต่างกันอย่างไร การตั้งภาพอยู่ในใจก็คือ การตั้งคำที่จะพิมพ์ลงไปใน Google ก่อนนั่นแหละว่าจะหาอะไร ไม่ใช่ว่าพิมพ์ไปเรื่อย ฟหกด อย่างนี้ 1000ปี ก็ไม่เจออะไร และก่อนที่เราอธิษฐาน เราต้องรู้ก่อนแล้วว่าต้องการอะไร นั่นหมายถึง ภาพสิ่งที่ต้องการมันมีชัดเจนและรู้ว่าคืออะไร ไม่ใช่อธิษฐานอยากเลี้ยงไดโนเสาร์ ตัวเองยังไม่เคยเห็น แล้วมันจะได้มะเนี่ยะ

การนำภาพสิ่งที่ต้องการมาอธิษฐานเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนที่เคยบอกเรื่องซื้อแหวน ซื้อเสื้อ มันสวยเพราะเราเห็นภาพว่าสวย คงเข้าใจนะ

ความลับของการอธิษฐาน อยู่ที่ว่า เมื่อตั้งภาพไว้ได้แล้วและสิ่งนั้นเกิดขึ้นมา แต่มีหลายอย่างให้เลือก นี่ซิจะเลือกอันไหนดี ทีละอย่าง ทีละคำสิ เหมือนค้น Google เอาทีละเรื่อง ไม่ใช่ นึกไปเรื่อย ก็เสียเวลาเปล่า

เรื่องต่อไป

มโนวิญญาณ คือ สภาพสิ่งมีชีวิตในลักษณะที่4 เป็นอานุภาค ภาษาพระเรียกว่า โอปะปาติกะ อยู่ในชั้นเดียวกับเทวดา (ผี เป็นสัมภเวสี)

มโนวิญญาณ เป็นการรับรู้ทางใจ มี 2 พฤติ คือ มโนวิญญาณที่เป็นไปในปัญจทวาร คือการรับรู้อารมณ์ทั้ง 4 นี้ลักษณะหนึ่ง และมโนวิญญาณที่รับรู้อารมณ์นอกเหนือไปจากปัญจทวาร(ทวารทั้ง 5) ที่เราเรียกว่า สำผัสที่6 (Six Sense) ก็คือมโนส่วนนี้ ที่สามารถทะลุมิติได้ไร้ขีดจำกัด(คือที่เราฝึกกันนี่แหละ) การที่จะรับรู้ มโนวิญญาณที่2 นี้ จึงมีวิธีการฝึกเฉพาะในพระพุทธศาสนา อย่างที่พวกเราได้เรียนกันมา ขึ้นอยู่กับว่าใครทำมากกว่าใคร แต่ทำไม่ได้เป็นไม่มี มีแต่ไม่ได้ทำ

มโนวิญญาณที่เข้าสู่ระดับใช้งานเรียกว่าอาลยวิชญาณ ล่วงรู้สภาวะทุกมิติได้

สัมผัสที่6 มีทั้งเสียงและภาพ เหมือนวิทยุ โทรทัศน์ แล้วแต่ว่าฝึกได้ขนาดไหน ขั้นต้นๆก็ได้แต่ฟังหรือรับรู้ฝ่ายเดียว โต้ตอบไม่ได้ แต่ฝึกไปก็จะคุยได้ สัมผัสได้ เหมือนโทรศัพท์หากัน ในที่สุดก็พบตัวจริง ยังไงก็ยังงั้น(แต่บางคนยังใช้มือถือไม่เป็นเล้ย)

การสัมผัสรับรู้กับมโนวิญญาณ ซึ่งเราทั้งหลายได้ฝึกออกเสียงให้พร้อมกับปาก ก็เพื่อให้แยกให้รู้ว่า เสียงเรา (เสียงในตัวเรา) หรือ เสียงจากคนอื่น ต้องแยกให้ออก=บางคนยังไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่เสียงตัวใน ก็เพราะฝึกเสียงยังไม่ได้ วาจา กับ ใจ ยังไม่พร้อม

ความจริงก็คือการส่งรหัสออกไปโดยมโนวิญญาณ ซึ่งเป็นอานุภาคที่เล็กและเร็วกว่าแสงหลายแสนล้านเท่า ดังที่ อธิบายไปแล้ว ความคิดเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง แต่มีความแคบกว่าคลื่นของมโนวิญญาณ ดังนั้น การใช้มโน หรือใจ เป็นตัวกำหนด จึงได้ผล เพราะผ่านสนามเวลาได้ เมื่อเราทำอะไรบ่อยๆซ้ำซาก เราจะกลายเป็นสิ่งนั้นไป เหมือนเราตั้งใจประทับใจใน Hero เราก็จะมีนิสัยเป็นงั้นไปเลย นี่คือการ "จัดให้" โดยเราไม่รู้และควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องมาฝึกควบคุมมโนใจให้ได้ อย่าปล่อยให้เป็นกากมะพร้าวลอยน้ำ การใช้ตัวมโนวิญญาณหรือใจ ออกไปค้นสิ่งประสงค์ ซึ่งอาจจะเป็นอีก100ปีข้างหน้า เช่นว่าต้องการรวย จริงอยู่ความรวยนั้นรอเราข้างหน้าอีก100ปี แต่มโนหรือใจ ก็จะจัดมาให้ทันที คือถ้าปล่อยตามเวรตามกรรม มันก็ไม่มีวันพบสิ่งที่เราต้องการได้ในชาตินี้ จึงต้องใช้การอธิษฐาน หรือมโนวิญญาณนี่แหละเป็นเครื่องช่วยหลัก เหมือนเราค้น Google ถ้าค้นเอง 1000ปีก็คงหาไม่ได้ครบ นี่คือความมหัศจรรย์ของวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา

มโนวิญญาณคือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่างเราอยู่ เรียกตามภาษาพระว่า ชีวิต อ่านว่า ชี วิ ตะ คำเต็มว่า ชีวิตะรูป เกิดขึ้นโดยอำนาจกรรม เรียกรวมว่า กมฺมชรูป อ่านว่า กัมมะชะรูป เรื่องเหล่านี้ ใครที่ทำกาย วาจา ใจ ให้ตรงกันได้ ก็สามารถเรียนรู้ได้เอง ไม่ต้องอ่าน เพราะครูบาอาจารย์ ของแต่ละคนรออยู่แล้ว ศาสนาพุทธจึงไมกลัวของปลอมไง


เรื่องต่อไป

ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสิ่งสมมุติ ร้อน เย็น อ่อน แข็ง เป็นด้วยการสัมผัส มันร้อนก็สมมุติให้เย็นก็ได้ เป็นน้ำก็นึกว่าเป็นบนบกก็ได้ เป็นดินก็สมมุติให้เป็นน้ำมุดเล่นซะก็ได้ เป็นเรื่องสมมุติ เราเห็นเอง เป็นเรื่องจักขุวิญญาณ ต้องการให้ใครเห็นอย่างไร ก็สร้างกระแสคลื่นให้ตามจักขุวิญญาณจะสื่อได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกและอธิบายตามหลักฟิสิกส์ได้ง่าย มนุษย์จะรับรู้จากจักขุวิญญาณโดยการ สะท้อนกลับของแสงที่พื้นผิวนั้นๆ(อาการปิติ คือ อาการที่มโนวิญญาณกำลังจะเคลื่อนตัวเป็นอิสระจากกาย หรือ ตื่นขึ้น อย่างที่กล่าวว่า พุทธ คือ ผู้ตื่น)

(จิต แปลว่า คิด โดยมากจะใช้กันผิด จิต =ธรรมชาติใดคิด ธรรมชาตินั้นเรียกว่า จิตธรรมชาติใดระลึก โดยมีนิมิตเป็นที่ตั้ง ธรรมชาตินั้นเรียกว่า สติ)

(ความคิด สร้างภาพไม่ได้ คิด = Text นึก = ภาพ ระลึก = Text+ภาพ+อารมณ์)

ปรากฏมีพุทธพจน์ยืนยันเรื่องใจไว้ชัดเจน ในพระไตรปิฏกว่า
" มโน บุพพํ คมาธมฺมา มโน เสฏฐา มโนมายา " สิ่งทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ด้วยใจ
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 20:52

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 17-03-14, 00:11
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม 2552

คำถาม: ท่านอาจารย์บอกว่า
การทำสมาธิคือการ Format Disk
การตั้งลม คือการ Defragment
การเลื่อน คือการ Optimization
แสดงว่าเราต้องเลื่อนทุกครั้งใช่หรือไม่

คำตอบ: ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดพลังหรือความรวดเร็วในผลของการอธิษฐาน ทางพุทธศาสนาเรียกว่า " สมาธิพละ " หรือ " กำลังแห่งสมาธิ " ใช้ได้หลายเรื่อง

ตัวเราก็เหมือนกับ Hard Disk เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆก็จะมีการบันทึกและลบข้อมูล Disk จะเก็บไวรัสและขยะไว้ พวกคำอิจฉาหรือเรื่องไม่ดี เก็บไว้ในใจ=เรื่องคนอื่นจำแม่นนัก=เอาไว้จิก (พวกนี้ต้อง Format ทิ้งไป) ทำให้พื้นที่ว่างใน memory ไม่เป็นระเบียบ สะเปะสะปะ ทำให้การประมวลผลช้า ขยะและไวรัสจะมารบกวนคำอธิษฐาน ทำให้ใจวอกแว่ก สับสน พระพุทธองค์จึงทรงให้ พุทธบริษัททำสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา ผู้ที่จะทำสมาธิได้คือ ต้องมีศีล(สัจจะ) เมื่อ Format ทิ้งแล้ว พื้นที่ใน memory ของเราก็ยังไม่เป็นระเบียบ ต้องทำการ Defragment เพื่อจัดระเบียบให้กับพื้นที่ว่างคือการจัดความเร็วของการสร้าง นั่นคือ สามารถระลึกตัว นะ หรือ โม ได้เร็ว ก่อนที่ลมหายใจจะออก เพราะใหม่ๆจะมีช่วงลมหายใจสั้น ตั้งไม่ได้นาน ก็เลยไม่ค่อยได้ตามต้องการตามเวลาที่กำหนด เมื่อจัดระเบียบระบบของ memoryเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องจัดการทำให้เครื่องหรือระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดคือการทำ Optimization (ความคิดมันสับสน ต้อง Format และเมื่อจัดระเบียบความคิดแล้ว ก็ต้องเร่งความเร็ว = optimization คือการตั้งลม

คำถาม: แล้วเราล้างออกให้หมดไม่ได้หรือคะ

คำตอบ: ล้างออกได้ พวกที่ไม่จำเป็น เช่นเรื่องกลุ้มใจที่ทำงาน เรื่องขั้น เรื่องยศ เรื่องหนี้สิน มันเรื่องเด็กเด็ก ไม่เห็นต้องเก็บมาจำ แต่เรากลับจำได้ และลืมยากเสียด้วย
ลืมยาก=ฝังอยู่ใน Hard Disk = ส่วนความจำ

คำถาม: การตั้งลมหาใจ จำป็นหรือไม่ที่ต้องทำหลายๆครั้งคะ หมายถึงในช่วงที่ทำสมาธิค่ะ
คำตอบ : ต้องทำทุกครั้งที่หายใจนะ ต้องฝึก ใหม่ๆต้องทำ พอทำเป็นแล้วมันเป็นอัตโนมัติเอง เหมือนเข้าเกียร์รถนั่นแหละ ใหม่ๆก็ งง พอขับชำนาญ แซงปาดหน้าเฉยเลย จุดประสงค์ของการทำสมาธิ อยู่ที่ตัวใน = คนขับ แต่เราต้องประคองพวงมาลัย = ควบคุมความคิด

คำถาม : การทำสมาธิคือการตั้งลมให้ได้นานที่สุดใช่ไหมคะ
คำตอบ : ทั้งใช่และไม่ใช่ ใช่คือ ต้องได้สมาธิคือเสียงนอกเสียงในเป็นหนึ่งเดียวและมาจุดที่ใจตั้งอยู่นั่นก่อน ไม่ใช่คือ เอาแต่ว่าไปตั้งไว้ ยังไม่รวมกัน ตั้งเฉยๆ ก็ได้ผลช้า คือเสียงปากกับเสียงใจเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว=ฝึกดีแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นที่ 2 คือเอาลมหาใจ หาว่าใจตั้งอยู่ที่ไหนแล้วให้เสียงออกมาจากตรงนั้น จากนั้นจึงเลื่อน นิยมะ ไปตามตำแหน่งที่ต้องการจะให้เป็น หากต้องการให้เป็นอะไร ถ้าเป็นวัตถุจับต้องได้ ก็เอาไว้จุด 1

คำถาม : แล้วอธิษฐานได้ด้วยทุกครั้งที่ทำใช่ไหมคะ
คำตอบ : .ใช่ อธิษฐานทุกครั้ง แม้ว่าจะได้มั่งไม่ได้มั่ง ก็เหมือนหัดขับ ไม่ใช่กลัวจนไม่กล้าเข้าเกียร์ ลากเกียร์ 2 ตลอด มันถึงเหมือนกัน แต่ไม่รู้กี่ปี เมื่อชำนาญแล้ว จะรู้ว่า ความเป็นจริงของชีวิตมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
มาดูชั้นเรียนกันว่าเราอยู่ชั้นไหนกันบ้างแล้ว :
อนุบาล คือ การทำให้เสียงพร้อมกันนอกและใน
ชั้นประถม คือ นำลมไปตั้งไว้ที่ฐานแรก
ชั้นมัธยม คือ เลื่อนไปถึง นิยมะที่5
ชั้นอุดมศึกษา คือ ตั้งลมได้นานตามต้องการ
ชั้นปริญญาโท คือ รู้ทุกเรื่องที่อยากรู้
ชั้น PhD คือ ได้ทุกอย่างที่อยากได้ ตามเวลาต้องการ
พระพุทธศาสนาไม่กลัวสิ่งแปลกปลอมเพราะเมื่อกายวาจาใจถึงพร้อมแล้ว จะเข้าสู่มิติของครูบาอาจารย์ ที่รอพวกเราอยู่แล้ว พร้อมแล้วที่จะสอน ทางพุทธเรียกว่า เรือนว่าง โคนไม้ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ท่านจบ PhD (เทียบกับปัจจุบัน) ยังต้องวางไว้ แล้วฝึก กาย วาจา ใจ จึงเข้าถึงโลกุตร เป็น ศจ.

คำถาม : แล้วเวลาเราอยากจะรู้เรื่องอะไร รู้ว่ามีหนังสือเล่มนี้อยู่ ตอนแรกหาไม่เจอ พอเราคิดถงมันมากมาก เหมือนส่งสัญญาณไปเรื่อยๆ ไม่นานก็พบมันคือระดับไหนแล้วคะ
คำตอบ : ระดับประถม เพราะไม่ได้ในทันที เหมือนเร่งรถไม่ขึ้น ถ้าระดับมัธยม จะได้ดั่งใจแต่ต้องรอนิด อุดมศึกษา จะได้ตามเวลากำหนด

คำถาม : เห็นจุดหมายแล้ว รู้ว่าจะไปอย่างไร ทางไหน แต่รถสตาร์ทไม่ติดค่ะ
คำตอบ : แสดงว่าจัดเวลาในการปฏิบัติไม่ถูกหรือคิดว่าการปฏิบัติต้องใช้เวลา ความจริงแล้ว ทำได้ทุกเวลาที่หายใจและพูด คือ หายใจเข้าออกทุกขณะที่นึกได้ก็ทำ ตั้งลมเคลื่อนไปอย่างนี้แหละ รวมทั้งเวลาพูดคุยและอ่านหนังสือให้ออกเสียงจากข้างในให้พร้อมกัน

คำถาม : เวลาทำ จะคิดเสมอว่าเราทำถูกวิธีหรือยัง จะกังวลว่าไม่ถูกตลอด
คำตอบ : ไม่ต้องกลัวว่าถูกหรือผิด มันอยู่ที่เราทำหรือยัง เสียงนอกในพร้อมหรือยัง อย่าโกหกตัวเอง มีสัจจะกับตัวเอง อันนี้สำคัญมากว่าเราได้ยินเสียงภายในหรือยัง หากได้ยิน เราก็จะได้ยินเสียงโอปปาติกะ =เทวดา ซึ่งอยู่ในสภาพเดียวกันกับภายใน ไม่ใช่เสียงผี ปีศาจ ไม่ต้องกลัว ผีจะไม่เข้ามาส่งเสียง เนื่องจากเรามีศีล มีนะโม ได้รับการคุ้มครองจากอารักขเทวดา เมื่อได้ยินเสียงจากภายใน เราก็จะถามได้ เขาก็จะตอบเรา สอนเรา นี่หมายถึงขั้นประถมก็ได้แล้วนะ ถ้าขั้นมัธยม คุยกันเหมือนโทรศัพท์(ตอนยังไม่ได้บวชใช้ทำธุรกิจเลยในส่วนนี้)

คำถาม : เรื่องของสัมผัสที่6 มีไหมคะที่เกิดติดตัวมาโดยไม่ต้องฝึก
คำตอบ : มี แต่ไม่สามารถทำเองได้ ยังไงก็ต้องฝึก แต่จะได้เร็วกว่าคนทั่วไปนะ พุทธองค์ตอนเป็นเด็กก็มีอาจารย์มาฝึกให้นะก่อนบวช เรียกว่า บุพเพกตบุญญตา บุญในชาติก่อน เป็นสัญญาหรือส่วนที่เก็บไว้ใน DNA พวกเราคนไทยทำได้ง่าย เพราะบรรพบุรุษเราทำสมาธิทุกคน เลยถ่ายทอดทางพันธุกรรม

คำถาม : ตอนนี้ยังไม่ได้ยินเสียงของตัวข้างใน จะมีวิธีตรวจสอบได้อย่างไร หลักกิโลเมตรจะสังเกตุได้จากตรงไหนครับ
คำตอบ : ให้สังเกตุเสียงว่าตอนเราเปล่งเสียงกับการอ่านหนังสือในใจ เป็นเสียงเดียวกันหรือยัง อันนี้สำหรับจำเสียงตัวในของเราเองว่าเสียงเป็นอย่างไร จากนั้น เมื่อจำเสียงตัวในได้แล้วเราก็จะสามารถเปรียบเทียบกับเสียงครูบาอาจารย์ที่แทรกเข้ามาสอน ซึ่งธรรมดาก็เกิดเองโดยธรรมชาติ ที่เรียกว่า หูแว่ว แต่ควบคุมกันไม่ได้ ให้เกิดตามต้องการไม่ได้ เมื่อแยกได้แล้วก็จะเกิดปรากฎการณ์ที่โบราณเรียกว่า พรายกระซิบ อะไรทำนองนั้น แต่เราเป็นผู้ที่ควบคุม ไม่ใช่นึกเอาเอง อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ดังนั้นเสียงที่เกิดจะไม่ใช่ความคิด เพราะความคิด=จิต สิ่งที่เราทำอยู่เหนือระดับความคิดและความจำ นั่นคือ ของจริงไม่ต้องจำ ของที่ต้องจำของไม่จริง จะมีทฤษฐีข้อแย้งไปตามเวลา แต่ของจริง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ก็ไม่ต้องแก้ไข เพราะมันจริง ข้อมูลที่ได้รับมาจะไม่มีผิดเพี้ยน แม้สิ่งนั้นจะถูกฝังอยู่ใต้ดินนับพันๆปี ก็รู้ได้ ตัวอย่าง เรื่องการขุดค้นสุวรรณโคมคำ เริ่มมาจากเราก่อน ที่นำเสนอออกสาธารณะ ประเทศลาวได้รับไปทาง WEB ตอนนี้เป็นมรดกโลกไปแล้ว นี่คือตัวอย่าง

คำถาม : เวลาเราโต้ตอบกับเสียงนั้น จะเหมือนกับเราพูดกับตัวเอง ใช่ไหมคะ
คำตอบ : ใช่ เป็นขั้นประถมนะ ได้ยินแต่เสียง แต่ขั้นมัธยมจะสามารถนั่งพูดคุยได้ ชั้นประถมจะเป็นลักษณะคำตอบเมื่อเราติดขัด แต่มัธยมจะเป็นลักษณะโต้ตอบ แต่ไม่เห็นตัว เหมือนโทรศัพท์

คำถาม : มีคนถามว่า ถ้าเราฝึกวิธีนี้ จะทำให้เค้าบ้าได้ไม๊ จะตอบเค้าว่าอย่างไรคะ
คำตอบ : บ้าน่ะเพราะคนนั้นคิดไปเอง ไม่ได้ทำ พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้คนบ้า แต่สอนให้เรียนรู้จากตัวเอง ไม่ให้เชื่อครู ไม่ให้เชื่อตำรา นี่สิของจริง

บ้า เรียกว่า วิกลจริต คือ คิดฟุ้งซ่าน คิด=จิต ...............................แต่เราฝึก " ใจ "
ความหมายของการตั้งลม (คำต่อคำ) จันทร์ 26 ตุลาคม 2552
การที่เราฝึกตั้งลมนั้นเรียกตามภาษาพระว่า การระงับอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) ปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ระงับ=หยุด ไม่ใช่กลั้นลมหายใจ

ตามหลักสติปัฏฐาน แปลตรงตัวดังนี้ สติ=ธรรมชาติที่ระลึกรู้อารมณ์ (ตัว นะ หรือ โม ที่เราได้ไว้ก่อนหน้านั้น) ปัฏ มาจากคำว่า ปถม แปลว่า แรก หรือ 1 ก็คือ นิยมที่1 ฐาน =ที่ตั้ง

การตั้งลม ไม่ใช่การกลั้นลมหายใจ เพราะกลั้นลมหายใจจะหน้าแดง สมองจะมึน ห้ามกลั้นลมหายใจ จะทำให้เอ๋อได้ เพราะสมองจะขาดออกซิเจน ส่วนการตั้งลมคือ เมื่อหายใจเข้าไปสุดแล้ว สมมุติว่าที่ นิยมที่1 ก็ให้ทิ้งน้ำหนักลงไปที่ท้อง ลมจะนิ่งอยู่ตรงนั้นเอง จากนั้นก็เลื่อนลมขึ้นมา (คือ ไม่ให้ลมหายใจออกมาเอง แต่เราคุมให้ค่อยๆผ่านนิยม 2 3 4 5 คือ ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆตามจุด 1 2 3 4 5) ไม่ใช่พรวดเหมือนลูกโป่งแตก ถ้าเป็นอย่างนั้น เรียกว่า กลั้น เพราะมันจะพุ่งพรวด แต่ตั้งลมจะค่อยๆผ่อนออกมาได้เอง(เหมือนเอามือแกว่งน้ำ ไม่ให้น้ำมีคลื่น) คือเราคุม 3 ระดับ คือ ระดับเข้า ตั้งอยู่ และออกไป เป็น 3จังหวะ ตามกฏไตรลักษณ์ เกิดขึ้น=ลมหายใจเข้า ตั้งอยู่ = ตั้งลม ดับไป = ลมหายใจออก ดับไปก็คือการตายอย่างหนึ่ง คนตายจะหายใจออกไม่หายใจเข้า ดังนั้นเมื่อควบคุมลมหายใจออกได้ก็ควบคุมความตายได้

การเลื่อนตามจุดนิยมต่างๆ แรกๆก็เอาแค่ไม่ให้พรวดเป็นลูกโป่งแตกก่อน เมื่อควบคุมให้เรียบได้แล้วจึงหยุดตามตำแหน่งของนิยม 2 3 4 5 ตามต้องการ และในขณะที่ตั้งลมนั้นการเอาภาพมาแทนต้องให้ภาพนั้นเคลื่อนตามนิยมด้วย ส่วนใหญ่มักนึกภาพไม่ทันตอนลมหายใจออก ดังนั้นต้องควบคุมภาพที่ต้องการตอนลมหายใจออกให้ได้ นี่แหละการไปเกิดเป็นอะไรก็ตอนหมดลมหายใจ (หายใจออก) ดังนั้น พวกเราที่ปฏิบัติจึงเลือกเกิด เลือกเป็นได้ เพราะเราควบคุมลมหายใจออกได้

ขณะที่หายใจออกเป็นภาพที่ต้องการ ต้องมีอารมณ์อยู่ในภาพด้วย อารมณ์นั้นก็คือ อารมณ์ที่เราได้ นะ หรือ โม คือ ขนลุก ฯลฯ นั่นแหละ ถึงบอกว่าให้จำอารมณ์ให้ได้เวลาได้ นะ หรือ โม เพราะต้องเอามาใช้ตลอดในการอธิษฐาน เหมือนนึกถึงมะดัน ต้องเปรี้ยวยังงั้นแหละ ก็คือต้องระลึกอาการขนลุกนั้น +ภาพประกอบไปด้วยพร้อมกัน เหมือนขับรถหลบคนข้ามถนน มันอัตโนมัตินะ การที่เราปฏิบัติกันนี้ก็เพื่อให้เข้าถึงพลังแห่งพุทธคุณ จะเข้าถึงได้ต้องรวมกาย วาจา ใจ ให้เป็นหนึ่ง แล้วจากนั้น อะไรก็ง่ายไปหมด
ลูกศิษย์ถามท่านตอบ

ถาม:คนที่เริ่มฝึกครั้งแรกแล้วได้ตัวขนลุก แต่พอทำอีกก็ไม่เกิดอีกเลย
ตอบ: เพราะว่ายังจำอารมณ์ไม่ได้ว่าเป็นตัวไหน นะ หรือ โม ส่วนใหญ่ไม่ได้ผลก็เพราะไม่รู้ว่าตัวไหนก่อให้เกิดปิติ=ขนลุก ฯลฯ และเริ่มที่ตัวไหนกันแน่ จึงต้องทวนจนกว่าจะเจอ ที่จริงให้เริ่มจากการอ่านหนังสือในใจ ประสานเสียงนอกหรือร้องเพลงนอกในให้พร้อมกัน จากนั้นจึงไปชักประคำ จะได้ผลและไม่มีปัญหา

ถาม: เมื่อคืนตอนหายใจเข้าขณะตั้งลมจะมีเสียงหัวใจเต้นตุ้บๆแรงมาก ไม่ทราบว่าอันนี้ถูกต้องแล้วหรือไม่
ตอบ: ถูกต้อง มันจะเป็นอย่างนั้น หัวใจจะเต้นแรง บางครั้งจะกลัวเลยนะ หัวใจกับนาฬิกาจะดังมากสำหรับผู้ทำสมาธิ ไม่ต้องห่วง เป็นปกติของการปรับระบบ ต่อไปจะชินเอง นั่นคือการฟอกเลือด ที่หัวใจรีบเอาอากาศที่เราหายใจเต็มที่เข้าไปนั่นเอง เพราะธรรมดาเราจะหายใจได้น้อย

ถาม: ขอทราบความหมายของสัจจธรรมค่ะ
ตอบ: ไม่ต้องแปล ตรงตัว สัจจะ แปลว่า ความจริง ธรรม แปลว่า ที่ตั้ง แปลรวมคือ ที่ตั้งอันทรงสภาพอยู่ได้จริงแท้โดยไม่ต้องอาศัยเวลา ดิน น้ำ ลม ไฟ = นิพพาน
ท่านเล่า

เมื่อวานพูดถึงเรื่องการทะลุมิติ ซึ่งใครฟังก็หาว่าเพี้ยน หรือ บ้า อย่างน้อยก็ประสาทแต่ความเป็นจริงแล้ว มีปรากฎยืนยันในพระไตรปิฎก เรื่องการข้ามเวลาและการข้ามเส้นมิติ เช่น สมัยหนึ่งเกิดทุพภิกภัย ข้าวยากหมากแพง พระไม่มีอาหารฉันเพราะคนไม่มีกิน พระโมคคัลลานะ พาพระสงฆ์ 500รูป ไปบิณฑบาตร ไปแป๊ปเดียวก็กลับมาทั้งหมด ได้อาหารที่ปราณีตมากมาย พระสงฆ์ที่ไปด้วยก็สงสัยว่า ไปบิณฑบาตรที่ไหนเพราะไม่เคยเจอ ไม่เคยพบคนเหล่านั้น พระโมคคัลลานะตอบว่า ก็พาพวกเธอข้ามมหาสมุทรไป 4 มหาสมุทร พระเหล่านั้นสงสัยว่าข้ามมหาสมุทรไปเมื่อไหร่ เพราะก็เดินตามท่านไปเฉยๆ ท่านตอบว่า ก็ร่องน้ำที่พวกท่านก้าวข้ามไปทั้ง4ร่องน้ำนั่นแหละคือมหาสมุทร

นี่คือสิ่งยืนยัน ความมีอยู่แห่งอำนาจ"มโนมิยธิ" หรือ ฤทธิ์อันเกิดจากใจ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ

ใครสงสัยวิธีปฏิบัติขั้นสูงให้ไปศึกษาในพระไตรปิฎก ส่วนปฏิสัมภิทามรรค มีหมดวิธีปฏิบัติสารพัด อยู่ประมาณเล่มที่ 35 ผู้รจนาคือ พระสารีบุตร พระพุทธเจ้าทรงให้เขียนไว้ เพราะรู้ว่าวันหนึ่งคนทั้งหลายจะไม่เชื่อ เพราะขี้เกียจปฏิบัติ ก็บอกไปก่อนว่าไม่จริง


เมื่อเข้าถึงพุทธานุภาพหรือพุทธคุณ ซึ่งเป็นพลังสูงสุด อธิษฐานอะไรจะได้ง่าย การที่จะเข้าถึงได้ต้องกายวาจาใจ ให้พร้อม เรียกว่า เห็นกายใน ก็เห็นตถาคต ดังนั้น ผู้ปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน จึงได้รับการคุ้มครองและการช่วยเหลือ ทั้งกำลังทรัพย์และความสุขจากเทวดา เพราะท่านเหล่านั้นจะอนุโมทนาเรา เรื่องลำบาก เรื่องไม่ได้เป็นไม่มี มีแต่ไม่ยอมปฏิบัติ ต้องมีความศรัทธาโดยไม่สั่นคลอน ศรัทธานี้เรียกว่า โอปกันนะศรัทธา ในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งแรก ชาวพุทธทั้งหลายลืมไปหมด ไปติดพุทธทาส แทนที่จะเคารพพุทธเจ้า แล้วจะเอาอะไรได้หละ เป็นชาวพุทธ หัวใจคือพระรัตนตรัย เมื่อเราถึงพระรัตนตรัยทั้ง3 ก็เป็นอริยบุคคล โดยไม่ต้องบวช ผู้หญิงก็เป็นได้ เช่นนางวิสาขา เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น ผู้หญิงไปนิพพานได้เยอะไป อ่านในพระไตรปิฎก เรื่องภิกษุณี (ผู้หญิงทำอะไรทำจริง แต่มักทำไม่นาน....)

วันอังคาร 27 ตุลาคม 2552

ถาม: การใช้ประคำเมื่อหาตัวได้แล้วเลิกใช้ได้เลยไม๊คะ
ตอบ : ต้องแน่ใจว่าเราจำอารมณ์ตัวนั้นๆ ได้จริง และ ตัวที่เราได้อารมณ์=ปิติ ไม่เปลี่ยน อย่างนั้นจึงจะเลิกใช้ประคำได้ (ให้เอาไว้หน้าหิ้งพระ หรือให้คนอื่นเอาไปปฏิบัติต่อก็ได้ ได้บุญนะ)พระพุทธองค์สอนพระอานนท์ว่า เมื่อนั่งเรือถึงฝั่ง ขึ้นฝั่งไม่ต้องแบกเรือไปด้วย ประคำเป็นเสมือนอุปกรณ์ ให้เราถึงสมาธิ อันมีสติคือธรรมชาติระลึกรู้อารมณ์ อันมีนิมิต คือ ตัว นะ หรือ โม ฯลฯ เมื่อได้นิมิตและระลึกได้แล้ว จึงเอามาตั้งไว้ที่นิยมที่1" คำว่า1 " ภาษาโบราณเรียกว่า ปถ อ่านว่า ปะถะ ซึ่งกลายเป็นคำว่า ปถม หรือ เริ่มแรก เอาตรงนั้นเป็นที่ตั้งลม " ที่ตั้ง "ภาษาพระเรียกว่า ฐาน รวมแล้ว เป็นคำศัพท์ว่า " สติปัฏฐาน "
สิ่งใดที่เป็นรูป สำผัสจับต้องได้ สิ่งนั้นเป็นดิน =ปถวีธาตุ คือธาตุเริ่มต้น ดังนั้นการอธิษฐาน เรื่องเงินซึ่งจับต้องได้จึงต้องใช้ นิยม ที่ 1
ตัวอย่าง: มีคนๆนึงเขาอธิษฐาน ได้บ้านไปอีกหนึ่งหลัง ฟรีๆ เพิ่งโอนเสร็จเมื่อวาน ไม่เสียอะไร ไม่ต้องขายอะไรแลก ได้มาฟรี =สมบัติเทวดา แถมยังต่อเติมอีกตังหาก บ้านก็ติดกับบ้านเดิม นี่คือพุทธานุภาพ พิสูจน์ได้ทุกยุคสมัย ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้น ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชาหรือไม่ เพราะเรากล่าวว่า " พุทธัง ชีวิตัง ยาวนิพานัง สรณังคัจฉามิ " นั่นคือการถวายชีวิต (ลมหายใจ) เป็นพุทธบูชา ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่พูดไปเรื่อย ยังไงก็ไม่ได้
ต้องมีสัจจะทีละอย่าง ได้แล้วค่อยเลื่อนขั้น วาจากับใจ มาก่อน จากนั้นจึงชักประคำ=กาย อย่าข้ามขั้น ได้อารมณ์=นิมิต อย่างแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง จึงเอานิมิตนั้นไปตั้งไว้ที่ปฐวี นิยม1 วิวัฒ จาก นะ หรือ โม ให้เป็นสิ่งที่ต้องการ ได้ผลแน่นอน ลองพิจารณาดูซิว่าตรงไหนที่เราข้ามขั้นไปบ้าง หากยังไม่ได้จริงๆ ถอยกลับไปเริ่มต้นที่จุดนั้นๆใหม่ อย่าลืม เราเอาผล ไม่ได้เอาภาพ ไม่ได้เอากระดาษไปอวดใครและไม่ได้ทำอวดใคร แต่เมื่อเราได้ทุกครั้ง เราจะอวดใครก็ได้ อวดให้สะใจ รวยให้สะใจกันไป

ถาม : คำว่า วิวัฒ หมายถึงว่า ต้องตั้งตัว นะ ตัว โม ก่อนทุกครั้ง แล้วค่อยวิวัฒหรือเปล่าคะ
ตอบ : วิวัฒ หมายถึง เอาตัวใดตัวนึง ที่เราได้นิมิตขณะชักประคำ (ขนลุก ฯลฯ) มาใช้ในการตั้งที่ ปฐวี นิยม 1 ทุกครั้ง ตอนแรกให้เห็น นะ หรือ โม ฯลฯ ให้ชัดก่อน จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เราต้องการ

ถาม : วันนี้ไปยื่นเอกสารที่ อ.ย. อธิษฐานตั้งลมไว้จุด 1 ขอให้เอกสารผ่าน ปรากฏว่า ถูก reject หมดเลย ขอถามว่า จุดที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ครับ
ตอบ : ถูกต้อง แต่ต้องถามตัวเองว่า เาตั้ง นะ หรือ โม แล้วเปลี่ยนเป็นภาพให้เขายอมรับเอกสารเราหรือเปล่า ถ้ายังไม่เปลี่ยน นะ หรือ โม ฯลฯ เป็นภาพที่เราอธิษฐาน จะไม่ได้อย่างต้องการ เคล็ดลับนี้บอกไปทุกครั้งเรื่อง วิวัฒ มักพลาดกันตรงนี้ซะด้วยนะ แต่คนที่เคยทำสมาธิเป็นประจำ จะทำได้โดยธรรมชาติ แต่จะบังคับไม่ได้ ให้อธิษฐานตรงจุดที่ 1 เมื่อวิวัฒเป็นสิ่งที่เราต้องการแล้วจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจเพื่อเลื่อนไปจุด 2 3 4 5

ถาม : เปลี่ยนครับ แต่คนรับวันนี้เป็นคนละคนกับในภาพของเรา
ตอบ : ในกรณี เกี่ยวกับเรื่องยอมรับ =เมตตา หรือ เห็นด้วยกับเรา นั่นหมาายถึง นิยม ที่2 (อาโปธาตุ)

ถาม : แต่ครั้งก่อนเมื่อ2เดือนที่แล้ว อธิษฐานอย่างเดียวกันและเป็นคนเดียวกัน ปรากฏว่าได้แบบไม่น่าเชื่อ
ตอบ : ถึงบอกว่ามันเป็นธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ เราจึงต้องฝึก มีอย่างหนึ่งที่จะบอกว่า การที่เราไม่ได้ อย่าท้อ เพราะสิ่งไม่ได้เหมือนกับขดลวดสปริง มันจะทดแรงไว้ เมื่อได้จะใหญ่มาก ยกกรณีอธิษฐาน 10ล้านไม่ได้ แต่ได้มา 100ล้าน คุ้มเกินคุ้ม นี่เป็นความจริง

ถาม : ในกรณีแบบนี้ ภาพคนที่เราเอาไปใส่ เป็นคนละคนกับที่เราพบ มีผลหรือไม่ หรือว่าไม่เกี่ยวกันครับ
ตอบ : ความจริงอย่าเอาภาพคนอื่นไปใส่ มันต้องเอาภาพเรา ว่ารับเงินแล้ว รับงานแล้ว มันถึงจะถูก คนอื่นน่ะเปลี่ยนได้ เราบังคับไม่ได้ แต่เราตังหากที่ไม่เปลี่ยน ให้อธิษฐานว่า เราต้องได้ ต้องรับ และเห็นภาพเราว่ารับแล้ว เหนาะๆ100ล้าน ได้มาสัก 50ล้าน ก็ไม่ขาดทุน เราบังคับเวลาของเรา เราโค้งงอเส้นเวลาของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น แล้ววันหนึ่งจะรู้ว่า เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ เวลาต่างหากที่สำคัญ เพราะเราต้องบังคับเส้นเวลาและใช้พลังสมาธิในการร่นเส้นเวลาให้โค้งงอเข้าหากัน วิธีอื่นไม่มีทาง
ถาม : แล้วถ้าเราอยากให้คนที่เรารู้จักช่วยเรื่องงานบางอย่าง เราต้องอธิษฐานให้เห็นคนนั้นกับเราด้วยใช่ไม๊คะ
ตอบ : ใช่ นิยม ที่2 คือไปเริ่มที่ 1 แล้วเอามาตั้งลมไว้ที่2

ถาม : แล้วที่บอกว่า ถ้าต้องการให้เร็ว ให้ไปตั้งไว้จุดที่ 3 ก็หมายความว่าให้เริ่มจากจุดที่ 1 และมาจบที่จุด 3หรือว่าต้องครบ 5จุดคะ
ตอบ : ต้องรู้ก่อนว่าเรื่องอะไร

ถาม : เรื่องเงินค่ะ
ตอบ : คนที่เขาได้บ้าน เชื่อไม๊ว่า ทีแรกแทบไม่มีบ้านจะอยู่ ทุกอย่างถูกคำสั่งศาลยึดหมด แม้แต่เงินในธนาคาร ร้องไห้ 28วัน หลังจากทุ่มเทชีวิตจิตใจ เพราะไม่มีทางเลือก ปัจจุบัน ใช้เงินวันละ 2 แสน ใช้เท่าไหร่ไม่หมด เงินบริสุทธิ์ด้วย เขาจึงทุ่มเทกับการปฏิบัติและอธิษฐาน เดินทางอย่างไม่เห็นกับเหน็ดเหนื่อย เพราะเปลี่ยนชีวิตใหม่ อย่างไม่มีทางเป็นไปได้ในเรื่องของมนุษยชาติ นี่คือพุทธานุภาพ ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขาไม่มีทางเลือก นอกจาก ขอทาน หรือ ฆ่าตัวตาย จึงเลือกเอาปฏิบัติ

ถาม : ทำไมเวลาขอรื่องอื่นได้หมด แต่ทำไมเรื่องเงินค่อนข้างยากคะ
ตอบ : เพราะเราอธิษฐานไม่ครบองค์ คือ เราได้ประโยชน์ เขาได้ประโยชน์ แล้วสังคมได้ประโยชน์หรือไม่ หากขาดไปหนึ่งก็ได้ยากแล้ว ดังนั้น อะไรก็ตามที่อธิษฐานแล้วครบ3 จะได้เร็ว คือได้มาแล้ว เราจะใช้ทำประโยชน์อะไรให้สังคม หรือ สังคมได้ประโยชน์อะไรกับสิ่งที่เราทำ เพราะสังคม พระเรียกว่า พหุชน เป็นคำบาลีว่า พหุชนหิตาย พหุชน สุขายะ คือให้ชนหรือสังคม มีความสุขจากสิ่งที่เราได้ ก็คือการทำบุญ ทำกุศล หรือให้นึกไว้ก่อนว่า ได้มาจะเอาไปทำทานคนแก่ คนพิการ คนยากไร้ อะไรทำนองนั้น เผื่อแผ่คนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัว ซึ่งเป็นสังคมเล็กๆและขยายออกไป สิ่งที่ได้ก็จะใหญ่ตามไปด้วย ไม่ใช่ขอให้รวยๆๆๆๆๆ แต่เรารวยแล้วคนอื่นล่ะ นี่คือที่มาของคำว่า ทาน เป็นกุศลอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา เคยสอนไปแล้วว่า ทานน่ะทำได้ แต่ต้องมีเงินก่อน เมื่อเรานึกขอให้รวย ก็ต้องนึกว่าเราจะบริจาคอะไรให้สังคมด้วย หากศึกษาให้ดี หลักของพระพุทธศาสนา คือ ทาน ศีล ภาวนา

ถาม1 : คนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน พี่น้อง แล้วค่อยไปสู่สังคมใช่ไม๊คะ
ตอบ : ได้ แล้วขยายออกไป ตามส่วนที่เราได้มา ไม่ใช่ได้มา 100ล้าน ให้คนที่บ้าน 100บาท

ถาม2 : สังคมก่อนแล้วค่อยลูกหลาน พี่น้อง
ตอบ : พูดถูกต้อง ความจริงเป็นอย่างนั้นนะ แต่คนจะทำใจอย่างนั้นได้กี่คน
นี่คือข้อหนึ่งในพระพุทธศาสนา เรียกว่า ขจัดความตระหนี่ในความคิดเรา เป็นการเปิดถุงเงินของเรา รับเงินหรือโชคทั้งหลายให้เข้ามา โดยการเปิดใจของเรา เรียกว่า เปิดใจให้กว้าง

ถาม1 : อ้าว ก็ต้องใกล้ตัวก่อน จะได้ไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้เราไง
ตอบ : นี่แหละ เวลาได้มักมีปัญหาตามมาให้แก้ เพราะเป็นการให้เพื่อขจัดความรำคาญ ไม่ใช่เพราะเวทนาสงสารนะ เหมือนคนเอาซองผ้าป่ามาแจก รำคาญ บ่นแหลก แต่ก็ใส่ซองไป บุญไม่ได้ ได้แต่บาป สรุปว่า ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นการสร้างความรู้สึก แคร์สังคม แคร์คนที่ด้อยกว่าเรา นี่คือศาสนาพุทธและความรู้สึกนี้จะเปลี่ยนเป็นเมตตา นิยม ที่2 เอง ไปไหน มีแต่รับกับรับ เทวดาก็เมตตา เพราะเราส่งกระแสความเมตตาไปเวลาอธิษฐาน นี่แหละที่ท่านให้แผ่เมตตาก่อนปฏิบัติ เพื่อจัด Data ในใจเรา ไม่ให้เห็นแก่ตัว ทุกอย่างก็จะได้สมปรารถนา

ถาม : ขณะปฏิบัติ เวลาตั้งลมหลับตาได้หรือไม่ เช่นตอนนอนกำลังจะหลับ
ตอบ : หลับตา ลืมตา ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าอิริยาบทไหน ขอให้เราหายใจ ฝึกทำได้ ฝึกอธิษฐานได้หมด เช่นข้ามถนนหรือขับรถ ก็สามารถบังคับไฟแดงไฟเขียวหรือรถข้างหน้าได้นะ พระพุทธองค์ให้ฝึกทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่เฉพาะเวลานอน

วันพฤหัสบดี 29 ตุลาคม 2552
ถาม : เรื่องวัตถุธรรมหมายถึงอะไรคะ
ตอบ : วัตถุธรรม หมายถึง สิ่งที่นำมาซึ่งแนวทางการปฏิบัติ คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ วัตถุ หมายถึง สิ่งจับต้องได้ สัมผัสได้ นี่แปลตามพยัญชนะ ไม่ได้แปลโดยอรรถ หรือโวหาร การที่เราจะปฏิบัติให้ได้ผล อันที่จริงต้องทำตลอดเวลา และทำด้วยใจ ดังนั้น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยวัตถุทาน หรือ วัตถุธรรม ก็ไม่เท่ากับการปฏิบัติโดย มนสิการ สิการ = การปฏิบัติ ด้วยความเคารพ เรียกว่า มนสิการ = มน = ใจ สิการ = การปฏิบัติ ด้วยความเคารพ ดังนั้น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยวัตถุทาน หรือ วัตถุธรรม ก็ไม่เท่ากับการปฏิบัติโดย มนสิการ อันได้แก่การปฏิบัติ ให้ถึงพร้อมด้วยกายวาจาและใจ เพื่อเข้าสู่พุทธวิถี คือ ถึงพุทธคุณ หรือ พุทธานุภาพ อันเป็นปฐมบทแห่งพระรัตนตรัย ซึ่งมีอยู่ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การปฏิบัติโดยวิถี มหาสติปัฎฐานคือ ให้พิจารณาให้เห็นกายในกาย นั่นคือ ที่เรากำลังฝึกกันอยู่นี้ เริ่มก็ต้องให้ได้ยินเสียง คือ เสียงกายใน=ใจ กับวาจา เพื่อให้รู้จักว่ากายในกายมีอยู่จริง เมื่อได้ยินเสียง กายในแล้ว ต่อจากนั้นก็จะเห็นกายใน เป็นปกติ เมื่อเห็นกายใน อันมีสภาพเป็น โอปะปาติกะ ก็จะเห็นเทวดาอารักข์ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตสภาพเดียวกับกายในเช่นกัน นี่คือการผ่านปฐมบทของมหาสติปัฎฐาน คือข้อ1 พิจารณาให้เห็นกายในกาย

ถาม 1: แล้วที่หลวงพ่อว่า การพ้น จากวัตถุ คือไม่ต้องอาศัยตัวอักขระหรือแผ่นกสิณก็สามารถเห็นนิมิตได้ หมายความว่าอะไรคะ
ถาม 2 : ที่ว่าเห็นกายใน เป็นปกตินั้นเห็นเป็นอย่างไร เป็นรูปร่างเลยหรือครับ?
ตอบ : ก็หมายความว่า เมื่อเราจำได้แล้ว ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น(ขนลุกฯลฯ) เกิดที่ตัวไหน อย่างแน่นอน ไม่เพี้ยน หรือไม่ได้นึกเอาเอง ทดสอบคือ สมมุติว่าเราได้ปิติ จากตัว โม ลองนึกตัว โม สัก 10 ครั้ง ดูซิว่า ปิติจะเกิดครบไหม จับต้องได้เหมือนกับตัวเรานี่แหละ หากครบ 10 ครั้ง ก็ทิ้งปะคำ ทิ้งแผ่นกสิณ ได้เลย
เหมือนนั่งเรือถึงฝั่ง ไม่ต้องแบกเรือไปบนฝั่งด้วย (เป็นพุทธพจน์ พระพุทธองค์สอนพระอานนท์)
แต่เริ่มใหม่ ๆ ต้องใช้ประคำ และ แผ่นกสิณ เพื่อให้เกิดนิมิต
ตอบ : เหมือนเด็ก ก็ต้องเขียนลงสมุดก่อน พอเรียนไป ๆๆ ไม่ต้องมีสมุด ก็นึกภาพ ก.ไก่ ในอากาศได้ เป็นคำ ๆ
อย่าใจร้อน ค่อย ๆ ไป ยังไงก็ได้ รับรอง ไม่ได้เป็นไม่มี อย่างกับ ขับรถไง ทำไมเราขับได้ล่ะ ยากกว่าปฏิบัติหลายพันเท่า จริง ๆนะ

ถาม 2 : ผมทำ 4-5 ถึงจะได้ สักครั้งครับ
ตอบ : เป็นปกติ ....ฉันทำมากว่า 60 ปีนะ ตอนเด็ก ๆ น่ะ กว่าจะได้เกือบ 7 เดือน แถมโดนตีตะหาก ตอนเป็นเณรไม่รู้หรอกว่า ดีหรือเปล่า แต่ต้องทำ ไม่งั้นอดข้าว โดนตี ฉันเป็นเณร ถูกบังคับให้ทำทั้งวัน กลางคืนก็ทำ ทำกันทั้งวัด เราก็ต้องทำ ไม่มีใครไปวิ่งเล่น(เพราะมันหนาว ...!!)

ถาม 2: ตอนที่รู้ว่าได้เป็นยังไงครับยังจำได้หรือเปล่าครับ แล้วครูของอาจารย์มีวิธีตรวจผลอย่างไร
ตอบ : ตอนที่รู้ว่าได้ ก็ไม่อยากพบคนอื่น ๆ เพราะไม่สนุก นั่งสมาธิสนุกกว่า เพราะพบแต่สิ่งที่ชอบ ที่ถามมาว่าอาจารย์เขาตรวจสอบได้อย่างไร นี่แหละคือคำตอบ ก็ มาจากคำถามของศิษย์นั่นแหละ
ถาม 1 : แล้วอาการที่เรียกว่าหูแว่วหรือพรายกระซิบเสียงจะเหมือนกับเสียงของตัวเราในตอนที่เราสวดนะโมหรือเปล่าคะ
ตอบ : เหมือนหรือไม่ เราจะรู้เอง เมื่อเสียงเรากับเสียงใจ เราแยกออกได้ เราก็จะแยกเสียงที่ได้ยินมาใหม่นั้นได้ เป็นอานิสงค์ BENEFIT ของการทำอาปานสติ ข้อแรกเลยนะ คนทำได้ ต้องได้ยินก่อน เป็นเรื่องปกติ แต่ทั่วไป(ทั่วโลก=ยกเว้นพวกเรา) ไม่มีวิธีปฏิบัติอย่างเปิดเผย เลยกลายเป็นเรื่องผีสาง

ถาม 1 : เสียงที่ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนคะหรือเกิดได้ตลอดเวลา
ตอบ : ทำแล้วจะรู้เอง (บางอย่างพระตอบฆาราวาสไม่ได้=ข้อห้าม=แม้ว่าจะเป็นการเขียนก็ตาม)ทำได้ จะไม่ต้องถาม

ถาม 1 : เหตุที่ถามเพราะว่าเหมือนได้ยินเสียงคนแต่ไม่รู้ว่าพูดอะไรเหมือนอาการหูแว่วค่ะ
ตอบ : เพราะคนปฏิบัติ ได้จริง เห็นจริง คำถามจะไปอีกแบบนะ
แสดงว่า ในภาคเสียงใจ กับ ปาก ยังไม่ตรงกัน กลับไปเริ่มฝึก ปากกับใจ อีกครั้งนะ
ฝึกให้แยกเสียงให้ออก ว่าเสียงไหนคือเสียงเรา(ปาก) กับเสียงไหนเป็นเสียงกายใน(ใจ) แยกได้เป็นอันว่าผ่านขั้นแรก เมื่อเสียงปาก กับ ใจ ตรงกัน นั่นก็คือ วาจากับใจ เป็นหนึ่งเดียวแล้ว ต่อไปคือฝึกเวลาพูดกับคนให้พร้อมทั้งวาจาและใจ การพูดให้ออกมาจากที่สุดของลมหาใจ(ที่ตั้งของใจ) จึงเรียกว่า ตั้งใจพูด นี่แหละภาษาไทย ลึกซึ้งมาก มีความหมายมาก

เมื่อฝึกผ่านพูด ปาก ใจ ตรงกันได้แล้ว จากนั้นเข้าสู่ขั้นที่ 2 คือ หาปิติจากคำภาวนา หรือ หานิมิต โดยการชักปะคำ จากนั้นก็ปฏิบัติไปตามที่บอกไปแล้ว หากติดขัด ให้ทบทวนตัวเองว่าขาด หรือ พร่องตรงไหน ให้ฝึกซ้ำ อย่าอายตัวเอง

ถาม 2 :ขอถามครับขณะที่ผมพูดคุยกับอาจารย์อยู่อาจารย์ จะทราบหรือไม่ว่าคำไหนจากปากคำไหนจากใจ
ตอบ : รู้ .....เสียงจากใจ จะลึกและกังวาล เสียงจากปากจะแหลม เพราะเสียงจากปากมาจากกล่องเสียง แต่เสียงจากใจ จะมาจากที่สุดของลม และลมจะช่วยให้เสียงดังกังวาล จึงเรียกว่า สีหนา(เสียงราชสีห์) จะ มีเสียงกังวาล และมีอำนาจ เพราะเป็นเสียงที่มาจากใจ เป็นภาษาของใจ จึงเข้าไปสู่ใจ ของผู้ฟังได้ เราจึงถือสัจจะ พูดแต่ความจริง พูดแล้วต้องทำ เขาเรียกว่า จริงใจ เพราะ มาจากใจจริง ที่หนังพลังภายใน เอามาเขียน แต่ความจริงวัดเส้าหลิน ก็ฝึกอย่างนี้นะ ใช้หลักมหาสติปัฏฐานนี่และ โดยปรมาจารย์ ตั๊กม้อโจว

ถาม 2 : ผมไม่สามารถรู้ได้เลย อย่างนี้แสดงว่ามันปนกันอยู่เป็นปกติใช่ไหมครับ
ตอบ : นี่ไง เราต้องสังเกตุ การสังเกตุ หรือ การระลึกรู้อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก ดังนั้นเวลาพูดเราจึงต้องใช้ลมหายใจ เป็นตัวนำ

ถาม 2 : ใช้ลมหายใจ เป็นตัวนำ คือลมหาใจตอนเข้าใช่ไหมครับ
ตอบ : ใช่ ถูกต้อง10000% นำคำพูดที่เราจะพูดเข้าไป แล้วนำออกมาพร้อมลมหายใจ คำละวินาที จะไม่ช้าหรือเร็ว จนเกินไป เรียกว่า เป็นการพูดอย่างมีจังหวะ เป็นจังหวะของหัวใจ

ถาม 2 : เข้าใจแล้วครับ แต่เราก็ลืมทุกครั้ง
ตอบ : นั้นแหละ จึงต้องมีสติ สติคือธรรมชาติระลึกรู้อารมณ์

ถาม : แล้วถ้าบางที ตัวในทำเอง โดยเราไม่ได้ขออะไรตอนนั้น ไม่ได้ปฏิบัติตอนนั้นด้วย เราก็จะมีอาการ ขนลุก เหงื่อแตกได้ใช่ไม๊คะ เดินอยู่ในห้างแท้ๆ เย็นอยู่แต่เราเหงื่อแตก
ตอบ : อย่างนั้นเรียกปิติ อย่างหนึ่ง แต่เกิดที่ตัวไหน ล่ะ นี่ซิ เราต้องรู้ จะได้เอามาใช้ได้ สมาธิ ธรรมดามนุษย์ที่เป็นคนไทย เรามีอยู่แล้ว เพราะถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพบรรพบุรุษ แต่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องฝึกบังคับใจ เหมือนกับพ่อแม่มีตังค์ซื้อรถให้ แต่เราตั้องหัดขับเอง นะ

ถาม : เมื่อก่อนเวลาชักประคำเป็น10รอบไม่เหนื่อยเลย ทำไมเดี๋ยวนี้3รอบก็จะเหนื่อยมากๆคะ
ตอบ : ไม่ต้องตั้งใจเกินไป อย่าเคร่ง หรือ เกร็ง ปล่อยสบาย ๆ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น หากเหนื่อยก็ มาอ่านหนังสือ จะเป็นหนังสืออ่านเล่น กาตูน ฯลฯ แต่ออกเสียงให้ปากพร้อมใจ ก็ได้ ไม่เสียเวลาเปล่าด้วย หากเซ็ง ก็ร้องเพลงซะเลย แต่ก็ต้องปากกะใจตรงกันให้ได้ นี่คือเป้าหมายหลัก ส่วนเป้าหมายรอง คือการอธิษฐาน เพราะหาก กาย วาจา ใจ พร้อม อธิษฐานยังไงก็ได้ เรื่องตัวเลข มันแค่สมมุติ
วันนี้คิดว่าคงได้เนื้อหาสาระ มากพอประมาณ คงเข้าใจ เห็นมะ เข้าใจ คือ เข้าไปอยู่ในใจ
อย่างที่พิมพ์นี่ก็เหมือนกัน จะเห็นว่าฉันพิมพ์ด้วยใจ ไม่ต้องคิดนะ นิ้วมันไปเองเลย
พอเราทำได้ จะถ่ายทอดไปที่ไหน ส่วนไหนก็ได้

วันศุกร์ 30 ตุลาคม 2552

ถาม : วิธีปฏิบัติคือตั้งลมที่จุด1และวิวัฒน์เป็นจำนวนเงินค่ะ ค่อยๆผ่อนลมออกช้าๆเคลื่อนตามจุดต่างๆไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่าคะ
ตอบ : เริ่มต้นน่ะ ยังไม่ต้องเคลื่อนไปไหน ตั้งไว้จุดที่1 ก่อน จนกระทั่งสุด ๆ ของ สุด ๆ จึงผ่อนออกผ่านตามจุดต่าง ๆ ให้ภาพนิ่งที่สุด ใสที่สุด เป็นภาพที่เราไปต่างประเทศ ไม่ใช่ภาพว่าได้สตังค์ นะ หมายถึงภาพที่เราไปถึงประเทศนั้น ๆ แล้ว 1 วินาที=หัวใจ 1 ตุ๊บ 10,000 ก็ 10 วินาที ดังนั้น ก็ให้เอาภาพผลสรุป คือ เป็นภาพความสำเร็จว่าเราไปอยู่นอกแล้ว จะเป็นวิธีไหน เป็นเรื่องโอปะปาติกะจัดให้ ถึงบอกไม่ต้องติดที่ภาพเงิน คล้ายกะว่า ต้องการรวย ก็ไปติดว่ามีเงินร้อยล้าน นั่งนึกไม่หายใจเป็นปี ใช้วิธีอย่างนี้มาตลอด เพราะค่าของเงินมันเปลี่ยนแปลง แต่ภาพของความสุขมันไม่เปลี่ยนแปลง เป็นภาพ อารมณ์=สติ ไง

ถาม : ตอนนี้เริ่มนับประคำใหม่อีกแล้วค่ะ
ตอบ : ดีแล้ว ตรงไหนเราคิดว่าขาด ก็เริ่มใหม่ อย่าไปคิดว่าจะช้า Slow but Sure ดีที่สุด เพราะการทำสมาธิแบบสติปัฐฐาน คือการยกระดับตัวเองให้เป็น "คนเหนือคน" การที่เราอยู่กับสังคมมนุษย์ หากเราอยู่แบบทั่ว ๆ ไป หายใจไปวัน ๆ รอว่าเมื่อไรถึงเวลาย้ายที่=ตาย จะมีความหมายอะไร ดังนั้น หากจะเป็นมนุษย์หรือคน ต้องฝึกให้เหนือคน จึงจะไม่ต้องไปแย่งอะไรกับใครเขา เพราะคนทั่วไป แก่งแย่งชิงดี เพียงแค่กระดาษใส่สีมีตัวเลข=เค้าเรียกกันว่า เงิน แต่สำหรับคนเหนือคน แค่นึกเอาก็ได้ มีทุกข์ก็นึกเอา=อธิษฐาน ก็หลุดพ้นจากปัญหา มีแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอนวิธีการปฏิบัติ ถึงอยู่รอดมากว่า2552 ปี ....

ถาม : แต่ตอนนี้ฝึกแบบว่า พอตั้งจุด1 แล้วเลื่อน 2 3 4 5 มันชอบลืมจุดอะค่ะ ตำแหน่งไม่ตรงซักที ตรงมั่งไม่ตรงมั่ง ชอบสะดุดตรง 3 กับ 4 อะค่ะ
ตอบ : เวลานึก อย่าเอาภาพสตางค์ ให้เอาว่า เรารวยแล้ว ขี่โรสรอยส์ หรือ รัมบากินี่ ก็เหมือนเราจะไปซื้อเสื้อ ก็ต้องเห็นว่ามันสวยใช่ไหม เราจึงไปหาเงินมาซื้อใส่ เสื้อสวยมันจึงเป็นของเรา ไม่เป็นไรเรื่องสะดุด แต่ตรงจุดที่ 1 ภาพต้องนิ่ง และชัด

ถาม : ถ้าอย่างนั้นถ้าเราต้องการเลื่อนตำแหน่งเราก็นึกถึงภาพที่เราได้ตำแหน่งนั้นเลยใช่ไหม๊คะ
ตอบ : การอธิษฐาน ต้องเอาจุดสรุปแท้ ๆ ว่าเราต้องการให้ผลเป็นอะไร เราเอาที่ผลนะ รักษาภาพจากฐานที่ 1 แล้วเลื่อนขึ้นไปยัง 2345 ภาพไม่หาย ถึงจะมัวก็ไม่เป็นไร เน้น ฐานที่ 1 ภาพต้องชัด ใสสสสสสสสสส นะจ๊ะ ส่วนฐานอื่น ไม่ใช่วัตถุ เป็นวัตถุเฉพาะฐานที่ 1 ฐานอื่นเป็นความรู้สึก

ถาม : การตั้งลมที่ฐานที่1 นึกให้เห็นภาพที่เราต้องการแต่ต้องระลึกอารมณ์ ของตัวนะหรือตัวโมที่เราได้ด้วยใช่ไหม๊คะ
ตอบ : การที่เราใช้สมาธิ และกำหนดภาพอธิษฐาน โดยการใช้เสียง นะโม ซึ่งเป็นภาษาโอปปาติกะ นั่นก็คือ การใช้กำลังสมาธิโค้งงอเส้นเวลาให้อนาคต มาบรรจบ ณ ปัจจุบัน หรือเวลาที่ต้องการ ดังนั้นภาพต้องชัด การเชื่อมต่อของอนาคต และจุดเวลา จะได้มากน้อย หรือไม่ได้ อยู่ที่ว่าจะทรงสภาพการโค้งนั้นได้นานแค่ไหน อย่างที่เคยอธิบายไว้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ความจริงมันเกิดแล้ว แต่เรายังเดินไปไม่ถึง ดังนั้นเราจึงต้องอาศัยกำลังสมาธิ และกำหนดจุดโดยการอธิษฐาน ว่าจะเอาอะไรเมื่อไร

ถาม : ถ้าให้นึกภาพสิ่งที่เราต้องการและมีความสุขก็น่าจะง่ายกว่าการนึกภาพเงินเพราะนึกถึงเงินทีไรมักสงสัยว่าจะได้มาอย่างไร เลยไม่ได้ซักทีค่ะ
ตอบ : ความสงสัย=วิฉิกิจฉา เป็นหนึ่งในอาการที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ เรื่องปกติ การแก้ข้อสงสัยคือ วางเฉย=อุเบกขา เพราะรู้ว่ากินยังไงก็ต้องโต ไม่ต้องสงสัยว่า ตกลง แขนกับขาเนี่ยะ อะไรมันโตก่อนกันตอนเรากินอาหาร
มาต่อเรื่องของการอธิษฐาน

เมื่อเราตั้งคำอธิษฐาน คือการกำหนดว่าต้องการอะไร เหมือนว่าเราจะไปไหน ก็ต้องรู้ที่จะไป ไม่งั้นบอกคนขายตั๋วไม่ได้
การอธิษฐาน คือ การเลือกหน้าอ่าน อย่างที่เคยบอก ชีวิตเหมือนหนังสือที่จบเล่มแล้ว จึงเกิดเป็นเรา ทุกข์ หรือ สุข รวย หรือ จน

ในการโค้งงอเวลาเข้ามาหากัน โดยกำหนดจุดให้แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง การโค้งงอเวลา เหมือนการขีดสี่เหลี่ยมบนวัตถุทรงกลม จะใช้กฏเรขาคณิตไม่ได้ ต้องใช้กฏกาลอวกาศ Time-Space ใจ มีค่าเป็นอานุภาค เรียกสมัยนี้ว่า QUARK (เอาแบบง่าย ๆ นะ)

ดังนั้นเมื่อเรากำหนดจุดแล้ว ใช้พลังสมาธิ การโค้งงอ และการบรรจบกันของปลายขั้วตำแหน่งเวลาที่เราต้องการก็จะเป็นรูปเกือกม้า การถ่ายเทจะเกิดขึ้นระหว่างช่วงที่เราใช้พลังสมาธิกดการโค้งงอนั้นไว้ ดังนั้น ในพระไตรปิฏก จึงบอกว่าพระโมคคัลลาน ฯลฯ ในอดีตสามารถบรรดาลทุกอย่างได้ตามประสงค์ ก็ด้วยพลังสมาธิ ซึ่งสมาธิที่ว่านี้ ต้องเป็นการคุม ใจ=อานุภาค ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับโอปปาติกะ เชื่อมต่อกันได้ ทั้งสภาพ และภาษา ภาษาในนะโม เป็นภาษาเทวดานะ ไม่ใช่ภาษามนุษย์(อ่านในพระไตรปิฏกดู) ดังนั้น สมบัติเทวดาก็คือ นึกเอา หรืออธิษฐานเอาก็ได้ดั่งใจ ภาษาเทวดา เรียกว่าภาษาใจ หรือ ภาษาโอปปาติกะ ซึ่งในอนาคต โดยเฉพาะโยม จะสามารถใช้ในทางธุรกิจได้ = ใช้มาโดยตลอดตอนเป็นฆาราวาส ดังนั้น จุดสำคัญคือ วาจา ใจ ต้องเป็นหนึ่งเดียว พูดภาษาเทวดาให้ได้ก่อน ทำสมาธิตั้งลมยังไม่ได้ ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ขอเทวดาได้แล้ว....แต่ได้เท่าที่เขาจะให้ ส่วนอธิษฐาน ได้ตามที่เราต้องการ ต่างกันตรงนี้ คงสงสัยนะว่าขอแบบไหน ก็ขอแบบพูดกับคนนี่ บอกว่าเราต้องการอะไร จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนไหน บางวันร้อนมาก ๆ ก็บอกว่า นี่เทวดา จะเอาบุญไม๊เนี้ยะ ร้อนอย่างนี้ทำสมาธิไม่ได้ ถ้าอยากเอาบุญก็ให้เย็น ๆ หน่อย = ฝนตก

ถาม : การกำหนดจุดที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงหมายความว่าอย่างไรคะ
ตอบ : การกำหนดจุดแน่นอน ก็คือ การกำหนดคำอธิษฐาน ที่แน่นอนภาพที่ต้องการคืออะไร สัญญาณที่ ใจ สื่อออกไปในห้วงจักรวาล ก็จะค้นในสิ่งที่เราอธิษฐานหรือปราถนาได้ถูกต้อง เหมือนค้นคำในGoogle ไม่ใช่เขียนแล้วลบ มันจะหาเจอได้ไง ลองง่าย ๆ ลองเขียนใส่ช่อง Google แค่เปลี่ยนสระ วรรณยุค อักษร วรรคตอน การค้นหาก็ผิดไปจากเดิม การส่งสัญญาณ ภาษาใจ คือคำอธิษฐานออกไป ถึงความสำคัญในการใช้เป้าหมายถูกต้อง เที่ยงตรง แท้จริง คืออะไร สำคัญอย่างไรกับคำอธิษฐานก็เปรียบเช่นเดียวกัน แล้วก็บ่นว่าไม่ได้สักที ก็เปลี่ยนคำอธิษฐาน เปลี่ยน ภาพ เปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นรูปสามเหลี่ยม เรา เขา สังคมได้ประโยชน์ สิ่งนั้นจะได้เร็วที่สุด ข้อนี้ขาดไม่ได้ ถือว่าเป็นกฏแห่งการอธิษฐาน

ในการอธิษฐาน จะเห็นว่าการเขียน หรือ การพิมพ์นี้ไม่ต้องใช้การคิดเลย เพราะถ่ายทอดออกมาที่นิ้วมือ ดังนั้น เมื่อใจอยู่ที่มือ จึงทำได้อย่างรวดเร็ว ที่ภาษาไทยเรียกว่า ใช้ได้ตามใจปรารถนาไง โอปปาติกะ จะจัดสรรมาให้เหมาะสมกับความสุข สมหวังที่เราปราถนา อย่ากำหนด เอาว่าได้แล้วเป็นสุขสมหวัง นะ

อย่าง..... อยากได้เงิน เป็นไง ได้เงินเป็นแสนล้าน แต่หาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ ครอบครัวแตกแยก นี่ไง เงิน
เงิน คือ กระดาษใส่สีมีตัวเลข เอาไว้สะสมตัวเลขแปลก ๆ เรียงกัน เหมือนสะสมแสตมป์ แต่เราสะสมสตางค์ แต่ไม่ใช่เพราะว่าอยากได้เงิน แต่เอาเลขแปลก เช่น 55555555555555555555 เป็นต้น ยังงี้ จริงนะไม่ได้พูดเล่น ขอให้ให้มีความรู้สึกอย่างนี้กับเงิน แล้วเราจะอยู่เหนือความโลภ แต่อธิษฐานให้มีความสุข แบบมหาเศรษฐี อยากใช้สักพันล้านก็มีใช้ อธิษฐานอย่างนี้ถูกทางนะ สนับสนุน

คำถามตบท้าย :อธิษฐานให้มีความสุข แบบมหาเศรษฐีต้องใช้ภาพไหนครับ
ตอบ : ก็ใช้ภาพความสุข อยากใช้มีใช้ไม่ติดขัด ครอบครัวมีความสุข
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 21:37

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 17-03-14, 00:19
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

สูตรการร้อยลูกประคำ

สูตรการร้อยลูกปะคำ - สำหรับฆาราวาส
ตำหรับสมเด็จพระมหาเถรศรีสัทธาจุฬามุนีสรีรัตนลงกาทีปมหาสามี สังฆราชกรุงสุโขทัย

ขั้นตอน

. เมื่อนำลูกปะคำมาทั้งสายนั้น จะมีทั้งหมด ๑๐๘ เม็ด ให้ตัดสายปะคำออก ขณะตัดให้หายใจเข้าว่า “ นะโม ตัสสะ ” ๑ จบ ตั้งลมว่า “ นะโม ตัสสะ” แล้วตัดสายปะคำ
. แบ่งลูกปะคำออกเป็น ๔ กอง ๆ ละ ๒๖ เม็ด พร้อมกับ ลูกสะกด กองละ ๑ เม็ด รวมเม็ดปะคำแต่ละกองจะมี ๒๗ เม็ด
. เริ่มร้อยลูกปะคำเข้าสาย โดยให้ร้อย ใจปะคำ ก่อนโดยตั้งนะโม ๓ จบ แล้วตั้งลมว่า
“ พุทโธจงมาบังเกิด เปิดโลกพระพุทโธ โสธายะ ฯ”

เมื่อร้อยลูกสะกดลูกที่ ๑ ตั้งลมว่า “ พุทโธจงมาบังเกิด เปิดโลกพระพุทโธ โสธายะ ฯ ”
เมื่อร้อยลูกสะกดลูกที่ ๒ ตั้งลมว่า “ พุทธัง นะอะกันตัง สรณัง คัจฉามิ ฯ”
เมื่อร้อยลูกสะกดลูกที่ ๓ ตั้งลมว่า “ ธัมมัง นะอะกันตัง สรณัง คัจฉามิ ฯ” เมื่อร้อยลูกละกดลูกที่ ๔ ตั้งลมว่า “ สังฆัง นะอะกันตัง สรณัง คัจฉามิ ฯ ”

* ความสำคัญของการร้อยลูกปะคำ อยู่ที่หายใจเข้าไปจนถึงสุดลมหาใจ ว่าคาถาขณะตั้งลมให้เสียงออกมาจากฐานใจและเป่าพร้อมลมหาใจออก ทุกเม็ด = จุดประสงค์ ให้ฝึกตั้งลม(ทรง-ฐีติ) *

เมื่อร้อยปะคำแต่ละลูก ตั้งลมว่า“ นะราชสีโห สัทถาอาหะ ชัยยะ ชัยยะ ชะนะ ชะนะ ฯ ”
. เมื่อร้อยปะคำลูกที่ ๑๐๘ (ลูกสุดท้าย) ตั้งลมว่า “ นะตรึงนะ นะปิดตัง อะระหังตรึงนะ ฯ”
- ทุกครั้งเมื่อหยิบสายปะคำขึ้นมาจะสวมศีรษะ เอาปะคำใส่ในมือ ท่าพนมมือ แล้วตั้งลมว่า
อิอิทโธ สัพพัญญุตะญาณัง อิจฉันโต อาสวักขะยัง
อิทธิธัมมัง อนุปปัตโต อิทธิมะนะตัง นะมามิหัง ฯ

พระธรรมบาล คัด/ทาน
๓๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๐
จิตตภาวันวิทยาลัย เมืองพัทยา

วิชาอื่นๆ
วิชาปฏิสัมภิทา มีหลายตอน อันนี้ตอน 1

ฺBlog ผู้เผยแพร่

วิชาเปิดโลก

คัมภีร์จักรพรรดิ
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-03-14 เมื่อ 21:38

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 18-03-14, 20:24
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เอกสารสำหรับปริ้นท์ดาวโหลดได้ที่นี่ครับ
ไฟล์แนบข้อความ
ชนิดของไฟล์: doc เอกสาร.doc (212.5 KB, 346 views)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:14


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่