กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > เบ็ดเตล็ด

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 25-08-17, 13:19
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พุทธศาสน์สุวรรณภูมิปกรณ์ พระธาตุกถาฯ

กำเนิดมนุษย์และคนไทย
ขุนสรวงเดิมเป็นผีฟ้าแสง (อาภัสสรกาย ชั้นอาภัสสรเทพ พรหม) ได้เที่ยวมาสู่หล้านี้ได้กลิ่นอายง้วนดินหอมติดใจ จึงลงมาและใช้มือจับกินเข้าไป มีรสอร่อยหวานมันกลืนเข้าไป-เข้าไป มากกระทั้งอิ่ม เกิดง่วงนอน จึงหลับไป ด้วยอำนาจธรรมชาติอายดินและอายฟ้า กระทำร่างผีฟ้าแสงให้กลับเป็นร่างคนแล้วได้เปลี่ยนให้ลืมหมดในขณะหลับนั้น นานเท่าไรไม่ปรากฎเมื่อตื่นขึ้นกลับรู้สึกสมบูรณ์แล้ว ได้มองดูรอบๆ รู้แต่ว่า ที่ภูเขาเป็นเกาะ มีน้ำล้อมรอบมีกลางคืน กลางวัน มีนก ปลา อยู่แล้ว และที่มีอยู่คนเดียวขุนสรวงจึงยังไม่มีคำพูด และไม่มีข้อคิดระอาย จึงอยู่อย่างธรรมชาติคือไม่มีเครื่องแต่งตัว เมื่อหนาว เข้าถ้ำหินดิน เมื่อร้อน เข้าร่มไม้ เข้าเพิงเมื่อหิว กินดิน กินมะ(ลูกไม้) กินน้ำ กินปลา กินไข่นก มีผีฟ้าแสงมาเที่ยวหลายคราว แต่ไม่มีคำพูด ได้แต่นึก ไม่รู้จัก เพียงว่าเขามาเที่ยวแล้วก็จากไป นานเนิ่นมานาน มีผีฟ้าแสงมาหลายคราว และหลายผู้และนานเท่าไรไม่รู้ เที่ยวไปทางไหนบ้างก็จำไม่ได้ พักอยู่หลายแห่งหน
กระทั่งคราวหนึ่ง มีผีฟ้าเหลืองทอง พุ่งลอยมาลงอยู่ ณ พื้นราบขาวสะอาด ขุนสรวงแฝงร่างเข้าไปดู มองเห็นผีฟ้าแสงนั้นคุกเข่า ใช้สองมือควักง้วนดินกินอย่างเอร็ดอร่อย จึงนึกเรื่องของตัวเองได้ว่า ตัวเองก็เคยเป็นผีฟ้าแสงอย่างนี้ และมากินง้วนดินอย่างนี้ จึงง่วงและหลับไป พลังแสงหายหมด จึงกลับไปที่เดิมไม่ได้ เมื่อนึกรู้แล้ว นึกว่าคงจะกินมาก แล้วจะหลับ พลานุภาพแสงนั้นจะหายหมด และกลับไม่ได้ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน จึงสงบนิ่งมองดูอยู่
ผีฟ้าแสงเหลืองทองนั้น เมื่อกินง้วนดินนั้น ได้เกิดติดรสอร่อยหวานมันนั้น ก็กินเข้าไป กินเข้าไปชนิดเพลิดเพลิน กระทั่งอิ่มและบังเกิดง่วงนอนโงกไปมา ที่สุด แสงแดดอ่อนลงก็ล้มตัวลงนอนหงาย เหมือนรูปกองไฟ มีแสงกระจ่างออก
เมื่อตะวันลับไปก็ยังปรากฎแสงกระจ่างโพลงอยู่อย่างนั้น
ขุนสรวงมองดูอยู่กระทั่งรุ่งขึ้น ผีฟ้านั้นก็ยังหลับอยู่ตามเดิม เข้าคืนที่ ๒ แสงค่อยจางและหรี่ลง ปรากฎร่างขึ้น มีเงาที่อกทั้งสองข้างสูง
ขุนสรวงมองดูทั้งของผีฟ้าและของตัว ปรากฎว่าไม่เหมือนกัน กระทั่งตะวันขึ้น แสงนั้นจางลงไปมาก แต่ก็ยังหลับอยู่ เมื่อเข้าคืนที่ ๓ แสงนั้นมีอาการหรี่และโพลงขึ้นเป็นระยะๆ ร่างก็ชัดเจนขึ้น ปรากฎพร้อม กระทั่งรุ่งเช้า แสงจางไปเกือบหมด เมื่อแสงแดดกระทบร่างแผดส่องอยู่นาน แสงเดิมก็ค่อยหายไปในแสงแดด และผีฟ้านั้นสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อมองดูตัวแล้ว ไม่มีแสงอาภรณ์ประดับอยู่ ได้ทะลึ่งลุกขึ้นกระโดดเพื่อลอยไปก็ไม่ได้ กลับลงมาตามเดิม ขุนสรวงคิดว่านางจะหนีไป จึงวิ่งออกไปกระโดดจับไว้
ขุนสรวง เมื่อจับถูกตัวนาง ปรากฎว่านิ่มมือ นางหลับตากระโดดจะเหาะลอยหนีก็ไม่ขึ้น เมื่อถูกจับยึดไว้ ได้ตกใจร้องดุว่า อะ อ้า ซึ่งเป็นคำต้นที่พูดกันในกาลนั้น เมื่อนั้น ยังไม่มีชื่อและคำพูดใดอื่น เมื่อขุนสรวงจับยึดไว้ นางคุ้นเข้าก็เลยหยุดนิ่ง และยอมอยู่ด้วย ขุนสรวงมองดูตัวเห็นยังมีแสงเรืองๆอยู่บ้าง จึงเรียกว่า สาง
และนางก็ทำมือให้รู้ว่า ขุนสรวงสูงกว่า จึงเรียกว่า "สรวง"
จากนั้นก็เรียก ปาก จมูก หน้า ตัว และเรียก ต้นไม้ ดิน ลม น้ำ ไฟ เท่าที่คิดได้ และใช้เรียกกันมา ได้อยู่กันอย่างสนุกสนาน อุ้มลงอาบน้ำ เริงเล่นแสงแดด นั่งตากลม เมื่อหิวก็หยิบดินแบ่งกันกิน หรือจับปลา จับนก เด็ดลูกไม้กินกัน ตอนั้นยังมีเกลื่อนกลาด ไม่ต้องทำ มีตลอดไป
และอยู่ด้วยกันมานาน ไม่รู้จักการเป็นผัวเป็นเมียกัน ไม่มีการนับปี เดือนวัน รู้เพียง มืด สว่าง หรือ คืน วัน จึงไม่รู้ว่าอยู่กันมากี่ปี และไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ได้เที่ยวตามผา เขา อยู่ถ้ำได้ทุกวัน ถ้ามีงู ก็จับคอหรือหางไปปล่อยที่อื่น เสือ ช้าง หมี แรด ก็ตั้งชื่อเรียกกัน และอยู่ด้วยกันได้ ต่างไม่ทำอะไรกัน
นานนัก ผีฟ้าแสง มาสอนให้รู้ บอกว่าให้มาอยู่เป็นต้นคน จะได้มีคนอยู่ที่นี้เหมือนอื่นเขามีแล้ว สอนให้รู้รักกัน ทำท่าให้ดู และบอกให้ดูของกันและกัน กูมองสาง และสางมองดู ยิ้มหัวเราะกันแล้ว ได้เข้ากอด รู้รอดเสิงสราญหร่อยรักแล้ว ไม่รู้อิ่ม ไม่รู้เบื่อ ใคร่ใกล้ชิด ใคร่กอด ใคร่ถูก ใคร่รักรอดเสิงสราญอ่อยหร่อย มื้อห่าง ไห้หา มื้อไกล ใคร่กลับ มื้อใกล้ใจชุ่มชื่นเสริงสราญ นานนักมักหลาย กินคืน กลืนวัน
สางท้องโตขึ้น ทั้งคู่ไม่รู้เรื่องลูก เมื่อคราวคลอด เจ็บปวดร้องคราง ขุนสรวงช่วยด้วยสงสาร เมื่อขุนสรวงจับดึงออกมา ทำให้สางเจ็บปวดร้องดัง จึงฉีกกินและให้สางกินบ้าง สางไม่รู้ก็กินด้วย ลูกคนแรกนั้นเป็นชาย เมื่อมีคนที่สองเป็นหญิง ขุนสรวงว่าของสางที่รักของตน จึงฉีกกินอีก และให้สางกินด้วยกัน
เมื่อคลอดคนที่สามเป็นชาย ขุนสรวงจะฉีกกินอีก ตอนนี้สางชำนาญออกลูกแล้ว ได้ร้องขอขุนสรวงเอาไว้ดู แม้ผีฟ้าแสงก็มาห้าม ทั้งกล่าวว่า ให้มาอยู่เป็นต้นคนหญิงชาย สืบต่อกันไปให้มาก
ขุนสรวงเป็นชายมีเชื้อเลื้อ
สางเป็นหญิงมีมดมะ(ต่อมและรังไข่เชื้อเลี้ยงลูก)
สรวงมีกุ่มเกือะ สางมีกกกลุ่ม มื้อเกือะก้ำกก
เชื้อเลื้อแบ่งส่วนได้ ๓๒ ถ้าส่วนขุนสรวง ๒๐ สาง๑๒ จะเป็นชาย
ถ้าสาง ๒๐ สรวง ๑๒ จะเป็นหญิง
มื้อมึงกินกันจะหมดไม่มีเหลือต่อ และกูผีฟ้าแสงจะกินขุนสรวงด้วย ขุนสรวงจึงยั้งไว้
เมื่อสางเลี้ยงลูก ก็ไม่รู้ ครั้นหิวร้องขึ้น
สางอุ้มขึ้นแนบอก ปากลูกถูกหัวนมขวา
อ้าปากจะร้อง พอหัวนมเข้าปาก ก็หยุดร้อง
และดูดกิน
สางมองดูและเอาออกก็เห็นน้ำนมไหล จึงรู้ว่าเลี้ยงลูกได้
เมื่อมองเต้าซ้ายเห็นกลมตั้งอยู่ได้กลับลูกให้ดูดดื่ม ก็มีน้ำนมให้ดื่มได้
จึงรู้ชัด
จากนั้น และบอกว่า "นม" แก่ลูก
จึงเรียกชื่อ "นม" กันมา
(คำไทยลวะเดิม ลูกเรียกแม่ว่า "นม" ตลอด)
และสางเกิดความรักความเอ็นดูลูกนั้น
จึงอยากมีอีก เมื่อใกล้ขุนสรวงก็บอก
ขุนสรวงห้ามว่าอย่ามีอีกเลย สางเจ็บปวดมากนัก
แต่สางกลับกล่าวว่า จะเจ็บปวดเล็กน้อยประเดี๋ยวเดียว พอออกมาก็หายหมด
ได้เข้ากอดลูบคลำเล่น ขุนสรวงเลยลืมที่ห้าม ได้เสิงสราญรัก สางรู้เช่นนั้น
ต่อมาได้เข้าใกล้กระทำอย่างนั้น
และมีลูกชายและหญิง สลับกันเป็น ๘ คน
จากที่มีอยู่คนละอย่าง จึงตั้งชื่อว่า ชาย
ญิง
สางเล่า เมื่อมีลูกเช่นนั้นจึงนึกถึงดั้งเดิมได้ เมื่ออยู่สรวงฟ้า อยากมีลูกก็จับเอาที่น่องและเรียกชายหญิงมาก่อนแล้ว และเป็นเด็กอยู่ตามเดิม
เมื่อมาอยู่ดิน (โลก) มีลูกในท้อง และมีทางออก
ครั้นลูกหลานใหญ่โตจึงสอนเป็นธรรมเนียมของชาวไทยละว้ากันมาว่าสมัยต้นมีลูกที่น่อง และใหญ่โตเองไม่ต้องเลี้ยง ทั้งสอนลูกชายให้รู้เรื่องรักสืบพันธุ์ สอนหญิงให้รู้เลี้ยงคลอด ให้นมเลี้ยงลูกกันมา เมื่อมีลูกชายหญิงถึง ๘ คน เลยตั้งชื่อว่า จอมฟ้า จอมดิน จอมลม จอมไฟ ตั้งชื่อลูกหญิงว่า แก้วสี กอทอง ดงทอง น้ำทอง เมื่อลูกเข้าใหญ่ เล่าว่ารู้ได้ด้วยเห็นลูกสาวทั้ง๔ มีนมใหญ่เหมือนสางจึงรู้[ ทั้งขุนสรวงและนางสางนั้นก็ไม่มีลูกอีก และเข้าใจเอาเองว่า เมื่อก่อนก็มีเพียงสอง เมื่อรู้ร่วมรอดเสิงสราญแล้ว ก็มีลูกเพิ่มมาอีก ๘ ทั้งที่อยู่กินด้วยเป็น๑๐
ต่อไปทั้ง ๘ ถ้ามีลูกอีก ก็คงเพิ่มมากขึ้น และตอนนั้นก็ยังไม่มีคนพวกอื่น
ขุนสรวงสอนลูกหญิง นางสางสอนลูกชายให้รู้ อาศัยชื่อที่ตั้งไว้ตามลำดับที่เกิดมา
ให้จอมฟ้า คู่กับ แก้วสี ไปเป็นชื่อ ขุนฟ้า จอมไฟ -ไปร่วมกันยอดเขา
ให้จอมดิน คู่ กอทอง ไปเป็น ขุนดิน ร่วมกัน ณ พื้นดิน
ให้จอมลม คู่ ดงทอง ไปเป็น ขุนลม จอมลม ไปร่วมกัน ถิ่นช่องลม
และให้จอมไฟ คู่ น้ำทอง เป็น ขุนไฟ และจอมน้ำ ไปร่วมกันเล่นน้ำ
ตั้งชื่อ ผัว เมีย พี่ น้อง กันมา เมื่อต่างมีลูก สางไปสอนให้รู้จักเลี้ยง ให้นมลูกกิน ให้ชายไปหากล้วย อ้อย ปลา ปู มาเลี้ยงน้องที่มีลูกอ่อน
ครั้นนานมาจึงถือว่าเป็นพี่น้องกัน จึงต่างไปมาหากัน มีการเปลี่ยนกัน และเกิดทะเลาะกัน ขุนสรวงและนางสางจึงสอนให้รู้จักของตัว และเอาไปให้เป็นของตัว จึงเป็นต้นรู้พี่ รู้น้อง รู้ผัว รู้เมีย รู้คู่ของตน รู้ถิ่นที่ทางของตน ไปมาหากันได้
และคู่ลูกนั้นมีลูกเพิ่มขึ้นเป็น ๓๒ มีสลับกันคือ
จอมฟ้า กับ แก้วสี มีชายล้วน ๘ คน
จอมดิน กับ กอทอง มีลูกหญิงล้วน
๑๐ คน
จอมลมกับ ดงทอง มีชาย๓ มีหญิง ๒
จอมไฟ กับ น้ำทอง มีชาย ๕ หญิง๔ คน
เมื่อหลานเหล่านั้น ขึ้นหนุ่มสาวทั่วกันแล้ว ต่างอยากมีลูก
แต่ตกลงเป็นพี่น้องไม่พอกัน จึงพากันไปหาขุนสรวงและนางสาง
นี่แลเป็นต้นหาผู้ใหญ่ ถามและขออนุญาติ
ขุนสรวงขอลูกหญิงให้แก่ชาย
นางสางขอลูกชายแก่หญิงครบกัน
เป็นต้นของการสู่ขอ และแยกพี่น้อง
แต่ก็มีบางคู่ไม่ชอบกันตามนั้น จึงให้เลือกกันเอง เป็นต้นของการเลือกคู่
เมื่อครบกันแล้ว ต่างพากันไปเที่ยวหาลูกไม้ ปลา ปู ตัวนก เนื้อ ไข่
นำมากองลานหน้าถ้ำ ตบมือร้อง หัวเราะกลางแสงแดดตอนเย็น ลงเล่นน้ำ แล้วขึ้นมาตากลม เมื่อเดือนสว่าง เริงเล่นกันกลางแสงเดือน เป็นต้นการแต่งงาน เริ่มชีวิตการเป็นครอบครัว เมื่อยเข้าก็นอนกันกับพื้นหญ้า จากนั้น ต่างก็พากันไปอยู่ถ้ำที่ได้พบกันแล้ว

__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 25-08-17, 13:25
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile กำเนิดมนุษย์และคนไทย ( 2 )

ขุนสรวงกับนางสาง มีอายุยืนนานกระทั่งหลานเหล่านั้นมีลูกกัน ต่างพากันมาหา ได้เอาลูกมาให้รับใช้ หาของเลี้ยง ตอนนี้ ขุนสรวงและนางสางเฒ่ามากแล้ว เมื่อเหลนเหล่านั้นขึ้นวัยหนุ่มสาว ขุนสรวงและนางสางก็บอกเป็นผัวเมียกัน ต่างมีลูกได้นำมาให้ และบอกว่า นี่ต้น จึงมีชื่อว่า "ต้น"กันมา
สองต้นเฒ่าลงไปมากนัก ตอนนี้ แผ่นดินได้โผล่ขึ้นพ้นน้ำแล้ว
ที่ติดต่อกันพวกหลานและลื่อมีกำลังดีจึงเที่ยวไป พบคนอื่นที่มีอยู่แล้ว ได้จับเอาให้ขุนสรวงและนางสาง ได้ทุบแล้วฉีกให้กิน นั่นเป็นต้นของการจับคนกินกันมา
ขุนสรวงนางสางได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนก็เคยกินมาแล้ว ถ้าขืนฆ่ากันกินอย่างนี้ จะไม่มีคนอื่นเหลืออยู่ ได้ห้าม บางคนก็เชื่อ บางคนไม่เชื่อ จึงกินคนกันมา
ขุนสรวงและนางสางเฒ่ามาก จำหลานเหลนลื่อไม่ได้
วันหนึ่งเลื่อนลงจากถ้ำ ลงมาถึงพื้นดิน นั่งหอบเหนื่อย นึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ถึงกาลต้องไปเป็นผีฟ้า ลูกหลานเหลนลื่อต่างพากันมา ขุนสรวงมองเห็นลางๆ พวกนั้นได้ไปอุ้มนางสางลงมา ขุนสรวงบอกลาไปเป็นผีฟ้าแล้วนั่งนิ่ง เมื่อถูกสางเขย่าตัวก็บอกให้สงบ เหมือนง่วงเผลอหมดความรู้สึก พอรู้ตัวปรากฎออกมาอยู่ข้างนอก ตัวเดิมนั้นผงะหงายนอนเหยียดอยู่ สางปลุกเขย่าให้พูดก็ไม่พูด ขุนสรวงออกมาอยู่ข้างนอกแล้วสบายไม่เหนื่อยอ่อน ร้องบอกแต่สางไม่ได้ยิน เห็นนางร้องไห้กอดผีอยู่หลายวัน กระทั่งเน่าเปื่อย
จ้าวขุนสรวงจึงแสดงร่างให้ปรากฎ เอื้อมมือมารับผีสางลุกขึ้นจากร่างเดิมเลื่อนขึ้นยืนคู่อยู่กับจ้าวขุนสรวง คิดว่าร่างเดิมนั้นเป็นร่างผีฟ้าแสงมา ที่หนักแก่ตายก็เพราะ กินดิน กินมะลูกไม้ ตัวจึงหนักและเน่าเปื่อย
จึงตั้งคิดให้ทั้งคู่ลุกขึ้นยืนแล้วจ้าวขุนสรวงและขุนหญิงสางแสดงร่างผีฟ้าแสงให้เห็นได้ เดินเข้าไปในร่างเดิมนั้นบอกว่า
สางกูเป็นปอบพ่อแม่นมของปู่ย่า มื้อนี้ตายแล้ว ตัวนั้นจะเน่าเหม็น พวกมึงไปหาไม้แห้งมากองให้มาก เอาตัวกูนี้วางบน เผาไฟเถิด จะได้ไม่เหม็นเน่า พวกหนึ่งไปหาไม้แห้งมา ที่เหลือบอกให้เอามือกอบน้ำบ่อใกล้ๆนั้นมาอาบน้ำทำให้สะอาด เอาดินขาวประแล้วให้ไปฉีกใบตองแห้งมานุ่งห่ม ห่อร่างทั้งคู่นั้น จึงให้ยกขึ้นวางบนกองฟืน ให้เอาไม้แห้งถูกันให้ร้อน- ไหม้ คุ ลุกไฟแล้วสุมไว้ก่อน ให้ไปเก็บดอกไม้หอมๆมาวางรอบ เหลนบอกว่า ไม้หอมมมีอยู่จุดไฟหอม ไปถอนมาแล้ววางสุมไฟลุกแล้วให้นำเข้าจุดกองฟืน
จ้าวขุนสรวงสางยืนอยู่ เมื่อไฟลุกไม้ไหม้ร่าง ได้ลอยขึ้นสูง ลูก หลาน เหลน ลื่อ ร้องไห้ ร้องเรียก จ้าวสรวงสางหยุดแล้วแสดง - ส่วนผีฟ้าแสง คอ หัวยอด มีสายสะพาย มีผืนนุ่ง มีแท่นนั่ง ลูก หลาน เหลน ลื่อ มองเห็นกลับมาได้แสดงความดีใจ เต้น ร้อง รำ ที่เป็นผัวเมียก็กอดกัน คุยกันให้ปอบดู เป็นต้น ตาย บำบวงผี เผาผี อยู่กันตลอดคืน เช้าไฟมอดหมดฟืน หมู่นั้น กินดิน กินมะ กินน้ำ น้ำที่มีเอาไปให้ผีก่อนแล้วกิน พูดกันว่า ต้นปอบ พ่อเทียด ปู่ทวด ยังอยู่ดอม ควรก่อรูปผี จ้าวขุนปอบว่า เอาดินใต้น้ำคลุกทราย เอาเถ้า ก้อนดูกปน ก่อแท่นก่อน ตรงที่ตาย ที่เผานั้น เอาดินก่อพอกขึ้นเป็นร่าง สรวง สาง นั่งคู่ หมู่ชายทำรูปขุนสรวงนั่งขัด(ตะหมาดราบ) หมู่หญิงปั้นแม่สางนั่งพับเพียบ ท่านว่าดี ให้ตีนบังท้องน้อย ให้รู้ว่า ต้นผีมีอาย ว่าเล็กแลนั่งห่างกัน ได้เอาดินปนทรายพอกให้ใหญ่ นั่งให้ใหญ่กว่าตัว นั่งเข่าติดกัน เสร็จแล้ว ขุนสรวงสางให้ขุดรางยาว เอาดินขึ้นพูนเป็นฝากั้น ให้ขนไม้แห้งมาวางรอบ ให้จุดไฟเผาให้ดินสุกแข็ง ทนน้ำ ทนฝน ๗ วัน ๗ คืน แข็งดีแล้ว ปล่อยให้เย็นหลายมื้อ เสร็จแล้ว หาดอกไม้มากองหน้า หามะลูกไม้ หาตัวมาวาง เลี้ยงกัน เต้น รำ ร้อง เป็นต้นถือผีกันมา
จ้าวขุนสรวง และ ขุนนางสาง มองเห็นลูกหลานพร้อมเพรียงกันดี บอกให้ทำอะไรก็ทำตาม จึงเกิดความเป็นห่วงขึ้น ได้เข้าพักอาศัยในร่างปั้นนั้น พิทักษ์รักษาตุ้มครอง สอนวงวานเครือเถาต่อมา
หมายเหตุ
ระยะกาลเมื่อ ๖๖๐๐ ปีมาแล้ว เป็นตอนที่ขุนสือไทย และขอมฟ้าไทยได้คิดลายสือไทยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เชิญขุนสรวงและนางสางมาทรงไทยงามได้เล่าเรื่องเมื่อต้นกัป พุทธันดรที่ ๑ ในกาลก่อนพุทธกาลนี้ ขุนสรวงเรียกพระพุทธว่า คนเหลือง ๑ เส้นหนักบนเป็นลายสือไทยว่า หนึ่ง มุมล่างซ้ายจะเห็นเส้นอ่านเป็นเลขได้ว่า ๑ ขุนสือไทยและขอมฟ้าไทยได้ทำเครื่องหมายรู้ไว้ให้เห็นอย่างแจ้งชัด ตัวเลือนมาก อ่านได้ความอย่างนี้ ได้อ่าน และรู้เรื่องขึ้นอย่างนี้ ทั้งมีเครื่องหมายเลข ๑ เห็นอยู่ด้วย และยังมีองค์ที่ ๒ ที่ ๓ อยู่จะได้ใส่ในตอนต่อไป ทั้งนี้เพื่อยืนยันเรื่องเดิมของเราว่า ของเรานั้นมีอยู่แล้ว ได้พบ จึงได้นำเอามาเปิดเผย ได้เป็นเรื่องของไทย ทั้งยืนยันว่า ไทยนี้มีอยู่แล้ว ทั้งทราบเรื่องของไทยมาด้วยวิธีการเชิญมาทรง ให้เล่าบอกกับทั้งคิดลายสือบันทึกเรื่องราวไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังๆได้ทราบกันอย่างที่ปรากฎมานี้
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 26-08-17, 12:08
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พุทธันดรที่ ๑

ในกาลก่อน กระทั่งถึงกาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น
ในกาลนั้น ชมพูทวีปมีชื่อว่า โสฬสนคร(๑๖นคร)ซึ่งปรากฎใน อนาคตวงศ์ ระบุถึงต้นภัทรกัป เป็นยุคสมัยพระพุทธองค์ทรงพระนามว่าพระกุกกุสันธ อันตรงกับยุคสมัย - ขุนสรวงและเมืองสรวงไทย ก็คือ เมืองทอง และ สุวรรณภูมิรัฐประเทศไทยนี้ซึ่งยุคสมัยเดิมนั้น - ชื่อว่า -เมืองสรวง
ก็กาลที่มีอายุเจริญขึ้นไปถึงอสงไขยแล้วลดลงมาถึง ๔ หมื่นปีเป็นอายุขัยนั้น ชมพูทวีป หรือ มัชฌิมชนบท ซึ่งยุคสมัยนั้นเป็น - โสฬสนคร คือเมือง ๑๖ นั้น ส่วนทางช่วงแหลมทอง ก็มีชื่อว่าสุวรรณทวีป ก็คือเมืองทอง หรือเมืองถิ่นทอง ซึ่งเป็นชื่อที่ต่างๆอยู่ในเมืองสรวงนั้น ได้มีมาตั้งแต่ขุนสรวงและนางสางได้มีลูกหลานแผ่เชื้อสายสืบต่อกันตลอดมา จึงเจริญขึ้นกระทั่งนับไม่ได้ ก็คือ - กาลดึกดำบรรพ์นั้น ครั้นอายุลดลงมาถึงกาล ๔ หมื่นปีเป็นอายุขัย ซึ่งเป็นกาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น แหลมทอง มีชื่อว่า - เมืองทอง
แต่ก่อนกาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น พ่อขุนแก้วไทยฟ้า กับ นางพระยาก่องแก้วมีลูกชายทรงโปรดปรานมากจึงตั้งชื่อว่า - ยอดแก้วไทย ทั้งได้แก้วหินสุกสว่างก้อนหนึ่ง จึงเปลี่ยนชื่อ - เมืองทอง ขนานชื่อตามแก้วแสงก้อนใหญ่นั้นว่า - เมืองแก้ว พริบพลี และพระลูกเจ้า-พ่อขุนยอดแก้วไทยฟ้านี้ เมื่อทรงเป็นมหาขุน ได้มีเนมิตนามชื่อว่า -พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ
ซึ่งมีปรากฎในอนาคตวงศ์ว่า ในสมัยพระพุทธกาลนั้น ได้มาเกิดเป็นช้างป่าชื่อ - ปาลิไลยยกะ ได้ทะนุบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือน ณ พระพุทธพรรษาที่ ๑๐ นั้น ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ว่า - จะได้ตรัสรู้เป็น - พระพุทธองค์พระองค์หนึ่งเป็นที่ ๑๐ มีพระนามว่า - พระสุมงคลสัมมาสัมพุทธองค์
สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ทรงพระบรมเดชานุภาพตลอดทวีปทั้ง๔ทรงมี สัตตรัตนสมบัติ๗ประการ กับมี คทาใหญ่ สถิต ณ เชิงรอง ซึ่งตั้งบนพานทองใหญ่อันเป็นนิมิตสมบัติจักรพรรดิชุดบก และเป็นเนมิตนามชื่อว่า มหาปนาทจักรพรรดิเป็นประจำมา
ก็สัตตรัตนสมบัติ๗ประการนั้นคือ ๑)จักกรัตนะ จักร์แก้ว๒)หัตถิรัตนะ ช้างแก้ว ๓)อัสสรัตนะ ม้าแก้ว ๔)มณีรัตนะ มณีแก้ว แก้วทับทิม๕)อิตถีรัตนะ นางแก้ว ๖)คหปติรัตนะ ขุนคลังแก้ว ๗)ปรินายกรัตนะ ขุนพลแก้ว
ทั้งนี้มีอยู่๒ชุด ชุดบกและชุดน้ำ ถ้ามีพระคทาใหญ่(กระบองยอด) สถิต ณเชิงตั้งบนพานทองใหญ่ เพราะมหาคทานั้นเป็นนิมิตที่ระบุนามชื่อว่ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ จึงเป็นชุดบกหรือชุดแผ่นดิน
และสัตตรัตนสมบัติ๗ประการนั้น แต่มี สังข์ใหญ่ หรือมหาสังข์สถิต ณ เชิงพานทองใหญ่ อันเป็นนิมิตสมบัติจักรพรรดิชุดน้ำ หรือชุดทะเล
และทั้ง๒ชุดนั้น ก็มีปราสาทแก้ว ปราสาททอง หรือ รัตนปราสาท สุวรรณปราสาทพร้อมกับมร แก้ว,ทอง,เงิน,แร่ธาตุต่างประดับพร้อมทุกประการ
ในพระพุทธันดรต้นภัทรกัปนี้พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ ได้อุบัติขึ้นแล้ว ณ เมืองแก้วมีนามว่า ยอดแก้วไทยครั้นเจริญถึงอายุกาลแล้ว จึงมีปราสาทแก้วปรากฏขึ้นแม้ภูเขาใหญ่ๆก็กลายเป็นปราสาทขึ้น บ้างก็เกิดเป็นพื้นทองขึ้นเป็นสิริเกียรติสมบัติ บริชน และพาหนะก็เป็นรัตน จึงเป็น สัตตรัตนสมบัติมีมหาคทาสถิตเป็นสิริบรมจักรพรรดิราชสมบัติ ณ ทวีปทั้ง๔ มีทวีปน้อย๒พันเป็นบริวารทรงสำราญเป็นปกติตลอดกาลนาน ในกาลชนม์ชีพนั้น ทรงชำนาญศิลปวิทยาการตลอดทุกชนิดได้ทรงประดิษฐ์และสร้างเสกสรรเครื่องกลต่างๆได้ และปรินายกช่วยทำขึ้นตามประสงค์
บางทีช้างแก้ว ม้าแก้ว นำมาให้ บางอย่าง จักรแก้วบันดาลให้ เช่นดวงแก้วลอยในท้องฟ้า ส่องให้มองเห็นได้ทั่วทุกทวีปใหญ่น้อย หลายอย่างที่แก้วมณีรัตนดลดาลให้เช่น ไฟฟ้า และเสียงสายฟ้า
ที่ทรงคิดเป็นพิเศษก็คือ - ลายสือ ซึ่งทรงคิดว่าถ้าเอาเสียงคำพูด กับจำนวนนับเข้าลายเส้นได้ คงจะคงที่ และอยู่ได้นานทั้งจะนำไปไหนก็ได้ เมื่อครุ่นคิดอยู่นั้น ด้วยบุญญานุภาพพระบารมี๑๐ ทั้งรัตน๗และเทพโพธิสัตว์มิตรสหายทั้งหลาย ก็ร่วมกันส่งแสงสว่างเป็นปัญญาบารมีพร้อมพลันก็บันดาลให้เกิดปัญญาญาณสว่างแจ้ง ส่องให่เห็น ก.กา ข.ขา ข่า. ข้า เป็นต้นและอินทรีย์ทั้งปวงก็คล่องแคล่ว จึงใช้มือเขียนได้ ใช้เสียง และปาก อ่านได้ใช้ปัญญาส่องทราบได้ว่า ถูก และผิด
เมื่อทรงคิดได้ เขียนได้ อ่านได้คงที่และชำนาญแล้ว จึงสอนขุนคลังแก้วให้ทำบัญชี สอนขุนพลแก้วให้เขียนวิชาสอนทหารและเขียนกดหมาย และสอนชาวเมืองให้เขียนวิชาต่างๆ และให้นางแก้วทั้งบริวาร เรียนเขียน จดคำสอน คำเพลง คำกลอน และข้อความทำดีให้จำ ทำชั่วให้ละเว้น มีการประพฤติผิดลักฉ้อ ทำร้ายฆ่าฟัน กล่าวเท็จหลอกลวง กินดื่มของมึนเมา และ ติดตัง
เอื้อเอ็นดู ช่วยเหลือกัน ซื่อตรงต่อกัน อ่อนน้อมผู้ใหญ่พ่อแม่ผู้ชายให้รู้ต่อสู้ทำงาน ป้องกันตัว คุ้มครองสินตน ผู้หญิงเรียนรู้การครัว การเรือนเลี้ยงลูก คุ้มครองสินสาวตัวตน ตลอดถึงทุกคนให้รู้เซ่นสรวงอำนวยผีต้น ฯลฯ
หมายเหตุ
พวกอาภัสสรกายมากินรสปฐวี เสื่อมหายฐานะอันดี จึงเปลี่ยนจากทิพยกาย เป็นมนุษย์ต้นเผ่าต่างๆ ตอนนั้นว่าไม่แก่ไม่ตาย มีอายุยืนเป็นอสงไขย(นับไม่ได้)คงจะเป็นได้ เพราะยังไม่มีการกำหนดนับกาล เมื่อเกิดมัวเมาประมาท จึงต่างประพฤติอกุศลกรรม อายุก็ลดถอยลง กระทั่งมีอายุวัย ๔ หมื่นปี พระกุกกุสันธ ตรัสรู้แล้ว ได้ทรงอยู่ ๔ หมื่นปี จึงดับขันธปรินิพพาน จากนั้น อายุกฎลดลงจนกระทั่งถึง ๑๐ ขวบ ถึงกาลมิคสัญญี คือเห็นเป็นสัตว์เนื้อ ต่างประหัตประหารกัน ที่เห็นภัยก็หลบเข้าถ้ำ ป่า เขา เมื่อตายกันหมดแล้ว จึงออกมาเริ่มชีวิตกันใหม่ เป็นกาลสุดพุทธันดรที่ ๑ เริ่มพุทธันดรที่ ๒
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 26-08-17, 12:56
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พุทธันดรที่ ๑ ( ๒ )

ครั้นล่วงมาถึงกาล สมเด็จพระกุกกุสันธได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธองค์แล้วได้เสด็จไปแสดงพระธรรมจักกัปปวัฎฎนสูตร์จบแล้ว เทพพรหมตลอดสุดนั้นได้เปล่งเสียงรับต่อๆกัน ทั้งได้เกิดมหัศจรรย์ให้หมื่นโลกธาตุสะท้านสะเทือนหวั่นไหว ตลอดถึงเมืองแก้ว ซึ่งได้ทำให้มหาคทานั้นพลัดตกจากเชิงกระเด็นลง ณ พื้นปราสาท แต่ไม่แตกหัก จึงทรงดำริถึงบุญบารมี มหาคทาก็ลอยขึ้นสถิต ณ เชิงตามเดิม ได้ทรงเห็นเช่นนั้น ทรงดำริก็ทรงทราบด้วยญาณปัญญาว่า พระมหาบุรุษได้อุบัติ และได้ตรัสรู้ กับได้แสดงธัมมจักกัปปวัฎฎนสูตร์จบแล้ว เป็นกาลถึงพร้อมพระรัตนไตรแล้ว พระเจ้าจักรพรรดิจึงตรัสประกาศให้รัตนะนั้นๆไปนำรัตนะนั้นๆมาถวายให้ตลอด ได้ทรงสำราญประทับอยู่โดยปกติ
พระพุทธกาลที่ได้ตรัสรู้นั้นได้ล่วงไปนาน กระทั่งพระปัญญาบารมีแก่กล้าที่จะเพิ่มได้อีก ทรงระลึกได้ จึงตรัสสั่งขุนคลังแก้วว่า ท่านจงไปสู่โสฬสมหานครนั้น นำเอามณีรัตนมาให้เรา ขุนคลังแก้วได้รับโองการแล้ว เพราะเป็นคหบดีรัตนจึงมีอิทธิพลสมบูรณ์ ได้เหาะขึ้นไปยังโสฬสมหานครทางอากาศ
ณ ปัจจุสมัยเช้าตรู่วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ากุกุกสันธนั้นทรงทอดพระเนตรตรวจโลกได้ทรงเห็น และทรงทราบแล้ว มีพระพุทธประสงค์ทรงโปรดพระอนาคตพุทธองค์ทั้งสองนั้น และวันนั้นเป็นวันอุโบสถและวันฟังธรรม ประชาชนต่างหลั่งไหลไปสู่มหาวิหาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับในมหาวิหารนั้นได้ประทับอยู่ในสมาธิทรงอธิษฐานพระพุทธรัสมีให้แผ่ซ่านสว่างไปในอากาศให้เห็นได้เฉพาะ คหบดีรัตนก็ได้เห็นในอากาศแต่ที่ห่างไกล
คหบดีรัตนได้ลงสู่พื้นก็ได้เห็นหมู่ชาวชนหญิงชายต่างไหลหลั่งเข้าสู่มหาวิหารเพื่อรักษาอุโบสถ และฟังธรรม ก็เข้าไปด้วย ครั้นเข้าไปแล้วก็ได้เห็นพระกุกกุสันธซึ่งประทับนั่ง ณ พระพุทธอาสน์ก็มิได้รู้จัก ได้กระทำเคารพกราบไหว้แล้วจึงถามว่า มาณพผู้เจริญ ท่านมีนามชื่อว่าอะไร จึงมีรูปโฉมเป็นอันดี ได้ฟังตรัสตอบว่า-คหบดีรัตน เราชื่อว่า พุทธศาสดาจารย์ ซักต่อไปว่า - ท่านชื่อว่า-พนะศาสดาจารย์ เพราะอะไร ได้ฟังตรัสตอบว่า-เราชื่อว่า-ศาสดาจารย์นั้น ก็เพราะประกอบด้วยอาจริยคุณ๓๑ ว่า อิติปิ โส ภควา (พระพุทธคุณนี้ นับเป็นตัวอักษรได้๕๖ นับเป็นศัพท์ได้๓๑ จึงเป็นคุณ๓๑)
ขุนคลังแก้วจึงจดจารึกเป็นลายสือลงบนแผ่นทองคำ แล้วจดจารึกอาการ๓๒ คือ เกสา โลมา ฯลฯ มุตตํ มตถเก มตถลุงคํ(ผม ขน ฯลฯ มูต มันสมอง) กับจดจารึก ทวัตติงสมหาปุริสลักษณะ๓๒ประการ และจดจารึกกำหนด อนุพยัญชนะ๘๐ กับทั้งวาดเขียนพระรูปโฉมส่วนสูง๖๐ศอก ลงในแผ่นทองคำทั้ง๒ เสร็จแล้วได้กราบทูลลาเหาะลอยกลับมายังพระราชสำนักสมเด็จพระมหาปนาทบรมจักรพรรดิ ได้ถวายพระสุพรรณบัฎทั้ง๒ นั้นให้ทอดจักษุญาณพิจารณาพระคุณพิเศษ และพระสิริลักษณะพระรูปโฉมส่วนพระองค์สูง๖๐ศอกของพระกุกกุสันธพุทธองค์นั้น พร้อมกับตัวสือจารึกพระพุทธคุณ๓๑ และอาการ๓๒ ทั้ง๒อย่างนั้น
ได้ทอดพระเนตรแล้วมิได้รู้จัก และมิได้ทราบแจ้งพระพุทธคุณนั้น ฯ จึงตรัสถามปุโรหิตพราหมณ์ซึ่งเฝ้าอยู่นั้น ก็ได้ทรงสดับคำทูลว่า - อักษรลายสือจารึกนี้เป็นพระพุทธคุณเที่ยงแท้แล้ว ดังนี้
สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิได้สดับแล้วทรงเกิดปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัยสลบลงกับที่
ครั้นทรงฟิ้นขึ้นแล้วจึงตรัสถามอีกได้สดับคำทูลว่า พระคุณวิเศษนี้ เป็นพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเที่ยงแท้แล้ว ดังนี้ ก็ทรงปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัยสลบลงอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้นทรงฟื้นขึ้นแล้วก็ได้ตรัสถามถึงภาพวาดเขียนพระรูปโฉมสิริลักษณ์วรกายนั้นเป็นอย่างพระพุทธรูปจริง หรือ ประการใด ก็ได้สดับคำทูลว่า-พระรูปโฉมที่วาดมานี้เป็นพระรูปโฉมของสมเด็จพระพุทธองค์เที่ยงแท้ ดังนี้แล้ว ก็ได้ทรงปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัยสลบลงอีกเป็นคำรพที่๓
ครั้นทรงฟิ้นแล้วได้ตรัสว่า-บัดนี้ เราได้ฟังประพฤติเหตุแห่งสมเด็จพระพุทธองค์อันเป็นดวงแก้วหาค่ามิได้ เพราะตัวท่านอันเราใช้ให้ไป จึงได้รู้แจ้งพระพุทธรัตนนั้น เครื่องสักการะบูชาอื่นๆ หาควรกระทำสักการะบูชาแก่ท่านไม่ สมบัติจักรพรรดิทั้งหมดนี้จึงควรแก่ท่าน ดังนี้แล้ว ได้ทรงกระทำราชาภิเษก คหบดีรัตนขุนคลังแก้วให้เสวยสิริราชสมบัติจักรพรรดิ กับได้ทรงอธิษฐานสัตรัตนสมบัติทั้งพระมหาคทาให้คงอยู่เพื่อดำรงสิริสมบัตินั้นๆให้ครองครองสืบต่อไปแล้ว
สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิทรงสละจักรพรรดิสมบัติแล้ว พระองค์เดียวเสด็จไปทางทิศภาคที่สมเด็จพระกุกุกสันธบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ โสฬสมหานครนั้น ด้วยพระตนุกานุภาพพระเจ้าจักรพรรดิอันมีฉลองพระบาทแก้ว และ พระมหามกุฏแก้วนั้นซึ่งประจำพระองค์อยู่จึงส่งให้เสด็จได้เร็ว แลเสด็จได้ไกล
ครั้นเสด็จถึงมหานิโครธ ไทรใหญ่ต้นหนึ่ง จึงเข้าไปอาศัยประทับนั่งในร่มไทรนั้นพอบรรเทาเหน็จเหนื่อยแล้ว ทรงสบายพระวรกายแล้ว ก็ทรงกระทำนมัสการลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ไปในทางที่พระพุทธองค์ประทับอยู่นั้นแล้ว ทรงกระทำอธิษฐานปราถนาว่า-พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดให้ปีติโสมนัสในพระองค์เกิดแก่ข้าพระองค์แล้ว ด้วยเดชะความสัตย์นี้ ขอบริขาร๘อันเป็นทรัพย์มรดกของพระภิกษุสงฆ์จงเลื่อนลอยมาเถิด
ครั้งนั้น สมเด็จพระสัพพัญญูกุกกุสันธทรงทราบวาระจิตแล้ว จึงตรัสให้บริขาร๘นั้นลอยมาตกลงตรงพระพักตร์พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดินั้นด้วยพระพุทธานุภาพ สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นมหัศจรรย์แล้วได้ใช้พระหัตถ์ทั้งคู่นั้นประคองบริขาร๘ยกขึ้นเหนือเศียรเกล้า ตรัสว่า-บริขาร๘เราจักอาศัยท่านออกจากสังสารทุกข์ ให้ได้พบพระนิพพานอันประเสริฐสุดวิสัย ตรัสเสร็จแล้วทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ออกจากพระวรกายแล้ว ได้ครองสบงทรงจีวรซ้อนสังฆาฎิพาดคาดกายพันมั่นคงทรงเพศบรรพชิตอุปสมบทเป็นภิกษขุภาวะสำเร็จแล้ว จึงเอาพระมหามงกุฏแก้ววางลงในฝ่าพระหัตถ์แล้วตรัสว่า-มงกุฎแก้ว จงไปสู่สำนักสมเด็จพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลพระองค์ว่า-บัดนี้ พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิเสียสละราชสมบัติออกทรงเพศบรรพชิตเป็นพระภิกขุในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความปราถนาเพื่อจะมายังสำนักสมเด็จพระทศพลญาณ ท่านจงไปกราบทูล ดังนี้แล้ว มหามงกุฎแก้วก็เลื่อนลอยไปในอากาศเวหาประดุจว่าพระยาราชหงส์ ถึงแล้วจึงลงยังสำนักแล้วตั้งอยู่แทบพระบาท ได้กราบทูลดุจมีวิญญาณ
สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ได้ตรัสรับว่า-สาธุ แล้ว ลำดับนั้น สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิซึ่งสำเร็จเพศเป็นพระภิกขุด้วยพระพุทธดำรัสว่า-สาธุ ดังนี้แล้ว จึงเป็นอุปสมบทสมบูรณ์แล้วด้วย พระองค์ก็เที่ยวโคจรบิณฑบาตไปตามละแวกบ้าน ได้อาหารบิณฑบาตพอเป็นยาปนมัต ก็บริโภคฉันพอทรงพระชนม์ชีพ สำเร็จแล้ว ก็เจริญพระกัมมัฎฐานอยู่ในที่อันสมควร พิจารณาซึ่งพระพุทธคุณว่า-อิติปิ โส ภควา เป็นอาทิ และเจริญกายคตาสติ-กัมมัฎฐานว่า-เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ฯลฯ(ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ) เป็นต้น ทรงเจริญไปด้วยอุตสาหะตลอดอย่างนั้น ได้ยังโลกียณาน และอภิญญา๕ ให้บังเกิดขึ้นด้วยพระบารมีที่สร้างสมมานานแล้วนั้น จึงเหาะลอยขึ้นไปโดยทางอากาศเวหากระทั่งถึงสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้า พอได้โอกาสจึงเข้าเฝ้าได้ทัศนาการพระรูปโฉม และพระสิริลักษณะของสมเด็จพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์อันประดับไปด้วยพระมหาปุริสลักขณะ๓๒ และ อนุพยัญชนะ๘๐ อันงามบริบูรณ์ครบทุกประการแจ่มแจ้งแล้ว ก็บังเกิดปีติโสมนัสปลาบปลื้มเต็มเปี่ยมซาบซ่านทั่วสรพางค์ตลอดสกลกายแล้วก็สลบลง ณ ที่นั้น
สมเด็จพระภควันต์ทรงเอาอุทกวารีประพรมลงเหนือพระอุระก็ทรงฟื้นสมประฤดีขึ้นมา แล้วพระองค์จึงถวายนมัสการกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์แทบพระบาท กราบทูลอาราธนาให้สมเด็จพระพุทธองค์ทรงประทานพระสัทธรรมเทศนา ครั้งนั้น สมเด็จพระกุกกุสันธทศพลบรมศาสดาจารย์ก็ทรงประทานพระสัทธรรมเทศนาว่า-ภิกขุ ท่านจงพิจารณาซึ่งสภาวธรรมที่จะนำตนไปสู่พระนิพพานด้วยตนเองเถิด
พระภิกขุมหาปนาทฯบรมโพธิสัตว์วรพุทธางกูร ได้สดับกระแสพระพุทธดำรัสตรัสเป็นนัยดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ปีติโสมนัสอิ่มอาบซาบซ่านทั่วสรพางค์กาย จึงทรงอธิษฐานใช้เล็บของพระองค์ให้คมดุจมีดโกนเด็ดเศียรเกล้าตรงคอให้ขาด แล้วจับยกขึ้นกระทำสักการะบูชา ฝ่ายเศียรเกล้านั้นได้กราบทูลว่า-พระองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ได้โอกาสโปรดฝูงสัตว์ทั้งหลายก่อน ข้าพระองค์มีความปราถนาเป็นพระพุทธองค์เมื่อภายหลัง ด้วยผลศีลทานของข้าพระองค์ในครั้งนี้ ขอเชิญองค์พระอัครมุนีพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดเสด็จสู่พระนิพพานก่อนเถิด ข้าพระองค์ขอตามเสด็จพระพุทธองค์เข้าสู่พระนิพพานต่อภายหลัง
พอขาดคำแล้ว พระภิกขุมหาปนาทบรมจักรพรรดิก็ดับขันธ์สิ้นชีวิตินทรีย์ และพลันนั้น พระเศียรซึ่งตั้งบนฝ่าหัตถ์ทั้งคู่ก็เกร็งแข็งด้วยอานุภาพอธิษฐานชูบูชาอยู่ตามเดิมนั้น ก็ลุกโพลงขึ้นตลอดถึงพระสรีรสรพางค์เป็นดวงประทีปเทียนสักการะบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์ ตามธรรมนิยม มีกลิ่นหอมเป็นทิพย์ มีสว่างกระจ่างแจ่มแจ้ง ไม่มีควันอบอวล ไม่ร้อนอบอ้าว เป็นดวงสุกโพลงเฉพาะ ไม่ไหม้ลุกลามไปอื่น ทั้งนั้น เป็นไปตามพระพุทธานุภาพที่ได้ทรงโปรดประทาน ส่วนพระภิกขุพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดินั้นก็จุติไปอุบัติเกิด ณ ดุสิตสวรรค์เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขสถาพร
หมายเหตุ
พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดินี้ ในเรื่องว่า-ครองอาณาจักรวรรดิ หรือจักรพรรดิราชสมบัตินั้น ซึ่งมีทวีปใหญ่ทั้ง ๔ จะเห็นในปัจจุบันนี้มีก็คือ ชมพูทวีป คือ ทวีปเอเซียยุโรป๑ กาฬทวีป ทวีปดำ คือ แอฟริกา ชาวคนดำ-เป็น ๒ กัทมทวีป ทวีปเทา คือ โปลา ออสเตรเลีย ชาวคนเทา เป็น๓ ปภัสรทวีป ทวีปแสงแดง หรือ ปุพวิเทห คือ ทวีปตะวันออก ก็คือ เอมุก อมริก อเมริกา ไทยว่า มริกัน เป็นที่๔
คนไทยนี้ก็ไปอยู่ทั่วมาแล้ว จึงเห็นว่าเป็นไปได้ ได้นำมาอ้างขึ้นตามต้นเรื่องนั้น ทั้งอนาคตวงศ์นี้ก็เป็นต้นเรื่องดึกดำบรรพ์ทั้งในอดีตและ อนาคต และทั้งทวีปใหญ่ในโบราณก็มี๔ชื่อ คือ
๑.ชมพูทวีป ๒.อุตตรกุรุทวีป ๓.ปุพพวิเทหทวีป ที่ใกล้กับไทยก็ลงไปถึงออสเตรเลีย ๔.อมรโคยานทวีป ชื่อก็ใกล้กับ เอมุก อมริก อเมริกา

ต้นเรื่องติโรกุฑฑสูตร์เล่าว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร เล่าในกาล พระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธ หมู่เปรตเข้าไปทูลถาม พระกุกกุสันธตรัสว่า "อนาคตแผ่นดินใหญ่สูงขึ้นประมาณ ๑ โยชน์ พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธจักอุบัติ "
ไม่ทรงกำหนดกาลตามพระพุทธพจน์นั้น ได้กาลแผ่นดินสูง ๑ โยชน์ ๑๖ ก.ม. ถึงยุคมิคสัญญีก็ได้ครึ่งโยชน์ ๘ ก.ม.
โลกวิทยาว่าโลกมีอายุ ๕๐๐ล้านปี จากกาลผีฟ้าแสง อาภัสสรกายถึงพระกุกกุสันธกาล ตลอดถึงยุคมิคสัญญี ซึ่งกาลนี้โลกวิทยากล่าวว่ายังลุกเป็นดวงไฟมหึมาอยู่ ของเราเย็นเป็นแผ่นดินโลกมาแล้วมีอายุล่วงมาได้ ๕๐๐ กับ ๑๐๐๐ ล้านปีที่ ๑ ตรงกับยุคขุนสรวง กำหนดกันง่ายๆว่า
ยุคสรวง พุทธันดรที่ ๑ กาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธ เท่ากับ ๕ ร้อยล้านปี กับพันล้านปีที่๑ คร่อมเข้าพันล้านปีที่๒ แผ่นดินสูง ๑ โยชน์ (๑๖ ก.ม.)ตรงกับสมัย "สรวง"
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 27-08-17, 00:05
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พุทธันดรที่ ๒

ยุคแถน เมืองแถน เป็นยุคตั้งแต่ครึ่งหลังพุทธันดรที่๑ จนถึงครึ่งต้นพุทธันดรที่๓
ขุนแถนเทียนฟ้า กับ ขุนนางสีทองงาม หรือปู่แถน ย่าแถนนี้ ซึ่งเป็นขุนต้นผีที่ยั่งยืนมาก ณ เชียงใหม่และลำปาง
ในภาคกลางนี้มีเพียงชื่อ ยิ่งนำมาตั้งชื่อคนหรือสถานที่แล้วก็เป็นของธรรมดาไป
เฉพาะในทางพระพุทธศาสนา มีกาลพระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธ
ในส่วนของไทยนั้น มีเพียงชื่อ "แถน"
"คนเหลืองสอง เมื่อหมู่คนยังหลาย หมู่คนนี้รวมเข้าหมู่คนเมือง นานมาเกิดหลาย คนเมืองชื่อแถนไทยลวะ
ต้นใหญ่ชื่อขุนแถนไทย เมียชื่อ สีทองงาม
กูช่วยให้รู้อู่ รู้ผี รู้ฟ้า ข้าว บ้าน เรือน กดหมาย ลายอ่านเมืองแถน ข้าวล้นคนหลาย ถือผีพ่อแม่ยืนนาน
คนเหลืองสองเกิดขึ้น(รู้ทำเป็นปีฟ้าแสง) มาเมืองแถน
สอนหมู่เราเข้าเป็นคนเหลืองมาก(เข้าบวชเป็นภิกษุสงฆ์)
คนเหลืองอยู่ดอมเราหลาย ไปหนหาย(นิพพาน)
อยู่เรายังเมืองแถน มีคนล้นหลาย รู้คิด รู้สร้างมาก
นานเข้า มิเอาคำผี มิเชื่อถือคำคนเหลือง เอาร้าย ฆ่ากันตาย ผู้กลัวเข้าถ้ำ ป่า เขา (ตอนนั้น) เข้ารวมหมู่ ตั้งชื่อคนแถน"
ตอนนี้ เรื่องในพระพุทธศาสนากล่าวว่า เมื่อยุคมิคสัญญีผ่านไปแล้ว

พุทธันดรที่ ๑ ล่วงไป หมู่คนที่หลบภัยได้ออกมาสั่งสอนกันเอง จึงเริ่มประพฤติดี
อายุกาลก็เริ่มมากขึ้นกระทั่งถึงอสงไขย ไม่เห็นแก่ตายจึงกระทำอกุศลกรรมกันอีก
อายุเริ่มลดลงกระทั่งถึงกาลมีอายุ ๓ หมื่นปี
พระโคนาคมนอุบัติ ครองเรือนอยู่ ๓พันปี ตรัสรู้แล้ว
ทรงพระชนม์ชีพอยู่ ๓ หมื่นปี ดับขันธปรินิพพาน
จากนั้น อายุก็ลดลงกระทั่งถึงมิคสัญญี ต่างประหัตประหารกัน ที่เห็นภัยก็หลบเข้าถ้ำ ป่า เขา เมื่อตายกันหมด สงบเงียบแล้วต่างออกมาเริ่มชีวิตกันใหม่ เป็นกาลสุดพุทธันดรที่ ๒ และเริ่มพุทธันดรที่ ๓
ในยุคไทย - ขุนแถนนั้น ตรงกับพุทธันดร-พระโคนาคมนสัมมาสัมพุทธองค์ ก็มีเรื่อง-พระเจ้าธรรมเสนราชา ซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธองค์
ทรงพระนามว่า - พระติสสสัมมาสัมพุทธองค์นั้น
ก็ในกาลก่อน กระทั่งถึงพระพุทธกาลพระโคนาคมนสัมมาสัมพุทธองค์นั้น

จากกาลมิคสัญญีนั้นก็ได้เจริญขึ้น โสฬสมหานคร ก็ได้เปลี่ยนเป็น - มัชฌิมประเทศ หรือ เป็น - มัธยมประเทศแล้ว ซึ่งมีชื่อรวมว่า - ชมพูทวีปแล้ว
และมีกาลน้ำท่วมโลก ซึ่งเป็นยุคสมัย - มัตสยาวตารที่ ๑ นั้น ที่รอดอุทกกภัยได้ในครั้งนั้น ก็คือ มนูชนก หรือ ไววัสวัต อันมีพระนามว่า - สัตยพรต
ซึ่งเป็นมนูที่ ๗ ที่ได้มีสืบต่อมาแต่ มนูที่ ๑
ส่วนทางเมืองทอง เมืองแก้วนี้ ได้ล่วงผ่านยุคสมัยขุนสรวงมาแล้ว

ไทยทอง - ได้มีขุนไทยแก้วแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นไทยแก้ว
ครั้นมิคสัญญี คนผู้ดีได้หลบภัยเข้าอยู่อาศัยตามถ้ำ เมื่อหมดภัยแล้ว ผู้ที่ยังเหลืออยู่ต่างได้ออกมาพบเห็นกัน จึงรวมกัน
แล้วให้แถนเทียนฟ้าเป็น ขุนแถนขึ้น ได้ร่วมช่วยกันสร้างบ้านเมืองกันสืบต่อมา

ครั้นขุนต้นล่วงไปแล้ว ที่ ๒
ก็ได้แต่งตั้งสถาปนาตามชื่อต้นนั้นว่า - แถนเทียนฟ้า เช่นเดียวกัน
จึงมีชื่อว่าไทยแถน หรือยุคแถน เป็นที่ ๒ จากยุคขุนสรวงนั้น

กาลเวลาได้ล่วงมาตลอดหลายชั่วขุน
พระธรรมคำสั่งสอนของพระกุกกุสันธพระพุทธองค์ก็ยังเหลือคงอยู่บ้าง ได้จำกันไว้บ้าง กาลนานมากเข้าก้เลือนลางจางหายไป ทั้งการประพฤติปฏิบัติ กับทั้ง พระศาสนธรรม ก็สูญหายไปทั้งหมด ชาวชนทั้งนั้นประพฤติแต่อกุศลกรรม ขวบกาลที่ไขขึ้นเจริญยืนยาวจึงค่อยลดลง
แม้ขุนสรวง และ ขุนแก้วผู้ต้น ก็ยังอยู่คอยคุ้มครองป้องกันอยู่ จึงชื่อว่า ยังเคารพนับถือ บำบวง บวงสรวงต้นผีกันมา
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 20-09-17, 09:20
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile น้ำท่วมโลก

ครั้นเมื่อขวบกาลอายุ ลดลงมาเหลือเพียง ๗ หมื่นปี ขุนสรวง และ ขุนแก้ว ได้มาบอกว่า อีก ๑๐ ปีจะมีฝนหนัก งน้ำแข็งก็ละลายเป็นน้ำล้นท่วมโลกหล้า ชาวชนและ ปวงสัตว์จะตายหมด
พวกเจ้า ขุนแถนหัวหน้า พร้อมกับหมู่คนชาวเมือง จงร่วมช่วยกันสร้างเรือใหญ่หลายลำ จงใช้แผ่นเหล็กปลอด ตอกประสักขันเกลียวตรึงให้แน่น แข็งแรงทุกลำ
ทำทุ่นให้มาก ขนาบตลอดมัดให้ติดกันเป็นกลุ่มเรือพวง

เอาเสาเท่าๆกัน วางขนาบบนกลาบ และ ใต้ท้องเรือ
เจาะรูใหญ่ให้ตลอดคานที่วางขนาบทั้งบน และ ล่างทุกตัว แล้วเอาท่อนประสักใส่ตรึงบนกับล่างใช้หัวเกลียวขัน หรือ ผ่าแล้วตอกลิ่มประสักตรึงให้แน่นแข็งแรงก็ได้ ใช้กระดานแผ่นหนาปูบนเป็นพื้น เอายางรักประสมชันและปูน ยาให้ทั่ว
ทำกลาบนอกให้สูงพอ เจาะรูพอให้น้ำไหลออกได้
ทำห้องติดกลาบเรือนั้นมีหลังคาแค่กลาบนั้นให้ตลอดทุกลำ จะได้พออยู่
ตรงส่วนกลางทำเป็นพื้นดิน ปลูกไม้เล็ก และ ผักหญ้า

ทำคอกงัว ควาย ช้าง ม้า เก้ง กวาง ฬา ฬ่อ อย่างละคู่ มากนักคงไม่พอ
ทำให้เสร็จใน ๙ ปี อีก ๑ ปีให้จับสัตว์ต่างๆมาขังฝึกหัด และ ปลูกต้นไม้ผักหญ้า
เรือทุ่นที่ทำเสร็จแล้ว ให้คงที่ไว้บนคานนั้น ถึงคราวน้ำท่วมท้นขึ้นมาพอ ก็จะเคลื่อนลอยไปได้เอง
และ สั่งว่า พอน้ำท่วมท้นแล้ว ขุนสรวง และ ขุนแก้ว จะมาเป็นเจ้าพ่อทะเล แม่สางและแม่แก้วขวัญฟ้า จะเป็นแม่ย่านาง หรือ เป็นจ้าวแม่ทะเล ช่วยกันประคับประคองเรือให้โต้คลื่นลมพายุได้ ซึ่งจะประคับประคอง พร้อมกับจะคอยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายให้ กระทั่งปลอดภัยพิบัติเพราะน้ำท่วมโลกนั้น
ยังเหลืออยู่อีก ก็บอกให้มารวมกันที่ใกล้เรือ

ทั้งช้างม้าวัวควาย เก้งกวางหมาแมว ก็นำมาอย่างละคู่
เรือทุ่นกลุ่มนั้นใหญ่ และสูง จึงทำสะพานบันไดทอดขึ้นลง
พอฝนตกหนักเข้า ก็ลงไม่ได้ ต่างก็หลบฝนอยู่ในห้องประทุนเรือนั้น และช่วยกันต้อนสัตว์ต่างๆขึ้นเรือทุ่นนั้น
พวกช่างต่างตรวจดูเรือ และเตรียมเครื่องมือวัตถุซ่อมแซมไว้พร้อมในภายในใต้ท้องเรือทุ่นนั้น ทุกอย่างจึงครบบริบูรณ์
น้ำเริ่มสูงขึ้น ได้ท้นท่วมที่ลุ่มราบหมด และเอ่อสูงขึ้นท่วมคาน

แล้วหนุนเรือกลุ่มให้ลอยอยู่บนพื้นน้ำ
คนสัตว์ที่เหลือต่างก็ปีนขึ้นต้นไม้ ขึ้นหลังคา ขึ้นดอน และปีนขึ้นภูเขา
ครั้นท่วมท้นกระทั่งยอดมอ และยอดไม้จมอยู่ใต้น้ำ แม้ยอดภูเขาเทือกย่อยก็จมน้ำ
แม้ยอดเขาอีโก้ก็ปริ่มน้ำแล้ว ที่ยังเหลืออยู่ให้เห็นได้
ลมก็แรงบางคราวก็เป็นพายุ ฝนก็ตกกระหน่ำหนัก คลื่นก็ลูกใหญ่ซัดกระแทกตลอด

ในกลางวัน ทั่วท้องฟ้าก็มืดมัวไม่มีแสงแดด กลางคืนก็ยิ่งมืดคลึ้มทึบตลอด
ทั้งคนสัตว์ที่เหลืออยู่กับพื้นก็ได้ว่ายน้ำหาที่พักอาศัย พอหมดแรงต่างก็จมน้ำตายหมด
แม้คนทั้งหลายในเรือทุ่นนั้นก็ไม่มีหวังรอดภัยนั้น

คราวแรก เรือทุ่นกลุ่มนั้น ซึ่งได้ใช้พวนผูกตรึงโยงไว้กับต้นตอไม้ใหญ่ๆ
นึกว่าพอจะอยู่ได้ กระนั้น เมื่อลมคลื่นซัดพัดกระพือกระแทกบ่อยๆ ตลอดวันคืนไม่หยุดหย่อนผ่อนเบา
แม้ขุนสรวง ขุนแก้ว กับแม่สาง แม่แก้วย่านาง จะมาควบคุมคุ้มครองอยู่ ณ หัวเรือและเสากระโดง พวนที่มัดล่ามโยงผูกตรึงไว้นั้นก็ขาดหมด

เรือทุ่นกลุ่มนั้นก็เลื่อนลอยไปตามกระแสคลื่นลม
หมู่คนสัตว์ที่เหลืออยู่ในเรือนี้ พอมีหวังว่าจะอยู่รอดได้
กระนั้น เฉพาะหมู่คนก็อยู่ไปวันหนึ่งคืนหนึ่งเท่านั้น
ที่มีโอกาสรู้ และทำสร้างเรือนั้น มีอยู่หลายหมู่

แต่ก็ทำเรือได้ไม่ใหญ่โต และไม่มั่นคงแข็งแรงพอ ก็ถูกลมคลื่นซัดกระแทกแตกเสียหายจมน้ำตายไปเป็นส่วนมาก
ยังมีที่เหลืออยู่ก็ที่เรือไม่แตก หรือที่แตกแต่ไม่กระจาย
และที่ทะลุก็ยังเป็นที่พะยุงตัวอยู่ได้ ก็ถูกคลื่นลมซัดกระพือไม่จำกัดทิศทาง
ไปถึงบริเวณน้ำแข็ง ณ ทะเลเหนือใกล้ขั้วโลกเหนือก็มี
ไปถึงแผ่นดินอื่นคือ อมริก(อเมริกา) ก็มี
ทั้งไปใต้ถึง โปลา(ออสเตรเลีย) และ ไนไตลนี ก็มี
เฉพาะ แถนไทย ด้วยอานุภาพพ่อขุนสรวง และพ่อขุนแก้ว
กับแม่นางสาง และแม่แก้วขวัญฟ้า ซึ่งได้เป็นจ้าวพ่อทะเล และ จ้าวแม่ทะเล หรือแม่ย่านางในกาลนั้น
ได้รักษาคุ้มครองเรือทุ่นนัันให้เลื่อนลอยวนเวียนเป็นวงกว้างอยู่ ณ บริเวณนั้น เป็นแรมเดือน
เมื่อน้ำลดลงเหลือครึ่งขุนเขานั้น

เรือนั้นได้ถูกลมคลื่นพัดซัดกระหน่ำให้วิ่งไปในห้วงน้ำเป็นวงกว้างนั้น
แล้วก็ได้วนเข้ามา ณ บริเวณเดิมนั้น
ก็ได้ถูกคลื่นลมพัดซัดกระแทกเรือทุ่นกลุ่มนั้นให้หัวเรือพุ่งเข้าชนคอภูเขาลูกหนึ่ง
กระทั่งคอเขานั้นทะลุ ภูเขานั้นจึงมีชื่อว่า เขาทะลุ ได้เรียกกันมาทุกวันนี้
เรือนั้นได้กระดอนเซออกมากระแทกกับคอภูเขาอีกลูกหนึ่ง

กระทั่งคอยอดบิ่น กระเด็นบินออกไป ภูเขานั้น จึงมีชื่อว่า เขาบิ่น และ เขาบิน
เวลานี้เรียกกันว่า เขาบิน เป็นประจำ
เรือนั้นจึงเฉียดไม่กระแทกจนแตก

แล้วได้ลมแรงกระพือพัดหนุนท้ายให้ แล่นไปทางตะวันตก ถึงห้วงบึงใหญ่
ส่วนนั้นเป็นแถบถิ่นดินสูง และน้ำลดลงมากแล้ว ท้องฟ้าก็แจ้งแดดออกให้ความอบอุ่นบ้างแล้ว

เรือได้เกยตอม่อหินใต้น้ำ ก็แตกกระจายออกส่วนหัวได้พุ่งไปเกยตื้นเชิงเขาลูกหนึ่ง
ทั้งคน และสัตว์ได้ขึ้นบกอยู่อาศัย ณ ภูเขานั้น

ต่อมาจึงสร้างเมืองขึ้นรอบภูเขานั้น
ภูเขานั้นจึงมีชื่อว่า เขากลางเมือง ใช้เป็นชื่อเรียกกันมาตลอดกาลนาน
กระทั่ง พ.ศ.๒๔๓๘ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้เสด็จประพาส
ได้พระราชทานชื่อใหม่ว่า เขาถ้ำจอมพล จึงเปลี่ยนเป็น เขาถ้ำจอมพล กระทั่งกาลบัดนี้
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

Tags
พุทธศาสน์สุวรรณภูมิปกรณ์, หลวงปู่อ่ำ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:22


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่