อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > แจ้งข่าวบอกบุญพุทธบูชาฯ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 19-10-09, 11:21
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เชิญร่วมโมทนากฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ
Name:  79XCAVJCZ55CAS6CS1JCA8HVOD7CA1SSTXHCAYPFUGICATBW5P3CATW59GXCAV652IBCA17VID1CAH4OTWOCAP8MXL0CAVLL.jpg
Views: 3964
Size:  2.6 KB
1. ชื่อวัด : วัดกลาง
เดิมเป็นร้างโบราณ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เสด็จผ่านขณะเดินทัพไปตีเมืองจำปาศักดิ์ จึงโปรดให้ยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ใช้ชื่อว่า วัดแปะใหญ่ ในสมัยรุงธนบุรี ตั้งเป็นวัดโดยสมบูรณ์เมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๓๒๙ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดกลางได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปริยัติกวี(สุพจน์ โชติญาโณ)
ที่อยู่ : ตำบล เสม็ด อำเภอ เมืองบุรีรัมย์ จังหวัด บุรีรัมย์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๖๑ ๑๒๙๖

2. ชื่อวัด : วัดกลาง
ที่อยู่ : ตำบล ปากน้ำ อำเภอ เมืองสมุทรปราการ จังหวัด สมุทรปราการ

3. ชื่อวัด : วัดกลาง
ตามทะเบียนวัดของคณะกรรมการสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ บันทึกไว้ว่า
วัดกลางสร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๘๙ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับผู้สร้างและเจ้าอาวาสรูปแรก วัดกลางมีความเจริญรุ่งเรืองบ้าง ตกต่ำบ้างผลัดเปลี่ยนกันตามยุคตามสมัย ครั้งถึงในสมัยพระครูกาฬสินธวาจารย์ทิสังฆปาโมกข์ (อ้ม) และพระครูกาฬสินธวาจารย์ (ติ่ง) เป็นเจ้าอาวาส ก็เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ จนถึงสมัยพระเทพวิสุทาจารย์ (สุขโณ) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้จัดการพัฒนาวัดทั้งด้านวัตถุ การศึกษา และการปฏิบัติธรรมรุดหน้ามาโดยตลอด มีเสนาสนะสิ่งปลูกสร้างถาวรมาตรฐานและถูกต้องตามแบบศิลปะของไทย ที่สวยงามมาก ภายในวัดสะอาดร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติศาสนกิจ เป็นวัดตัวอย่างของบรรดาวัดทั้งหลายที่มีในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ มีการศึกษาทั้งคดีโลกและคดีธรรมเหมาะสมกับสมัยนิยม ได้รับการยกย่องจากประชาชนตลอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปรีชามุนี (ปราชญ์ อกฺกโชโต)
ที่อยู่ : ตำบล กาฬสินธุ์ อำเภอ เมืองกาฬสินธุ์ จังหวัด กาฬสินธุ์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๘๑ ๕๐๓๗

4.ชื่อวัด : วัดกลางมิ่งเมือง
วัดกลางสันนิษฐานว่าคงจะสร้างตั้งแต่สร้างเมืองร้อยเอ็ดยุคที่ขอมปกครองอยู่ แต่ก่อนวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจึงเรียกชื่อว่า “วัดกลาง” และได้พบหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ข้างกำแพงแก้วพระอุโบสถ คือ ก้อนอิฐจารึกอักษรธรรมไว้ว่า “ชาสิมปั้นดินจี่สร้างสิม” ก้อนอิฐนี้นั้นปัจจุบันได้ฝังติดกับแท่นในวิหารสุนทรธรรมประพุทธ พระอุโบสถลักษณะเก่าแก่ สร้างสมัยอยุธยา ประมาณปีพุทธศักราช ๒๐๙๐ เป็นพระอุโบสถทรงไทย หลังคาพระอุโบสถทำด้วยไม้ตะเคียน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูกิตติคุณวัฒน์ (สมพร โสภโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองร้อยเอ็ด จังหวัด ร้อยเอ็ด
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๕๑ ๘๓๐๐


5. ชื่อวัด : วัดกวิศราราม
เดิมชื่อว่า วัดขวิด สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประมาณ พุทธศักราช ๒๒๐๘ อยู่ท้ายพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ ต่อมาได้กลายสภาพเป็นวัดร้าง ถึงพุทธศักราช ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับพระราชทานนามใหม่ว่า วัดกวิศราราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิสุทธิ์พุทธิศาสตร์ (ประเทือง อาภาทโร)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าหิน อำเภอ เมืองลพบุรี จังหวัด ลพบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๖๑ ๘๕๙๓

6. ชื่อวัด : วัดกษัตราธิราช
วัดกษัตราธิราช เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อว่า วัดกระษัตรา หรือ วัดกระษัตราราม ตามการสันนิษฐานคงจะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงศรีอยุธยาองค์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์ จึงได้ชื่อว่า วัดกษัตรา หรือวัดกษัตราราม ซึ่งหมายความว่าเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ ต่อมาภายหลังในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้เปลี่ยนนามใหม่ว่า วัดกษัตราธิราช เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งหลัง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ วัดนี้ได้ถูกทำลายและกลายเป็นวัดร้างไปเป็นเวลาหลายปี ครั้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างพุทธศักราช ๒๓๒๘-๒๓๔๙ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) สมเด็จพระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงทำการปฏิสังขรณ์วัดกษัตราธิราช เพื่อให้เป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ครั้นพุทธศักราช ๒๓๔๙ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) ทิวงคตแล้วสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งระบบ สืบต่อมาอีกในรัชกาลที่ ๒ ก่อน พุทธศักราช ๒๓๖๑ ส่วนนาม วัดกษัตราธิราช ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสันนิษฐานว่า เปลี่ยนนามเมื่อในรัชกาลที่ ๕ ตามจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พุทธศักราช ๒๔๓๑ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังวัดนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงนาม
วัดนี้ว่า วัดกษัตราธิราช ไว้และได้รับพระราชทานให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐
ชื่อเจ้าอาวาส : พระญาณไตรโลก (สุชาติ ฐานิสฺสโร)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านป้อม อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๔ ๑๒๐๕

7.ชื่อวัด : วัดกะพังสุรินทร์
วัดกะพังสุรินทร์ สร้างขึ้นประมาณ ปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ เดิมมีชื่อว่า วัดกะพัง โดยมีคนจีนบริจาคที่ดินปลายสวนให้สร้างวัด จีนผู้นั้นชื่อเจ้าเส และเนื้อที่อยู่ติดกับบริเวณสระกะพังซึ่งเป็นหนองน้ำใหญ่กลางป่า ต่อมาสมัยพระยาสุรินทร์ราชาเป็นสมุหเทศาภิบาล ท่านได้พัฒนาสระกะพัง ตัดถนนโดยรอบทำเป็นเมืองขึ้นมาเป็นสถานที่พักผ่อน ประชาชนจึงเรียกใหม่ว่า สระกะพังสุรินทร์ และในฐานะที่วัดมีชื่อเหมือนกันอยู่ใกล้กันจึงเปลี่ยนเป็นเรียกว่า วัดกะพังสุรินทร์ แต่นั้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญฺญาวุโธ)
ที่อยู่ : ตำบล ทับเที่ยง อำเภอ เมืองตรัง จังหวัด ตรัง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๕๒๑ ๘๔๗๘

8. ชื่อวัด : วัดกัลยาณมิตร
วัดกัลยาณมิตรเป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร
ตามประวัติกล่าวว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ๓ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ต้นสกุล กัลยาณมิตร ได้อุทิศบ้านและซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติม ซึ่งเดิมเป็นหมู่บ้านที่พำนักของพระภิกษุจีน มีกุฏีจีนและศาลเจ้า เรียกว่าเกียงอันก๋ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด หมู่บ้านแห่งนี้จึงเรียกว่า หมู่บ้านกุฏีจีนถัดลงไปทางใต้เป็นหมู่บ้านชาวโปรตุเกส เรียกว่า หมู่บ้านกุฏีฝรั่ง ทางทิศตะวันตก มีหมู่บ้านชาวมุสลิม เรียกว่า กุฏีขาว เมื่อซื้อที่ดินได้ตามความประสงค์จึงสร้างวัดขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๖๘ แล้วน้อมเกล้าฯถวาย รัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมเจดีย์(ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ)
ที่อยู่ : ตำบล วัดกัลยาณ์ อำเภอ เขตธนบุรี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๕ ๐๒๙๕

9. ชื่อวัด : วัดกาญจนสิงหาสน์
วัดกาญจนสิงหาสน์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
ตามประวัติกล่าวไว้ว่า วัดใหญ่สมัยโบราณตั้งคู่กันอยู่สองฝั่งปากคลองแยกบางพรหม มีชื่อเรียกคล้องจองกันว่าวัดเงิน หรือวัดรัชฎาธิฐาน กับวัดทอง หรือวัดกาญจนสิงหาสน์ตามประวัติว่าเมื่อปลายกรุงศรีอยุธยา มีเศรษฐีชาวจีนแซ่ตันสองพี่น้อง เรียกกันว่าเจ้าขรัวเงินและเจ้าขรัวทองมาตั้งรกรากทำมาหากินร่ำรวยจึงสร้างวัดขึ้นที่บริเวณสองฝั่งปากคลองนี้วัดทอง หรือ วัดกาญจนสิงหาสน์ มีพระอุโบสถลักษณะแบบศิลปะอยุธยาคือก่อผนังปูนสูงขึ้นไปถึงอกไก่แต่เครื่องบนน่าจะได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ หน้าบันไม่มีช่อฟ้าใบระกาประดับด้วยลายปูนปั้นเป็นลายต้นไม้เครือบานประตูเขียนลายรดน้ำเป็นภาพต้นไม้และสัตว์ต่างๆพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ล้อมรอบด้วยรูปพระพุทธรูปเบื้องหน้าและซ้ายขวาอีก ๖องค์ส่วนใบเสมารอบพระอุโบสถ เป็นแบบที่เรียกว่าใบเสมานั่งแท่น ไม่มีกนกตรงข้างเอว นับว่ามีความงดงามแปลกตาเป็นที่น่าสนใจยิ่ง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสุทธิญาณ(เฉลียว อุปลวณฺโณ)
ที่อยู่ : ตำบล คลองชักพระ อำเภอ เขตตลิ่งชัน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๘ ๕๐๖๗

10. ชื่อวัด : วัดขันเงิน
วัดขันเงิน สร้างเมื่อปี พุทธศักราช ๒๒๔๐ ไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัด จากคำบอกเล่าของอดีตครูใหญ่โรงเรียนวัดขันเงินว่าเนื้อที่ส่วนหนึ่งด้านทิศใต้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ถวายให้กับวัดแต่ไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ ที่ชื่อว่า วัดขันเงิน เพราะสมัยที่หลังสวนยังเป็นจังหวัดหลังสวนตัวเมืองหลังสวนยังอยู่ในอำเภอขันเงินจึงสันนิษฐานได้ว่าน่าจะตั้งชื่อตามอำเภอนั้น
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพญาณโมลี (องอาจ ฐิตธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล วังตะกอ อำเภอ หลังสวน จังหวัด ชุมพร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๗๕๔ ๑๓๐๙

11. ชื่อวัด : วัดคงคาราม
วัดคงคาราม เป็นวัดเก่าแก่โบราณตั้งมาก่อนปีพุทธศักราช ๒๓๖๓ เพราะพบในหนังสือประวัติของพระโพธิวงศาจารย์ (ผ่อง) ซึ่งเป็นชาวเมืองเพชรบุรี เกิดในสมัยในรัชกาลที่ ๒ ได้เรียนอักษรสมัยอยู่ในสำนักพระอาจารย์มีวัดคงคารามแล้วบวชเป็นสามเณร แสดงว่าวัดคงคารามตั้งก่อนพุทธศักราช ๒๓๖๓ และเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองพอสมควร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ส่วนนามของวัด เพราะที่ตั้งอยู่ใกล้น้ำจึงขนานนาม ว่า วัดคงคาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิสุทธิวรกิจ (เสน่ห์ ธมฺมรํสี)
ที่อยู่ : ตำบล คลองกระแชง อำเภอ เมืองเพชรบุรี จังหวัด เพชรบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๔๒ ๖๑๓๔

12. ชื่อวัด : วัดคฤหบดี
วัดคฤหบดี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยรัชกาลที่ ๒ ต่อมารัชกาลที่ ๓ ได้ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นว่าการพระคลังมหาสมบัติและได้พระราชทานบ้านที่พระศรีสุนทรโวหาร(ภู่)อาศัยอยู่ ให้แก่พระยาราชมนตรีบริรักษ์ ท่วัดคฤหบดีเป็นวัดที่พระยาราชมนตรีบริรักษ์(ภู่) ต้นสกุล(ภมรมนตรี) เป็นผู้สร้าง แต่เดิมพระยาราชมนตรีบริรักษ์านจึงได้ยกบ้านเดิมให้สร้างเป็นวัด แล้วน้อมเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชรัตนเมธี(บุญลอย รตนโชโต)
ที่อยู่ : ตำบล บางยี่ขัน อำเภอ เขตบางพลัด จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๒๓ ๐๒๖๔

13. ชื่อวัด : วัดคลองวาฬ
วัดคลองวาฬ เริ่มสร้างในสมัยใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างมาก่อนที่จะเป็นเมืองคลองวาฬ เดิมทีวัดคลองวาฬไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานที่ปัจจุบันนี้ แต่ได้ย้ายสถานที่ถึง ๓ ครั้ง
๓ แห่งก่อนที่จะมาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน การหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ก็คงเพราะเมืองคลองวาฬสมัยก่อนเป็นเมืองหน้าด่านที่ต้องรับศึกพม่าโดยตลอดทำให้การที่จะสร้างวัดให้มั่นคงถาวรเป็นไปได้ยาก แม้แต่จวนเจ้าเมืองก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด ปัจจุบันวัดคลองวาฬอยู่ห่างจากเมืองประจวบคีรีขันธ์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๙ กิโลเมตร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิสุทธิคุณ (ละเอียด สุทนฺโต)
ที่อยู่ : ตำบล คลองวาฬ อำเภอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๖๖ ๑๑๓๘

14. ชื่อวัด : วัดคลองโพธิ์
วัดคลองโพธิ์ เดิมชื่อว่า วัดป่าข่อย เป็นวัดเก่าแก่ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใดประมาณการสร้างขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๐ วัดป่าข่อยได้ถูกน้ำจากแม่น้ำน่านเซาะตลิ่งเข้ามายังบริเวณวัด ท่านเจ้าอาวาสจึงย้ายเสนาสนะมาทางทิศตะวันตก จึงมีชื่ออีกชื่อว่า วัดใหม่
ต่อมาประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๖๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจการคณะสงฆ์หนเหนือ ในขณะที่เสด็จตรวจการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้จอดเรือพระประเทียบประทับแรมริมฝั่งแม่น้ำน่านหน้าวัดใหม่ ซึ่งเป็นท่าข้ามไปมาระหว่างฝั่งแม่น้ำ มีตามคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ว่า ในครั้งนั้นคณะสงฆ์ร่วมกับคณะอุบาสกอุบาสิกา ได้มารอรับเสด็จที่หน้าวัดจำนวนมาก และได้สร้างปะรำพิธีรับเสด็จที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านหน้าวัดใหม่นั่นเอง
เมื่อพระองค์ประทานโอวาทแก่คณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาที่มารอรับเสด็จแล้วทรงรับสั่งกับเจ้าอาวาสวัดใหม่นั้นว่า วัดนี้ชื่ออะไร มีพระภิกษุสามเณรกี่รูป และมีการศึกษาพระปริยัติหรือไม่”ท่านเจ้าอาวาสได้กราบทูลตาม ความเป็นจริงทุกประการ และพระองค์ได้ทรงถามคลองที่หน้าวัดว่าชื่ออะไร ท่านเจ้าอาวาสจึผ่านงกราบทูลชื่อ คลองโพ พระองค์จึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้นวัดนี้ก็ควรจะชื่อว่า วัดคลองโพธิ์ วัดใหม่จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดคลองโพธิ์ จนมาถึงปัจจุบันนี้ และได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ สถานะและที่ตั้งวัด วัดคลองโพธิ์ เอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑ ถนนเจริญธรรม ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๗๕ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม พระอุโบสถ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาสูง ๒ ชั้น กว้าง ๔.๒๐ เมตร ยาว ๒๕.๓๐ เมตร สร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๐ พระประธาน ในพระอุโบสถ หน้าตักกว้าง ๑.๒๘ เมตร สูง ๑.๔๕ เมตร ชาวบ้านเรียกชื่อว่า หลวงพ่อเรือง ( เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ) และพระอัครสาวกคือพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ภายในพระอุโบสถ ๒ องค์ สูง ๑.๓๕ เมตร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพปริยัติวิธาน (อำนวย จนฺทสโร)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านเกาะ อำเภอ เมืองอุตรดิตถ์ จังหวัด อุตรดิตถ์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๔๑ ๑๓๔๑

15. ชื่อวัด : วัดคูหาสวรรค์
วัดคูหาสวรรค์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดนี้เดิมเป็นวัดราษฎร์และเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดคูหาสวรรค์ ฯ หรือวัดศาลาสี่หน้านี้ เคยเป็นเมืองธนบุรีเดิมโดยมีประเด็นสนใจว่า “ เมืองธนบุรีเดิมตั้งอยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ตรงวัดคูหาสวรรค์หรือที่เรียกว่า วัดศาลาสี่หน้า๑ เมื่อรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราชสมัยกรุงศรีอยุธยา โปรดให้ขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน มาถึงคลองบางกอกใหญ่ที่ตรงวัดอรุณราชวราราม คลองนั้นนานมากลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาจึงย้ายเมืองธนบุรีมาตั้งป้อมปราการขึ้นที่ตรงวัดอรุณราชวรารามปรากฏในพงศาวดารครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายสมัยกรุงศรีอยุธยา ว่าโปรดให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแม่กองสร้างป้อมขึ้นที่เมืองธนบุรีและเมื่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี
ความปรากฏในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องวัดสมอรายฉบับโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ร.ศ. ๑๒๕ หน้า ๙ ตอนหนึ่งว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงดำริห์จะซ่อมแซมสร้างพระอารามซึ่งร้างชำรุดทรุดโทรมทั่วไป จึงทรงปันเป็นส่วน ๆ ยกไว้เป็นส่วนพระบรมมหาราชวังทรงปฏิสังขรณ์ เช่นวัดโพธิ์ เป็นวัดพระเชตุพน วัดสะแก เป็นวัดสระเกศ วัดเรียบเป็นวัดราชบูรณะ วัดทอง เป็นวัดสุวรรณ ทรงสร้างวัดสุทัศน์เทพวรารามวัดทั้งนี้ทรงปฏิสังขรณ์และสร้างขึ้นโดยประณีต ดุจหนึ่งวัดทำใหม่ทั้งสิ้นส่วนที่เป็นแต่ปฏิสังขรณ์ เช่นวัดท้ายตลาดโมฬีโลก วัดพลับราชสิทธารามจนกระทั้งถึงวัดศาลาสี่หน้า ที่เปลี่ยนชื่อเป็น วัดคูหาสวรรค์เป็นที่สุดทรงปฏิสังขรณ์แต่พอใช้ได้ และในครั้งรัชการที่ ๑ นั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาโปรดให้อัญเชิญพระพุทธปฎิมากรปางนั่งสมาธิราบ ขนาดหน้าตัก ๕ศอกคืบ ๔ นิ้วซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามมากและเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดคูหาสวรรค์นี้ไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดพระเชตุพน ทรงขนานพระนามว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร” ซึ่งยังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างพระประธานขึ้นใหม่สำหรับประดิษฐานเป็นพระประธานแทนพระพุทธเทวปฏิมากรที่โปรดให้อัญเชิญไปนั้นและโปรดให้สถาปนาพระอุโบสถศาลาการเปรียญและเสนาสนะขึ้นอีกเป็นอันมากเมื่อสถาปนาสำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดคูหาสวรรค์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูโสภณบุญโญภาส (สุรินทร์ สุภปุญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล คูหาสวรรค์ อำเภอ เขตภาษีเจริญ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๗ ๔๕๘๕

16. ชื่อวัด : วัดคูหาสวรรค์
วัดคูหาสวรรค์ สร้างในราวปีพุทธศักราช ๒๑๑๒ – ๒๑๓๓ สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง มีแต่ตำนานเมืองพัทลุงว่าตาสามโมและยายเพชร สองสามีภรรยา ที่อยู่ตำบลประท่า ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบสงขลา (ปัจจุบันบ้านพระเกิด ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง) มีบุตรบุญธรรม ๒ คน คือ พ่อกุมารและนางเลือดขาว ครั้นตายายถึงแก่กรรม บุตรบุญธรรมทั้ง ๒ คน ก็ได้นำอัฐิไปฝังไว้ในถ้ำคูหาสวรรค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัดคูหาสวรรค์มีอยู่ก่อนแล้ว
ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา พร้อมด้วย พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ (หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด) พระครูสัทธรรมรังสี ,พระมหาพุทธรักขิต ,พระครูบุตรเทพและหมื่นเทพบาล ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ โดยสร้างพระเจดีย์ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ สิ่งก่อสร้าง และเสนาสนะ ที่ชำรุด
การบูรณปฏิสังขรณ์ได้ดำเนินการเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมวรมุนี (มณฑล กิตฺติโสภโณ)
ที่อยู่ : ตำบล คูหาสวรรค์ อำเภอ เมืองพัทลุง จังหวัด พัทลุง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๔๖๑ ๑๗๑๘

17. ชื่อวัด : วัดจองคำ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปริยัตโยดม(โอภาส โอภาสโส)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านหวด อำเภอ งาว จังหวัด ลำปาง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๒๔ ๗๗๓๐

18. ชื่อวัด : วัดจองคำ
วัดจองคำ ตั้งเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๗๐ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นวัดแรกในเมืองแม่ฮ่องสอนโดยมีหลักฐานจากแผ่นเงินที่ขุดได้บริเวณหลุมเก่าของวัด แต่ปัจจุบันแผ่นเงินดังกล่าวไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด การสร้างวัดในระยะแรกมีลักษณะเป็นแบบสถาปัตยกรรมพม่าทั่วไป คือทรงปราสาทเรือนไม้ หลังคาสร้างด้วยสังกะสีแกะสลักลวดลายเป็นซุ้มปราสาทมีมุขบันได ๒ ข้าง ต่อมาอาคารหลังแรกได้ชำรุดลง ลุงจองคำสวย ฟั้นอุตะมะ คหบดีชาวแม่ฮ่องสอน ได้มีศรัทธารื้ออาคารเดิมแล้วสร้างขึ้นใหม่ เป็นรูปแบบพม่าผสมไทยใหญ่ หลังคามุงด้วยไม้เกล็ดมียอดปราสาท ๗ ชั้นการบูรณปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้น มีสล่าโพอ่อง ช่างชาวไทยใหญ่ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง แต่ช้าประโยชน์มาได้เพียง ๑๗ ปี ก็เกิดอัคคีภัย ไฟไหม้ทั้งหมด ท่านพระครูอนุสูตรศาสนจักร เจ้าอาวาสในขณะนั้น พร้อมด้วยพ่อค้าประชาชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคทรัพย์ รวมกับเงินอุดหนุนของกรมการศาสนาและเงินพัฒนาภาคเหนือฟื้นฟูปฏิสังขรณ์วัดจองคำขึ้นมาใหม่
วัดจองคำได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๑๘ และได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูอนุสรณ์ชัยสิทธิ (ชัยพร ปพฺพชิโต)
ที่อยู่ : ตำบล จองคำ อำเภอ เมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัด แม่ฮ่องสอน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๑๖ ๑๒๓๗

19. ชื่อวัด : วัดจักรวรรดิราชาวาส
วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร
วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารเป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกว่า วัดนางปลื้มบ้าง วัดสามปลื้มบ้าง ประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๒ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี)แม่ทัพใหญ่ของไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้เริ่มสร้างวัดสามปลื้มขึ้นใหม่ทั้งหมดเมื่อแล้วเสร็จได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ในรัชกาลที่ ๓ได้รับพระราชทานนามใหม่ดังที่ใช้ในปัจจุบัน ในวัดมีสิ่งน่าชมหลายอย่าง เช่น พระปรางค์ใหญ่มณฑปพระพุทธบาท สระจระเข้ เขาพระพุทธฉายพระวิหารเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง เป็นพระพุทธรูปสำคัญอาราธนามาจากนครเวียงจันทร์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่นครหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากรัชกาลที่ ๔ พระราชทาน คืน เมื่อ พุทธสักราช ๒๔๐๙ นอกจากสิ่งก่อสร้างที่มีตามธรรมเนียมของพระอาราม เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ซึ่งมีถึง ๓ หลัง หอไตร มณฑปพระพุทธบาทแล้ว วัดจักรวรรดิราชาวาส ยังมีศาลบรรจุรูปปั้นเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ผู้สถาปนาวัด และในสระเยื้องหน้าพระอุโบสถยังเป็นที่เลี้ยงจระเข้ ทำให้ " จระเข้วัดสามปลื้ม " มีชื่อเสียงเป็นที่โจษขาน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชธรรมมุนี(รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล จักรวรรดิ อำเภอ เขตสัมพันธวงศ์ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๖๒๒ ๕๘๒๕

20. ชื่อวัด : วัดจันทน์กะพ้อ (ธ)
วัดจันทน์กะพ้อ เดิมเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่วัดหนึ่ง ตั้ง อยู่บริเวณที่ราบลุ่ม ฝั่งตะวันตกของริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีประวัติการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับไทยรามัญ กล่าวคือ เมืองสามโคก เป็นเมืองเก่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปลายรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองนี้ได้ร้างไปเมื่อครั้งเสียกรุงแก่พม่า ครั้งแรกราวพุทธศักราช ๒๑๑๒ จนรัชสมัยของสมเด็จพระนารายมหาราช ได้โปรดเกล้าให้ครอบครัวมอญที่อพยพมาจากเมาตะปะ ตั้งหลักแหล่งที่บ้านสามโคก ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครอบครัวชาวมอญได้อพยพเข้ามาอีก (มอญพระยาเจ่งหรือมอญเก่า) จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ ครอบครัวชาวมอญอดทนการข่มขี่จากพวกพม่าไม่ไหวจึงขอเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเป็นจำนวนมาก ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองสามโคก อีกส่วนหนึ่งไปอยู่ที่ปากเกร็ด ส่วนพวกมอญเก่าให้ย้ายไปอยู่ที่พระประแดง
เมื่อชาวรามัญได้ตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง ประกอบอาชีพมั่นคงแล้ว ก็พร้อมใจกันสร้างวัดเพื่อไว้เป็นศูนย์รวมทางจิตใจ โดยตั้งชื่อว่า วัดโก๊วะ เป็นภาษามอญ แปลว่าต้นจันทน์กะพ้อ เพราะบริเวณที่สร้างวัดมีต้นกะพ้อขึ้นอยู่จำนวนมาก ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดจันทร์กะพ้อ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระศรีมงคลเมธี (วิชาญ กลฺยาณธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล บางเตย อำเภอ สามโคก จังหวัด ปทุมธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๙๓ ๑๓๓๗ - ๘

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (19-10-09), พรรณวดี (19-10-09), พุทธรักษา (21-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (19-10-09), นิมมานรดี (19-10-09), เดชะบุญ (19-10-09), cheye (15-11-09), leklek (19-10-09), rossukon (18-05-10)
  #2  
เก่า 19-10-09, 14:29
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เชิญร่วมโมทนากฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (2)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ

Name:  79XCAVJCZ55CAS6CS1JCA8HVOD7CA1SSTXHCAYPFUGICATBW5P3CATW59GXCAV652IBCA17VID1CAH4OTWOCAP8MXL0CAVLL.jpg
Views: 3294
Size:  2.6 KB
21. ชื่อวัด : วัดจันทาราม
วัดจันทาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดจันทาราม เดิมมีชื่อว่า วัดบางยี่เรือกลาง หรือ วัดกลาง เพราะอยู่กลางระหว่างวัด ๒ วัด คือวัดบางยี่เรือใน (วัดราชคฤห์ ปัจจุบัน) กับ วัดอินทาราม กล่าวคือ เมืองธนบุรีเดิมในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตั้งอยู่ที่วัดศาลา ๔ หน้า (วัดคูหาสวรรค์ ปัจจุบัน) ในคลองบางกอกใหญ่ จากเมืองเก่ามาก็ถึงวัดราชคฤห์ก่อนจึงเรียก วัดราชคฤห์ว่า "วัดบางยี่เรือใน (เหนือ) ส่วนวัดจันทารามอยู่กลางจึงเรียกว่า "วัดบางยี่เรือกลาง" ถัดมาก็ถึงวัดอินทาราม จึงเรียกว่า "วัดบางยี่เรือนอก(ใต้)
ในสมัยโบราณนั้นไม่มีการตั้งชื่อวัดเป็นกิจจะลักษณะหรือเป็นทางการเหมือนอย่างในสมัยปัจจุบัน จะเรียกชื่อวัดจากที่ตั้ง ตำบล ที่ตั้งอยู่และถ้าตำบลนั้นมีหลายวัดด้วยกันและอยู่ใกล้กันเป็นลำดับซึ่งอาจกำหนดจากตัวเมืองได้ว่า "ใน" "กลาง" และ"นอก" ก็จะเรียกวัดที่อยู่ใกล้ว่า "วัดใน" วัดถัดไปก็เรียกว่า"วัดกลาง" และวัดสุดท้ายก็ เรียกว่า "วัดนอก" ตามแต่ที่จะเข้าใจกันตามยุคสมัยหรือเรียกตามสถานที่

วัดจันทาราม เป็นวัดโบราณมีอายุยาวนานกว่า ๑๐๐ ปี ตามตำนานพระอารามหลวงโดยสังเขป พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ให้ข้อมูลที่ตรงกันคือ พระยาสุรเสนา (ขุนเณร) เป็นผู้สร้าง และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์แล้วได้ทรงพระราชทานนามให้ใหม่ว่า "วัดจันทาราม" แต่วัดนี้จะสร้างเมื่อไรไม่มีหลักฐานที่จะให้ค้นคว้าอ้างอิงได้

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพสิทธิเมธี(เฉลิม พนฺธรํสี)
ที่อยู่ : ตำบล บางยี่เรือ อำเภอ เขตธนบุรี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๕ ๑๙๑๒

22. ชื่อวัด : วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม
วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม สร้างเมื่อพุทธศักราช๒๔๓๔ เดิมเป็นวัดราษฎรสร้างอยู่ที่แหลมท่าวังชื่อ วัดเกาะสีชัง ต่อมารัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเกาะสีชัง ทรงมีพระราชดำริว่า วัดชำรุดทรุดโทรม จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัด
ต่อมารัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริว่าสถานที่ตั้งวัดอยู่ใกล้กับเขตที่ประทับ ประกอบกับเกาะสีชังเป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชน ไม่เหมาะสมกับเป็นสถานที่ตั้งวัด จึงโปรดเกล้าให้กำหนดเขตวัดและสร้างวัดขึ้นใหม่ที่ไหล่เขาด้านใต้ เป็นการแลกเปลี่ยนกับวัดเกาะสีชังเดิม และขยายเขตพระราชฐานให้กว้างขึ้น พระราชทานนาม วัดว่า วัดอัษฎางค์นิมิตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ และโปรดเกล้าให้ประกาศพระบรมราชูทิศ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูชลังคกิจบริหาร (สวัสดิ์ อุตฺตมวํโส)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าเทววงษ์ อำเภอ เกาะสีชัง จังหวัด ชลบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๘๒๑ ๖๐๔๒

23. ชื่อวัด : วัดชนะสงคราม
วัดชนะสงคราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร
วัดชนะสงครามเดิมเป็นวัดโบราณขนาดเล็กเรียกกันว่า วัดกลางนา เพราะบริเวณล้อมรอบวัดเป็นทุ่งนา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงรวมชาวรามัญและพระสงฆ์รามัญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารให้ตั้งหลักฐานอยู่รอบวัดกลางนา เพื่อให้พระสงฆ์ชาวรามัญจำพรรษาแล้วตั้งนามใหม่ ว่า วัดตองปุ รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้วัดตองปุ เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญเพื่อตอบแทนคุณงามความดีและเทิดพระเกียรติทหารชาวรามัญในกองทัพ เมือบ้านเมืองสงบสุขแล้ว สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้สถาปนาวัดตองปุใหม่ทั้งวัด และน้อมถวายเป็นพระอารามหลวง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดพระราชทานนามใหม่ตามเหตุการณ์หลังจากทำชนะสงครามพม่าถึง ๓ ครั้ง ว่าวัดชนะสงคราม
ชื่อเจ้าอาวาส : สมเด็จพระมหาธีราจารย์(นิยม ฐานิสฺสโร)
ที่อยู่ : ตำบล ชนะสงคราม อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๘๑ ๘๒๔๔

24. ชื่อวัด : วัดชนาธิปเฉลิม
วัดชนาธิปเฉลิม เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัด มำบัง สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๒๕
ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ พระธรรมวโรดมเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและภูเก็ต ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดชนาธิปเฉลิม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระปัญญาวุฒิวิมล (สนิท สุวิชาโน)
ที่อยู่ : ตำบล พิมาน อำเภอ เมืองสตูล จังหวัด สตูล
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๔๗๓ ๐๓๖๘

25. ชื่อวัด : วัดชลธาราสิงเห
วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๔ วัดแห่งนี้ สร้างขึ้นคู่กับชุมชนชาวพุทธ ในตากใบ เดิมชื่อว่า วัดท่าพรุ บางคนเรียกว่า วัดเจ๊ะเห ในปีพุทธศักราช ๒๔๐๓ พระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ต่อมาในสมัยที่มหาอำนาจจากดินแดนยุโรปตะวันตกเข้ามาครอบครองดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัดชลธาราสิงห์ ได้มีบทบาทเป็นหลักแสดงอาณาเขตของแผ่นดินสยามในปี ๒๔๕๒ จนได้ชื่อว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูโอภาสชลธาร (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล เจ๊ะเห อำเภอ ตากใบ จังหวัด นราธิวาส
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๓๕๘ ๑๒๘๘

26. ชื่อวัด : วัดชัยชนะสงคราม
วัดชัยชนะสงคราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดชัยชนะสงคราม ตั้งเมื่อ ๒๓๙๑ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระยาบดินทรเดชาเป็นผู้สร้างและตั้งชื่อว่า “วัดชัยชนะสงคราม” ราษฎรนิยมเรียกชื่อว่า “วัดตึก” เดิมวัดชัยชนะสงครามเป็นบ้านของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ต้นตระกูลสิงหเสนีย์ สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวที่ท่านเป็นแม่ทัพไปรบญวณและเขมรมีชัยกลับมา ได้มีจิตศรัทธายกที่ดินและบ้านของท่านถวายเป็นวัด ตั้งชื่อว่า “วัดชัยชนะสงคราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความีชัยและได้ก่อสร้างอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์เพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือนของท่านสร้างเป็นตึก ราษฎรจึงเรียกกันว่า “วัดตึก” หลังจากถวายบ้านให้เป็นวัดแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้อุปถัมภ์บำรุงวัดมาตลอดจนถึงแก่อสัญกรรม และผู้สืบสกุลสิงหเสนีย์ได้อุปถัมภ์วัดมาจนถึงปัจจุบัน วัดชัยชนะสงครามได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิริยสุนทร(ยิน วรกิจฺโจ)
ที่อยู่ : ตำบล สัมพันธวงศ์ อำเภอ เขตสัมพันธวงศ์ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๒๒ ๙๔๕๑

27. ชื่อวัด : วัดชัยพฤกษมาลา
วัดชัยพฤกษมาลา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร
วัดชัยพฤกษมาลานี้ เป็นวัดโบราณ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมเรียกกันว่า วัดชัยพฤกษ์ เป็นวัดร้าง เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ โปรดให้รื้อเอาอิฐมาสร้างกำแพงพระนคร ตอนซึ่งพระองค์ทรงเป็นนายด่าน
ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๒ จึงโปรดเกล้าให้ปฎิสังขรณ์วัดชัยพฤกษ์และพระราชทานสร้อยต่อท้าย เป็น วัดชัยพฤกษมาลา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระปริยัติวโรปการ(ประศักดิ์ อคฺคปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ตลิ่งชัน อำเภอ เขตตลิ่งชัน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๒๔ ๑๗๐๒

28. ชื่อวัด : วัดชัยมงคล
วัดชัยมงคล สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๔ เดิมชื่อว่า วัดโคกเสม็ด เริ่มแรกการสร้างวัดนี้ พระอาจารย์ชัย กับพระอาจารย์เพชร พระภิกษุชาวกลันตัน ได้เดินทางมาจาริกแสวงบุญนอกกำแพงเมืองสงขลา สมัยนั้นบริเวณถิ่นนี้เต็มไปด้วยป่าไม้ โดยเฉพาะป่าไม้เสม็ด ไม่มีบ้านคนอยู่อาศัย จึงได้นำชาวบ้านจัดสร้างวัดขึ้นมา ๒ วัด และเรียกนามวัดว่า วัดโคกเสม็ด และวัดโคกขี้หนอน โดยแบ่งกันปกครองรูปละวัด พระอาจารย์ชัย ปกครองวัดโคกเสม็ด และพระอาจารย์เพชร ไปปกครองวัดโคกขี้หนอน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดชัยมงคล
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวรธรรมโกศล (แฉล้ม เขมปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล บ่อยาง อำเภอ เมืองสงขลา จังหวัด สงขลา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๔๓๑ ๑๖๗๘

29. ชื่อวัด : วัดชินวราราม
วัดชินวราราม เดิมชื่อว่า วัดมะขามใต้ เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ตั้งวัดอยู่ใกล้ชิดกับวัดร้าง ๒ วัด คือ วัดในและวัดคลองควาย วัดมะขามใต้เป็นวัดรามัญนิกาย ในสมัยหม่อมเจ้าขจรศุภสวัสดิ์ครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมกับพระรามัญมุนี (สุด) ผู้เป็นเจ้าคณะเมืองได้มอบวัดร้าง ทั้ง ๒ วัดนั้นให้มารวมเข้ากับวัดมะขามใต้ วัดทั้งสามจึงรวมเรียกว่า วัดมะขามใต้ แต่นั้นมา
วัดชินวราราม เป็นวัดที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงปฏิสังขรณ์กล่าวคือ เมื่อคราวเสด็จตรวจการคณะสงฆ์มณฑลกรุงเทพมหานคร เป็นครั้งแรกทอดพระเนตรเห็นศาลาการเปรียญ วัดเทียนถวายซ่อมทาสีใหม่ เพราะพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (นาค) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร มาซ่อมเพื่อประดิษฐานศพโยมของท่าน จึงเป็นเหตุสะกิด พระหฤทัยให้ทรงดำริว่า ถ้าคราวพระองค์ท่านต้องทำศพหม่อมมารดา ควรทำอย่างนี้เป็นประโยชน์มากดีกว่าทำเมรุ แต่ทรงดำริถึงถาวรวัตถุในประเภทอื่นว่า ควรทำอุโบสถดีกว่าศาลา แต่นั้นมาก็ทรงแสวงหาอุโบสถที่ทรงจะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา
ครั้นเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๕ พระองค์ได้เสด็จไปตรวจในอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เสด็จถึงวัดชินวรารามหรือวัดมะขามใต้ ทรงเห็นทำเลวัดดีมีกุฏิหมู่หนึ่งพอเป็นที่พำนักอยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้ และมีอุโบสถซึ่งเริ่มก่อผนังเอาไว้แล้ว ซึ่งไม่มีใครที่จะปฏิสังขรณ์ต่อให้สำเร็จ ก็สมพระหฤทัยที่ทรงตั้งพระปณิธานไว้ จึงทรงรับที่จะปฏิสังขรณ์อุโบสถต่อไป
ชื่อเจ้าอาวาส : พระชินวงศ์วราภรณ์ (สมคิด ปรินนฺโท)
ที่อยู่ : ตำบล บางขะแยง อำเภอ เมืองปทุมธานี จังหวัด ปทุมธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๘๑ ๒๒๔๒

30. ชื่อวัด : วัดชิโนรสาราม
วัดชิโนรสาราม เป็นพระรามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดนี้เดิมเป็นสวนของชาวบ้าน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมนุชิตชิโนรส โปรดให้ไวยาวัจกรในพระองค์จัดการซื้อพื้นที่แล้ว ได้ทรงสร้างขึ้น เมื่อยังเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ในรัชมัยรัชกาลที่ ๓ เพื่อใช้เป็นที่ประทับสำราญพระอิริยาบถ แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระยาเพชรพิชัยเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ใหม่ให้ดีทั่วทั้งพระอาราม เพราะทรงระลึกถึงคุณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชพัฒนโสภณ (มงคล เกสโร)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านช่างหล่อ อำเภอ เขตบางกอกน้อย จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๒ ๐๕๒๓

31. ชื่อวัด : วัดชุมพรรังสรรค์
วัดชุมพรรังสรรค์ ตั้งเมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๓ ผู้ดำเนินการก่อสร้างวัด คือ พระยากำแพงเพชรสงคราม (ซุ้ย) เจ้าเมืองชุมพร เดิมท่านชื่อซุ้ย ไม่ปรากฏนามสกุล ในสมัยนั้นพม่าเข้าตีเมืองชุมพรและยึดเมืองชุมพรไว้ นายซุ้ยได้คุมพลพรรคเข้าตีข้าศึกจนพม่าต้องถอยทัพออกจากเมืองชุมพร และได้รับชัยชนะ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าแต่งตั้ง ฐานันดรศักดิ์เป็นพระยากำแพงเพชรสงคราม ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองชุมพร เมื่อสงครามสงบลงท่านได้สร้างวัดให้ชื่อว่า วัดราชคฤห์ดาวคะนอง ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ คณะกรรมการสงฆ์จังหวัดชุมพรได้มีมติเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดชุมพรรังสรรค์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูศรีธรรมนิเทศก์ (จำนันท์ มนาโป)
ที่อยู่ : ตำบล นาทุ่ง อำเภอ เมืองชุมพร จังหวัด ชุมพร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๗๕๗ ๐๒๑๘

32. ชื่อวัด : วัดชุมพลนิกายาราม
วัดชุมพลนิกายาราม เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สร้างโดยพระเจ้าปราสาททอง เมื่อพุทธศักราช ๒๑๗๓ สาเหตุที่ทรงสร้างวัดนี้ เนื่องจากบางปะอินเป็นที่พระราชเคหสถานเดิมของพระองค์ และสาเหตุที่พระราชทานนามว่า วัดชุมพลนิกายาราม เพราะว่าคงจะเป็นที่ประชุมไพร่พลข้าหลวงเดิม และก็ไม่ได้มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยอยุธยา เพราะอาจจะเป็นเพราะว่ามีศึกสงครามกับพม่า ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ พระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ เป็นต้น และในปัจจุบัน สิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้ชำรุดทรุดโทรมมาก คณะสงฆ์ จึงแต่งตั้งพระครูไพโรจน์ โพธิวัฒน์ (เจริญ ดอนจันทร์) รองเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ พระนครศรีอยุธยา เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในวัด และพระราชทานนามว่า วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระญาณรังษ๊ (สนิท ธมฺมาราโม)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านเลน อำเภอ บางปะอิน จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๖ ๑๒๑๐

33. ชื่อวัด : วัดช่องลม
วัดช่องลม ตั้งเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๑๑ เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี เดิมชื่อว่า วัดช้างล้ม เพราะมีช้างล้มตายบริเวณปากคลองวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดช่องลมในปัจจุบัน ชาวบ้านในสมัยนั้นจึงเรียกวัดช้างล้มเรื่อยมา ส่วนช้างนั้นมาจากวัดโรงช้าง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดช่องลม ๘๐๐ เมตร ในสมัยนั้นเป็นที่พักช้าง ซึ่งต้องมาจากปักษ์ใต้และมาพักช้างบริเวณนี้เพื่อจะต้อนไปขายยังภาคเหนือ และต้อนช้างข้ามแม่น้ำแม่กลองบริเวณวัดท่าโขลง เพราะเมื่อเวลาหน้าแล้งบริเวณวัดท่าโขลงนั้นจะตื้นมาก และเมื่อระหว่างพักนั้น ได้นำช้างมาดื่ม – อาบน้ำ บริเวณแม่น้ำแม่กลองตามคลองหลังวัดด้านทิศเหนือในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่เป็นคลอง แต่ช้างได้เดินจนเป็นร่องพอประมาณ และได้เซาะเป็นร่องลึก ต่อมาเมื่อหมดยุคค้าขายช้างจึงขุดคลองซึ่งยาวถึงวัดโรงช้าง จึงเรียกว่า คลองวัดช่องลม
ต่อมาเมื่อ ปี พุทธศักราช ๒๔๕๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจเยี่ยมเมืองราชบุรี ได้เสด็จมาที่วัด ทรงพิจารณาเห็นว่า ชื่อวัดช้างล้ม ไม่เป็นมงคลนาม จึงทรงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดช่องลม จึงได้ใช้ชื่อนี้มาจนถึงทุกวันนี้ วัดช่องลม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูโสภณปัญญาวัฒน์
ที่อยู่ : ตำบล หน้าเมือง อำเภอ เมืองราชบุรี จังหวัด ราชบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๓๓ ๗๕๓๗

34. ชื่อวัด : วัดญาณสังวราราม (ธ)
วัดญาณสังวราราม สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ โดยนายแพทย์ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อันตระการพร้อมด้วยบุตรธิดา มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดิน แด่สมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ปัจจุบันทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช) เพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา และปรารถนาให้มีนามตามทินนามสมณศักดิ์ของสมเด็จฯ วัดนี้จึงมีชื่อว่า วัดญาณสังวราราม
ในระยะแรกวัดนี้มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ และได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๒ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระมหากรุณาธิคุณรับไว้เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์
วัดญาณสังวราราม อาจถือเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคณะผู้สร้างวัดได้พร้อมใจกันสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ วัดนี้อยู่ในพระอุปถัมภ์ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระกรุณานานัปการจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้ทรงอุปถัมภ์ในการก่อสร้างตลอดมาและทรงรับเป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นวัดในพระองค์อีกด้วย
ชื่อเจ้าอาวาส : สมเด็พระณาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช(เจริญ สุวฑฺฒโน)
ที่อยู่ : ตำบล บางละมุง อำเภอ บางละมุง จังหวัด ชลบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๘๒๓ ๘๓๖๙

35. ชื่อวัด : วัดดอนเมือง
วัดดอนเมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดดอนเมืองสร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๔๓๘ โดยเศรษฐีผู้หนึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นอาจหาญ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เสมียนภู่ ได้อุทิศที่ดินให้สร้างเป็นวัดชาวบ้านได้เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระอาจารย์จ๊ะ (อาจารย์อ่อนก็เรียก) ซึ่งเป็นชาวมอญ จึงได้นิมนต์ให้อยู่ประจำและดำเนินการสร้างวัดขึ้นและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิสุทธิมงคล(แคล้ว สุธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล สีกัน อำเภอ เขตดอนเมือง จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๖๖ ๑๙๕๔

36. ชื่อวัด : วัดดาวดึงษาราม
วัดดาวดึงษาราม เป็นพระอารามชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดดาวดึงษาราม ตามตำนานของวัดเล่าว่า ท่านผู้หญิงในราชวังในรัชการที่ 1 ชาวบ้านเรียกว่า คุณแว่นเป็นผู้สร้างโดยสร้างพระอุโบสถก่ออิฐสูงพ้นดินประมาณ ๒ ศอก เอาไม้แก่นทำเสาประธาน หลังคามุงกระเบื้องฝาผนังไม้สัก มีบานประตูหน้าต่างเข้าออก ชาวบ้านเรียก วัดขรัวอิน เพราะสมภารชื่อ อิน
ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ มีเจ้าลาวคนหนึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ อิน ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะสงฆ์ รื้อกุฎิเดิมซึ่งเป็นไม้ ก่อเป็นตึก ใช้ไม้แก่นเป็นเสาประธาน หลังคามุงกระเบื้อง ฝาไม้ไผ่ขัดแตะถือปูน ดูเหมือนฝาผนังตึกมีประตูหน้าต่าง รื้อฝาผนังและหลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้าใบระกา รัชกาลที่ ๒ พระราชทานนามว่า วัดดาวดึงษาสวรรค์
ในรัชกาลที่ ๓ พระมหาเทพ (ปาน) บ้านอยู่ใกล้วัดดาวดึงษ์ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ รื้นกุฏิเก่าหมด สร้างกุฏิหมู่หนึ่งเป็นตึก ๔หลัง และกุฎิขนาดเล็กอีก ๓ หลัง พร้อมกับสร้างหอสวดมนต์ หอฉันเป็นกัปปิยกุฎิอีก ๑ หลัง นอกจากนั้นยังได้ซ่อมแซมและก่อสร้างสิ่งอื่นอีก เช่น อุโบสถ พระประธานในอุโบสถ ศาลาดินหน้าอุโบสถขุดคลองระหว่างอุโบสถกับกุฎิ และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่า วัดดาวดงษ์
จากนั้นวัดไม่ได้บูรณปฏิสังขรณ์จนทรุดโทรมเกือบเป็นวัดสร้าง บางปีเจ้าอาวาสประจำอยู่รูปเดียว จนถึงรัชกาลที่ ๖ ได้ซ่อมแซมบ้าง และมีพระสงฆ์เพิ่มขึ้น อุโบสถได้รับการปฏิสังขรณ์เสียใหม่ใน พ.ศ.๒๕๐๖ โดยคุณหญิง กลาโหมราชเสนา (มิ ปาณิกบุตร) ได้บริจาคเงินในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์อุโบสถสำเร็จสมบูรณ์ดังปรากฏในปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระกิตติสารเมธี (สุชาติ กิตฺติปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล บางยี่ขัน อำเภอ เขตบางพลัด จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๓๔๕ ๑๓๖๖

37. ชื่อวัด : วัดดุสิดาราม
วัดดุสิดาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดดุสิดาราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างมานานตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานีประมาณ พุทธศักราช ๒๒๗๐ มีชื่อเรียกกันว่า วัดเสาประโคน ส่วนจะมีเหตุผลอย่างไรไม่มีหลักฐานยืนยันได้
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จกรมหลวงศรีสุนทรเทพ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงสถาปนาวัดนี้ แต่ไม่มีหลักฐานว่าได้ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์สิ่งใดบ้าง เข้าใจว่าจะทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซึ่งปรากฏฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑
ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศาสนานุรักษ์ ได้ทรงสร้างกุฏิด้านหน้า ๑ คณะ หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ เจดีย์ ในบริเวณกุฏิสร้างใหม่ บรรจุอัฐิเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินี ส่วนถาวรวัตถุอื่น เพียงแต่ปฏิสังขณ์เท่านั้น ครั้นแล้วได้พระราชทานนามว่า วัดดุสิดาราม
รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ พระวิหารและกุฎิทั่วพระอาราม ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ได้สร้างอาคารเสนาสนะต่างๆเพิ่มขึ้น พร้อมกับได้สร้างโรงเรียนสอนหนังสือไทย ๑ หลัง
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาตรวจวัดดุสิดาราม วัดภุมรินทราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ซึ่งมีอาณาเขตที่ดินติดต่อกัน ทรงรับสั่งให้รวมวัดภุมรินทราชปักษีเข้ากับวัด ดุสิดาราม เพราะมีพระอยู่รูปเดียว เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๖
ครั้นคืนวันที่ ๕ มีนาคม ๒๔๘๘ วัดดุสิดารามและวัดน้อยอยู่ประสบภัยทางอากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดน้อยทองอยู่ถูกระเบิดเสียหายเหลือแต่กำแพงอุโบสถ เมื่อสงครามสงบลงแล้วทางราชการจึงได้ประกาศรวมเข้ากับวัดดุสิดารามเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๘๙
ครั้นต่อมาในสมัยพระวิสุทธิโสภณเจ้าอาวาสปัจจุบันได้สร้างกำแพงเป็นเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาสขึ้นทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ส่วนทิศเหนือติดต่อกับคลองจึงไม่ต้องสร้าง นอกจากนี้ก็ได้สร้างกฎีสงฆ์เพิ่มเติม เทคอนกรีตบริเวณกุฎีสงฆ์ติดต่อถึงกันหมดทุกหลัง ศาลเรือสมัยรัชกาลที่ ๑ เลิกใช้ในรัชกาลที่ ๓ ถูกฝังจมดินมาประมาณ ๑๙๐ ปีมาแล้ว สร้างไว้ที่กำแพงด้านนอกทางทิศตะวันออก พร้อมกับได้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ หอระฆังปรับปรุงบริเวณซึ่งเป็นวัดภุมรินทราชปักษี (เดิม) ที่ยังรกร้างโดยการถมดินและหินเกล็ดแล้วสร้างกำแพงคอนกรีตตั้งสี่ด้าน ด้านหน้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความมั่นคงและสวยงาม ส่วนทางด้านทิศตะวันออก หลังคาทรงไทยพื้นหินขัด
การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ได้ดำเนินการตลอดมาทุกสมัยเจ้าอาวาสจนทำให้วัดดุสิดารามเจริญรุ่งเรืองตามลำดับตราบเท่าทุกวันนี้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมญาณมุนี(วรรณ มนุญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล อรุณอมรินทร์ อำเภอ เขตบางกอกน้อย จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๒๔ ๔๗๔๘

38. ชื่อวัด : วัดตรีทศเทพ (ธ)
วัดตรีทศเทพ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดตรีทศเทพ ตั้งเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๐๓ โดยพระเจ้าบรมกรมหมื่นวิศนุนารถนิภาธร พระโอรส องค์ที่ ๒ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชนุญาตสร้างขึ้นใหม่ ในที่ติดกับวังของพระองค์เอง ปรากฏความในประกาศรัชกาลที่ ๔ ว่า “ กรมหมื่นวิศนุนารถนิภาธร ได้บริจาคทรัพย์ให้จัดซื้อที่ และกำหนดไว้จะสร้างเป็นพระอาราม แล้วสิ้นพระชนชีพม์ไป ” เล่ากันว่าวิธีการที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิศนุนารถนิภาธร ทรงกะที่สร้างวัดนั้น คือทรงโปรยเงินไปทั่วบริเวณพื้นที่ที่ทรงกะเป็นที่สร้างวัด แล้วโปรดให้บ่าวไพร่ในพระองค์พากันแผ้วถางต้นไม้ ใบหญ้าเพื่อเก็บเอาเงินนั้นได้ ด้วยวิธีนี้พื้นที่บริเวณที่จะสร้างวัดก็ได้รับการแผ้วถางตามพระราชประสงค์ โดยไม่ต้องขอแรงใคร เงินที่ทรงโปรยก็เท่ากับเป็นค่าแรง
ครั้นพระเจ้าบรมกรมหมื่นวิศนุนารถนิภาธร สิ้นพระชนน์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ พระเชษฐาได้ดำเนินการสร้างต่อแต่การก่อสร้างก็ไม่ทันเสร็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมเหศวร ศิววิลาศ ก็สิ้นพระชนน์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีบรมราชโองการให้พระยาราชสงคราม หรือพระยาเวียงใน เป็นผู้จัดการสร้างต่อ โดยได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการจัดสร้างวัด ว่า พระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ ถ้ายังไม่แล้วเสร็จก็พักไว้ก่อน ให้รีบจัดสร้างกุฏิ หอระฆัง และหอไตรให้แล้วก่อน พระยาราชสงครามได้เป็นแม่งานกำกับการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามว่า วัดตรีทศเทพ ซึ่งหมายความ เทวดาสามชายสร้าง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพรหมมุนี(รักษาการเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านพานถม อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๘๒ ๘๙๔๖

39. ชื่อวัด : วัดตันตยาภิรม
วัดตันตยาภิรม สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เดิมเรียกว่า วัดต้นสะตอแรกเริ่มสร้างวัดมีพระภิกษุถือรุกขมูลเดินธุดงค์มาพักใต้ต้นสะตอใหญ่ บริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบัน ต่อมาหลวงสมานสมัคจีนนิกร ต้นสกุล สมานกุล และแม่หนูเกตุ ได้บริจาคที่ดินถวายให้เป็นที่สร้างวัด วัดนี้จึงเป็นที่บำเพ็ญกุศลกิริยาของประชาชนไทย-จีน สืบมา พระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตตมะเถระ) วัดราชาธิวาส ได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น วัดตันตยาภิรม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิสุทธิศีลาภรณ์ (สำเริง สุทฺธสีโล)
ที่อยู่ : ตำบล ทับเที่ยง อำเภอ เมืองตรัง จังหวัด ตรัง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๕๒๑ ๙๘๖๕

40. ชื่อวัด : วัดตากฟ้า
วัดตากฟ้า แต่เดิมนั้นได้ตั้งเป็นเพียงที่พักสงฆ์ เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๘ โดยในสมัยนั้นยังสังกัดอยู่กับคณะสงฆ์อำเภอตาคลี ต่อมาได้อาศัยศรัทธาจากชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพกสิกรรมเพราะปลูกพืชไร่ ได้ร่วมใจกันสร้างเสนาสนะและศาลาเพื่อเอาไว้บำเพ็ญกุศลในพระพุทธศาสนา อีกประการหนึ่งบริเวณตลาดตากฟ้านั้นก็ยังไม่มีวัด เป็นที่ประกอบศาสนากิจ
ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๕๙๘ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองตากฟ้า ท่านแรกคือ นายffice:smarttags" />บุญลือ รัตนมงคล ได้เป็นผู้ดำเนินการเรื่องสถานที่ก่อสร้างวัด เพราะที่ดินบริเวณวัดนั้นเป็นที่ของนิคมสร้างตนเอง พร้อมกันนั้นก็ได้อาศัยผู้ใหญ่สมจิตร พิมพาภรณ์ นายสิงห์ สมศรี พร้อมด้วยชาวบ้านตากฟ้า เป็นผู้ดำเนินการสร้างวัดทางด้านฝ่ายคณะสงฆ์นั้น ก็ได้รับความเมตตาสนับสนุนจาก หลวงพ่อพระครูนิพัทธศีลคุณ (ทอง) อดีตเจ้าคณะอำเภอตาคลี และหลวงพ่อพระครูนิยมธรรมภาณ (บก) เจ้าคณะตำบลในขณะนั้น ได้ช่วยส่งพระมาเป็นผู้ปกครองสำนักสงฆ์ โดยลำดับและเพื่อเป็นเกียรติที่พระครูนิยมธรรมภาณ ที่ได้ให้ความอปถัมภ์แก่สำนักสงฆ์ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกกันว่า วัดตากฟ้านิยมธรรม โดยเอาชื่อท้ายของราชทินนามมาต่อสร้อยและในปี พุทธศักราช ๒๕๐๔ นั้นเอง
ในปี พุทธศักราช ๒๕๑๐ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ และความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม จึงประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนามีนามว่า วัดตากฟ้า เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๖๑๐ และได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๔ ตอนที่ ๗๕ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐
ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๕๑๐ ปีเดียวกันนั้น วัดตากฟ้าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๐ โดยมีเขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร รวมอุปจารของวัดคิดเป็นเนื้อที่ ๘๐๐ ตารางวา และได้ดำเนินการผูกพัทธสีมาเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๑๒
วัดตากฟ้านี้ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อ ปี พุทธศักราช ๒๕๐๖
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดตากฟ้า เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลตากฟ้า อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๓๔ ไร่ ๓ งาน ๔๘ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม
หลวงพ่อตากฟ้า หรือหลวงพ่อหิน เป็นพระพุทธรูปโบราณแกะสลักจากหินทรายทั้งก้อน ฝีมือช่างสกุลทวาราวดี มีอายุประมาณ ๑,๒๐๐ ปีโดยประมาณ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เดิมอยู่ที่เมืองเก่าไพศาลี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาได้ไปประดิษฐานอยู่ ณ วัดหินปักทุ่ง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และภายหลังเจ้าอาวาสวัดหินปักทุ่งได้ถวายหลวงพ่อตากฟ้า ให้แก่สำนักสงฆ์ตากฟ้า (วัดตากฟ้าขณะนั้น) เพราะว่าหลวงพ่อตากฟ้านั้นได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในการที่ทำให้ฝนฟ้าตกอุดมสมบูรณ์ หลวงพ่อตากฟ้าจึงได้มาประดิษฐานอยู่ ณ วัดตากฟ้า ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๐๔ เป็นต้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปัญญาเวที (ริด ริตเวที)
ที่อยู่ : ตำบล ตากฟ้า อำเภอ ตากฟ้า จังหวัด นครสวรรค์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๕๖๓๕ ๙๑๕๑

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (19-10-09), พรรณวดี (19-10-09), พุทธรักษา (21-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (19-10-09), นิมมานรดี (19-10-09), เดชะบุญ (20-10-09), cheye (15-11-09), leklek (19-10-09), rossukon (18-05-10)
  #3  
เก่า 19-10-09, 18:21
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนากฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (3)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ
41. ชื่อวัด : วัดตานีนรสโมสร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระปัญญาคมมุนี (จรินทร์ ปญฺญาวโร)
ที่อยู่ : ตำบล อาเนาะรู อำเภอ เมืองปัตตานี จังหวัด ปัตตานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๓๓๑ ๐๓๗๑

42. ชื่อวัด : วัดตูม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวรกิจวิธาน (สมชัย ธุรวาโห)
ที่อยู่ : ตำบล วัดตูม อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๘๑ ๙๔๖ ๒๓๖๓

43. ชื่อวัด : วัดทรงธรรม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวิจิตรวิหารการ (ไพโรจน์ ชุติคุโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ตลาด อำเภอ พระประแดง จังหวัด สมุทรปราการ
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๓ ๕๔๓๓

44. ชื่อวัด : วัดทรงศิลา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสุนทรชัยโสภณ (ประสิทธิ์ วรคุโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองชัยภูมิ จังหวัด ชัยภูมิ
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๘๑ ๒๙๙๙

45. ชื่อวัด : วัดทองธรรมชาติ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสิริสุวรรณคุณ(ทองสุข สุขธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล คลองสาน อำเภอ เขตคลองสาน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๓๗ ๙๐๖๗

46. ชื่อวัด : วัดทองนพคุณ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพปริยัติมุนี (สมคิด เขมจารี )
ที่อยู่ : ตำบล คลองสาน อำเภอ เขตคลองสาน จังหวัด กรุงเทพม
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๓๗ ๒๒๕๖

47. ชื่อวัด : วัดท่าตอน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปริยัติเมธี (สมาน กิตฺติโสภโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าตอน อำเภอ แม่อาย จังหวัด เชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๔๕ ๙๒๘๔

48. ชื่อวัด : วัดท่าหลวง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิจิตรโมลี (บุญมี ปริปุณฺโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองพิจิตร จังหวัด พิจิตร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๖๑ ๑๒๘๕

49. ชื่อวัด : วัดท่าโพธิ์ (ธ)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระโพธิธรรมธาดา (จรัล โอภาโส)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าวัง อำเภอ เมืองนครศรีธรรมราช จังหวัด นครศรีธรรมราช
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๐๗๕๓๔ ๑๔๐๔

50. ชื่อวัด : วัดธรรมบูชา (ธ)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระสุธรรมาธิบดี (แสง ชุตินฺธโร)
ที่อยู่ : ตำบล ตลาด อำเภอ เมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัด สุราษฎร์ธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๗๒๗ ๒๕๐๐

51. ชื่อวัด : วัดธรรมามูล
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูอุดมชัยสิทธิ์ (ทอง อคฺควโร)
ที่อยู่ : ตำบล ธรรมามูล อำเภอ เมืองชัยนาท จังหวัด ชัยนาท
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๔๑ ๔๘๕๖

52. ชื่อวัด : วัดธรรมิการาม (ธ)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระอุดมธีรคุณ (สุทิน กโตภาโส)
ที่อยู่ : ตำบล ประจวบคีรีขันธ์ อำเภอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๕๕ ๐๕๕๗

53. ชื่อวัด : วัดธาตุ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพกิตติรังษี(ทองสา วรลาโภ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองขอนแก่น จังหวัด ขอนแก่น
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๒๒ ๒๔๙๗

54. ชื่อวัด : วัดนครสวรรค์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปริยัติ (สฤษดิ์ สิริธโร)
ที่อยู่ : ตำบล ปากน้ำโพ อำเภอ เมืองนครสวรรค์ จังหวัด นครสวรรค์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๒๒ ๑๗๓๖

55. ชื่อวัด : วัดนรนาถสุนทริการาม (ธ)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิบูลธรรมาภรณ์ (สุริยันต์ จนฺทปฺญโญ)
ที่อยู่ : ตำบล วัดสามพระยา อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๘๒ ๓๕๔๓

56. ชื่อวัด : วัดนวลนรดิศ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวิทิตสุตคุณ (บุญมี อินฺทโชโต)
ที่อยู่ : ตำบล ปากคลองภาษีเจริญ อำเภอ เขตภาษีเจริญ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๗ ๕๑๐๒

57. ชื่อวัด : วัดนาคกลาง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสิริคุณสารทร (คุณากร จตฺตธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล วัดอรุณ อำเภอ เขตบางกอกใหญ่ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๖ ๔๔๑๐

58. ชื่อวัด : วัดนาควัชรโสภณ (ธ)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสารโมลี (เฉลิม วีรธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล นครชุม อำเภอ เมืองกำแพงเพชร จังหวัด กำแพงเพชร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๗๑ ๒๙๖๔

59. ชื่อวัด : วัดนางชี
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปัญญาภรณ์(สิงห์คำ ชยวํโส )
ที่อยู่ : ตำบล ปากคลองภาษีเจริญ อำเภอ เขตภาษีเจริญ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๗ ๔๐๙๓

60. ชื่อวัด : วัดนางนอง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพสิทธิเวที(สำราญ รตนธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล บางค้อ อำเภอ เขตจอมทอง จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๘ ๐๓๔๙

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (19-10-09), พรรณวดี (19-10-09), พุทธรักษา (21-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (19-10-09), ปาริฉัตรมณี (19-10-09), นิมมานรดี (19-10-09), เดชะบุญ (20-10-09), cheye (15-11-09), leklek (21-10-09), rossukon (18-05-10)
  #4  
เก่า 20-10-09, 11:07
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (4)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ

61. ชื่อวัด : วัดนิมมานรดี
วัดนิมมานรดี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดนิมมานรดี เดิมมีชื่อว่า วัดบางแค สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ขุนตาลวโนชากร (นิ่ม) และภรรยาชื่อดี สองสามีภรรยา ซึ่งเป็นผู้มีฐานะมั่งคั่งในสมัยนั้นจึงได้เป็นกำลังใหญ่ทำการปฏิสังขรณ์วัดบางแคขึ้นใหม่ทั้งหมด เมื่อได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นสำเร็จมั่นคงแล้ว ทางวัดจึงปรึกษากันว่า วัดบางแคเสมือนว่าได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ สมควรจะได้เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ ตามชื่อผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด เพื่อเป็นเกียรติอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีให้จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดนิมมารดี เพื่อให้เป็นเกียรติแห่งความดีของผู้บูรณปฏิสังขรณ์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสุตาลังการ (สมควร ปิยสีโล )
ที่อยู่ : ตำบล บางหว้า อำเภอ เขตภาษีเจริญ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๘๐๑ ๑๙๙๕

62. ชื่อวัด : วัดบพิตรพิมุข
วัดบพิตรพิมุข เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด วรวิหาร วัดบพิตรพิมุข มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วัดเชิงเลน เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง มีการสันนิษฐานกันว่า คงสร้างภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.๒๒๓๑ จนกระทั่งประมาณ พ.ศ.2328 สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข(วังหลัง) ทรงสถาปนาใหม่หมดทั้งพระอาราม และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า "วัดบพิตรพิมุข" เพื่อเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพปริยัติสุธี(อาทร อินฺทปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล จักรวรรดิ อำเภอ เขตสัมพันธวงศ์ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๒๖ ๖๔๒๐

63. ชื่อวัด : วัดบรมนิวาส (ธ)
วัดบรมนิวาส เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร
วัดบรมนิวาส เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงผนวชอยู่สร้างขึ้นแต่ยังไม่สำเร็จ เมื่อทรงลาผนวชเสด็จขึ้นเถลิงศิริราชสมบัติแล้วจึงได้ทรงสร้างต่อไปจนเสร็จ แต่เดิมเรียกกันว่า วัดนอก ครั้งทรงสร้าง สำเร็จแล้ว จึงได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบรมนิวาส"ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม ต่อมาพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนโท จันทร์) ได้บรูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยได้ทุนทรัพย์จากเจ้าจอมมารดาทับทิม ในรัชกาลที่ ๕ พร้อมทั้งพระโอรส พระธิดา และพระประยูรญาติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราชและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้นปฏิสังขรณ์เรียบร้อยจึงได้ตัดถนนเข้าไปถึงในวัด ในบริเวณวัดตัดถนน ๒ สาย คือ ด้านตะวันออก และด้านตะวันตกตัดไปบรรจบกัน รถแล่นได้รอบวัด และสร้าง เสนาสนะขึ้นใหม่อีกหลายหลัง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวรคุณ (ประศาสน์ ปญฺญาธโร)
ที่อยู่ : ตำบล รองเมือง อำเภอ เขตปทุมวัน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๑๔ ๐๗๐๘

64. border= ชื่อวัด : วัดบรมวงศ์อิศรวราราม
วัดนี้เดิมเป็นวัดราษฏร์มีชื่อว่า วัดทะเลหญ้า หรือ วัดทำเลหญ้า เพราะตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า เป็นวัดเก่าที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาและได้กลายสภาพเป็นวัดร้างมานาน เหลือแต่เนินเจดีย์เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงมีศรัทธาบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ในที่เดิม และถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๕ และได้ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร ต่อมาภายหลังถาวรวัตถุและปูชนีวัตถุได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา บางอย่างพังทลายหมดสภาพไปจนถึงปี พุทธศักราช ๒๕๐๓ การบูรณปฏิสังขรณ์ได้เริ่มกันอย่างจริงจัง ในสมัยพระพจนโกศลเป็นเจ้าอาวาส โดยได้รับการสนับสนุนจากตระกูลมาลากุล จนมีสภาพดีดังเดิมในปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวรเวที (วิน โฆสิโต)
ที่อยู่ : ตำบล สวนพริก อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๕ ๒๑๕๗

65. ชื่อวัด : วัดบวรมงคล (ธ)
วัดบวรมงคล เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร ตามประวัติกล่าวไว้ว่า ในปี พุทธศักราช ๒๓๕๒ เจ้าฟ้ากรมขุนเสนารักษ์ ได้รับการอภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาเสนานุรักษ์ ซึ่งในราชพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่าพระองค์ได้สร้างวัดใหม่ ๓ วัด และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ๒ วัด ซึ่งมีวัดบวรมงคลรวมอยู่ด้วย ก่อนหน้านี้ เรียกกันว่า วัดลิงขบ เป็นวัดเก่าแก่ ภายหลังชาวรามัญเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้นและมีจำนวนหนึ่งได้มาอาศัยอยู่ที่ตำบลลิงขบนี้ ในขณะที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาเสนานุรักษ์ ทรงพิจารณาหาวัดที่สมควรสมควรแก่การบูรณะ และเห็นว่าวัดบวรมงคลนี้เป็นวัดเก่าแก่มีบริเวณกว้างขวางสมควรจะบูรณะให้เป็นส่วนกลางสำหรับพระสงฆ์รามัญ

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชธรรมกวี(พิเชนทร์ ชินวํโส)
ที่อยู่ : ตำบล บางยี่ขัน อำเภอ เขตบางพลัด จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๒๔ ๘๐๗๔

66. ชื่อวัด : วัดบัวขวัญ
วัดบัวขวัญ ตั้งวัดเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๓๕ จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่เฉ่ง วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้ริเริ่มสร้าง โดยมีผู้มีจิตศรัทธาหลายคนร่วมบริจาคที่ดิน ได้รับการบูรณะ ซ่อมแซมให้เจริญขึ้นโดยพระอธิการพยุง อคฺคจิตฺโต เจ้าอาวาส ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๙๑ เป็นต้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระโสภณสุตาลังการ (ไสว สุขวโร)
ที่อยู่ : ตำบล บางกระสอ อำเภอ เมืองนนทบุรี จังหวัด นนทบุรี

67. ชื่อวัด : วัดบัวงาม
วัดบัวงาม เริ่มก่อตั้งโดยการนำของผู้ใหญ่ลี จันทสมา ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในสมัยนั้นร่วมกับนายกลีบ เจริญภักดี กับนางทองดี พวงสุข ร่วมกันจัดสร้างวัดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๒ โดยอารธนาพระอาจารย์หน่าย เขมวโร จากวัดดอนคลัง มาเป็นประธานดำเนินการจัดสร้างวัด และพร้อมใจกันให้ชื่อวัดในครั้งนั้นว่าวัดบัวลอย อาศัยนามตามท้องที่เป็นที่ราบลุ่ม ฤดูน้ำท่วมมีบัวออกดอกสะพรั่งสวยงาม ต่อมาที่ตั้งวัดบัวลอยนี้ ได้มาขึ้นอยู่ในเขต ตำบลบัวงาม ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อ วัดเสียใหม่ ให้ชื่อว่า วัดบัวงาม ตั้งแต่นั้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระปริยัติกิจโสภณ (โพธิ์ จนฺทสาโร)
ที่อยู่ : ตำบล บัวงาม อำเภอ ดำเนินสะดวก จังหวัด ราชบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๒๗ ๙๒๒๑ - ๒

68. border= ชื่อวัด : วัดบางกระเบา
วัดบางกระเบาเดิมเรียกว่า วัดน้อยนางหงส์ เพราะนายffice:smarttags" />น้อย นางหงส์ เป็นผู้เริ่มสร้างวัด ต่อมาประชาชนเห็นว่าบริเวณที่ตั้ง วัดเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงมีต้นกระเบาขึ้นอยู่หนาแน่น เป็นต้นไม้ยืนต้นมีผลรับประทานได้ อีกทั้งเมล็ดยังเป็นยารักษาโรคได้จึงตั้งชื่อวัดบางกระเบา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชภัทรธาดา (ประเทือง กิตฺติสทฺโท)
ที่อยู่ : ตำบล บางกระเบา อำเภอ บ้านสร้าง จังหวัด ปราจีนบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๗๒๗ ๑๕๐๐

69. ชื่อวัด : วัดบางนาใน
วัดบางนาใน เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ วัดบางนาในเดิมเรียกว่าวัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่อำเภอพระโขนง จังหวัดนครเขื่อนขันธ์(สมุทรปราการ) หลังจากรัตนโกสินทร์สก ๑๒๐ -๑๒๒ ทางการได้เปลี่ยนแปลงการบริหารส่วนท้องถิ่นใหม่ วัดสว่างอารมณ์ได้มาขึ้นกับอำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร และชื่อวัดได้ถูกเปลี่ยนเป็นวัดบางนาใน
ชื่อเจ้าอาวาส: พระพิพัฒน์ปริยัติวิมล (ช้วน ชวนปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล บางนา อำเภอ เขตบางนา จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๓๙๓ ๒๖๔๘

70. ชื่อวัด : วัดบางพระ
วัดบางพระ เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกทางชลมารค และได้เสด็จวัดบางพระเพื่อทำการสักการะ มีผู้กราบบังคมทูลว่า พระอุโบสถหลังนี้ ชำรุดทรุดโทรม พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดให้พระยาทิพากรวงค์มหาโกศาธิบดี (ขำ บุนนาค) เป็นแม่กองบูรณะพระอุโบสถ พร้อมกับสร้างเจดีย์ขึ้นอีกองค์หนึ่ง ครั้นสร้างเสร็จแล้วจึงได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง จนปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีการบูรณ ปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่ง ในสมัยพระครูฉิ่ง โอวาท และพระครูวรกันทราจารย์ (บู๊ เจริญศรี) ได้สร้างกำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถและเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ และต่อมาธนาคารไทยพาณิชย์ นำโดยนายอาภรณ์ กฤษณามระได้อุปถัมภ์สร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น เนื่องจากวัดบางพระ ตั้งอยู่ในที่ชุมชนของอำเภอบางพระและกองทหารเรือบางพระวัดนี้ จึงได้ตั้งชื่อตามชื่อของอำเภอบางพระ โดยได้รับความอุปถัมภ์จากชาวบางพระ และบริเวณใกล้เคียง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวรคามคณาภรณ์ (ปราณี ฉินฺนาลโย)
ที่อยู่ : ตำบล บางพระ อำเภอ ศรีราชา จังหวัด ชลบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๘๓๓๔ ๑๗๗๕

71. ชื่อวัด : วัดบางไผ่
วัดบางไผ่ ได้ก่อสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมเป็นวัดร้าง ไม่มีภิกษุ บริเวณใกล้เคียงกับวัดมีประชาชนตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่น้อยมาก ต่อมาพระครูสอนได้มาจำพรรษาวัดบางไผ่จึงได้รับการพื้นฟูขึ้นเป็นวัดที่มีภิกษุจำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง วัดบางไผ่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีตัดหวายลูกนิมิต
เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์๒๕๓๔ และพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระนามาภิไธยย่อ ม.ว.ก. ติดที่หน้าพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๔
ชื่อเจ้าอาวาส : พระโสภสวิหารการ (คุณากร สุวีโร)
ที่อยู่ : ตำบล บางรักพัฒนา อำเภอ บางบัวทอง จังหวัด นนทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๗๑ ๑๒๙๗

72. ชื่อวัด : วัดบึง
วัดบึงเป็นวัดใหญ่เก่าแก่ที่มีความสำคัญ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดนครราชสีมา มาแต่โบราณถึงปัจจุบัน สร้างเมื่อวันที่ ๑๐ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๐ ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยานับแต่วันสร้างวัดบึงจนถึงวันนี้ วัดนี้มีอายุได้ ๓๓๑ ปี ดังนั้นภายในวัดประกอบด้วยศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น พระอุโบสถ ตู้พระธรรมประติมากรรมและจิตรกรรม เป็นต้น ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและปฏิสังขรณ์ให้คงสภาพเดิมตลอดมาโดยเหตุที่วัดนี้ตั้งอยู่กลางบึง จึงเรียกกันว่า "วัดบึง"
วัดบึงนี้สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวัดที่เจ้านาย หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสมันนั้นสร้างขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมีหลักฐานทางโบราณคดีทั้งทางด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม คือพระอุโบสถ พระประธาน ใบเสมา และองค์ประกอบอื่น ๆตามที่กล่าวแล้วนั้น และเพราะว่ามีจริยาวัตรที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาลกระทั่งปัจจุบันว่า พระสงฆ์สามเณรและผู้ที่อาศัยอยู่ภายในวัดบึงจะต้องปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีสัมมาคารวะ มีระเบียบวินัยและรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเรียกว่า
"ผู้ดี"จึงจะอาศัยอยู่ในวัดได้นาน จนได้รับสมญานามว่า “วัดบึงขุนนาง” วัดบึง เป็นที่อยู่อาศัยของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ผู้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน จนได้รับคำกล่าวสรรเสริญว่า "อยากรู้อรรถรู้แปล ให้ไปอยู่วัดบึง"
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสีมาภรณ์(นวล เขมสจฺจวาที)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๒๔ ๔๖๙๒

73. ชื่อวัด : วัดบึงพระลานชัย (ธ)
วัดบึงพระลานชัย ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๘ โดยพระยาขัติยวงษา (เภา ธนสีลังกูร) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดได้ชักชวนข้าราชการพ่อค้าประชาชนมาถากถางป่าดงพงหญ้า บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นและให้ชื่อว่า"วัดบึงพระลานชัย"แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า"วัดบึง"ต่อมา พ.ศ.๒๔๓๐ หลวงสงกรานต์วิศิษฐ์ได้นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชนบูรณะฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อเดิมซึ่งถือว่าบริเวณนี้เป็นวัดโบราณและถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน ตั้งอยู่ใกล้กับบึงพลาญชัยที่มีสระเรียกว่า สระชัยมงคล ซึ่งเป็นสระโบราณคู่บ้านคู่เมือง และเป็นพื้นที่ประกอบฉลองชัยจากการรบทัพจับศึกของเจ้าเมืองโบราณ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมฐิติญาณ(ศรีจันทร์ ปุญฺญรโต)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองร้อยเอ็ด จังหวัด ร้อยเอ็ด
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๕๑ ๑๑๙๐

74. ชื่อวัด : วัดบุญยืน
วัดบุญยืน สร้างขึ้นเมื่อ ๒๕๒๙ ตามตำนานกล่าวว่า วัดนี้เป็นวัดที่สร้างคู่กับการสร้างเมือง เวียงป้อ ซึ่งเมื่อเวียงป้อสร้างขึ้นโดย พระยาป้อ เรียกชื่อเมืองตามผู้สร้างเมือง แต่มีนิยมเรียกกันว่า เวียงสา หรือ เมืองสา เดิมพระยาป้อ ได้สร้างวัดเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็ก ๆ ให้นามว่า วัดบุญนะ ส่วนระยะเวลาในการก่อสร้างไม่ปรากฏชัด บริเวณที่ตั้งเดิมนั้น ตั้งอยู่ที่ด้านทิศใต้ของวัดบุญยืนปัจจุบันนี้ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งตลาดสดของวัดและอาคารพาณิชย์) ครั้นต่อมาผู้ครองนครน่านนามว่า เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เสด็จประพาส เวียงป้อ (เวียงสา) ทรงเห็นว่าวัดบุญนะคับแคบไม่อาจขยายให้กว้างขวางได้ ประกอบกับเจ้าอาวาสขณะนั้น คือ อธิการนาย (ครูบานาย) และราษฎรได้เห็นพ้องต้องกันด้วย ดังนั้น เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ จึงได้สร้างวัดใหม่ห่างจากวัดเดิมประมาณ ๓ เส้น ทางด้านทิศเหนือบนฝั่งขวาของลำน้ำน่าน เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๓๒๙ บริเวณที่ตั้งมีป่าไม้สักสมบูรณ์ จึงได้ใช้ไม้สักสร้างวิหาร กุฏิสงฆ์และศาสนาวัตถุอื่น ๆ เป็นต้น เป็นจำนวนมากและพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดป่าสักงาม ต่อมาได้โปรดเกล้าให้ หมื่นสรรพก่อสร้างพระวิหารกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร เมื่อพุทธศักราช ๒๓๔๓ และสร้างพระพุทธรูปปางประทับยืน พระประธานในพระวิหาร หันพระพักตร์ไปทางด้านทิศเหนือขนาดสูง ๘ ศอก ดังนั้น จึงเรียกชื่อวัดป่าสักงามว่า เป็น วัดบุญยืน ตามลักษณะพระพุทธรูป โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าราชวงศ์เชียงของ เป็นผู้แกะสลักบานประตูใหญ่พระวิหาร พระพุทธรูปไม้สัก พระพุทธรูปจำลอง เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ และศาสนวัตถุอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากพุทธศักราช ๒๓๔๕ ให้ก่อสร้างพระเจดีย์แบบลังกาติดกับพระวิหารทางด้านทิศใต้ และพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๔๗ ครั้นต่อมาพระอธิการโน (ครูบาโน) เจ้าอาวาส ได้ขออนุญาตเจ้าหลวงสา ผู้ปกครองเมืองเพื่อก่อสร้างพระวิหารขึ้นอีกหลังหนึ่ง มีความกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒.๕๐ เมตร ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระวิหารหลังใหม่ ระยะก่อสร้างระหว่างพุทธศักราช๒๓๕๓ ถึงพุทธศักราช ๒๓๖๐ จึงแล้วเสร็จ ครั้นพุทธศักราช ๒๔๕๑ เมืองสาได้รับฐานะเป็นกิ่งอำเภอและพุทธศักราช ๒๔๖๑ ได้ยกฐานะเป็นอำเภอและเปลี่ยนชื่ออำเภอเป็นอำเภอบุญยืน ตามพระนามพระประธานวัดบุญยืน ได้มีการบูรณะซ่อมแซมพระวิหาร โดยพ่อเลี้ยงวงศ์บ้านป่ากล้วย เป็นช่างซ่อมแซมบูรณะดังกล่าว แล้วเสร็จ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๖ ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๐ เกิดฝนตกหนักเป็นเหตุให้พระเจดีย์ทรุดและพังลงมา มีคณะศรัทธา นำโดยเจ้าราชบุตร ณ น่าน ได้บริจาคทรัพย์บูรณธ มีช่างหมื่นจีนหลมเป็นก่อสร้างและซ่อมแซมบูรณะ แล้วเสร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๒ และปีนี้เองได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภออีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็นอำเภอเวียงสา ตามชื่อเดิมที่ก่อสร้าง พุทธศักราช ๒๔๘๔ ได้มีการซ่อมแซมบูรณะ พระวิหาร พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้มีการเปิดสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และเปิดสอนแผนกบาลีในปีถัดมา พุทธศักราช ๒๔๘๗ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบุญยืนเป็นโบราณสถาน ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๑ ตอน ๖๕ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๗ ครั้งพุทธศักราช ๒๔๙๙ คณะศรัทราโดยการนำของพระครูสาราธิคุณเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอเวียงสา เห็นว่าตลิ่งลำน้ำสาบริเวณหน้าวัดได้พังทลายลงอันเกิดจากน้ำเซาะจะเป็นอันตรายต่อพระวิหาร จึงร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานราชการอื่น ๆ ได้ขุดคลองเปลี่ยนกระแสน้ำเพื่อมิให้เซาะตลิ่ง และพระครูสาราธิคุณเห็นว่าพระวิหารคับแคบไม่เหมาะสมในการประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์ จึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งใหม่โดยย้ายพัทธสีมาเดิมไปผูกเข้ากับพระวิหารให้กว้างขวางขึ้น และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัง เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ (ตรงกับเดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันศุกร์) เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ดังนั้น พระวิหารหลังเดิมจึงกลายสภาพเป็นพระอุโบสถเพื่อประกอบสังฆกรรม พุทธศักราช ๒๕๐๓ กรมการศาสนา กระทรงศึกษาธิการ ได้ประกาศให้เป็นวัดที่พัฒนาตัวอย่าง พุทธศักราช ๒๕๑๓ ได้ก่อสร้างอาคารเรียนพระปริยัติทดแทนหลังเดิมเป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น กว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๕ เมตร พุทธศักราช ๒๕๒๘ ได้ซ่อมแซมพระอุโบสถ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว
วัดบุญยืนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูจักรธรรมสุนทร (ประสงค์ จกฺกธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล กลางเวียง อำเภอ เวียงสา จังหวัด น่าน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๗๘ ๑๘๗๒

75. ชื่อวัด : วัดบุญวาทย์วิหาร
วัดบุญวาทย์วิหาร สันนิษฐานว่าสร้างมาแล้วกว่า ๔๐๐ ปี แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นในสมัยใด มีเพียงแต่คำบอกเล่าว่า เดิมเป็นวัดราษฎร์ ชื่อวัดกลางเวียง เป็นวัดสำคัญประจำนครลำปาง คือเป็นวัดที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในสมัยการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๓๔๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าหลวงคำโสมเจ้าผู้ครองนครลำปาง ได้รื้อพระวิหารเก่าออกแล้วได้สร้างพระวิหารหลวงหลังหนึ่ง พระประธานองค์หนึ่ง เจดีย์องค์หนึ่ง กุฏิหลังหนึ่ง และหอไตรหลังหนึ่ง ครั้นได้สร้างเสร็จแล้วได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัดกลางหลวงไชยสัณฐาน ครั้นกาลเวลาล่วงไป ๑๐๘ ปี (พุทธศักราช ๒๔๕๕) เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง เห็นโบราณวัตถุต่าง ๆ ภายในอารามชำรุดทรุดโทรมมาก จึงให้รื้อพระวิหารหลวง หอไตร กุฏิ และกำแพงวัดทั้งหมด แล้วตั้งให้หลวงประสานไมตรีราษฎร ผู้เป็นนายช่างไปลอกแบบอย่างพระอารามหลวงในกรุงเทพมหานครมาจัดสร้างขึ้นใหม่โดยได้สร้างพระวิหารหลวงหลังหนึ่ง แล้วเสร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๗ และเสนอขอเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัดหลวงบุญวาทย์บำรุง พระวิหารหลวงและพระประธานยังคงสภาพอันสวยงามอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ครั้นรุ่งขึ้นอีกหนึ่งปี คือวันที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๕๘ เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เป็นประธานพร้อมด้วย พระธรรมจินดานายก (ผาย) เจ้าอาวาสซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดลำปาง ครั้งดำรงสมศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูภูริโสภณผู้ครองวัดนี้และเจ้านายข้าราชการได้ทำการฉลองวัดเป็นการใหญ่ พร้อมกับผูกพันธสีมาโดยรอบพระวิหารหลวง ด้วยการประชุมสงฆ์ร่วมทำสังฆกรรมจำนวน ๑๒๐ รูป ทำพระวิหารหลวงเป็นพระอุโบสถ ปรากฏตามความในแผ่นจารึกที่หน้าพระอุโบสถ เมื่อฉลองวัดและผูกพัทธสีมาเสร็จ พระธรรมจินดานายกเจ้าอาวาสและเจ้าบุญวาทย์ วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางได้พร้อมกันนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชวโรกาสถวายพระราชกุศลและขอวัดหลวงบุญวาทย์บำรุงเป็นพระอารามหลวงสืบไป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โดยยกให้ฐานะขึ้นเป็นวัดหลวง แล้วทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ใหม่ว่า วัดบุญวาทย์วิหาร ตั้งแต่บัดนั้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชธรรมมาลังการ(จันทร์ กตปุญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล หัวเวียง อำเภอ เมืองลำปาง จังหวัด ลำปาง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๓๒ ๒๒๗๖

76. ชื่อวัด : วัดบุณยประดิษฐ์
วัดบุณยประดิษฐ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ วัดบุณยประดิษฐ์ เดิมชื่อวัดใหม่บุญน่วม บ้างชาวบ้านก็เรียกว่าวัดใหม่ตาน่วม เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ คุณโยมบุญ คุณโยมน่วม โพธินิมิตร เป็นผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินสร้างวัด จำนวน ๑๐ ไร่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา และได้กราบอาราธนาพระอาจารย์สวาทจากวัดศาลาแดง มาอยู่จำพรรษาและเป็นผู้ดูแลวัด จนกระทั่งท่านได้ถึงแก่มรณภาพ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ ทายกทายิกาได้กราบอาราธนาพระอาจารย์หรั่ง มาอยู่จำพรรษาและเป็นผู้ดูแลวัดเป็นรูปต่อมา จนท่านได้ถึงแก่มรณภาพ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ญาติโยมทายกทายิกาได้กราบอาราธนาหลวงพ่อสิน ติสฺโส มาอยู่จำพรรษาและดูแลปกครองวัดเป็นลำดับมาและได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดบุณยประดิษฐ์ ท่านเป็นพระนักพัฒนาและเป็นนักปกครอง ท่านได้เชิญชวนคณะศรัทธาญาติโยมร่วมกันสร้างอาคารเสนาสนะ อาทิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาโรงทึม และในส่วนอื่น ๆ อีก เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการบำเพ็ญกุศล ในด้านการสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม หลวงพ่อสิน ติสฺโส ท่านได้เปิดให้มีการเรียนการสอนแผนกธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตลอดอายุไขของท่าน ท่านได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วัดบุณยประดิษฐ์ และท้องถิ่นมาโดยลำดับ จนกระทั่งท่านได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๘ รวมสิริอายุ ๗๗ พรรษา ๔๑ ด้วยอาการอันสงบ ปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระอาจารย์จำรัส ภทฺทโก ผู้ดูแลปกครองวัด ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ และได้ลาสิกขาไปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ พระอาจารย์สนิท อมโร ซึ่งได้รับการอุปสมบท ณ วัดบุณยประดิษฐ์ แห่งนี้ เป็นผู้ดูแลปกครองวัดสืบมาและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ท่านได้พัฒนาวัด โดยได้สร้างกุฎิสงฆ์จำนวน ๔๐ ห้อง ปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ท่านได้ซื้อที่ดินเพิ่มขยายอาณาบริเวณวัดอีกจำนวน ๕ ไร่เศษ ร่วมกับกรรมการและชาวบ้านตัดถนนมูลดินเพื่อทำทางเข้าวัด โดยใช้ชื่อว่า ถนนพัฒนกิจ จนกระทั่งท่านได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นตรี ในราชทินนามที่ พระครูอมรพัฒนกิจ ( สนิท อมโร) และได้ลาสิกขาไปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ คณะกรรมการและทายกทายิกา จึงได้กราบอาราธนาพระมหาทวนทอง ชินวํโส น . ธ. โท , ป. ธ. ๓ ซึ่งได้อุปสมบท ณ วัดบุณยประดิษฐ์ แห่งนี้ และไปศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กลับมารักษาการแทนเจ้าอาวาสในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ปีพุทธศักราช๒๕๑๙ ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร (พระวิสุทธาธิบดี วัดไตรมิตรวิทยาราม) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุณยประดิษฐ์ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๔ และเป็นรูปปัจจุบัน ท่านเป็นพระนักพัฒนา นักปกครอง ให้การสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ได้พัฒนาบูรณะปฏิสังขรณ์อาคารเสนาสนะทั้งในส่วนของเดิม และก่อสร้างใหม่ อาทิ สร้างศาลาอเนกประสงค์ สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซื้อที่ดินขยายอาณาบริเวณวัดเพิ่มขึ้นฯ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ พระมหาทวนทอง ชินวํโส ป . ธ. ๓,น. ธ. โท เจ้าอาวาสวัดบุณยประดิษฐ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ในราชทินนาม ที่ พระครูพิพัฒนโกวิท ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา) ให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการศึกษาและสืบทอดเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมของหลวงพ่อสิน ติสฺโส อดีตเจ้าอาวาส ที่ท่านได้เปิดทำการสอนแผนกธรรมไว้ พระครูพิพัฒนโกวิท จึงได้ดำเนินการเปิดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีขึ้นในปีนี้เอง ปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม ปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ ได้เสนอเรื่องในการขอจัดตั้งเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมจากเจ้า คณะผู้ปกครองตามลำดับชั้นจนถึงมหาเถรสมาคมและได้รับอนุมัติให้ยกจากสำนักศาสนศึกษาขึ้นเป็น สำนักเรียนวัดบุณยประดิษฐ์ และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักเรียนวัดบุณยประดิษฐ์ด้วย ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ พระครูพิพัฒนโกวิท เจ้าอาวาสและเจ้าสำนักเรียนวัดบุณยประดิษฐ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนาม ที่ พระปริยัติกิจโสภณ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ เจ้าคณะภาค ๑ (พระธรรมโมลี วัดพิชยญาติการาม) โดยอนุมัติของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม) แต่งตั้งให้พระปริยัติกิจโสภณ เจ้าอาวาสและเจ้าสำนักเรียนวัดบุณยประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งการปกครองทางคณะสงฆ์ เป็นเจ้าคณะเขตบางแค และได้รับพระบัญชาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว อุปเสโณ ป. ธ. ๙) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ วัดบุณยประดิษฐ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตามประกาศของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ โดยประกาศในราชกิจจานุเษกษา เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ พระเทพเมธี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้แต่งตั้ง พระปริยัติกิจโสภณ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบุณยประดิษฐ์ พระอารามหลวง และต่อมาได้รับพระบัญชาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว อุปเสโณ ป. ธ. ๙) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบุณยประดิษฐ์ พระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ พระปริยัติกิจโสภณ เจ้าอาวาส เจ้าสำนักเรียนวัดบุณยประดิษฐ์ และเจ้าคณะเขตบางแค ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชรัตนโสภณ วิมลปริยัติกิจจาทร บวรสังฆาราม คามวาสี
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชรัตนโสภณ(ทวนทอง ชินวํโส)
ที่อยู่ : ตำบล บางไผ่ อำเภอ เขตบางแค จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๓ ๓๐๔๒

77. ชื่อวัด : วัดบุปผาราม
วัดบุปผาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดนี้เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัด ดอกไม้ ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ท่านผู้หญิงจันทร์ ภรรยาเอกของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)ได้ปฎิสังขรณ์เพราะเป็นวัดที่ใกล้บ้าน ปลายรัชกาลที่ ๓ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้ปฏิสังขรณ์อีก และครั้งนี้รัชกาลที่ ๔ ทรงร่วมปฏิสังขรณ์ด้วยและพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบุปผาราม
เมื่อปฏิสังขรณ์เรียบร้อยแล้ว สมเด็จเจ้าพระยา ฯได้กราบทูลของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ครั้งยังทรงผนวชอยู่) ไปครองวัด แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานครั้งนั้นมีพระอมรโมลี (นพ พุทธิสัณหเถระ) เป็นประธานสงฆ์ จากนั้นเจ้าพระยาภาณุวงศ์ (ท้วม บุนนาค) และกุลทายาทสกุลบุนนาคได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อมา สำหรับการประกอบพิธีผูกพัทธสีมานั้นสันนิษฐานว่าคงจะมีในปลายรัชกาลที่ ๓ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ปฏิสังขรณ์วัดนี้นั้นปรากฏหลักฐานว่าท่านได้สร้างถาวรวัตถุสำคัญ ๆ ของวัดขึ้น คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญกุฎีตึกโบราณ ๒ ชั้นและชั้นเดียว รวมทั้งกำแพงวัดด้วยเมื่อพิจารณาจากถาวรวัตถุที่สร้างขึ้น จะเห็นได้ว่าวัดนี้สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดเพราะของเก่าทรุดโทรมมากจนเกินที่จะปฏิสังขรณ์ของเก่าได้ เนื่องจากร้างมานานวัดนี้ท่านผู้ใหญ่ในราชการเป็นผู้บูรณะปฏิสังขรณ์จึงมีกำลังในการทะนุบำรุงวัดเป็นอย่างดี
ในช่วงมหาสงคราโลกครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๗วัดบุปผารามถูกระเบิดทำลาย ทำให้พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฎีตึกโบราณ และกำแพงวัดได้รับความเสียหายยากแก่การซ่อมแซม พระธรรมวราลังการ (กล่อม อนุภาสเถระ)ซึ่งดำรงเจ้าอาวาสในขณะนั้น ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฎีและกำแพงวัดขึ้นมาใหม่ ที่เห็นได้ชัดเจนคือหน้าบันพระอุโบสถ เป็นรูปตรามหาสุริยมณฑลซุ้มและบานประตูหน้าต่าง เป็นรูปทรงมหาพิชัยมงกุฎ และตราบัวแก้วเมื่อก่อสร้างพระอุโบสถใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางวัดได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเนื่องจากย้ายสถานที่ก่อสร้างจากที่เดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทรงเป็นประธานในพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ถาวรวัตถุที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้บูรณะปฏิสังขรณ์นั้น ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้คือ “พระวิหาร”
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวรญาณ (บรรจบ ตาที)
ที่อยู่ : ตำบล วัดกัลยาณ์ อำเภอ เขตธนบุรี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๕ ๒๑๔๘

78. ชื่อวัด : วัดบุรณศิริมาตยาราม (ธ)
วัดบุรณศิริมาตยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
ในประวัติกล่าวไว้ว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเสนีเทพ ทรงสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเสนีเทพ สิ้นพระชนม์ก่อน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าให้พระยามหาอำมาตยาธิบดี (ต้นสกุล บุณณศิริ) เป็นผู้สร้างต่อจนสำเร็จและทรงพระราชทานนามว่า วัด ศิริอำมาตยาราม ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดบุรณศิริมาตยาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพรหมเมธาจารย์(คณิสร์ เขมวํโส)
ที่อยู่ : ตำบล ศาลเจ้าพ่อเสือ อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๒๕ ๘๔๘๒

79. ชื่อวัด : วัดบูรพาพิทยาราม
วัดบูรพาพิทยาราม ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๓๖๘ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหม่หนองปรือ เหตุที่เรียกเช่นนี้ เพราะสภาพท้องที่เป็นที่ลุ่ม มีหนองน้ำใหญ่ปกคลุมด้วยต้นปรือมากมาย
การสร้างวัดในระยะเริ่มแรกเมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๓๕๙ ชาวบ้านและพระภิกษุสงฆ์ได้ช่วยกันก่อสร้างขึ้นมา และเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ ปีพุทธศักราช ๒๓๖๘
ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๐ ได้ก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ตลอดจนการปรับปรุงพัฒนาวัด และบริเวณวัดอย่างต่อเนื่องโดยลำดับจนเจริญรุ่งเรืองและมีความสำคัญต่อชุมชนเป็นอย่างมาก เป็นแหล่งที่ให้การศึกษาแก่สงฆ์และเยาวชนอย่างกว้างขวาง และเป็นแหล่งผลิตครูในภาคตะวันออกโดยมีโรงเรียนฝึกหัดครูตั้งอยู่ในวัด และยังเป็นสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลย่อย ๆ ในชุมชนมาเป็นเวลานาน โดยมีพระภิกษุที่มีความชำนาญในวิชาการแพทย์แผนโบราณติดต่อกันมาหลายรูป
ต่อมาในสมัยพระพิศาลธรรมคุณ เป็นเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอท่าใหม่ ได้ดำเนินก่อสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่แทนหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพิศาลธีรคุณ (ประเสริฐ วิมโล)
ที่อยู่ : ตำบล เขาวัว อำเภอ ท่าใหม่ จังหวัด จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๙๔๓ ๑๕๑๑

80. ชื่อวัด : วัดบูรพาภิราม
วัดบูรพาภิรามเดิมมีนามว่า “วัดหัวรอ” เพราะเป็นที่พักรวมแขกคนที่เดินทางมายังจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ สมัยที่พระอธิการหล้า อินฺทวํโส เป็นเจ้าอาวาส ได้ขยายอาณาเขตมาจัดตั้งใหม่ที่ดงเจ้าพ่อมเหศักดิ์ ซึ่งเป็นที่สาธารณะอยู่ติดกับที่ตั้งวัดเดิมและได้ขนานนามวัดเสียใหม่เป็น “วัดบูรพา” เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกำแพงเมือง ครั้งต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๒ พระสิริวุฒิเมธี เจ้าอาวาสได้เพิ่มสร้อยนามวัดใหม่เป็น “วัดบูรพาภิราม”
ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุสำคัญ
พระพุทธไสยาสน์
พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี(หลวงพ่อโต)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชธรรมโสภณ(จำปี จนฺทธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองร้อยเอ็ด จังหวัด ร้อยเอ็ด
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๕๑ ๑๓๗๔

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (21-10-09), พรรณวดี (20-10-09), พุทธรักษา (21-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (20-10-09), นิมมานรดี (23-10-09), เดชะบุญ (21-10-09), cheye (15-11-09), leklek (21-10-09), rossukon (18-05-10)
  #5  
เก่า 20-10-09, 13:56
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (5)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ

81. ชื่อวัด : วัดบูรพาราม (ธ)
วัดบูรพาราม เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง(เชียงปุม) ได้รับตำแหน่งจางวางปทายสมันต์ ได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองด้วยการ ฝึกฟื้นใจเมือง คือการส่งเสริมความเจริญทางด้านพระพุทธศาสนาให้เจริญควบคู่กับบ้านเมือง ได้สร้างกำแพงเมืองชั้นในและคูเมืองชั้นนอก ในกำแพงเมืองชั้นในได้สร้างวัดอยู่ใจกลางเมืองคือวัดบูรณ์ (วัดบูรพาราม)และวัดกลางสุรินทร์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑโต)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองสุรินทร์ จังหวัด สุรินทร์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๕๑ ๔๒๓๔

82. ชื่อวัด : วัดปทุมคงคา
วัดปทุมคงคา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร
วัดปทุมคงคา เดิมชื่อวัด “สำเพ็ง” เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฎลักฐานการสร้าง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเจ้า ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม แล้วทรงถวยเป็นพระราชกุศลให้แด่สมเด็จพระบรมชนกาธิราช (สมเด็จพระปฐมบรมมหาชก ทองดี) และรัชกาลที่ ๑ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดปทุมคงคา”
จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ วัดปทุมคงคาเริ่มชำรุดทรุดโทรมอีกครั้งหนึ่ง พระยาสวัสดิวารีได้กราบทูลขอทำการบูรณปฏิสังขรณ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสวัสดิวารีทำการบูรณปฏิสังขรณ์ได้ แต่เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์ยังไม่ทันเสร็จ พระยาสวัสดิวารีก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อน ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิศาลศุภผล ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อ ขณะที่กำลังดำเนินงานอยู่นั้น ทรงมีราชดำริว่า เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงสร้างอุทิศถวายสมเด็จพระบรมชนกาธิราช (สมเด็จพระปฐมมหาชนก ทองดี) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ผู้กำกับช่างศิลาและช่างสิบหมู่บูรณะเพิ่มเติม และให้ช่างเสริมฐานพระพุทธรูปพระประธานในพระอุโบสถให้สูงขึ้น ทำฐานชุกชีออกมาเป็นรูปเทวราชถือพุ่มฉัตรดอกไม้ทอง

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพรัตนสุธี (พิมพ์ ญาณวีโร)
ที่อยู่ : ตำบล สัมพันธวงศ์ อำเภอ เขตสัมพันธวงศ์ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๓๕ ๙๒๐๖

83. ชื่อวัด : วัดปทุมวนาราม
วัดปทุมวนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร วัดปทุมวนาราม เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้น เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้วโปรดให้สร้างวังเป็นที่ประทับแรมเพื่อพักผ่อนพระราชกรณียกิจ ทรงให้ขุดสระขึ้นด้านเหนือเรียกว่า สระใน ด้านใต้เรียกว่า สระนอก เว้นตรงกลางไว้ ปลูกบัวพันธุ์ต่างๆอย่างสวยงาม พระราชทานนามว่า วังสระปทุม และพระราชทานนามบริเวณนั้นว่า ตำบลปทุมวัน ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๐๐ พระองค์ ได้เสด็จทางชลมารคมาประทับแรมที่วังสระปทุมเป็นครั้งแรก ทรงมีพระราชดำริควรจะสร้างวัดที่ฝั่งตะวันตกของสระนอก เพื่อพระราชทานแก่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และพระราชทานนาม วัดปทุมวนาราม

ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมอัชมุนี (อมร ญาโณทโย)
ที่อยู่ : ตำบล ปทุมวัน อำเภอ เขตปทุมวัน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๕๒ ๓๕๘๑

84. ชื่อวัด : วัดปรมัยยิกาวาส
วัดปรมัยยิกาวาส เป็นวัดโบราณ เรียกกันว่า วัดปากอ่าว สันนิษฐานว่าชาวรามัญที่อพยพมา สมัยสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ระหว่างพุทธศักราช ๒๓๑๐ - ๒๓๒๕ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เกาะเกร็ด ได้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๗ พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร ไ ด้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่จนเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพร้อมด้วยพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร ทรงถวายไตรจีวรเครื่องสมณบริขารแด่พระสงฆ์และโปรดให้เปลี่ยนนามวัดใหม่เป็น วัดปรมัยยิกาวาส เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ต่อสมเด็จยายที่ทรงอภิบาลท่าน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระสุเมธมุนี (ช้วน ชวนปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล เกาะเกร็ด อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๘๔ ๕๑๒๐

85.ชื่อวัด : วัดประชุมโยธี
วัดประชุมโยธี หรือ วัดควน สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๖๙ เดิมเป็นที่พำนักสงฆ์ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีพุทธศักราช ๒๓๙๒ โดยเจ้าจอมยี่สุ่น ณ นคร ได้บูรณปฏิสังขรณ์ สร้างพระอุโบสถ กุฏิที่พักสงฆ์ ศาลา และเสนาสนะอื่น ๆ โดยใช้เสาและโครงหลังคาเป็นไม้แก่นล้วนแต่หลังคามุงด้วยจาก ต่อมาได้รับการพัฒนาและ บูรณปฏิสังขรณ์ตามลำดับ ประมาณปี พุทธศักราช ๒๔๔๘ ทางราชการได้จัดทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นที่พระอุโบสถ และทำติดต่อกันมาหลายปีจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองอาศัยเหตุที่ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ลูกเสือมาประชุมกันจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่สถานที่เป็น วัดประชุมโยธี ตั้งแต่นั้นมา และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชปัญญาสุธี (วิเศษฏ์ กนฺตสิริ)
ที่อยู่ : ตำบล ท้ายช้าง อำเภอ เมืองพังงา จังหวัด พังงา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๖๔๑ ๒๒๐๙

86. ชื่อวัด : วัดประดู่
วัดประดู่เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย หลักฐานจากอุโบสถหลังเก่า เป็นศิลปะสมัยอยุธยา แต่ได้รื้อไปแล้ว เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดหนึ่งในแม่กลอง หน้าวัดมีต้นประดู่ใหญ่ต้นหนึ่ง และคลองหน้าวัด คือ คลองประดู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประภาสต้นทางชลมารคมาถึงวัดนี้ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๔๔๗ ผูกเรือที่ต้นประดู่ใหญ่ ปัจจุบันทางวัดได้ทำแผ่นป้ายใหญ่ ริมคลองหน้าวัดตรงต้นสะเดา บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระมหาสุรศักดิ์ (อติสกฺโข)
ที่อยู่ : ตำบล วัดประดู่ อำเภอ อัมพวา จังหวัด สมุทรสงคราม

87. ชื่อวัด : วัดประยุรวงศาวาส
วัดประยุรวงศาวาสเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร
ตามประวัติกล่าวว่า ผู้สร้างวัดประยุรวงศาวาส คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ( ดิศ บุนนาค ) ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ถวายเป็นพระอารามหลวง ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชทานนามว่า วัดประยุรวงศาวาศชาวบ้านเรียกกันว่า วัดรั้วเหล็ก เพราะสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สั่งรั้วเหล็กมาจากอังกฤษเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๓ ใช้เป็นกำแพงในพระบรมมหาราชวังแต่ไม่โปรด จึงขอรับพระราชทานมาใช้เป็นกำแพงวัดแทนโดยเอาน้ำตาลทรายน้ำหนักเท่าน้ำหนักเหล็กไปแลก

ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
ที่อยู่ : ตำบล วัดกัลยาณ์ อำเภอ เขตธนบุรี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๕ ๐๔๓๙

88. ชื่อวัด : วัดปรินายก
วัดปรินายกเป็นพระอารามชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดปรินายก เดิมชื่อ "วัดพรหมสุรินทร" ตามนามผู้สร้างคือ เจ้าพระย่าบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อครั้งยังเป็นพระพรหมสุรินทรอยู่ในรัชกาลที่ ๑ พอในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงขนานนามไว้ว่า "วัดปรินายก" และก็ถูกรกร้างว่างเปล่า จนสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงทำนุบำรุงการก่อสร้างเสนาสนะ ถาวรวัตถุต่างๆ ตลอดจนสร้างพระอุโบสถ และพระราชทานวิสุงคามสีมา ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๔๓

ชื่อเจ้าอาวาส : พระอมรเมธาจารย์(สุคนธ์ ปภากโร)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านพานถม อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๘๒ ๖๐๘๕

89. ชื่อวัด : วัดปากน้ำ
วัดปากน้ำ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดปากน้ำ เป็นวัดโบราณสร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ( ระหว่าง พุทธศักราช ๒๐๓๑๒๑๗๒) สถาปนาโดยพระราชวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏพระนามแน่ชัดเป็นวัดประจำหัวเมืองธนบุรี ปรากฏในตำนานเรื่องวัตถุสถานต่างๆซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาว่าเป็นพระอารามหลวงครั้ง กรุงศรีอยุธยาอันหมายถึงพระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินหรือพระมเหสีทรงสถาปนาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยานั้นหลักฐานทางโบราณวัตถุและโบราณสถานภายในวัดมีอายุย้อนไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลางได้พบร่องรอยคลองเล็กด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดที่โบราณขุดไว้เป็นแนวเขตที่ดินของวัดหลวงสมัยอยุธยาที่ตั้งของวัดปากน้ำจึงมีลักษณะเป็นเกาะรูปสี่เหลี่ยมมีน้ำล้อมอยู่ทุกด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะวัตถุที่อยู่คู่วัดมาเช่น หอพระไตรปิฏก ตู้พระไตรปิฎกทรงบุษบกล้วนเป็นฝีมือช่างหลวงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและตัวพระอุโบสถก็ใช้เทคนิคการก่อสร้างในสมัยนั้น ได้ค้นพบนามเจ้าอาวาส ๑ รูปในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ ( พระเจ้าเอกทัศ) คือ พระครูธนะราชมุนี เป็นวัดสำคัญประจำหัวเมืองหน้าด่านทะเล สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินได้พระราชทานทรัพย์ซ่อมหลังคาพระอุโบสถ ต่อมารัชกาลที่ ๓ ได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่อีกครั้ง ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เกือบทั้งพระอาราม แต่ให้คงอนุรักษ์ศิลปะเดิมไว้ วัดปากน้ำมีชื่อเสียงในการเผยแพร่พระพุทธศานาเป็นอย่างมาก มีชาวต่างประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้ามาอุปสมบทเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันวัดปากน้ำมีสาขาในต่างประเทศคือ
๑.วัดมงคพเทพมุนี รัฐฟิลาเดเฟีย สหรัฐอเมริกา
๒. วัดปากน้ำญี่ปุ่น จังหวัดชิบะ
๓.วัดปากน้ำนิวซีแลนด์

ชื่อเจ้าอาวาส : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ปากคลองภาษีเจริญ อำเภอ เขตภาษีเจริญ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๗ ๐๕๕๐

90. ชื่อวัด : วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์
กรมหลวงรักษรณเรศร์(หม่อนเกสร) ได้ทรงสร้างขึ้นในคราวเสด็จออกมาสร้างป้อมเมืองฉะเชิงเทรา ตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๗ และเนื่องจากสร้างขึ้นพร้อมกับป้อมและกำแพงเมือง ชาวบ้านจึงเรียกนี้ง่ายๆว่า วัดเมืองต่อมาในรัชสมัยเดียวกัน พ.ศ. ๒๓๙๑ เกิดกบฏอั้งยี่
ขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทรา วัดนี้ถูกเผาจึงเป็นร้างไปชั่วระยะหนึ่ง กระทั่งกบฏอั้งยี่ถูกปราบราบคาบ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่
มาในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพ - ฉะเชิงเทรา ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้พระราชทานนามวัดนี้ วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ (แปลว่าวัดที่ลุงของพระเจ้าแผ่นดิน)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพปัญญาเมธี (ประยนต์ อจฺจาทโร)
ที่อยู่ : ตำบล หน้าเมือง อำเภอ เมืองฉะเชิงเทรา จังหวัด ฉะเชิงเทรา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๘๕๑ ๕๑๔๒

91. ชื่อวัด : วัดป่าดาราภิรมย์ (ธ)
วัดป่าดารามภิรมย์ ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๑ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาถระ พระกรรมฐาน นักปฏิบัติธรรมผู้ยึดมั่นในการถือธุดงควัตร มักน้อย สันโดษ เจริญรอยตามปฏิปทาของพระมหากัสสปเถรเจ้า ผู้เอตทัตคะทางธุดงควัตร ได้รับอาราธนาจากพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปจาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) ให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเริ่มแรกที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งในขณะนั้นยังไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบ พอออกพรรษาท่านก็ออกจาริกธุดงค์ ไปแสวงหาความสงบสงัด ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ ได้จาริกมาทางอำเภอแม่ริม ได้พักอยู่ที่ป่าช้าร้างบ้านต้นกอก ซึ่งในขณะนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้สักและไม้เบญพรรณ อยู่ติดกับบริเวณสวนเจ้าสบาย ตำหนักดาราภิรมย์ ของพระราชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔ ในขณะนั้นบริเวณวัดเป็นป่าไม้เบญพรรณ (ป่าแพะ ) อยู่เขตชายป่าเทือกเขาดอยสุเทพ และดอยม่อนคว่ำหล้อง (ในตำนานของขุนหลวงวิรังคะ) ยังไม่พลุกพล่านด้วยบ้านผู้คน เป็นสถานที่เงียบสงบสงัด วิเวก ร่ำลือกันว่าเป็นสถานที่ผีดุ พระอาจารย์ffice:smarttags" />มั่น ภูริทัตโต อยู่พักชั่วระยะหนึ่ง แสวงจาริกไปที่พระธาตุจอมแตง เพื่อจำพรรษา ๑ พรรษา ไปห้วยน้ำริน ป่าช้าบ้านเด่น บ้านปง ( วัดอรัญญวิเวก ) เชียงดาว และพร้าว ต่อไป
จากสถานที่ป่าช้าร้างที่พระอาจารย์มั่น ผู้บำเพ็ญเผาผลาญกิเลสจนบรรถุถึงอริยมรรคอริยผล ได้มาเจริญสมณธรรม อธิษฐานจิตภาวนา ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการก่อสร้างขึ้นเป็นเสนาสนะป่าขึ้น ด้วยกุฏิศาลา แบบชั่วคราว และมีพระธุดงค์กรรมฐานผู้เป็นศิษย์แห่งพระอาจารย์มั่นมาอยู่จาริกอาศัยบำเพ็ญสมณธรรมตามวิถีแห่งธุดงคกรรมฐาน เป็นการชั่วคาวบ้าง ถาวรบ้าง จึงกล่าวได้ว่าจุดเริ่มต้นของสถานที่แห่งนี้เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ โดยท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีพระธุดงคกรรมฐานมาอยู่ปฏิบัติที่ป่าช้าแห่งนี้เป็นครั้งคราว
ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยคณะพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายอาจารย์มั่น ภูริทตตมหาเถร ที่จาริกมาประพฤติปฏิบัติ จึงพร้อมใจกันสร้างเสนาสนะ มีกุฏิ และศาลา ถวายแก่พระกรรมฐานเหล่านั้น โดยได้ตั้งชื่อวัดว่า วัดป่าวิเวกจิตตาราม บางหมู่ก็เรียกว่า วัดป่าเรไร บางหมู่ก็เรียกว่า วัดป่าแม่ริม โดยมีพระอ่อนตา อคคธมโม เป็นประธานสงฆ์อยู่ โดยมีนายแก้ว รัตนนิคม, นายศรีนวล ปัณฑานนท์ เป็นหัวหน้า สถานที่ตั้งแห่งนี้เป็นป่าช้าติดกับตำหนักดาราภิรมย์ สวนเจ้าสบาย ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ ทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีเจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าได้น้อมถวายที่ดินอันเป็นเขตพระราชฐานที่ตั้งของตำหนักดารารัศมี สวนเจ้าสบาย ของพระราชชายาฯให้แก่วัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี จำนวน ๖ ไร่ ทางราชการมีนายสว่าง พรหมปฏิมา นายอำเภอแม่ริม พร้อมทั้งทายาทของพระราชชายา และศรัทธาสาธุชน จึงพร้อมใจกันถวายนามให้แก่วัดใหม่ว่า วัดป่าดาราภิรมย์ ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระกรรมฐาน และถวายพระราชกุศลแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้มีคุณูปการต่อเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
จากนั้นมาก็ได้มีผู้มีจิตศรัทธาน้อมถวายที่ดิน และก่อสร้างเสนาสนะถวายโดยลำดับ เช่น ตะก่าจองจิงนะ ได้ถวายที่ดินเป็นจำนวน ๑๒ ไร่ และต่อมาได้มีพระกรรมฐานมาอยู่ประพฤติปฏิบัติกัน
วัดป่าดาราภิรมย์ ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

ชื่อเจ้าอาวาส : พระโสภณธรรมสาร (ฤทธิรงค์ ญาณวโร)
ที่อยู่ : ตำบล ริมใต้ อำเภอ แม่ริม จังหวัด เชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๘๖ ๒๗๒๒

92. ชื่อวัด : วัดป่าประดู่
วัดป่าประดู่ เป็นวัดโบราณ ต่อมาปี พุทธศักราช ๒๓๗๒ พระอุปัชฌาย์เทียน ได้มาบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ณ พระอุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม ได้ร่วมกับชาวบ้าน ทำการบูรณะวัดพระอุโบสถขึ้นใหม่ แต่หลังเก่านี้เล็กมาก ต่อมาจึงได้มีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นในสมัยที่พระครูสมุทสมานคุณ (แอ่ว อินฺทสวณฺโณ) เป็นเจ้าอาวาส
วัดนี้เดิมชื่อว่า วัดป่าเลไลย์ เพราะมีพระประทานในพระอุโบสถหลังเดิมเป็นพระพุทธรูปปางเลไลย์ ต่อมาทางวัดได้เปลี่ยนชื่อวัดให้เป็นไปตาม เกณฑ์สำหรับตรวจจดทะเบียนชื่อวัด เพื่อให้สองคล้องกับชื่อหมู่บ้านหรือตำบลเป็น วัดป่าประดู่ เมื่อประมาณ พุทธศักราช ๒๔๗๐
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูโสภิตปัญญากร (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าประดู่ อำเภอ เมืองระยอง จังหวัด ระยอง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๘๖๑ ๑๒๒๒
93. ชื่อวัด : วัดป่าเลไลยก์
วัดป่าเลไลยก์ สร้างวัดเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่จากการสันนิษฐานโบราณวัตถุสำคัญของวัด คือ พระปางปาลิไลยกะ หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อโต อายุประมาณต่ำสุดสร้างก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (ก่อนพุทธศักราช ๑๘๙๓) อย่างสูงสุดยุคทวารวดีตอนต้น (พุทธศักราช ๑๒๐๐)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมมหาวีรานุวัตร (ฉลอง จินฺตาอินฺโท)
ที่อยู่ : ตำบล รั้วใหญ่ อำเภอ เมืองสุพรรณบุรี จังหวัด สุพรรณบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๕๒ ๓๓๓๑

94. ชื่อวัด : วัดป่าโมก
วัดป่าโมก เป็นวัดเก่าแก่ในสมัยโบราณ เดิมเป็นที่ตั้งของวัด ๒ วัด ซึ่งมีเขตที่ตั้งวัดติดต่อกันคือ วัดชีปะขาว และวัดป่าโมก หรือวัดใต้ท้ายตลาด สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดป่าโมกซึ่งมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ และเนื่องจากอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำได้เซาะเข้ามาใกล้วิหารพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้วิหารพังทลายลงได้ พระมหาสุวรรณโชติอธิการป่าโมกสมัยนั้น จึงได้แจ้งให้พระยาราชสงครามได้ทราบและพระยาราชสงครามจึงได้กราบทูลให้พระเจ้าท้ายสระทรงทราบ จึงโปรดฯให้มีการชะลอพระพุทธไสยาสน์จากที่ประดิษฐานเดิมไปยังสถานที่ใหม่ ซึ่งน้ำเซาะไม่ถึงแล้วให้สร้างศาสนถาวรวัตถุต่าง ๆ ขึ้นในสถานที่ใหม่นี้แล้วรวมวัด ๒ วัด คือวัดชีปะขาวกับวัดป่าโมกหรือวัดใต้ท้ายตลาดเป็นวัดเดียวกัน แล้วขนานนามใหม่ว่า วัดป่าโมก เพราะภูมิประเทศมีป่าโมกมาก ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ และ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิสังขรณ์และได้มีการบูรณะกันต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสุธรรมาภรณ์ (วิวัฒน์ ฐิตเปโม)
ที่อยู่ : ตำบล ป่าโมก อำเภอ ป่าโมก จังหวัด อ่างทอง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๖๖ ๑๑๑๕

95. ชื่อวัด : วัดพญาภู
วัดพญาภู ตั้งเมื่อพุทธศักราช ๑๙๕๖ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ที่มีความสำคัญของจังหวัดน่านตามพงศาวดารเมืองน่านกล่าวไว้ว่าพระยาภูเข็ง (พญาภู) แห่งราชวงศ์ภูคา ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองเมืองน่าน ระหว่างพุทธศักราช ๑๙๕๐ – ๑๙๖๐ ได้สร้างวัดพญาภูขึ้น พุทธศักราช ๑๙๕๖ ต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองน่านทุกพระองค์ได้ให้ความอุปถัมภ์วัดพญาภูตลอดมาจนกระทั่ง พุทธศักราช ๒๔๐๐ พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองเมืองน่าน ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพญาภู เช่น บูรณะพระเจดีย์ ซึ่งก่ออิฐถือปูน เป็นเจดีย์โบราณสถาน ตามที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๖๑ ตอนที่ ๖๕ เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๔๘๗ เลขที่ ๑๑ วัดพญาภู มีพระพุทธรูปปฏิมากร ปางมรวิชัยสมัยเชียงแสน เป็นพระประธานในวิหาร ก่ออิฐถือปูนปิดทองคำเปลว หน้าตักกว้าง ๑๑ ศอก ซึ่งเป็นพระประธานที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน
วัดพญาภู ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๓๑

ชื่อเจ้าอาวาส : พระศรีธีรพงศ์ (ดิเรก วชิรปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเวียง อำเภอ เมืองน่าน จังหวัด น่าน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๗๗ ๑๖๗๙

97. ชื่อวัด : วัดพนัญเชิง
วัดพนัญเชิง เป็นวัดโบราณสร้างมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ในพระราชพงศาวดารเหนือกล่าวไว้ว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงสร้างขึ้นในที่ที่พระราชทานเพลิงศพนางสร้อย ดอกหมาก พระอัครมเหสีได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามให้นามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง เมื่อจุลศักราช ๔๐๖ ปีมะโรงฉอศก ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเรียกกันว่า วัดพแนงเชิงบ้าง วัดพระเจ้าพแนงเชิงบ้าง แต่โดยมากเรียกย่อว่า วัดพแนงเชิง ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๔ ได้มีพระราชกฤษฎีกาไว้ว่า วัดพนัญเชิง
วัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์จากกษัตริย์ราชวงศ์จักรี กันต่อ ๆ มา ในพุทธศักราช ๒๓๓๙ รัชกาลที่ ๔ เสด็จปิดทองพระพุทธเจ้าพนัญเชิงที่วัดนี้และทรงถวายพระนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก และเสด็จมาติดพระเนตรถมปัดอีกครั้ง ในครั้งนั้นได้โปรดให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐีจัดตั้งเครื่องสังเวยตามแบบธรรมเนียมจีน ในสมัยต่อมาเจ้าอาวาสของแต่ละยุคได้สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชรัตนวรภรณ์ (แวว นพปฎล กตสาโร)
ที่อยู่ : ตำบล คลองสวนพลู อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๔ ๑๗๐๘

98. ชื่อวัด : วัดพรหมนิวาส
วัดพรหมนิวาส เดิมชื่อ วัดขุนยวน เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา และเล่าสืบต่อกันมาว่า ผู้ที่สร้างวัดมียศเป็นขุน ได้เป็นแม่ทัพไปรบข้าศึกที่เมืองโยนก (นครเชียงใหม่) มีชัยชนะกลับมา จึงได้สร้างวัดขึ้น ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๓ ได้มีผู้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ต่อมา เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๕ ในสมัยที่พระครูกุศลธรรมธาดา (สุดใจ เขมสีโล) เป็นเจ้าอาวาสได้ขอพระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดพรหมนิวาส ซึ่งหมายถึง เป็นที่สถิตของพรหม และใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ในรัชกาลที่ ๔ได้ทรงปฏิสังขรณ์อีก เนื่องจากเคยประทับเมื่อครั้งทรงผนวชอยู่ ครั้นต่อมาบรรดาปูชนียวัตถุส่วนมากได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา การปฏิสังขรณ์ให้คืนสู่สภาพเดิมทำได้ยาก เพราะสิ่งปลูกสร้างภายในวัดล้วนเป็นศิลปกรรม ค่าซ่อมแซมสูงมาก ทางวัดจึงได้จัดทำโครงการบูรณะพระอารามหลวงเป็นตอน ๆ เช่น งานบูรณะกำแพงแก้ว บูรณะหอสวดมนต์ เป็นต้น
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวิทิตธรรมศิริคุณ (บัญญัติ หิริมโน)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าวาสุกรี อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๔ ๑๙๐๑

99. ชื่อวัด : วัดพระงาม
วัดพระงาม เดิมเป็นวัดราษฎร์ ภายในวัดมีซากเจดีย์ขนาดใหญ่ที่คาดว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างสมัย ทวารวดี เช่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ สภาพวัดได้รกร้างไปตามสภาพของบ้านเมือง จนสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ได้ให้ช่างมาบูรณปฏิสังขรณ์ องค์พระปฐมเจดีย์ เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ได้เสด็จธุดงค์มานมัสการและปักกลดด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระปฐมเจดีย์ ได้ทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างเป็นนิมิตมหัศจรรย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์องค์เดิม ทรงมั่นพระทัยว่าเจดีย์องค์นี้เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงให้ทรงปรับปรุงองค์พระปฐมเจดีย์เป็นรมณียสถาน
หลังจากนั้นประมาณ ๕๒ ปี มีพระภิกษุ ๒ รูป จากวัดพระปฐมเจดีย์ได้มาจำพรรษาที่ วัดพระงามซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง จึงได้แผ้วถางที่รกร้าง พบกุฏิโบราณ วิหารบนเนินดิน มีพระพุทธรูปเก่าและซากเจดีย์ใหญ่หักอยู่ ท่านทั้ง ๒ ได้ช่วยกันพัฒนาวัดให้สะอาดเรียบร้อยสร้างกุฏิหลังเล็กหลังคามุงแฝก ชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาจึงให้การสนับสนุนสร้างกุฏิให้มั่นคงและสร้างอุโบสถ ได้รับพระราชวิสุงคามสีมาว่า วัดโสภาพุทธราม แต่ไม่นิยมเรียกกันครั้งเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสำรวจวัดและทรงเรียกว่า วัดพระงาม ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุที่ค้นพบเครื่องดินเผาที่เป็นเศียรพระพุทธรูปที่งดงามได้ที่วัด จึงเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้

ชื่อเจ้าอาวาส : พระมหาสมบูรณ์ (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล พระปฐมเจดีย์ อำเภอ เมืองนครปฐม จังหวัด นครปฐม
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๔๒๗ ๕๖๓๗

100. ชื่อวัด : วัดพระธาตุช่อแฮ
วัดพระธาตุช่อแฮ สร้างขึ้นระหว่าง ระหว่างจุลศักราช๕๘๖-๕๘๘(พุทธศักราช ๑๘๗๙-๑๘๘๑) ในสมัยที่พระมหาธรรมราชา (ลิไท) ยังทรงเป็นพระมหาอุปราชซึ่งครองเมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) อยู่ในครั้งนั้น ทรงโปรดให้สร้างสถานที่ทางศาสนาที่ทางศาสนาตามที่ปรากฏในพุทธประวัติในที่ต่าง ๆ และเลือกยอดดอยโกสิยธชัคคะ เพื่อเป็นที่สร้างพระเจดีย์พระธาตุช่อแฮ
พระมหาราชาลิไทพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุแก่ขุนลัวะอ้ายก้อมให้นำมาบรรจุไว้ในฐานเจดีย์ เมื่อขุนลัวะอ้ายก้อมมาถึงบริเวณดอยโกสิยธชัคคะเห็นว่าทำเลดีจึงสร้างเจดีย์ขึ้น และนำผอบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุบรรจุไว้ในสิงห์ทองคำสร้างแท่นที่ตั้งผอบด้วยเงินและทอง แล้วตั้งสิงห์ทองคำไว้ โดยโบกปูนทับอีกชั้นหนึ่ง หลังจากนั้นก็จัดงานบำเพ็ญกุศลเฉลิมฉลอง ๗ วัน ๗ คืน ภายหลังเมืองแพร่ถูกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนาไทยกษัตริย์ล้านนาก็ทรงได้ทะนุบำรุงพระธาตุช่อแฮตามลำดับ จนกระทั่งราชวงศ์นี้หมดอำนาจลง พระธาตุช่อแฮก็ทรุดโทรมเป็นอันมากจนล่วงมาถึง พุทธศักราช ๒๔๖๗ พระครูบาศรีวิชัย (หรือตุ๊เจ้าวัดบ้านปางจังหวัดลำพูน) ได้เป็นประธานบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดแพร่ และมีพระมหาเมธังกร (พรหม พรหมเทโว) อดีตเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่ง
วัดพระธาตุช่อแฮได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ให้ยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็น พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญตั้งแต่วันที่ ๒๓มิถุนายน ๒๕๔๙

ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวิมลกิตติสุนทร (วิชาญ กิตฺติปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ช่อแฮ อำเภอ เมืองแพร่ จังหวัด แพร่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๕๙ ๙๒๐๙

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (21-10-09), พรรณวดี (20-10-09), พุทธรักษา (21-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (20-10-09), นิมมานรดี (23-10-09), เดชะบุญ (21-10-09), cheye (15-11-09), leklek (21-10-09), rossukon (18-05-10)
  #6  
เก่า 20-10-09, 14:15
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (6)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ


101. ชื่อวัด : วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
ตามพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า เจ้าผู้ครองนครน่าน ชื่อพญาภูเข่ง หรือภูเข็ง เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๔๙ เรียกชื่อในครั้นนั้นว่า วัดหลวง หรือ วัดหลวงกลางเมือง หรือ วัดหลวงหกลางเวียง ส่วนชื่อ วัดช้างค้ำ หรือ วัดพระธาตุช้างค้ำ นั้น เพิ่งจะมาเรียกในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตรงกับรัชกาลที่ ๑ เพราะว่าภายในวัดมีพุทธเจดีย์หรือพระธาตุหลวงก่อเป็นช้างครึ่งตัวโผล่หน้าออกมาเอาหลังหนุนองค์พระเจดีย์ไว้ทั้ง ๔ ด้าน ๆ ละ ๖ เชือก รวม ๒๔ เชือก
มูลเหตุการณ์สร้างวัดตามตำนานมีว่า ครั้งหนึ่งกองทัพพม่า ซึ่งมีแสนยานุภาพช้างม้ารี้พลมาจะยึดเอานครน่านเป็นเมืองออก เจ้านครน่านเห็นเหลือกำลังจะรับข้าศึกได้ จึงแต่งอุบายส่งทูตไปเจรจากับแม่ทัพพม่า โดยมีเงื่อนไข ว่าทั้งสองต่างเป็นชาวพุทธด้วยกัน หากจะรบกันก็จะเสียกำลังพลเป็นจำนวนมาก ให้สร้างเจดีย์แข่งกัน โดยเริ่มสร้างตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนรุ่งอรุณ ฝ่ายใดสร้างเสร็จละยกฉัตรเจดีย์ขึ้นได้ก่อน ก็ให้ลั่นฆ้องเป็นสัญญานฝ่ายชนะ ถ้านครน่านแพ้จะยอมเป็นเมืองออกของพม่า แต่ถ้าฝ่ายพม่าแพ้ตกยกทัพกลับไป ฝ่ายแม่ทัพยอมรับเงื่อนไข ฝ่ายพม่าระดมกำลังพลปั้นอิฐสร้างพระเจดีย์ ฝ่ายนครน่านใช้ไม้ไผ่สานสังเวียนใหญ่น้อยลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ให้มีลักษณะเหมือนพระเจดีย์ ระดมผู้คน ช้างจำนวนมากมาย ขนดินหิน กรวด ทราย มาถมไว้ในวังเวียง แล้วใช้ผ้าขาวหุ้ม มองเห็นแต่ไกลเหมือนองค์พระเจดีย์ ก่อนรุ่งอรุณขึ้นเล็กน้อยและยกช่อฉัตร ลั่นฆ้องชัยเป็นสัญญานชัยชนะ ฝ่ายพม่าคงสร้างเสร็จแต่พระเจดีย์ ไม่ทันยกฉัตรขึ้น จึงเป็นฝ่ายยอมแพ้ และยกทัพกลับ บัดนั้นเจ้านครน่าน ทรงเห็นว่า เพื่อเป็นอนุสรณ์ในชัยชนะ จึงทรงให้สร้างเจดีย์องค์จริงขึ้นและสร้างวัดขึ้น ณ บริเวณที่สร้างเจดีย์เทียม กับโปรดให้สร้างรูปช้างโผล่หัวครึ่งตัวรอบฐานพระเจดีย์ชั้นที่ ๒ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ช้างมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการค้ำจุนพระเจดีย์
วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๑

ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมนันทโสภณ (มนต์ คุณธาโร)
ที่อยู่ : ตำบล ในเวียง อำเภอ เมืองน่าน จังหวัด น่าน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๗๑ ๐๐๓๘

102. ชื่อวัด : วัดพระธาตุดอยสุเทพ
วัดนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาชื่อวัดสุเทพ และมีพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ จึงเรียกชื่อว่าวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า วัดดอยสุเทพ หรือ วัดดอย ตามตำนานวัดพระธาตุดอยสุเทพก่อนที่จะมีการสร้างวัด พระเจ้ากือนามมหาราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้สร้างพระเจดีย์มีความสูง ๕ วา บนดอยสุเทพก่อนปี พุทธศักราช ๑๙๒๙ และได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น คือ มีฐานกว้าง ๖ วา สูง ๑๑ วา โดยพระเมืองเกตุเจ้านครเชียงใหม่ในปีพุทธศักราช ๒๐๖๘ และในปีพุทธศักราช ๒๐๘๘ ท้าวชายคำราชโอรสได้สร้างวิหารด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมทั้งระเบียงรอบพระเจดีย์ ๔ ด้าน และได้เขียนภาพจิตกรรมฝาผนังด้วย ในสมัยนี้ได้มีการสร้างพระอุโบสถ โดยอุบาสกผู้มีจิตศรัทธาเป็นผู้ริเริ่ม แต่ยังไม่เป็นวัดเป็นเพียงปูชนียสถานเท่านั้น หลังจาก พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จึงเริ่มมีคณะสงฆ์ขึ้นไปดูแลรักษา จนกระทั้งได้รับการยกเป็นขึ้นเป็นวัดมีพระสงฆ์ ในปี พุทธศักราช ๑๔๙๔ มีพระครูญาณลังการ (พระเทพวิสุทธาจารย์) แห่งวัดทุงยูขึ้นไปเป็นเจ้าอาวาส วัดพระธาตุดอยสุเทพมีความสำคัญมากขึ้นเพราะรัฐบาลได้สร้างพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ และถนนขึ้นดอยที่ครูบาศรีวิชัยสร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๗-๒๔๗๙ ก็โอนเป็นทางหลวงจังหวัดด้วย วัดพระธาตุดอยสุเทพจึงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้างเพิ่มเติมจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นคู่กับพระตำหนักบนยอดเขา และได้รับพระราชทานราชาอนุญาตให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๖ เป็นต้นมา

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุวณณสิริ)
ที่อยู่ : ตำบล สุเทพ อำเภอ เมืองเชียงใหม่ จังหวัด เชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๒๙ ๕๐๐๒ - ๓

3. ชื่อวัด : วัดพระธาตุพนม
ในตำนานพระธาตุพนมกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมสร้างครั้งแรกในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร กำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ โดยท้าวพญาทั้ง ๕ อันมีพญาศรีโคตบูร เป็นต้น และพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ อันมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน
ลักษณะการก่อสร้างในสมัยแรกนั้น ใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม แล้วเผาให้สุกทีหลัง กว้างด้านละสองวาของพระมหากัสสปะ สูงสองวา ข้างในเป็นโพรง มีประตูเปิดทั้งสี่ด้าน เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระมหากัสสปะเถระนำมาจากประเทศอินเดีย ประดิษฐานไว้ข้างใน แล้วปิดประตูทั้งสี่ด้าน แต่ยังปิดไม่สนิททีเดียว ยังเปิดให้คนเข้าไปสักการะบูชาได้อยู่บางโอกาส ในตำนานพระธาตุพนมบอกว่า "ยังมิได้สถาปนาให้สมบูรณ์" นี้ก็หมายความว่า ยังมิได้ปิดประตูพระธาตุให้มิดชิดนั่นเอง พึ่งมาสถาปนาให้สมบูรณ์ในราว พุทธศักราช ๕๐๐
องค์พระธาตุพนม ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยลำดับ ดังนี้
๑. การบูรณะครั้งที่ ๑ ในราว พุทธศักราช ๕๐๐ โดยมีพญาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมือง มรุกขนคร และพระอรหันต์ ๕ องค์ เป็นประธาน ในการบูรณะครั้งนั้น ได้เอาอิฐซึ่งเผาให้สุกดีแล้วมาก่อต่อเติมจากยอดพระธาตุพนมองค์เดิมให้สูงขึ้นไปอีกประมาณ ๒๔ เมตร ( สันนิษฐานดูตามลักษณะก้อนอิฐหลังจากองค์พระธาตุพนมหักพังลงแล้ว ) แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุออกจากอุโมงค์เดิม ซึ่งทำการบรรจุตั้งแต่สมัยพระมหากัสสปเถระ ขึ้นไปประดิษฐานไว้ใหม่ที่ใจกลางพระธาตุชั้นที่สอง แล้วปิดประตูอย่างมิดชิด หรือสถาปนาไว้อย่างสมบูรณ์ ( เวลานี้พบแล้ว อยู่สูงจากระดับพื้นดิน ๑๔.๗๐ เมตร )
๒. การบูรณะครั้งที่ ๒ เมื่อ พุทธศักราช ๒๑๕๗ โดยมีพระยานครหลวงพิชิตราชธานีศรีโคตบูร แห่งเมืองศรีโคตบูร เป็นประธาน ได้โบกสะทายตีนพระธาตุทั้งสี่ด้าน และสร้างกำแพงรอบพระธาตุ พร้อมทั้งซุ้มประตู และเจดีย์หอข้าวพระทางทิศตะวันออกพระธาตุ ๑ องค์ ( ถูกพระธาตุหักพังทับยับเยินหมดแล้ว )
๓. การบูรณะครั้งที่ ๓ เมื่อ พุทธศักราช ๒๒๓๖ - ๔๕ โดยมีเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์เป็นประธาน การบูรณะครั้งนี้ ได้ใช้อิฐก่อต่อเติมจากพระธาตุชั้นที่สองซึ่งทำการบูรณะใน พุทธศักราช ๕๐๐ ให้สูงขึ้นอีกประมาณ ๔๓ เมตร ได้มีการปรับปรุงที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุใหม่ โดยสร้างอูบสำริดครอบเจดีย์ศิลาอันเป็นที่บรรจุบุษบกและผอบพระอุรังคธาตุไว้อย่างแน่นหนา และได้บรรจุพระพุทธรูปเงิน ทอง แก้ว มรกต และอัญมณีอันมีค่าต่าง ๆ ไว้ภายในอูบสำริดและนอกอูบสำริดไว้มากมาย มีจารึกพระธาตุพนมว่า "ธาตุปะนม" (ประนม)
๔. การบูรณะครั้งที่ ๔ ใน พุทธศักราช ๒๓๕๐ - ๕๖ โดยมีเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์เป็นประธาน ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำ ประดับด้วยเพชรพลอยสีต่าง ๆ ประมาณ ๒๐๐ เม็ด และได้ทำพิธียกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ในปีนั้น ( พุทธศักราช ๒๓๕๖ ) ( ฉัตรนี้ ได้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารใน พุทธศักราช ๒๔๙๗ )
๕. การบูรณะครั้งที่ ๕ โดยมีพระครูวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ได้ซ่อมแซมโบกปูนองค์พระธาตุพนมใหม่ ลงรักปิดทองส่วนบนประดับแก้วติดดาวที่ระฆัง แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอด ปูลานพระธาตุ ซ่อมแซมกำแพงชั้นในและชั้นกลาง
๖. การบูรณะครั้งที่ ๖ ใน พุทธศักราช ๒๔๘๓ - ๘๔ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้กรมศิลปากรอันมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นหัวหน้า สร้างเสริมครอบพระธาตุพนมองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ ๓ ขึ้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก ๑๐ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร
๗. พุทธศักราช ๒๔๙๗ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำ ซึ่งเป็นของวัดที่ได้จากประชาชนบริจาคและได้ทำพิธียกฉัตรในปีนั้น ฉัตรทองคำ มีเนื้อทองของวัดอยู่ประมาณ ๗ กิโลกรัม นอกนั้นเป็นโลหะสีทองหนักประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ฉัตรหนักทั้งหมด ๑๑๐ กิโลกรัม ก่อนรื้อนั่งร้าน ทางวัดได้ขอแรงสามเณรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร โบกปูนตั้งแต่ยอดซุ้มประตูพระธาตุชั้นที่ ๑ จนถึงยอดสุด ใช้เวลาทำงานอยู่ ๑ เดือนจึงแล้วเสร็จ
๘. พุทธศักราช ๒๕๐๐ ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารได้ลงรักปิดทองพระธาตุพนมส่วนยอดประมาณ ๑๐ เมตรจนถึงก้านฉัตร ได้ขอแรงพระภิกษุสามเณรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารช่วยทำ ใช้เวลาทำงานอยู่ ๑ เดือน กับ ๑๕ วัน จึงเสร็จเรียบร้อยดี
๙. พุทธศักราช ๒๕๑๑ ทางวัดได้ขอแรงพระภิกษุสามเณรวัดพระธาตุพนม ลงรักปิดทองลวดลายองค์พระธาตุพนมช่วงบน ซึ่งทำการประดับใน พุทธศักราช ๒๔๘๓ - ๒๔๘๔ ส่วนยอดสูงประมาณ ๕ เมตร ได้เอาแผ่นทองเหลืองหุ้มแล้วจึงลงรักปิดทอง ใช้เวลาทำงาน ๒ เดือนกว่าจึงแล้วเสร็จ
๑๐. ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ องค์พระธาตุพนมได้หักล้มลงไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์ ทับวัตถุก่อสร้าง ๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น เช่น หอพระทางทิศเหนือและทิศใต้ ศาลาการเปรียญและพระวิหารหอพระแก้วเสียหายหมด ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากฐานหรือพระธาตุชั้นที่ ๑ ซึ่งสร้างในสมัยแรกนั้นเก่าแก่มาก และไม่สามารถทานน้ำหนักส่วนบนได้ จึงเกิดพังทลายลงมาดังกล่าว
๑๑. วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๑๘ หลังจากองค์พระธาตุพนมพังทลายแล้ว ๒๐ วัน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ลงมือทำการรื้อถอนและขนย้ายซากปรักหักพังขององค์พระธาตุพนม ใช้แรงงานคนงานจำนวน ๕๐ คน ใช้เวลาในการรื้อถอนและขนย้ายอยู่ ๑๗๐ วันจึงเสร็จเรียบร้อยดี
๑๒. วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ ทำพิธีบูชาพระธาตุพนมและบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษตลอดถึงเทพเจ้าผู้พิทักษ์องค์พระธาตุพนม และอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระธาตุจำลองชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่ เมื่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่เสร็จแล้ว จะได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ที่เดิม
ในพิธีนี้มี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระพิมลธรรม ( อาสภมหาเถระ ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และในขณะเดียวกันก็ได้อัญเชิญเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่พระธาตุจำลองด้วย
๑๓. วันที่ ๑๗ - ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ ( หลังจากองค์พระธาตุพนมหักพังแล้ว ๖๒ วัน ) ได้พบพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหัวอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่ในผอบแก้ว หรือหลอดแก้ว ซึ่งมีสัณฐานคล้ายรูปหัวใจ ผอบแก้วใบนี้หุ้มทองมีช่องเจาะสี่ด้าน มีฝาทองคำปิดสนิทสูง ๒.๑ เซนติเมตร มีสีขาวแวววาวมาก คล้ายกับแก้วผลึก ภายในผอบมีน้ำมันจันทน์หล่อเลี้ยงอยู่และมี พระอุรังคธาตุบรรจุอยู่ ๘ องค์
๑๔. วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ ( หลังจากพบพระอุรังคธาตุแล้ว ๒ เดือน ๒๕ วัน ) ได้จัดสมโภชพระอุรังคธาตุขึ้นรวม ๗ วัน ๗ คืน งานเริ่มวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ ถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๙
ในงานนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธี สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์สถานที่ประกอบพิธีอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบริเวณวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุพนม
๑๕. วันที่ ๑๐ - ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออบมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชา และนำสิ่งของที่พบในองค์พระธาตุพนมออกมาให้ประชาชนชมตลอดงาน
๑๖. วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๙ บริษัท อิตาเลียน - ไทย ได้ขุดหลุมลงเข็มรากพระธาตุพนมองค์ใหม่ ต่อมาวันที่ ๒๘ - ๒๙ พฤษภาคม ศกเดียวกัน ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อันมีพระเทพรัตนโมลี เป็นประธาน ได้ทำพิธีลงเข็มรากพระธาตุพนมเพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในการก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่
๑๗. วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๙ สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จมาเยี่ยมคณะสงฆ์และประชาชนที่วัดพระธาตุพนม ได้ตรวจดูการก่อสร้างองค์พระธาตุพนม และได้ทรงนมัสการพระอุรังคธาตุด้วย
๑๘. วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๙ ถึงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๐ ทางวัดได้ขอแรงประชาชนในเขตอำเภอธาตุพนม มาขนเศษอิฐเศษปูนจากบริเวณสนามหญ้าข้างในวิหารคตออกไปกองไว้ข้างนอกทางด้านทิศเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้หอพระนอน
๑๙. วันที่ ๑๙ มกราคม ถึงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ทางวัดได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ออกไปให้ประชาชนชมและสักการะบูชาอีก และมีการแสดงนิทรรศการของโบราณเหมือนปีก่อน
๒๐. วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ลงมือประดับตกแต่งลวดลายองค์พระธาตุพนม
๒๑. วันที่ ๑๗ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ทางวัดได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้ประชาชนได้สักการะบูชาจนตลอดงาน พระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้าคณะจังหวัดนครพนม และนายสมพร กลิ่นพงษา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ ได้ทำพิธีแห่โดยตั้งขบวนแห่ที่ถนนหน้าวัดแล้วเดินทางไปตามถนนชยางกูร เลี้ยวเข้าถนนหน้าพระธาตุพนมจำลอง ตรงไปยังเบญจาซึ่งตั้งอยู่สนามหญ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระธาตุ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เบญจา เสร็จงานแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เดิม ในงานนี้มีการแสดงนิทรรศการเหมือนปีก่อนฯ
๒๒. วันที่ ๖ - ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ทางวัดได้จัดงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีเหมือนปีก่อน ๆ และได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุออกมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาตลอดงาน พระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และนายพิชิต ลักษณะสมพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ ได้ทำพิธีแห่รอบองค์พระธาตุ ๑ รอบ แล้วจึงได้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานไว้ บนพระเบญจาตลอด ๗ วัน ในวันสุดท้ายของงานพระเทพรัตนโมลี พร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยมได้ทำพิธีคาระวะพระอุรังคธาตุ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เดิม ในงานนี้มีการนำเอาของมีค่าซึ่งค้นพบที่องค์พระธาตุพนมออกมาให้ประชาชนได้ชมจนตลอดงานเหมือนปีที่แล้วมา
๒๓. วันที่ ๒๑ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ ทางรัฐบาลได้จัดพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีบรรจุ ในวันแรกของงานได้ทำพิธีแห่พระอุรังคธาตุ ในวันที่ ๒ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงเป็นประธานยกฉัตรพระธาตุ ในวันที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาทรงบรรจุพระอุรังคธาตุ

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชธีราจารย์(สำลี ปญฺญาวโร)
ที่อยู่ : ตำบล ธาตุพนม อำเภอ ธาตุพนม จังหวัด นครพนม
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๕๔ ๑๐๕๐

104. ชื่อวัด : วัดพระธาตุศรีจอมทอง
วัดพระธาตุศรีจอมทอง หรือวัดหลวงจอมทอง สร้างเมื่อพุทธศักราช ๑๙๙๔ เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สำคัญมากวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ตามตำนานที่กล่าวถึงพระบรมธาตุศรีจอมทอง เล่าว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธพยากรณ์ไว้กับพญา อังครัฏฐะ ผู้ครองนครอังครัฏฐะ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณดอยจอมทองว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะเป็นที่ประดิษฐานพระทักษิณโมลีธาตุ(พระเศียรเบื้องขวา) ต่อมาภายหลังเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพานแล้ว โทณพราหมณ์ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๘ นคร ในครั้งนั้น มัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินาราทรงได้พระทักษิณโมลีธาตุไว้ พระมหากัสสปะเถระประธานฝ่ายสงฆ์ จึงได้กราบทูลถึงพุทธพยากรณ์ มัลลกษัตริย์ทราบดังนั้น จึงถวายพระบรมธาตุแด่พระมหากัสสปะเถระ ท่านอัญเชิญพระบรมธาตุวางไว้บนฝ่ามือ แล้วอธิษฐานอารธนาให้พระบรมธาตุเสด็จไปยังดอยจอมทองเพื่อประทับอยู่ในโกศแก้วอินทนิลภายในเจดีย์ทองคำที่พญาอังครัฏฐะได้สร้างถวายไว้ หลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว ๒๑๘ ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ได้เสด็จมายังดอยจอมทองและทรงขุดคูหาเป็นอุโมงค์แล้วอัญเชิญพระบรมธาตุมาประดิษฐานในอุโมงค์๕ พร้อมกับอธิษฐานให้พระบรมธาตุปรากฏให้เห็นเฉพาะผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ต่อมาพุทธศักราช ๑๘๘๕ สามีภรรยาชื่อนายสอยและนางเม็ง เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ได้ค้นพบพระบรมธาตุจอมทองในลักษณะที่เป็นพระทักษิณโมลีธาตุ มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพดสัณฐานกลมเกลี้ยง สีดอกพิกุลแห้งหรือสีดอกบวบ บรรจุในโกศทองเหลืองหล่อทองปิดทอง ชั้นในเป็นผอบเงิน ผอบทองลงยา ประดับเพชร
ต่อมาพุทธศักราช ๒๐๐๙ มีคหบดี ๒ คน คือนายสิบเงินและนายสิบถัว ได้มาสร้างเจดีย์และวิหารชั่วคราวมุงด้วยหญ้าคาขึ้น แล้วนิมนต์พระสารีปุตตระเถระมาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด หลังจากที่เจ้าอาวาสองค์แรกมรณภาพลงแล้ว ชาวบ้านได้อารธนาพระเทพกุลเถระมาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ ท่านได้ทำการเปลี่ยนหลังคาวิหารเป็นกระเบื้อง เหตุการณ์สำคัญของวัดพระธาตุจอมทองได้เกิดขึ้นในสมัยพระมหาธรรมปัญโญ เจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ คือพระบรมธาตุได้เสด็จออกจากถ้ำคูหา แสดงปาฏิหาริย์เป็นที่อัศจรรย์ แล้วจึงสถิตอยู่ในพระเกศโมลีของพระพุทธรูปองค์หนึ่งในพระวิหาร ท่านเจ้าอาวาสจึงอัญเชิญมาบรรจุในโกศงาช้างและเก็บรักษาไว้สืบมา
ต่อมาพระเมืองแก้ว กษัตริย์ลำดับที่ ๑๔ แห่งราชวงศ์มังราย ครองราชย์ระหว่างพุทธศักราช ๒๐๓๘ - ๒๐๖๘ ได้โปรดให้สร้างพระวิหารจัตุรมุขโดยมีมณฑปตั้งอยู่กลางวิหารจัตุรมุข เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ แต่เมื่อสิ้นรัชกาลของพระเมืองแก้ว วัดพระธาตุศรีจอมทองกลายเป็นวัดร้าง และต่อมาได้กลับคืนสภาพเป็นวัดอีกครั้ง ชาวบ้านไปอารธนาพระญาณมงคลจากวัดทุ่งตุ มาเป็นเจ้าอาวาส ทั้งนี้พระมหากษัตริย์เมืองเชียงใหม่อีกหลายพระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงและถวายเครื่องสักการะสืบมาอย่างต่อเนื่องด้วยพระราชศรัทธาต่อพระธาตุ
วัดพระธาตุศรีจอมทองนี้ได้รับพระราชทานยกฐานะวัดขึ้นเป็นวัดพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ ๓๐ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพสิทธาจารย์ (ทอง สิริมงฺคโร)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านหลวง อำเภอ จอมทอง จังหวัด เชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๓๔ ๑๖๖๔

105. ชื่อวัด : วัดพระธาตุหริภุญชัย
วัดพระธาตุหริภุญชัย สร้างเมื่อ พุทธศักราช ๑๔๔๐ พระเจ้าอาทิตยราชกษัตริย์วงศ์รามัญ ผู้ครองนคร ลำพูนได้สร้างมณฑปครอบโกศทองคำบรรจุพระบรมธาตุไว้ภายใน ซึ่งมีตำนานเล่าว่า “พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับตรงที่สร้างพระเจดีย์เสวยผลสมอเพื่อรักษาพระอุทร หลังจากเสวยแล้วได้ทรงทิ้งผลสมอไว้ตรงนั้น กาลต่อมาเมล็ดสมอได้งอกงาม เจริญเติบโต พระราชาธิบดีจึงได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระเกศาของพระพุทธองค์ ณ สถานที่พระองค์ประทับนั่งเสวยผลสมอจึงได้นามว่า พระธาตุหริภุญชัย (คำว่า หริ แปลว่า ผลสมอ และ ภุญชัย แปลว่า เสวย ) และเดิมทีสถานที่ตรงนี้ พระเจ้าอาทิตยราชสั่งให้ขุดหลุมเป็นที่สำหรับบังคม แต่เมื่อเสด็จไปบังคมครั้งใดก็ถูกกาบินโฉบพระเศียรมิได้เว้น ทรงประหลาดพระทัยจึงรับสั่งให้จับกาตัวนั้นขังร่วมกับเด็กทารกที่เริ่มหัดพูด จนล่วงไป ๗ ปี เด็กนั้นรู้ภาษากาและพูดไต่ถามเหตุการณ์ จึงทราบว่าสถานที่นั้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า” จากนั้นได้มีการสร้างเสริมทำนุบำรุงและปฏิสังขรณ์กันต่อมาอีกหลายสมัย ต่อมาในปี พุทธศักราช ๑๙๘๖ พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์ครองนครเชียงใหม่ได้ทรงกระทำการปฏิสังขรณ์บูรณะเสริมองค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ การสร้างคราวนี้ได้สร้างโครงขึ้นใหม่เป็นรูปแบบลังกา ซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพราะในสมัยพระเจ้าติโลกราชได้มีความสัมพันธ์กับลังกาอยู่มาก จากนั้นพระสุวรรณเจดีย์จึงได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ตั้งอยู่ทางขวาของพระบรมธาตุซึ่งสร้างขึ้นโดยพระนางปทุมวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช ภายหลังเมื่อสร้างพระธาตุฯ เสร็จแล้วได้ ๔ ปี

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองลำพูน จังหวัด ลำพูน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๕๑ ๑๑๐๔

106. ชื่อวัด : วัดพระธาตุเชิงชุม
วัดพระธาตุเชิงชุมตั้งเมื่อ ประมาณระหว่าง พุทธศักราช ๑๓๔๔ – ๑๔๑๒ ตามจดหมายเหตุ พระยาประจันตประเทศธานีได้บันทึกไว้ว่า เมืองหนองหารหลวง (จังหวัดสกลนครปัจจุบัน) โดยมีเจ้านายเขมร ปกครองเมืองกันมาตามลำดับ ต่อมาได้เกิดทุพภิกภัยฝนแล้ง เจ้าเมืองจึงพาราษฎรเขมรซึ่งอยู่ในเมืองนครหารหลวงอพยพไปอยู่เมืองเขมรหมดสิ้นในคราวนั้น เมืองสกลนครจึงเป็นเมืองร้าง ซึ่งต่อมาพระเจ้าแผ่นดินกรุงทวาราวดีศรีอยุธยาโปรดเกล้าให้อุปราชเมืองกาฬสินธุ์มารักษาพระธาตุเชิงชุม ท่านอุปราชได้พาบุตร ภรรยา ญาติ บ่าวไพร่ มาตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ตำบลธาตุเชิงชุมและได้ชักชวนราษฎรที่มาทำกินอยู่ในเขตเมืองนครหารหลวง เป็นผู้สร้างวัดพระธาตุเชิงชุมเป็นครั้งแรก และในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ พุทธศักราช ๑๓๔๕ – ๑๔๑๒ มีพระสงฆ์ผู้ใหญ่ชื่อว่า “หลักคำ” พาศิษย์เข้ามาปฏิบัติพระธาตุเชิงชุม ท่านอุปราชพร้อมด้วยราษฎรได้พากันสร้างวัดขึ้นในบริเวณพระธาตุเชิงชุมมอบให้พระหลักคำอาศัยอยู่ในวัดนี้และวัดนี้มีชื่อว่า “วัดธาตุเชิงชุม” และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อว่า “วัดธาตุศาสดาราม” สมัยพระยาประจันตประเทศธานีเป็นเจ้าเมือง ในปี ๒๕๓๐ ได้เปลี่ยนมาเป็นวัดพระธาตุเชิงชุมอีกครั้ง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวิสุทธาจารย์ (กง โฆสโก)
ที่อยู่ : ตำบล ธาตุเชิงชุม อำเภอ เมืองสกลนคร จังหวัด สกลนคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๗๑ ๑๑๓๒

107. ชื่อวัด : วัดพระธาตุแช่แห้ง
วัดวัดพระธาตุแช่แห้งนี้ ตั้งเมื่อพุทธศักราช ๑๘๙๖ (จ.ศ.๗๑๕) โดยเจ้าพระยาการเมือง เจ้านครน่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (๗ องค์ ) จากกรุงสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๐๑๙ (จ.ศ ๘๒๘) เจ้าหลวงเท้าขาก่านมีเจตนาใคร่บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งให้เจริญยิ่งขึ้น จึงพร้อมด้วยสังฆเจ้าและประชาชนทั้งหลายแผ้วถางป่าเครือเถาวัลย์ต้นไม้รกรุงรัง ให้สะอาดเรียบร้อย และทำการหล่อเต้าปูนสำริดอันเกลี้ยงกลมขนาดใหญ่อันหนึ่งและทรงนำพระบรมสารีริกธาตุลงบรรจุไว้ในเต้าปูนสำริดนั้น จากนั้นขุดฐานลึกลงไป ๑ วา วา แล้วอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุพระพิมพ์เงินพิมพ์ทองคำลงประดิษฐานไว้ในหลุมนั้น และก่ออิฐถือปูนเป็นเจดีย์คร่อมขึ้นสูงเหนือผิวดิน ๑ วา ในเวลาต่อมาเจ้าหลวงท้าวขาก่านได้ก่อเจดีย์คร่อมสูง ๖ วา อีกชั้น
พุทธศักราช ๒๐๒๘ (จ.ศ. ๘๔๗) พระเจ้าติโลกราชเชียงใหม่ได้สั่งให้ท้าวอ้ายยวมมาครองเมืองน่านสร้างเจดีย์คร่อมเจดีย์ที่ท้าวขาก่านทรงสร้างไว้นั้น ให้สูงใหญ่กว่าเก่าอีก คือ กว้าง ๑๐ วา สูง ๑๗ วา การสร้างนี้กินเป็นเวลา ๔ ปี จึงแล้วเสร็จก็ทำการสักการบูชาฉลองอบรมสมโภชทำบุญให้เป็นการใหญ่
วัดพระธาตุแช่แห้งนี้ ได้รับให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวิสิฐนันทวุฒิ (ศีระ จรณธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล ม่วงตึ๊ด อำเภอ กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัด น่าน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๗๕ ๑๘๔๖

108. ชื่อวัด : วัดพระนอนจักรสีห์
วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร สร้างในสมัยกรุงทวารวดีศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างตั้งแต่ครั้งใด เนื่องจากไม่มีเอกสารบันทึกไว้
การบูรณปฏิสังขรณ์ ปรากฏในเอกสารครั้งแรก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ครั้งเสด็จมานมัสการ พระพุทธไสยาสน์ เมื่อปี พุทธศักราช ๒๒๙๗ บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอารามใช้เวลา ๒ ปี จึงสร้างเสร็จหลังจากนั้น หลังจากนั้นไม่มีเอกสารใดบันทึก เรื่องราวของพระนอนจักรสีห์อีก จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พบหลักฐานในบันทึก ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส บันทึกไว้ว่า ในปี พุธศักราช ๒๔๒๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสมณฑลอยุธยา ทรงพระนมัสการพระพุทธไสยาสน์ และโปรดให้ทำการ บูรณปฏิสังขรณ์ ครั้งใหญ่ จึงทำให้วัดพระนอนจักรสีห์อยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสมณฑลกรุงเก่า และมณฑลนครสวรรค์ ทรงแวะมนัสการพระพุทธไสยาสน์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ทรงปฏิสังขรณ์ อย่างไรก็ตาม วัดพระนอนจักรสีห์ ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ ได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระครูพุทธไสยาสน์มุนี (ดิศ) เจ้าอาวาส ได้ซ่อมแซมต่อเนื่องกันมาอีกหลายครั้ง จนถึงในสมัยราชกาลที่ ๗ พระวิหารได้ชำรุดทรุดโทรมไปมาก กระดานฝ้าไม้ระแนงผุกร่อนพังลงมา กระเบื้องหลังคาแตกทำให้รั่วทั่วไปพระครูพุทธไสยาสน์มุนี รั้งตำแหน่ง เจ้าอาวาสขณะนั้น ได้ขอพระราชทานเงินพระราชอุทิศ สำหรับซ่อมแซมพระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักร ซ่อมแซมพระวิหาร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน จำนวน ๘๑๙๕ บาท ซ่อมแซมพระวิหาร หลังจากนั้นเจ้าอาวาสองค์ต่อ ๆ มา ก็ได้ทำการ บูรณปฏิสังขรณ์มาเป็นลำดับ

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชกิตติเมธี(ยงยุทธ ยุตฺตธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล จักรสีห์ อำเภอ เมืองสิงห์บุรี จังหวัด สิงห์บุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๔๒ ๐๒๕๑

109. ชื่อวัด : วัดพระนารายณ์มหาราช
วัดพระนารายณ์มหาราช เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองเพียงวัดเดียว อยู่ติดกับหลักเมืองประชาชนจึงเรียกกันมาแต่โบราณว่า “วัดกลาง” บ้าง “วัดกลางนคร” บ้าง โดยถือเอาสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ แล้วเรียกชื่อวัดอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในทิศต่าง ๆ ตามชื่อของทิศเช่น วัดบูรพ์ วัดอิสาน วัดพายัพ และมีวัดบึง วัดสระแก้ว รวมเป็น ๖ วัด ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองโดยถือเอาวัดพระนารายณ์มหาราช เป็นจุดศูนย์กลาง นับว่าเป็นวัดสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา มาแต่เดิม
ในสมัยก่อนมีพระราชพิธีอย่างหนึ่งคือ พิธีที่ข้าราชการทุกแผนก จะต้องสาบานตนว่า ตนจะต้องรับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พิธีนี้เรียกว่า พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทางราชการได้ใช้วัดพระนารายณ์มหาราช
เป็นสถานที่ในการประกอบพิธี และเป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิม

ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมวรนายก(โอภาส นิรุตฺติเมธี)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๒๕ ๕๐๖๖

110. ชื่อวัด : วัดพระบรมธาตุ
วัดพระบรมธาตุ เดิมเรียกว่า วัดพระธาตุ หรือวัดหัวเมือง สร้างตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในองค์พระเจดีย์เป็นสำคัญ โดย ในสมัยพระเจ้าลิไทยแห่งกรุงสุโขทัยได้รับการบูรณะ และสมโภชน์องค์พระธาตุครั้งหนึ่ง
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวข้าศึกได้รุกราน บ้านเมืองประชาชนเกิดระส่ำระสาย วัดจึงถูกทอดทิ้งขาดการทำนุบำรุงได้ทรุดโทรมลงเป็นอันมากจนถึง พุทธศักราช ๒๒๖๐ ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ได้จัดการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์บรมธาตุ โดยได้รับการอุปถัมภ์จากสมเด็จพระทิพมล พระเถระผู้ใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยาและได้รับการปฏิสังขรณ์เรื่อยมาในสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระมหาบุญมี (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล ชัยนาท อำเภอ เมืองชัยนาท จังหวัด ชัยนาท
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๔๒ ๖๔๑๖

111. ชื่อวัด : วัดพระบรมธาตุ
วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามทะเบียนวัด พุทธศักราช ๑๘๕๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๗ ตามประวัติกล่าวว่า พระมหาธรรมราชาลิไทย กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยโปรดให้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏตามหลักศิลาจารึกหลักที่ ๓ ต่อมาขาดผู้ดูแลรักษาได้กลายสภาพเป็นวัดร้างอยู่กลางป่า จนถึงสมัยพระยากำแพงเพชร (น้อย) เป็นผู้ว่าราชการเมือง ได้ค้นพบพระเจดีย์ จึงร่วมมือกับราษฎรทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ภายหลังพระยากำแพงเพชร (อ่อง) ผู้ว่าราชการเมืองในรัชสมัยรัชการที่ ๕ ได้มีเศรษฐีชาวกระเหรี่ยง พญาตะก่า ขออนุญาตทางราชการทำการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ ได้นำช่างมาจากพม่าทำการรื้อถอนพระเจดีย์ ๓ องค์ แล้วทำการก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นองค์เดียว รูปทรงพม่า แล้วเสร็จในปี พุทธศักราช๒๔๑๙ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในพระเจดีย์เก่าองค์กลาง ซึ่งบรรจุในภาชนะรูปสำเภาสำเภาเงินมีพระธาตุอยู่ ๙ องค์ นำมาบรรจุในพระเจดีย์เก่า และต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ หลานของพญาตะก่า ได้นำเอายอดฉัตรจากเมืองย่างกุ้ง นำมาประกอบไว้บนยอดพระธาตุ ดังที่ปรากฏอยู่เท่าทุกวันนี้
วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เป็นศูนย์บูรณาการศึกษาพระปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุและสามเณร นับเป็นวัดมีเกียรติและมีความสำคัญ จึงได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๙ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช๒๕๕๐
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดบรมธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕/๑ ปากคลองสวนหมาก บ้านนครชุม หมู่ที่ ๓ ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน
พระบรมธาตุเจดีย์






สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระบรมธาตุเจดีย์ ลักษณะทรงไทยประยุกต์ผสมมอญ เดิมเป็นพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ๓ องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สันนิษฐานว่าสร้างโดยกษัตริย์สุโขทัย ๓ องค์ คือ ขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๙ องค์ ที่ได้มาจากศรีลังกา สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไททรงนำมาสถาปนาเมื่อปี พุทธศักราช ๑๙๐๐ บูรณะปฏิสังขรณ์โดยพระยาตะเก่า และพะโป้ คหบดีสองพี่น้องชาวกะเหรี่ยง ส่วนที่เด่นชัดที่สุด คือ ฉัตร ที่พะโป้นำมาแต่ย่างกุ้ง (บ้างว่านำมาแต่เมืองมะละแหม่ง) กว้าง – ยาวด้านละ ๓๐ เมตร สูง ๓๗ เมตร พระบรมสารีริกธาตุ ๙ พระองค์นั้น บรรจุอยู่ในสำเภาเงินด้านล่างของพระบรมธาตุเจดีย์ ในส่วนของพื้นดินภายในอุโมงค์ ที่องค์พระบรมธาตุเจดีย์จะมีซุ้มจรนำประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็ก พระพุทธรูปเดิมจึงได้สูญหายไปจึงได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นให้ตามสมัย
วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามทะเบียนวัด พุทธศักราช ๑๘๕๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๗ ตามประวัติกล่าวว่า พระมหาธรรมราชาลิไทย กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยโปรดให้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏตามหลักศิลาจารึกหลักที่ ๓ ต่อมาขาดผู้ดูแลรักษาได้กลายสภาพเป็นวัดร้างอยู่กลางป่า จนถึงสมัยพระยากำแพงเพชร (น้อย) เป็นผู้ว่าราชการเมือง ได้ค้นพบพระเจดีย์ จึงร่วมมือกับราษฎรทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ภายหลังพระยากำแพงเพชร (อ่อง) ผู้ว่าราชการเมืองในรัชสมัยรัชการที่ ๕ ได้มีเศรษฐีชาวกระเหรี่ยง พญาตะก่า ขออนุญาตทางราชการทำการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ ได้นำช่างมาจากพม่าทำการรื้อถอนพระเจดีย์ ๓ องค์ แล้วทำการก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นองค์เดียว รูปทรงพม่า แล้วเสร็จในปี พุทธศักราช๒๔๑๙ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในพระเจดีย์เก่าองค์กลาง ซึ่งบรรจุในภาชนะรูปสำเภาสำเภาเงินมีพระธาตุอยู่ ๙ องค์ นำมาบรรจุในพระเจดีย์เก่า และต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ หลานของพญาตะก่า ได้นำเอายอดฉัตรจากเมืองย่างกุ้ง นำมาประกอบไว้บนยอดพระธาตุ ดังที่ปรากฏอยู่เท่าทุกวันนี้
วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เป็นศูนย์บูรณาการศึกษาพระปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุและสามเณร นับเป็นวัดมีเกียรติและมีความสำคัญ จึงได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๙ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช๒๕๕๐
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดบรมธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕/๑ ปากคลองสวนหมาก บ้านนครชุม หมู่ที่ ๓ ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน
พระบรมธาตุเจดีย์






สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระบรมธาตุเจดีย์ ลักษณะทรงไทยประยุกต์ผสมมอญ เดิมเป็นพระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ๓ องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สันนิษฐานว่าสร้างโดยกษัตริย์สุโขทัย ๓ องค์ คือ ขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๙ องค์ ที่ได้มาจากศรีลังกา สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไททรงนำมาสถาปนาเมื่อปี พุทธศักราช ๑๙๐๐ บูรณะปฏิสังขรณ์โดยพระยาตะเก่า และพะโป้ คหบดีสองพี่น้องชาวกะเหรี่ยง ส่วนที่เด่นชัดที่สุด คือ ฉัตร ที่พะโป้นำมาแต่ย่างกุ้ง (บ้างว่านำมาแต่เมืองมะละแหม่ง) กว้าง – ยาวด้านละ ๓๐ เมตร สูง ๓๗ เมตร พระบรมสารีริกธาตุ ๙ พระองค์นั้น บรรจุอยู่ในสำเภาเงินด้านล่างของพระบรมธาตุเจดีย์ ในส่วนของพื้นดินภายในอุโมงค์ ที่องค์พระบรมธาตุเจดีย์จะมีซุ้มจรนำประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็ก พระพุทธรูปเดิมจึงได้สูญหายไปจึงได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นให้ตามสมัย

ชื่อเจ้าอาวาส : พระศรีวชิราภรณ์ (วีระ วรปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล นครชุม อำเภอ เมืองกำแพงเพชร จังหวัด กำแพงเพชร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๗๙ ๙๒๑๘

112. ชื่อวัด : วัดพระบรมธาตุไชยา
วัดพระบรมธาตุไชยา เดิมเป็นวัดร้างต่อมาเมื่อมีราษฎรมาจับจองบูรณะขึ้นใหม่เป็นวัดราษฎร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานขึ้นเป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๑ มีนามว่า วัดพระธาตุไชยา แล้วต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนฐานะวัดพระธาตุไชยาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระบรมธาตุไชยา เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๐
วัดพระบรมธาตุไชยา เป็นวัดที่สร้างมาเก่าแก่ โบราณกาลสมัยที่พระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองอยู่ในสุวรรณภูมิ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเมื่อพระโสณะ กับพระอุตตระเถระ ได้มาเผยแพร่พุทธศาสนา
สังเกตได้จากโบราณวัตถุที่ปรากฏอยู่หลายสมัย แสดงถึงความเจริญและความเสื่อม บางครั้งทิ้งร้างไปแล้วฟื้นฟูขึ้นใหม่ในพื้นที่เดียวกัน ดังหลักฐานที่เหลืออยู่ ดังนี้
๑. สมัยทวารวดี พบพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่เท่าคนและย่อมกว่าเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๗๔ ซม. สูง ๑๐๔ ซม. ลักษณะประทับบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกัน พระเกศาขมวดเป็นต่อมโต อุษณีย์ปรากฏไม่ชัด จีวรห่มบางแนบพระองค์ คลุมอังสะชัยไม่มีพระอุระมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒
อีกองค์เป็นพระพุทธรูปยืน ประทับบนฐานบัว จีวรห่มคลุม ปลายจีวรตัดตรง รัดประคตมีลวดลาย ไม่มีพระรัศมีเม็ดพระศกกลมใหญ่ ทำด้วยศิลาสูง ๑๔๒ ซม. ปัจจุบันทั้งสององค์ประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา จากหลักฐานนี้เชื่อว่าวัดนี้หรือสถานที่แห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยทราวดี ระหว่าง พุทธศักราช ๑๐๐๐- ๑๒๐๐
๒. สมัยศรีวิชัย ในสมัยนี้ศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก สังเกตได้จากองค์เจดีย์พระมหาธาตุแบบศรีวิชัย ด้วยเป็นสถานที่เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ จึงยังคงรูปแบบของศิลปศรีวิชัยไว้ได้ โดยไม่ได้รับการดัดแปลง เว้นแต่ตอนส่วนยอดที่หักพังลงมา และหายสาบสูญไป จึงได้ซ่อมแซมส่วนยอดมาเป็นแบบศิลปะไทยโบราณวัตถุที่พบเป็นหลักฐานที่ถือเป็นประติมากรรมที่งดงามที่สุดของไทยในสมัยศรีวิชัย คือ พระพุทธ รูปสัมฤทธิ์พระโพธิสัตว์โลกิเตศวรขนาดใหญ่ พบที่ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระพุทธรูปศิลาจำนวนมากกว่าที่พบในที่ใดในประเทศไทย ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพสมัยศรีวิชัยเจริญรุ่งเรืองระหว่าง พุทธศักราช ๑๒๐๐- ๑๕๐๐
๓. สมัยสุโขทัย พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง พ่อขุนรามคำแหงได้ปกครองดินแดนสุวรรณภูมิ จดคาบสมุทรมาลายูมีการส่งทูตไปลังกาทวีป นำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงค์มาที่นครศรีธรรมราช และสุโขทัย พุทธศิลป์สมัยนี้เป็นแบบสกุลช่างนครศรีธรรมราชหลักฐานทีปรากฏอยู่มีใบเสมาคู่แฝดปรากฏอยู่รอบ ๆ เขตพระอุโบสถเดิมของวัด
๔. สมัยอยุธยา หลักฐานที่ปรากฏมากมาย เพราะมีการบำรุงรักษาและสร้างขึ้นใหม่ มีการสร้างพระพุทธรูปมากมายกว่าสมัยใด มีการสร้างพระพุทธรูปศิลาทรายแดงขนาดโตกว่าคน ลงมีถึงขนาดเท่าคนและย่อมกว่าคน ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองสูงสุดสมัยนั้นในไชยา
๕. สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุในสมัยกรุงธนบุรีมรน้อยมาก แต่วัดยังเจริญรุ่งเรืองมีการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่ทั่ว ๆ ไป พระบรมธาตุไชยาได้ถูกทำลายร้างโดยพม่าในสงครามระหว่างไทยกับพม่า หลังจากกรุงศรีอยุธยา แตกลง มาจนถึงพระเจ้าตากสินมหาราชมาตีเมืองนครศรีธรรมราช ตอนรวมประเทศใหม่ ๆ จนถึงศึกเก้าทัพในรัชกาลที่ ๑ ประชาชนต่างหนีภัยสงคราม พระบรมธาตุคงถูกทำลายและทิ้งร้างไปในที่สุด
ต่อมาได้มีผู้ค้นพบและบูรณะขึ้นมาใหม่ในรัชกาลที่ ๕ โดยพระชยาภิวัฒน์สุภัทรสังฆปาโมกข์ เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้วเจ้าคณะเมืองไชยา ระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๓๙-๒๔๕๓ ให้วัดคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง มีการบูรณะตกแต่งองค์พระบรมธาตุเจดีย์ฉาบปูนผิวบาง ๆ ทั่วทั้งองค์พระบรมธาตุ พร้อมทั้งเสริมยอดที่หักหล่นหายไป มีการสร้างพระวิหารหลวงใหม่ในฐานเดิม รวบรวมพระพุทธรูปที่เกลื่อนกลาดเข้าประดิษฐานในพระวิหารคด จนเรียบร้อย

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสุธรรมเมธี (สังข์ ภิริปญฺโณ)
ที่อยู่ : ตำบล เวียง อำเภอ ไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๗๔๓ ๑๕๒๗

113. ชื่อวัด : วัดพระบาทมิ่งเมือง
วัดพระบาทมิ่งเมืองเป็นวัดเก่าแก่โบราณ มีเจ้าหลวงเมืองแพร่ เป็นผู้สร้างได้ทำนุบำรุงมาเป็นเวลาช้านานไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้าง อายุวัดนี้ประมาณ ๖๐๐ ปี
เดิมวัดนี้มีอยู่ ๒ วัด คือ วัดไชยอารามพระบาท กับวัดมิ่งเมือง อยู่ห่างกันเพียงตรอกคั่น ต่อมาเมื่อผู้ครองนครไม่มีแล้ว ประกอบกับราษฎรก็อพยพไปทำมาหากินที่อื่น ๆ ฉะนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ทางคณะสงฆ์และทางบ้านเมืองให้รวมทั้ง๒วัดนี้เป็นวัดเดียวกัน โดยมีนามใหม่ว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง
ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ยกวัดพระบาทมิ่งเมืองเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี

ชื่อเจ้าอาวาส : พระมหาโพธิวงศาจารย์(สุจี กตสาโร)
ที่อยู่ : ตำบล ในเวียง อำเภอ เมืองแพร่ จังหวัด แพร่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๕๒ ๒๒๗๗

114. ชื่อวัด : วัดพระประโทณเจดีย์
วัดพระประโทณเจดีย์ การสร้างครั้งแรกสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันไปทางทิศเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร
วัดพระประโทณเจดีย์ สร้างขึ้นราว พุทธศักราช ๒๓๒๔ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระประโทณเจดีย์ ประมาณ ๒๐ เมตร ย้ายมาจากที่เดิมเมื่อ ๒๐๐ ปีเศษ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชเจติยาภิบาล (จวน ธมฺมธโร)
ที่อยู่ : ตำบล พระประโทน อำเภอ เมืองนครปฐม จังหวัด นครปฐม
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๔๒๑ ๒๓๑๓

115. ชื่อวัด : วัดพระพุทธบาท
วัดพระพุทธบาท สร้างขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช ๒๑๖๗ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ผู้สร้างคือสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นไว้ มูลเหตุที่จะทรงโปรดให้สร้างวัดนี้ เพราะสืบเนื่องมาจากพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อเป็น(เรือนน้อย) สวมรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ภายหลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงราชธานี จึงเริ่มงานสถาปนา ยกสถานที่พระพุทธบาทนั้นขึ้นเป็นพระมหาเจดียสถานและโปรดให้สร้างพระมหามณฑปครอบรอยพระพุทธบาท พร้อมกับโปรดให้เจ้าพนักงานสร้างพระอาราม สำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัยเป็นประจำ เพื่อดูแลรักษา พระมหาเจดีย์สถานพร้อมกับบำเพ็ญสมณธรรม และเนื่องจากวัดเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจึงได้รับพระราชทานนามมาแต่เดิมว่า วัดพระพุทธบาท แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า วัดพระบาท
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมปิฏก (ชวลิต อภิวฑฺฒโน)
ที่อยู่ : ตำบล ขุนโขลน อำเภอ พระพุทธบาท จังหวัด สระบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๓๒ ๑๖๖๗ - ๙

116. ชื่อวัด : วัดพระพุทธบาทตากผ้า
วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นวัดที่สร้างมานานและถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะมีรอยพระพุทธบาทและรอยตากผ้า เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ตามตำนานกล่าวว่า ในอดีต สมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ อยู่ได้เสด็จมาสู่สุวรรณภูมิโดยพุทธนิมิต
ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จมาบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้า แล้วได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้บนพื้นศิลาใหญ่ และได้ทรงรับสั่ง ให้พระอานนทเถระนำจีวรไปตากไว้บนผาลาดใกล้ ๆ ที่ประทับ บริเวณที่ตากจีวรนั้นปรากฏเป็นรอยตารางคล้ายตาจีวร วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดพระพุทธบาทตากผ้า
กาลผ่านมาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ พระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราช ผู้ครองเมืองชมพูทวีปโปรดให้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้น เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนั้นก็ส่งพระโสณเถระและพระอุตตรเถระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสุวรรณภูมินี้ เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามา ยังสุวรรณภูมิและลานนาไทย พระพุทธบาทแห่งนี้ก็ได้รับการบำรุงรักษา จนสถานที่นี้ได้แปรสภาพเป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่ง
ถึงปี พุทธศักราช ๑๒๐๐ พระนางจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จมาขึ้นครองนครหริภุญชัย พระนางได้สร้างอุโมงค์ครอบรอย พระพุทธบาทไว้ เพื่อเป็นพุทธบูชา เสร็จแล้วได้จัดให้มีการสมโภชเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่
ครั้นปี พุทธศักราช ๑๘๒๔ เมืองหริภุญชัย สมัยของพระยายีบาได้เสียให้แก่พระเจ้าเม็งรายมหาราช กษัตริย์ในราชวงศ์เม็งรายได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงสืบมาจนสิ้นราชวงศ์เม็งราย บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม ต้องรกร้างว่างเปล่า พระพุทธบาทแห่งนี้ก็มีอันต้องทรุดโทรมลง
ต่อมาปี พุทธศักราช ๒๓๗๕ พระเถระหลายรูป มีพระครูบาป๋าบารมี วัดสะปุ๋งหลวง เป็นประธาน ได้นำทายกทายิกาสร้างพระวิหารหลังใหญ่ครอบพระอุโมงค์พระพุทธบาทไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นที่พักอาศัยสำหรับสาธุชนที่ขึ้นมาสักการบูชา
ถึงปี พุทธศักราช ๒๔๗๒ คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน มีพระครูพุทธวงศ์ธาดา เจ้าคณะอำเภอป่าซอง วัดฉางข้าวน้อยเหนือเป็นประธาน ฝ่ายฆราวาสมีหลวง วิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล) นายอำเภอป่าซอง เป็นประธาน พร้อมกับศรัทธาประชาชนได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัย นักบุญลือชื่อแห่งลานนาไทย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในการก่อสร้างวิหารจตุรมุข ครอบรอยพระพุทธบาทจนสำเร็จตั้งแต่นั้นมา ก็ได้มีพระภิกษุสามเณรมาพักอาศัยและอยู่จำพรรษาเป็นครั้งคราว
เนื่องจากบริเวณที่เป็นวัดพระพุทธบาทตากผ้า มีทำเลที่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญสมณธรรมอย่างยิ่ง ดังนั้นในปี พุทธศักราช ๒๔๘๖ พระมงคลญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดลำพูน วัดพระยืน และพระครูพิศาลพุทธิธร เจ้าคณะอำเภอป่าซาง วัดป่าซางงาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายฆราวาสมีนายหอม พรหมสิงห์ นายอำเภอป่าซางเป็นประธาน พร้อมด้วยศรัทธาประชาชน ได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก (พระสุพรหมยานเถร) วัดป่าหนองเจดีย์ ตำบลท่าตุ้ม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น พระอุโบสถ กำแพง ถังเก็บน้ำ โรงเรียนปริยัติธรรม ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ เป็นต้น และตั้งแต่บัดนั้นมา วัดพระพุทธบาทตากผ้าก็ได้มีพระสงฆ์อยู่ประจำมาโดยตลอด และเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ
วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑

ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูพุทธิญาณโสภณ (ชวลิต จารุวณฺโณ)
ที่อยู่ : ตำบล มะกอก อำเภอ ป่าซาง จังหวัด ลำพูน
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๕๗ ๒๙๖๑

117. ชื่อวัด : วัดพระมหาธาตุ (ธ)
วัดท่าโพธิ์เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นใน๒ยุคสมัยเดิมสร้างในสมัยอยุธยาแต่หลักฐานการสร้างไม่ชัดเจนสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัด) ได้อุทิศพื้นที่ของวังเดิมให้สร้างวัดท่าโพธิ์ขึ้นใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างในปี ๒๓๒๗ วัดท่าโพธิ์ ที่สร้างขึ้นใหม่อยู่ห่างจากวัดเดิม ไปทางเหนือประมาณ ๔๐ เมตร และได้มีการปลูกต้นโพธิ์บริเวณหน้าวัดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวัด มีสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัด) คือ กำแพงวัดสร้างลักษณะใบเสมาคล้ายรูปพัด
สถานะและที่ตั้ง
วัดท่าโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ถนนท่าโพธิ์ ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๑ งาน ๙๑ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระอุโบสถ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๕๔
พระวิหาร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๔
หอรัตนนุสรณ์ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนพระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช (ม่วง) สร้างเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๔

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวินยาภรณ์ (สมปอง ปัญฺญาทีโป)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครศรีธรรมราช จังหวัด นครศรีธรรมราช
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๕๓๔ ๖๗๗๒

118. ชื่อวัด : วัดพระยาทำ
วัดพระยาทำ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดพระยาทำ เดิมชื่อว่าวัดนาค คู่กับ วัดกลาง คือวัดนาคตั้งอยู่ฝั่งเหนือ วัดกลางตั้งอยู่ฝั่งใต้ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง
ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี มีเรื่องของวัดนาคปรากฏในพระราชพงศาวดาร ว่าเมื่อราวพุทธศักราช ๒๓๑๓ พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จไปปราบก๊กพระฝาง ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในฝ่ายเหนือได้สำเร็จและรับสั่งให้จับพระสงฆ์ฝ่ายเหนือที่ร่วมกับพระฝางที่ทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนมาลงโทษตามโทษานุโทษและโปรดให้สังฆการีลงมาอารธนาพระราชาคณะและพระสงฆ์เพื่อไปสั่งสอนพระธรรมวินัยในหัวเมืองต่างๆ ซึ่งพระราชคณะที่นิมนต์นั้นมีพระธรรมเจดีย์เจ้าอาวาสวัดนาคแสดงว่ามีวัดนาคมาก่อนสมัยกรุงธนบุรี
ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยอย่างยิ่งในการบำรุงพระพุทธศาสนาโปรดเกล้าให้พระบรมศานุวงษ์ตลอดจนข้าราชบริพารช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ในการนี้ เจ้าพระยารัตนธิเบศร์ (กุน)
สมุหนายก มีจิตศรัทธารับบูรณปฏิสังขรณ์วัดนาค และถวายเป็นพระอารามหลวงทรงพระราชทานนามว่า วัดพระยาทำ

ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสุธีสุตกิจ(รักษการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล บ้านช่างหล่อ อำเภอ เขตบางกอกน้อย จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๑ ๔๐๒๓

119. ชื่อวัด : วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
วัดพระราม๙ เป็นพระอารมหลวงชั้นตรี ชนิด สามัญ
สืบเนื่องจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งชุมชนบึงพระราม ๙ ก็เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ปราบปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเนื่องจากจำนวนประชนกรที่เพิ่มขึ้นอันก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งผลให้เกิดการทำลายสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน กอรปกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งปลายทางรับน้ำเสียจากทุกหนแห่ง ได้เริ่มเสื่อมโทรมลงทุกขณะ หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติ จึงมีพระราชดำริให้ทดลองแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วยวิธีเติมอากาศ ณ บริเวณบึงพระราม ๙ ในลักษณะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กและทำการทดสอบการบำบัดน้ำเน่าเสียที่ไหลมาตามคลองลาดพร้าวบางส่วนให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยใช้วิธีเติมอากาศลงไปในน้ำและปล่อยให้น้ำตกตะกอนแล้วปรับสภาพก่อนระบายออกสู่ลำคลองตามเดิม รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพน้ำซึ่งเป็นการนำน้ำสะอาดจากแม่น้ำเจ้าพระยามาชะล้างทำความสะอาดคลองและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยอาศัยจังหวะน้ำขึ้น – น้ำลง ตามธรรมชาติ อันเป็นการบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
“ สวนสาธารณะ คือ ปอด และบึงพระราม ๙ คือไต ของพรุงเทพมหานคร ”
จากพระราชดำรัสนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการฟอกน้ำเสียให้เป็นน้ำดี ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมาพื้นที่บริเวณบึงพระราม ๙ ก็ได้รับการพัฒนาและเป็นตัวอย่างในการบรรเทาแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำเน่าเสียให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวให้ดีขึ้น
โครงการบึงพระราม ๙ จึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีการดำเนินงานในเขตที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ติดกับคลองลาดพร้าวฝั่งทิศตะวันตก และด้านใต้จรดกับคลองแสนแสบ มีพื้นที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๑ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรุงเทพมหานคร ร่วมกันดำเนินงานในการเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียที่บึงพระราม ๙ ให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำเน่าเสียและเป็นการระบายน้ำซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนบึงพระราม ๙ ให้ดียิ่งขึ้น จวบจนกระทั่งปัจจุบัน
เมื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ตามโครงการบึงพระราม ๙ ดำเนินการไปได้ระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติม เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๑ ให้มีการดำเนินการปรับปรุงสภาพพื้นที่และชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับโครงการบึงพระราม ๙ ดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดตั้งวัดขึ้นในที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งนางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน ๘ – ๒ – ๕๔ ไร่ และได้รับการอนุญาตให้สร้างวัดจากกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ” โดยมีสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆารวาสในการนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัด ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัดให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ในลักษณะวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ และศรัทธา เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ทั้งทางศาสนา สังคม และจริยธรรม แก่เยาวชน และประชาชนในชุมชน เพื่อขัดเกลาจิตใจของชุมชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคมโดยส่วนรวมอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป
ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเปิดประชุมยุวพุทธิกสมาคม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ความตอนหนึ่งดังต่อไปนี้
“...จุดมุ่งหมายโดยตรงแท้ของศาสนาทั้งปวง และโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนามุ่งจะให้บุคคลศึกาพิจารณาหลักการ และแนวความคิดในศาสนธรรม และน้อมนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการครองชีวิต คือให้เกิดความผาสุก ความร่มเย็น และความเจริญในแต่ละบุคคลในส่วนรวม และให้เกิดความบริสุทธิ์หลุดพ้นอันเป็นปรมัตถประโยชน์ ดังนั้นการบำรุงส่งเสริมพระศาสนาจึงควรจะได้กระทำให้ถูกเป้าหมาย...”
เบื้องต้น คณะอนุกรรมการฝ่ายออกแบบ ได้ออกแบบอาคารศาสนสถานในวัดแห่งนี้ และประมาณราคาการก่อสร้างอยู่ในวงเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สมพระเกียรติ เมื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งให้ปรับแบบพระอุโบสถและอาคารอื่นๆ ให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม มีพระราชประสงค์ให้วัดเล็กๆ โบสถ์เล็กๆ มีกุฏิเล็กๆ ไม่โปรดให้สร้างวัดขนาดใหญ่ และให้ใช้งบประมาณไม่ควรเกิน ๑๐ ล้านบาท นอกจากนี้ สภาพพื้นที่ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นวัดใหญ่ ทรงเน้นว่าให้มีวัดเพื่อให้มีพระไว้สั่งสอนชาวบ้านในบริเวณนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นวัดใหญ่โต เน้นให้สามารถเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนได้เป็นสำคัญ อีกทั้งให้ยึดหลักแห่งความประหยัด เรียบง่ายและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ จึงได้ออกแบบที่ง่ายๆ ไม่หรูหรา ซึ่งประกอบด้วยพระอุโบสถ ศาลาอเนกประสงค์ กุฏิเจ้าอาวาส กุฏิพระ จำนวน ๕ หลัง หอระฆัง โรงครัว อาคารสะอาด สวยงาม และบริเวณพื้นที่โดยรอบให้ปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิดทั้งไม้ป่าและพันธุ์ไม้หายากในลักษณะป่าผสมผสาน เพื่อให้เกิดร่มเงาและความร่มเย็นแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา
ในส่วนของพระอุโบสถจะเป็นลักษณะผสมผสานกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมสมัยโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้งวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งได้ผ่านมติของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพญาณวิศิษฏ์(อภิพล อภิพโล)
ที่อยู่ : ตำบล บางกะปิ อำเภอ เขตห้วยขวาง จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๓๑๘ ๕๙๒๖ - ๗

120. ชื่อวัด : วัดพระศรีมหาธาตุ (ธ)
วัดพระศรีรัตมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร
วัดพระศรีรัตมหาธาตุ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้สร้างวัดเป็นอนุสรณ์การปกครองระบบประชาธิปไตย โดยสถานที่สร้างใกล้กับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐมนตรี (หลักสี่)
รัฐบาลไทยได้ส่งหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าคณะทูตไปเจริญสันถวไมตรีกับประเทศต่างๆในเครือจักรภพอังกฤษ ภาคเอเชีย โดยได้ขอพระบรมสารีริกธาตุและดินจากสังเวชนียสถานและรัฐบาลอินเดียได้มอบให้ตามที่ขอ รัฐบาลไทยจึงได้อัญเชิญไว้ที่วัดพร้องตั้งนามวัดว่า วัดพระศรีมหาธาตุ

ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมเจติยาจารย์ วิ. (บุญเรือง ปุญฺญโชโต)
ที่อยู่ : ตำบล อนุสาวรีย์ อำเภอ เขตบางเขน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๙๘๖ ๐๘๓๒

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (21-10-09), พรรณวดี (20-10-09), พรหมโชติ (20-10-09), พุทธรักษา (21-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (20-10-09), นิมมานรดี (21-10-09), เดชะบุญ (21-10-09), cheye (15-11-09), leklek (21-10-09), rossukon (18-05-10)
  #7  
เก่า 21-10-09, 19:22
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (7)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ



121. ชื่อวัด : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นวัดโบราณสร้างสมัยเมืองเชลียง (แต่ไม่มีหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด ดูจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว วัดนี้มีอายุตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ คือ ประมาณ ๘๐๐ ปีมาแล้วเป็นอย่างต่ำ )
เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าข้าศึกโจมตี วัดนี้ได้ถูกข้าศึกเอาไฟเผาผลาญถึง ๓ ครั้ง คือ ใน พุทธศักราช ๒๓๑๐ พุทธศักราช ๒๓๑๓ และ พุทธศักราช ๒๓๒๘ จึงกลายเป็นวัดร้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนถึง พุทธศักราช ๒๔๙๗ จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างขึ้นใหม่โดยพระมุนินทรานุวัตต์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส
วัดนี้เดิมมีหลายชื่อ เช่น วัดพระบรมธาตุ วัดมหาธาตุ และวัดพระพุทธปรางค์ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดพระปรางค์ หรือ วัดพระร่วง และได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อวัดเป็นชื่อปัจจุบันว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๙๗ เป็นต้นมา
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ได้รับหารยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๐๑
ชื่อเจ้าอาวาส : พระสุนทรธรรมาภรณ์ (บำเหน็จ เตชปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ศรีสัชนาลัย อำเภอ ศรีสัชนาลัย จังหวัด สุโขทัย

122. ชื่อวัด : วัดพระสิงห์
วัดพระสิงห์ เป็นวัดที่เก่าแก่ตั้งอยู่ใกล้กับประตูสวนดอก ซึ่งเป็นประตูกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศตะวันตกแต่เดิมมาเป็นวัดป่าอยู่ด้านทิศตะวันตกของ ลีเชียง ซึ่งแปลว่า ตลาดประจำเมืองเมืองสร้างวัดขึ้นบริเวณนั้นแล้วชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดลีเชียง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าคำฟูครองเมืองเชียงใหม่ ครั้นประมาณปีพุทธศักราช ๑๘๗๗ พระเจ้าคำฟูได้ย้ายจากเชียงใหม่ไปครองเมืองเชียงแสนเป็นเวลาประมาณ ๑๐ ปีเศษ ก็สวรรคต พระเจ้าผายูราชโอรส กษัตริย์แห่งล้านนา อันดับที่ ๗ ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ระหว่าง ปีพุทธศักราช ๑๘๘๗ – ๑๙๑๐ ได้อัญเชิญพระอัฐิและพระอังคารของพระราชบิดามายังเชียงใหม่ และโปรดให้ก่อพระสถูปบรรจุไว้ที่ วัดลีเชียง ขณะเดียวกันก็ได้โปรดให้สร้างวิหารขึ้นไว้แล้วโปรดให้นิมนต์พระมหาอุภัยจุลเถระจากนครหริภุญไชยมาเป็นเจ้าอาวาสวัดลีเชียงเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๘๘ ได้จัดให้มีมหกรรมฉลองสมโภช พร้อมกับขนานนามว่า วัดลีเชียงพระ ซึ่งชวนให้คิดว่าการสร้างพระวิหารและพระสถูปบรรจุพระอัฐิพระเจ้าคำฟูก็ดี การนิมนต์พระมหาเถระที่เป็นปราชญ์มาเป็นเจ้าอาวาสก็ดี น่าจะถือว่าเป็นนิมิตหมายแห่งการยกฐานะวัดสามัญขึ้นพระอารามหลวง เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ราชสกุลในสมัยนั้น ครั้นต่อมาหลังจากปี พุทธศักราช ๑๙๔๓ เจ้ามหาพรหม ซึ่งได้อาศัยเจ้าเมืองกำแพงเพชรอยู่นั้น ได้กลับมายังเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาถวายพระเจ้าแสนเมืองมาด้วย พระเจ้าแสนเมืองมาจึงได้โปรดให้ไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารวัดลีเชียงพระ ตั้งแต่บัดนั้นมาประชาชนทั่วไปนิยมเรียกวัดนี้ว่า “วัดพระสิงค์” มาตราบเท่าทุกวันนี้
วัดพระสิงห์ได้กลายเป็นศูนย์กลางการชุมนุมประกอบพิธีและงานสำคัญต่าง ๆ ของชาวเมืองเชียงใหม่สืบต่อมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี พุทธศักราช ๒๓๑๙ เมืองเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองร้างเป็นเหตุให้วัดพระสิงห์กลายเป็นวัดร้างไปด้วย
ถึงปีพุทธศักราช ๒๓๓๙ พระยากาวิละในราชวงศ์ทิพย์ช้าง ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครและฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดพระสิงห์ได้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังพระวิหารลายคำ ในรัชสมัยของเจ้าหลวงช้างเผือก (ธรรมลังกา)
ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๖๑ วัดพระสิงห์กลับมาเป็นวัดร้างอีกครั้งหนึ่ง และวัดอื่น ๆ มีวัดเจดีย์หลวง วัดสวนดอก และวัดเจ็ดยอด มีสภาพเป็นวัดร้างเหมือนกันหมด
และในปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่อันดับที่ ๙ ในราชวงศ์ทิพย์ช้างกับเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในรัชกาลที่ ๕ ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์ขึ้นใหม่ โดยมีครูบาศรีวิชัย เป็นประธานดำเนินการ ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นเป็นหลักฐานมั่นคง มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาเพิ่มมากขึ้น
วัดพระสิงห์ ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดมหาวรวิหาร เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๓ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร)
ที่อยู่ : ตำบล พระสิงห์ อำเภอ เมืองเชียงใหม่ จังหวัด เชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๒๗ ๘๗๕๒

123. ชื่อวัด : วัดพระสิงห์
วัดพระสิงห์เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดเชียงราย สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างในราวปี พุทธศักราช ๑๙๒๘ ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้ามหาพรหมได้ครองเมืองเชียงราย ระหว่างปี พุทธศักราช ๑๘๘๘ ถึง ๑๙๔๓ ซึ่งคำว่า พระสิงห์นั้น หมายถึง วัดเคยเป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์ หรือ พระพุทธสิหิงค์ ที่เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญอันเป็นที่เคารพของชาวไทย ปัจจุบันยังมีพระพุทธสิหิงส์หรือพระสิงห์เชียงแสนอีกองค์หนึ่ง ชนิดสำริดปิดทอง ประดิษฐานอยู่บนษุษบกภายในกุฏิเจ้าอาวาสให้ประชาชนมากราบไหว้สักการะถือเป็นพระพุทธรูปคู่เมืองเชียงราย วัดพระสิงห์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดพระสิงห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๒๘๖ หมู่ที่ ๒ บ้านพระสิงห์ ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๕๒ ตารางวา




พระพุทธสิหิงค์



สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระประธาน ในพระอุโบสถ หรือที่เรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์หนึ่ง) เป็นพระพุทธปฏิมาศิลปะล้านนาไทย พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ปางมารวิชัย ชนิดสำริดปิดทอง หน้าตักกว้าง ๒๐๔ เซนติเมตร สูงทั้งฐาน ๒๘๔ เซนติเมตร เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเชียงราย ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถมีพุทธลักษณะสง่างาม ประณีต ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนาไทยว่า กุลลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา


พระอุโบสถ สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช ๑๒๕๑ - ๑๒๕๒ ปีฉลู-ปีขาล เดือน ๘ ขึ้น ๑๒ ค่ำ วันเสาร์ เวลา ๑๒.๐๐ น. (พุทธศักราช ๒๔๓๒ ถึง พุทธศักราช ๒๔๓๓) รูปทรงเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทยสมัยเชียงแสน โครงสร้างเดิมเป็นไม้เนื้อแข็ง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพสมบูรณ์ และสวยงามยิ่งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๐๔ และครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ โดยพระราชสิทธินายก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
พระเจดีย์



บานประตูหลวง ทำด้วยไม้แกะสลักจิตกรรมอย่างประณีตวิจิตรบรรจง เป็นปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ บานประตูมีขนาด กว้าง ๒.๔๐ เมตร ยาว ๓.๕๐ เมตร และหนา ๐.๒ เมตร

พระเจดีย์ เป็นเจดีย์เก่าแก่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทย สร้างในสมัยเดียวกันกับพระอุโบสถ ภายในบรรจุพระพุทธรูปทองคำ ๔ องค์ และพระพุทธรูปเงิน ๒ องค์ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง คือ ปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ครั้งหนึ่ง โดยท่านพระครูสิกขาลังการ เจ้าอาวาสในขณะนั้น และอีกหลายครั้งในสมัยต่อมา โดยท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
วัดพระสิงห์เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดเชียงราย สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างในราวปี พุทธศักราช ๑๙๒๘ ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้ามหาพรหมได้ครองเมืองเชียงราย ระหว่างปี พุทธศักราช ๑๘๘๘ ถึง ๑๙๔๓ ซึ่งคำว่า พระสิงห์นั้น หมายถึง วัดเคยเป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์ หรือ พระพุทธสิหิงค์ ที่เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญอันเป็นที่เคารพของชาวไทย ปัจจุบันยังมีพระพุทธสิหิงส์หรือพระสิงห์เชียงแสนอีกองค์หนึ่ง ชนิดสำริดปิดทอง ประดิษฐานอยู่บนษุษบกภายในกุฏิเจ้าอาวาสให้ประชาชนมากราบไหว้สักการะถือเป็นพระพุทธรูปคู่เมืองเชียงราย
วัดพระสิงห์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดพระสิงห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๒๘๖ หมู่ที่ ๒ บ้านพระสิงห์ ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๕๒ ตารางวา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร)
ที่อยู่ : ตำบล เวียง อำเภอ เมืองเชียงราย จังหวัด เชียงราย
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๗๑ ๑๗๓๕

124. ชื่อวัด : วัดพระเจดีย์ซาวหลัง
วัดเจดีย์ซาวหลัง (หรือวัดที่มีเจดีย์ ๒๐ องค์ คำว่า ซาว แปลว่า ยี่สิบ) ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ทางทิศเหนือของตัวจังหวัดลำปาง ห่างจากเขตเทศบาลนครลำปาง ๕ กิโลเมตร ไม่พบหลักฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศักราชไหน หรือใครเป็นผู้สร้าง ซึ่งปกคลุมไปด้วยหญ้าและเถาวัลย์ ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ ได้มีเจ้าพ่อบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์สุดท้าย ได้นำชาวบ้าน ทำการบูรณะและขอตั้งวัดขึ้น หลักฐานที่ได้รับการบูรณะ เช่น พระเครื่องสมัยหริภุญชัยและแผ่นจารึกอักขระที่บรรจุอยู่ในฐานเจดีย์จึงสันนิษฐานได้ว่า ภายในเจดีย์บรรจุเส้นเกศาของพระอรหันต์ จึงถือว่าเป็นโบราณสถานที่ประชาชนให้ความเคารพ และสักการะยิ่ง และมีปูชนียวัตถุที่สำคัญคือ พระพุทธรูปแสนแซ่ทองคำ สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์ ๙๕.๕% น้ำหนัก ๑๐๐ บาท ๒ สลึง กรรมวิธีการสร้างโดยการเคาะขึ้นทั้งองค์ มีสลัก หรือที่เรียกว่า แซ่ สามารถถอดออกได้เป็นชิ้น ๆ ข้องในมีปอดและหัวใจ ที่จารึกไปด้วยอาคม เป็นอักษรพื้นเมืองเหนือ ซึ่งชาวบ้านขุดพบที่ไร่อ้อย นอกจากนั้นยังมีวัตถุจำนวนมาก เช่น พระเครื่องในสมัยหริภุญชัย เครื่องใช้สอยสมัยโบราณ
วัดเจดีย์ซาวหลังนี้ ได้รับพระราชทานให้ยกฐานะของวัดเป็นวัดพระอาราม หลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระจินดารัตนาภรณ์(คำอ้าย สิริธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล ต้นธงชัย อำเภอ เมืองลำปาง จังหวัด ลำปาง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๓๒ ๐๒๓๔

125. ชื่อวัด : วัดพระแก้ว
วัดพระแก้วเป็นวัดที่เก่าแก่ และมีความสำคัญวัดหนึ่ง สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมมีชื่อว่า ญรุกขวนาราม ซึ่งแปลว่า วัดป่าญะ หรือ วัดป่าเยี๊ยะ สร้างมาก่อนพุทธศักราช ๑๙๗๗ ขึ้นไป บริเวณวัดนี้จะมีไม่ไผ่ชนิดหนึ่งชื่อไม้ญะ คล้ายไม้ไผ่สีสุก แต่ไม่มีหนาม คงจะมีมากในบริเวณนี้ ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมนำไปใช้เป็นไม้คันธนูและหน้าไม้ จึงได้ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิประเทศว่า วัดป่าญะ หรือ วัดญาเยี๊ยะต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๑๙๗๗ พระเจดีย์วัดป่ายะถูกอสนีบาต (ฟ้าผ่า) พังทลายลงพบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ครั้งแรกเข้าใจว่า เป็นพระพุทธรูปธรรมดาจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานในพระวิหาร ต่อมาปูนที่พอกองค์พระไว้กะเทาะออก ทำให้เห็นแก้วสีเขียวงดงามยิ่ง จึงได้กะเทาะหมดทั้งองค์ ปรากฏเป็นพระพุทธรูปแก้วเขียวเป็นแท่งทึบต่อมาได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ กรุงศรีสัตตนาคนหุต (เวียงจันทร์) จนกระทั่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑) ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงธนบุรีและกรุงเทพมหานครตามลำดับ
สำหรับวัดป่าญะ หลังจากได้พบพระแก้วมรกต เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๒๐ แล้วนั้น ประชาชนทั่วไปได้ขนานนามว่า วัดพระแก้ว มาจนถึงปัจจุบัน
การปฎิสังขรณ์วัดพระแก้ว นับตั่งแต่ พุทธศักราช ๒๔๒๐ มีครูสมณะโสภณะ เป็นเจ้าอาวาสได้ทำการบูรการปฎิสังขรณ์วัดมาให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ จนได้รับการประกาศเกียรติคุณยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาจาก กรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๙ และต่อมาได้รับพระราชทานโปรดให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดพระแก้ว เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑๙ ถนนไตรรัตน์ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระประธาน ที่ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระแก้วเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๒ เมตร สูงจากเกตุถึงยอดพระรัศมี ๒.๘๐ เมตร รอบพระเศียร ๑.๖๐ เมตร นั่งขัดสมาธิราบ พระรัศมีเป็นลักษณะมีดอกบัวตูมอยู่ในเปลวเพลิง ชายสังฆาฏิสั้นเหนือรายพระถัน เม็ดพระศกใหญ่พระหนุเป็นปมใหญ่และชัดมาก พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมเป็นของวัดล้านทอง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ต่อมามีสภาพเป็นวัดร้างจึงถูกรื้อไป ต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดดอยงำเมือง หรือดอยงามเมือง ต่อมาได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดพระแก้ว เมื่อวัดพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ซึ่งคนเชียงรายนิยมเรียกกันว่า พระเจ้าล้านทอง พระอุโบสถสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช๒๔๓๓ มีขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๒๑.๘๕ เมตร เดิมเป็นพระวิหาร ต่อมาได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๙๕
ต่อมาได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่ โดยครั้งที่ ๑ พุทธศักราช ๒๕๐๓ – ๒๕๐๕ ในสมัยพระพุทธวงศ์วิวัฒน์(วงศ์ ทานวโส) เป็นเจ้าอาวาส นายffice:smarttags" />หมัด ไชยา เป็นช่างผู้ควบคุมการก่อสร้าง ประกอบพิธีปอยหลวงสมโภชเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๕ และครั้งที่ ๒ พุทธศักราช๒๕๔๓-๒๕๔๕ โดยเปลี่ยนกระเบื้อง กะเทาะปูนเก่าออกฉาบปูนใหม่ลงรัก ปิดทอง เปลี่ยนช่อฟ้าใบระกา บานประตู หน้าต่างลวดลายภายในเป็นไม่สักทั้งหมด โดยควบคุมการก่อสร้างของพระเทพรัตนมุนี เจ้าอาวาส และนายนภดล อิงควนิช
พระเจดีย์ เป็นสถานที่ค้นพบพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เมื่อปีพุทธศักราช๑๙๗๗ เป็นพระเจดีย์ฐานรูปแปดเหลี่ยมแต่ละเหลี่ยมกว้าง ๕.๒๐ เมตร วัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ ๙.๕๐ เมตร เมื่อครั้งท่านเจ้าคุณพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์เป็นเจ้าอาวาสได้มีการขออนุญาตกรมศิลปากรบูรณะและห่อหุ้มทองแผ่นทองแดง ลงรักปิดทองทั้งองค์ สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาเป็นประธานพิธียกฉัตรพระเจดีย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ อาคารสมเด็พระพุทธชินวงศ์เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์งานสมโภชน์สมณศักดิ์เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สุวรรณ สุวัณณโชตมหาเถร) ปฐมสมเด็จของล้านนาเป็นอาคารค.ส.ล. ๔ ชั้น ขนาดกว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๔๐ เมตร วางศิลาโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๓ เวลา ๐๗.๐๙ น. เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๓๓ เสร็จเมื่อปีพุทธศักราช๒๕๓๘
หอพิพิธภัณฑ์ “อาคารแสงแก้ว” เป็นอาคาร ค.ส.ล. ประกบด้วยไม้ทั้งภายในภายนอก สูง ๒ ชั้น ทรงล้านนา ขาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๓.๒๕ เมตร สำหรับเป็นหอพิพิธภัณฑ์ประจำวัดพระแก้ว เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ วางศิลาฤกษ์ โดยคุณแม่อมรา(แสงแก้ว)มุนิกานนท์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และบำเพ็ญกุศลถวายทานเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อันเป็นโอกาสมงคลอายุครบ ๗ รอบ ของคุณแม่อมา ซึ่งคุณแม่อมรา มุนิกานนท์ ได้บริจาคสร้างถวายทั้งหมด
พระพุทธรตนากรนวุติวัสสานุสรณ์มงคล เป็นพระพุทธรูปหยกหน้าตักกว้าง ๔๗.๙ ซม. สูง ๖๕.๙ ซม. สร้างด้วยหยกจากประเทศแคนนาดา(มร.ฮูเวิร์ด โล ผู้บริจาค) แกะสลักโดยโรงงานหยกวาลินนาน มหานครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นองค์แทนพระแก้วมรกต เพราะพระแก้วมรกตได้ถูกค้นพบ ณ พระเจดีย์วัดพระแก้วเป็นแห่งแรก(พุทธศักราช๑๙๗๗) และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานนามถวายว่า พระพุทธรตนากรนวุติวัสสานุสรณ์มงคล แปลว่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นอากรแห่งรัตน เป็นมงคลอนุสรณ์ ๙๐ พรรษาและโปรดเกล้าให้เรียกนามสามัญว่า พระหยกเชียงราย
หอพระหยกเชียงราย วัดในภาคเหนือสมัยโบราณ นอกจากจะมีอุโบสถ วิหาร ศาลา กุฏิ หอพระธรรม ฯลฯ แล้วยังมี หอพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป วัดพระแก้วจึงจัดสร้าง หอพระหยกเชียงราย เป็นอาคารทรงแบบล้านนาโบราณเป็นอาคารค.ส.ล. ประกบด้วยไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร วางศิลาฤกษ์ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุธชินวงศ์ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๔ เมื่อทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาเป็นประธานเปิดหอพระหยกเชียงรายเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ สุทสฺสโน)
ที่อยู่ : ตำบล เวียง อำเภอ เมืองเชียงราย จังหวัด เชียงราย
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๗๑ ๘๕๕๕

126. ชื่อวัด : วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอันตยศ พระราชโรสองค์ที่สองของพระนางเจ้าจามเทวีผู้สร้างเมืองเขลางค์นคร (นครลำปาง) ราวพุทธศักราช ๑๒๒๓วัดเดิมนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และก่อนพุทธศักราช ๑๙๗๙ ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ครั้งถึงพุทธศักราช ๑๙๗๙ สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ปรากฏว่าพระเจดีย์วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ถูกอสุนีบาตพังลงมา มีผู้พบพระแก้วมรกตจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหาร ต่อมา เมื่อพุทธศักราช๑๙๗๙ พระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ ทรงจัดขบวนแห่เพื่ออัญเชิญพระแก้วมรกตจากเมืองเชียงราย ไปยังเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อขบวนได้แห่อัญเชิญพระแก้วมรกตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะไปนครลำปาง ช้างที่รับเสด็จพระแก้วมรกตได้วิ่งตื่นไปทางเมืองลำปาง แม้หมอควาญจะขู่เข็ญโลมเล้าประการใดช้างก็ไม่ยอมไปทางนครเชียงใหม่ ในที่สุดพระเจ้าสามฝั่งแกนก็ต้องยอมให้อัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานไว้ ณ วัดพระแก้วดอนเต้า ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้เป็นเวลานานถึง ๓๒ ปี ครั้นลุพุทธศักราช ๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราชเจ้า ผู้ครองเชียงใหม่ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปเชียงใหม่ และวัดนี้ก็ยังเป็นที่กำเนิดพระแก้วมรกตดอนเต้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางอำเภอเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง จึงได้มีนามว่า วัดพระแก้วดอนเต้า
ถัดมาในบริเวณใกล้เคียงกันมีวัดอีกวัดหนึ่ง คือวัดสุชาดาราม ตามประวัติกล่าวว่า บริเวณที่ตั้งบ้านนางสุชาดา อุบาสิกาผู้หนึ่งของวัดพระแก้วดอนเต้าได้นำแตงโมลูกหนึ่งไปถวายพระเถระที่วัด พอผ่าแตงโมออก ก็พบมรกตอยู่ข้างใน พระเถระจึงให้ช่างแกะมรกตนั้น เป็นพระพุทธรูปเรียกว่า พระแก้วดอนเต้า ต่อมามีผู้ไปฟ้องเจ้าเองลำปางว่า พระเถระกับนางสุชาดาเป็นชู้กัน เจ้าเมืองลำปางจึงให้จับนางสุชาดาไปประหารชีวิต พระเถระทราบข่าวจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปหนีไป โดยได้นำไปฝากไว้ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน ส่วนสถานที่ตั้งบ้านของนางสุชาดาได้มีผู้มีจิตศรัทธาในคุณงามความดี จึงบริจาคเงินสร้างวัดและตั้งชื่อว่า วัดสุชาดาราม
ต่อมากระทรงศึกษาธิการ ได้ประกาศรวมวัดพระแก้วดอนเต้า กับวัดสุชาดารามเป็นวัดเดียวกันและให้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคา ๒๕๒๗ วัดพระแก้วดอนเต้าได้รับประราชทานวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร นอกจากนี้วัดพระแก้วดอนเต้ายังได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ .ศ . ๒๕๓๐
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสิริกิจจาภรณ์ (เสริม กตกิจโจ)
ที่อยู่ : ตำบล เวียงเหนือ อำเภอ เมืองลำปาง จังหวัด ลำปาง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๒๑ ๘๑๕๔

127. ชื่อวัด : วัดพระแท่นดงรัง
วัดพระแท่นดงรัง เป็นวัดที่สร้างมานาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างเมื่อไร คงจะได้รับการสร้างขึ้นในระยะใกล้เคียงกับการค้นพบ พระแท่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
จากนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น ซึ่งได้เดินทางมานมัสการพระแท่นดงรังพร้อมกับสุนทรภู่ผู้เป็นบิดา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๖ และของนายมี หมื่นพรหมสมพัตสร เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๙ แสดงให้เห็นว่ามีวัดพระแท่นดงรังอยู่แล้ว
โดยเฉพาะพระวิหารที่สร้างครอบพระแท่นไว้นั้น กรมศิลปากรได้สันนิษฐานไว้ว่า หลังเดิมคงจะสร้างขึ้นในราวรัชกาลที่ ๑ หรือต้นรัชกาลที่ ๒ และได้ทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๓
ต่อมาเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๐๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้ทำการปฏิสังขรณ์ พระวิหารสร้างต่อเติมพระอุโบสถที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ พร้อมกับได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นด้านหลังพระแท่นอีกหนึ่งองค์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิสุทธาภรณ์ (ทองดำ อิฏฺฐาสโภ)
ที่อยู่ : ตำบล พระแท่น อำเภอ ท่ามะกา จังหวัด กาญจนบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๔๖๔ ๓๔๖๑

128. ชื่อวัด : วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (ธ)
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ติดกับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล (อยู่บนเนินเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอด)
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใดในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยไม่ได้มีข้อความกล่าวถึงพระแท่นศิลาอาสน์เพิ่งมีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศพระองค์ได้เสด็จนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อปี พุทธศักราช ๒๒๘๓ได้แสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์ได้มีมาก่อนหน้านี้แล้วจนเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไปอย่างกว้างขวางจนพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาเสด็จไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์เป็นพุทธเจดีย์เช่นเดียวกับพระแท่นดงรัง เป็นที่เชื่อกันมาแต่โบราณว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้เสด็จและจะได้เสด็จมาประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้ เพื่อเจริญภาวนา และได้ประทับยับยั้งในเวลาที่ตรัสรู้แล้ว เพื่อโปรดสัตว์ ซึ่งแสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์นี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างต่อเนื่อง
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูถาวรธรรมโกวิท (ถวิล ถาวโร)
ที่อยู่ : ตำบล ทุ่งยั้ง อำเภอ ลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๔๕ ๓๕๖๘ - ๙

129. ชื่อวัด : วัดพัฒนาราม
วัดพัฒนารามเริ่มสร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๓๙ โดยหลวงพ่อพัฒน์ นารโท เป็นผู้ชักชวนชาวบ้านหักร้างถางพงที่บริเวณวัดเดิมเป็นป่าทึบ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิ เสือ หมีค่าง และงูพิษ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่อาศัยแต่ท่านก็สามารถก่อสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ โรงอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอฉันในเนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๑๐ วาสำเร็จขึ้นได้ และได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๔วัดนี้ ตั้งอยู่ในตำบลตลาด อำเภอเมืองฯจังหวัดสุราษฎร์ธานีชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ ๒ ชื่อ คือ“วัดใหม่”เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างขึ้นหลังวัดอื่นๆ ในย่านตลาดเมืองสุราษฎร์ธานีและคำว่า“วัดใหม่” หลวงพ่อพัฒน์ได้จารึกหลังพระกสิณ ซึ่งท่านได้สร้างขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๖๗ปัจจุบันเป็นของหายากอย่างยิ่งและอีกชื่อเรียกว่า“วัดพัฒนาราม” ตั้งขึ้นหลังจากหลวงพ่อพัฒน์ได้มรณภาพแล้วเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่าน ที่เป็นผู้สร้างวัดนี้ วัดนี้ปรากฏหลักฐานตามศิลาจารึกซึ่งหลวงพ่อพัฒน์ได้จัดทำไว้ดังต่อไปนี้
“พระพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๔๔๐ พรรษา ปีวอก อัฏฐศก เดือน ๖ท่านเจ้าอธิการพัฒน์ นารทะ ได้ชักชวนท่านผู้มีจิตศรัทธาคิดก่อสร้างอารามนี้เมื่อปีจอ สัมฤทธิศก เดือน ๖ได้ยกอุโบสถจนสำเร็จครั้นถึงปีฉลู ตรีศก เดือน ๖แรม ๑๔ ค่ำพระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๒๔๔๔ ได้ผูกพัทธสีมาสำเร็จบริบูรณ์ แม่ศิลาพร้อมด้วยแม่แก้ว ลูกสะใภ้พระยาวาจี (ซำ) ชาวเมืองชุมพรได้ถวายช้างพลายคอม ๑เชือก เป็นพาหนะสำหรับอารามนี้ รวมกันสร้างอุโบสถนี้ คิดเป็นเงินตรา ๑๐,๐๐๐ เศษขอกุศลที่เกิดจากผล ก่อสร้างนี้ จงเป็นผลสำเร็จแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายและพระมหากษัตริย์ผู้ได้ทรงบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวรและบิดามารดา และหมู่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ละโลกนี้ไปแล้วทั้งประชุมชนพร้อมทั้งฝ่ายสมณะและคฤหัสถ์ผู้จะได้ปฏิสังขรณ์และก่อสร้างขึ้นใหม่ต่อไป ณภายหลังขอเป็นอุปนิสัยปัจจัยแด่พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ”
เดิมวัดพัฒนารามเป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของทางราชการตั้งแต่วัดเริ่มสร้างเสร็จมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕เปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้ยกเลิกไป วัดพัฒนารามนับแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.๒๔๓๙ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ รวมเป็นเวลา๑๐๙ ปี
ชื่อเจ้าอาวาส : พระศรีปรยัติยาภรณ์ (กลีบ วรปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ตลาด อำเภอ เมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัด สุราษฎร์ธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๗๒๑ ๔๘๔๕

130. ชื่อวัด : วัดพายัพ
วัดพายัพ เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดนครราชสีมา สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อครั้งพระองค์ทรงครองราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงเลือกสถานที่ในการสร้างเมืองนครราชสีมา
จึงให้ช่างชาวฝรั่งเศสเขียนแปลนก่อสร้างเป็นรูปเหลี่ยม มีคูคลองน้ำรอบรอบกั้นข้าศึกมีกำแพงประตู ๔ มุมเมือง และได้ทรงสร้างวัดขึ้นภายในกำแพงเมือง จำนวน ๖ วัด คือ วัดพระนารายณ์มหาราช, วัดบูรพ์, วัดสระแก้ว,
วัดบึง, วัดพายัพ, วัดอิสาน ในวัดพายัพมีวัตถุโบราณ คือ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัสดุหินทรายแกะสลักลงรัก
ปิดทอง อุโบสถทรงเรือสำเภาโต้คลื่น และใบเสมาอุโบสถหลังเก่า เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กว่า ๓๐๐ ปี ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเป็นมาอย่างไร และมีเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดมากี่รูปตั้งแต่ต้นไม่มีผู้ทำบันทึก
ประวัติไว้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิมลโมลี(ดำรง ทิฏฐธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา

131. ชื่อวัด : วัดพิกุลทอง
วัดพิกุลทอง สร้างขึ้นโดยขุนสิทธ์ สถิตบุตร(เสือ) นายกลับ สถิตบุตร และนายช่วง เป็นหัวหน้าดำเนินการสร้างวัดขึ้น เดิมชื่อว่า วัดใหม่พิกุลทอง แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดใหม่ เพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณนี้ ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงได้ขอเปลี่ยนนามวัดเป็น วัดพิกุลทอง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิมลสุตาภรณ์ (ประจวบ สุธีโร)
ที่อยู่ : ตำบล โพประจักษ์ อำเภอ ท่าช้าง จังหวัด สิงห์บุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๕๓ ๖๐๗๔

132. ชื่อวัด : วัดพิชัยญาติการาม
วัดพิชยญาติการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร
วัดพิชยญาติการาม เดิมเป็นวัดร้างไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสร้างในสมัยใด ต่อมาระหว่างปีพุทธศักราช ๒๓๗๒ – ๒๓๘๔ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ซึ่งเรียกกันว่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย ได้ดำเนินการปรับปรุงก่อสร้างสถาปนาขึ้นใหม่ทั้งวัดแล้วน้อมเกล้าถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๓ โดยพระราชทานนามว่าวัดพระยาญาติการาม
ครั้นถึงในรัชมัยรัชกาลที่ ๔พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพิชยญาติการามมาจนถึงปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพรหมโมลี(สมศักดิ์ อุปสโม)
ที่อยู่ : ตำบล สมเด็จเจ้าพระยา อำเภอ เขตคลองสาน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๘๑๖ ๔๕๓๐

133. ชื่อวัด : วัดพิศาลรัญญาวาส (ธ)
วัดพิศาลรัญญาวาสสร้างเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๘๓ โดยชาวบ้านจิก บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีได้อพยพมาและได้จัดหาที่ดินสร้างวัดประจำหมู่บ้าน โดยได้สร้างสำนักสงฆ์ ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๔๘๖ ได้ร่วมกันสร้างศาลาโรงธรรมและกุฏิสงฆ์ จำนวน ๓ หลัง และได้เรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดพิศาลรัญญาวาส” ตามชื่อของเจ้าอาวาสรูปแรก คือ พระพิศาลคณานุกิจ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวรญาณมุนี (สุจินต์ วิเสโส)
ที่อยู่ : ตำบล หนองบัว อำเภอ เมืองหนองบัวลำภู จังหวัด หนองบัวลำภู
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๓๑ ๑๒๕๘

134. ชื่อวัด : วัดพุทธภูมิ
วัดพุทธภูมิ เดิมชื่อ วัดนิบง ซึ่งพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ได้จับจองที่ดินบริเวณด้านหลังสถานีรถไฟ ลักษณะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นดงไม้ไผ่และไม้ตะเสาเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเปิดเป็นบ่อนชนโคขึ้น จึงมีคนมาอาศัยอยู่มากขึ้น ทำให้มีการริเริ่มสร้างวัด โดยนายรักษ์ อินทร์ศวร และได้ไปนิมนต์พระดำ จนทสโร มาจากวัดเวฬุวัน โดยสร้างศาลาพักพระขึ้น ๑ หลัง ต่อมาจึงได้หาที่สร้างวัดโดยนายยับพัด กองชิน ได้ขายที่ดินให้ขุนขจรโจรแสยง (หลวงอนุกูลประชากิจ) ผู้แทนชาวพุทธ เพื่อสร้างวัด เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๗๑ แล้วได้นิมนต์พระดำมาจำพรรษา และเรียกชื่อวัดนี้ว่า สำนักพุทธภูมิ ต่อมาได้มีผู้ซื้อที่ดินถวายเพื่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก และเปิดเป็นวัดเมื่อปีพุทธศักราช๒๔๗๕ ส่วนชื่อวัดนั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม ( เซ่ง อุตตมมหาเถร ) สมัยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและภูเก็ต เป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า วัดพุทธภูมิ เพื่อเป็นนิมิตแก่ชาวพุทธในหมู่บ้านนิบง อำเภอเมืองยะลา
เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช๒๔๘๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา มีเนื้อที่กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร และประกอบพิธีผูกพัทรสีมา เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พุทธศักราช๒๔๘๖ สมเด็จพระอริวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ( ปลอด กิตติโสภณ ) สมัยที่เป็นพระพรหมมุนี
วัดพุทธภูมิ มีเสนาสนะสมบูรณ์ มีพระอุโบสถที่สวยงาม เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช๒๔๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้เสด็จมาประกอบพิธียกช่อฟ้า ทรงจารึกพระปรมาภิไธย ภปร. ไว้ในพระอุโบสถด้วย และได้สถาปนาให้วัดพุทธภูมิเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งแต่วันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช๒๕๒๓
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดพุทธภูมิ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๓ ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑ งาน๔๒ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระอุโบสถหลังเดิมได้เริ่มสร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๓ และสร้างเสร็จเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๖ ต่อมาชำรุดทรุดโทรมจึงต้องรื้อ และได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๑๙ โดยนายเสน่ห์ วัฑฒนาธร ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเป็นผู้วางศิลาฤกษ์ กว้าง ๘.๕ เมตร ยาว ๒๔ เมตร เสาหล่อคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้เสด็จมาประกอบพิธียกช่อฟ้า ทรงจารึกพระปรมาภิไธย ภปร. ไว้ในพระอุโบสถ ในวันที่ วันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๒
ชื่อเจ้าอาวาส : พระภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. (อรุณ อรุโณ)
ที่อยู่ : ตำบล สะเตง อำเภอ เมืองยะลา จังหวัด ยะลา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๓๒๑ ๒๖๕๖

135. ชื่อวัด : วัดพุทธาธิวาส
วัดพุทธภูมิ เดิมชื่อ วัดนิบง ซึ่งพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ได้จับจองที่ดินบริเวณด้านหลังสถานีรถไฟ ลักษณะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นดงไม้ไผ่และไม้ตะเสาเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเปิดเป็นบ่อนชนโคขึ้น จึงมีคนมาอาศัยอยู่มากขึ้น ทำให้มีการริเริ่มสร้างวัด โดยนายรักษ์ อินทร์ศวร และได้ไปนิมนต์พระดำ จนทสโร มาจากวัดเวฬุวัน โดยสร้างศาลาพักพระขึ้น ๑ หลัง ต่อมาจึงได้หาที่สร้างวัดโดยนายยับพัด กองชิน ได้ขายที่ดินให้ขุนขจรโจรแสยง (หลวงอนุกูลประชากิจ) ผู้แทนชาวพุทธ เพื่อสร้างวัด เมื่อปีพุทธศักราช๒๔๗๑ แล้วได้นิมนต์พระดำมาจำพรรษา และเรียกชื่อวัดนี้ว่า สำนักพุทธภูมิ ต่อมาได้มีผู้ซื้อที่ดินถวายเพื่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก และเปิดเป็นวัดเมื่อปีพุทธศักราช๒๔๗๕ ส่วนชื่อวัดนั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม ( เซ่ง อุตตมมหาเถร ) สมัยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชและภูเก็ต เป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า วัดพุทธภูมิ เพื่อเป็นนิมิตแก่ชาวพุทธในหมู่บ้านนิบง อำเภอเมืองยะลา และเพื่อเป็นศุภมงคลแก่พระภูมิพิชัยข้าหลวงประจำจังหวัดยะลาในสมัยนั้นด้วย
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูไพศาลวุฒิกิจ (หวง สุมโน)
ที่อยู่ : ตำบล เบตง อำเภอ เบตง จังหวัด ยะลา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๓๒๑ ๑๒๐๔

136. ชื่อวัด : วัดพุทไธศวรรย์
วัดพุทไธสวรรย์ พระมหากษัตริย์ผู้สร้างคือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑(พระเจ้าอู่ทอง)ดังมีเรื่องราวการสร้างวัดปรากฎอยู่ในพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์การสร้างวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ว่า ศักราช ๗๑๕ทรงพระกรุณาตรัสว่าที่พระตำหนักเวียงเหล่านี้ให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นพระอารามแล้วให้นามชื่อ วัดพุทไธศวรรย์พระตำหนักเวียงที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้คือบริเวณที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชวังที่บึงพระราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพุทไธศวรรย์วรคุณ (หวล ภูริทตฺโต)
ที่อยู่ : ตำบล สำเภาล่ม อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๓๒ ๑๐๗๒

137. ชื่อวัด : วัดภคินีนาถ
วัดภคินีนาถ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดภคินีนาถตั้งเมื่อพุทธศักราช ๒๒๐๐ เป็นวัดโบราณ ชื่อวัดบางจาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาประชาชนในท้องถิ่นเรียกว่า วัดนอก ส่วนวัดในคือ วัดทอง วัดสิงห์ ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง ในสมัยต้นรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าประไพวดีกรมหลวงเทพยวดี ราชธิดาองค์ที่ ๙ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด โปรดให้เปลี่ยนพระอุโบสถเดิมเป็นพระวิหาร ทรงสร้างพระอุโบสถ พระระเบียงวิหารคด พระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธรูปปูนปั้น กุฏิสงฆ์ และพระเจดีย์ รัชกาลที่ ๒ พระราชทานนาม ว่า วัดภคินีนาถ แปลว่า วัดของพระน้องนาง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระมงคลสิทธิญาณ(วิสิทธิ์ นนฺทิโก)
ที่อยู่ : ตำบล บางยี่ขัน อำเภอ เขตบางพลัด จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๓๔ ๗๓๘๑

138. ชื่อวัด : วัดมงคลทับคล้อ
วัดมงคลทับคล้อได้เริ่มก่อสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่คาดว่านายไหมแง และนายเม้ง หนูพิน ได้ยกที่ดินให้วัดก่อน พุทธศักราช ๒๔๘๐ เดิมชื่อ วัดท่ามงคล ต่อมาได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๒
วัดมงคลทับคล้อ ได้รับการพัฒนาและมีการบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างภายในวัดโดยเจ้าอาวาสในหลายสมัยสืบต่อกันมาเป็นลำดับ และต่อมาได้รับประกาศเป็นพระอารามหลวง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชพุฒิเมธี (สมชาย จนูทสาโร)
ที่อยู่ : ตำบล ทับคล้อ อำเภอ ทับคล้อ จังหวัด พิจิตร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๖๔ ๑๔๙๐

139. ชื่อวัด : วัดมงคลนิมิตร
วัดมงคลนิมิตร ประชาชนนิยมเรียกว่า วัดกลาง เพตั้งอยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต สร้างเมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๒๓ ในสมัยที่ยังเป็นมณฑลภูเก็ต สันนิษฐานว่าเจ้าเมืองเป็นผู้สร้างและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ ปีพุทธศักราช ๒๔๒๘
เหตุที่เปลี่ยนชื่อ วัดกลาง เป็น วัดมงคลนิมิตร เพราะด้วยวัดนี้อยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต ซึ่งทางราชการใช้เป็นสถานที่ทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทุก ๆ ปี และเป็นที่ทำพิธีน้ำมุรธาภิเศกในรัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ และรัชกาลที่ ๗ ตลอดจนรัฐพิธีและราชพิธีต่าง ๆ ก็ทำที่วัดนี้มาโดยตลอด และมายกเลิกเสียเมื่อคราวยกเลิกมณฑล จึงนับว่าเป็นวัดที่ทางราชการและประชาชนนิยมนับถือว่าเป็นวัดที่ให้มงคลเกิดขึ้น ทางราชการจึงได้เปลี่ยนนามวัดนี้ใหม่ว่า วัดมงคลนิมิตร และได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงในปีพุทธศักราช ๒๔๙๖
ชื่อเจ้าอาวาส : พระคีรีรัฐธรรมคณี (เหลือบ กิตฺติคุโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ตลาดใหญ่ อำเภอ เมืองภูเก็ต จังหวัด ภูเก็ต
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๖๒๑ ๒๘๒๔

140. ชื่อวัด : วัดมณีชลขัณฑ์ (ธ)
วัดมณีชลขันธ์ เดิมชื่อว่า วัดเกาะแก้ว เพราะที่ตั้งวัดเป็นเกาะ เป็นวัดโบราณ ต่อมาสภาพทรุดโทรมลง ครั้นถึง พุทธศักราช ๒๔๐๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยมีเจ้าพระยายมราช (เฉย ยมาภัย) เมื่อครั้งเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์เป็นผู้สร้าง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า วัดมณีชลขันธ์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูพรหมจริยาทร (พรหมา ทนฺตจิตฺโต)
ที่อยู่ : ตำบล พรหมมาสตร์ อำเภอ เมืองลพบุรี จังหวัด ลพบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๔๑ ๑๙๘๘

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (22-10-09), พรรณวดี (22-10-09), พุทธรักษา (26-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (21-10-09), นิมมานรดี (21-10-09), เดชะบุญ (22-10-09), cheye (15-11-09), leklek (21-10-09), rossukon (18-05-10)
  #8  
เก่า 23-10-09, 09:36
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (8)

เชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ร่วมสร้างพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ และวัดในประเทศไทย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ




141. ชื่อวัด : วัดมณีบรรพต
วัดมณีบรรพตวรวิหาร เป็นวัดโบราณ เดิมเรียกว่า วัดเขาแก้ว ตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งวัดที่เป็นภูเขา และมีหินแก้วสีขาวหรือหินเขี้ยวหนุมานเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังมีความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีว่า ใน พุทธศักราช ๒๕๑๗ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เสด็จไปนมัสการ พระพุทธรูปที่วัดดอยเขาแก้ว และได้ตรัสกับพระภิกษุที่วัดว่า พระองค์ได้เคยกระทำสัตยาธิษฐานเสี่ยงพระบารมีที่วัดนี้ เข้าใจว่าวัดเขาแก้วคงเป็นวัดร้างในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๙๕ หลวงพ่อเณรหรือชาวบ้านเรียกว่า ขรัวเณร หรือ ขรัวตาเณร เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดและปกครองวัดเป็นรูปแรก โดยฆราวาสที่สร้างและบูรณะตั้งแต่ต้น คือ ท่านเผือก เศรษฐีเจ้าของ ตลาดในจังหวัดสุโขทัย ได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถและศาลาการเปรียญขึ้น เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๓๕ ต่อมาพระวิสุทธิ สมณาจารย์ (ตุ่น) ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ตลอดมา
วัดมณีบรรพตวรวิหาร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๑๔ พฤษภาคม

พุทธศักราช ๒๔๓๖ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารนับตั้งแต่วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕

สถานะและที่ตั้งวัด

วัดมณีบรรพต เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๘๖ ตำบลระแหง อำเภอเมืองจาก จังหวัดตาก ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๑ งาน มีธรณีสงฆ์ ๘ แปลง พื้นที่ ๔๕.๗๐ ไร่

ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูเมธีวรคุณ (ฉลวย กาญจโน)

ที่อยู่ : ตำบล ระแหง อำเภอ เมืองตาก จังหวัด ตาก

เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๕๑ ๑๓๑๘

142. border= ชื่อวัด : วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม
วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เดิมชื่อ วัดมณีธุดงค์สงฆ์มูลิกาวาส เริ่มก่อสร้างราวพุทธศักราช ๒๔๓๑ และในปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จตรวจการคณะสงฆ์มณฑลฝ่ายเหนือมาทอดพระเนตรเห็นวัดมณีธุดงค์สงฆ์มูลิกาวาส และทรงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดทุ่งแก้ว ตามที่ประชาชนนิยมเรียกกัน (ที่ตั้งวัดเป็นป่าไผ่ ด้านทิศตะวันออกของป่าไผ่มีทุ่งใหญ่ ประชาชนเรียกบริเวณนี้ว่า ทุ่งแก้ว ชื่อนี้จึงติดปากนำไปเรียกชื่อวัดด้วย)
ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ เกิดเพลิงไหม้ตลาดสะแกรังครั้งใหญ่ เพลิงไหม้ตลาด บ้านเรือนบริเวณทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดขวิด ส่วนสิ่งก่อสร้างของวัดขวิด ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ทางราชการต้องการจัดผังเมืองใหม่ เพื่อสร้างตลาดและบ้านเรือน มีการตัดถนนผ่านวัดขวิดทั้ง ๓ ด้าน คือถนนศรีอุทัย ถนนมหาราช และถนนสะแกรัง จึงให้รวมวัดขวิดเข้ากับวัดทุ่งแก้ว และสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี) เจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์ ได้เปลี่ยนนามวัดเป็น วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๑ (มณี แปลว่า แก้ว หมายถึง ทุ่งแก้ว, กปิฏ แปลว่ามะขวิด หมายถึง วัดขวิด) และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกวัดวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชอุทัยกวี (ประชุม มาเรยฺโย)
ที่อยู่ : ตำบล อุทัยใหม่ อำเภอ เมืองอุทัยธานี จังหวัด อุทัยธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๕๑ ๑๓๔๑


143. ชื่อวัด : วัดมหรรณพาราม
วัดมหรรณพาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดมหรรณพาราม ตั้งเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๙๓ โดยกรมหมื่นอุดมรัตนราษี พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ แต่การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จนสมัยรัชกาลที่ ๔ การก่อสร้างจึงเสร็จและโปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดมหรรณพราม แปลว่าห้วงน้ำใหญ่นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาสร้างพระเจดีย์ขึ้นอีก ๑ องค์ ไว้หลังพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระเจดีย์ใหญ่ที่สุดวัด
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสุตกวี(บุญธรรม สตธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล เสาชิงช้า อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๒๔ ๑๘๐๑

144. ชื่อวัด : วัดมหาชัย
วัดมหาชัยสร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๐๔ โดยท้าวมหาไชย (กวด ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ผู้สร้างเมืองมหาสารคาม และเป็นเจ้าเมืองคนแรก ซึ่งได้รับมอบหมายจากพระขัติยาวงศา (จันทร์) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดให้มาตั้งหมู่บ้านที่ข้างห้วยกุดลาดย่างใย พร้องส่งคนมาให้ ๔๐๐๐ คน เพื่อถากถางป่าสร้างเป็นบ้าน เมื่อตั้งหมู่บ้านได้แล้ว จึงเริ่มหาสถานที่สร้างวัดประจำหมู่บ้าน ต่อมา พุทธศักราช ๒๔๐๘ พระขัติยาวงศา(จันทร์) กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๔ แบ่งแยกท้องที่ขอตั้งบ้าน กุดลาดย่างใยเป็นเมือง ได้รับพระราชทานนามว่า “เมืองมหาสารคาม” และให้ท้าวมหาไชย (กวด) เป็นเจ้าเมือง พร้อมพระราชทานยศให้เป็นพระเจริญราชเดช จากนั้นก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้เพิ่มเติม และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๐๘ โดยมีนามว่า “วัดเหนือ” เพราะอยู่ทางเหนือน้ำ เมื่อถึง พุทธศักราช ๒๔๘๒ สมัยพระสารคามมุนี(สาร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) เป็นเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดมหาชัย” เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจริญราชเดช (ท้าวมหาไชย) ผู้สร้างบ้านเมืองและวัดนี้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระศรีวชิรโมลี (สังคม จิตฺติญาโณ)
ที่อยู่ : ตำบล ตลาด อำเภอ เมืองมหาสารคาม จังหวัด มหาสารคาม
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๗๑ ๑๒๗๔

145.
ชื่อวัด : วัดมหาธาตุ
แรกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 วัฒนธรรมเขมรจากราชอาณาจักรกัมพูชาได้แพร่เข้าสู่ดินแดนราชบุรี จึงได้มีการก่อสร้างและดัดแปลงศาสนสถานกลางเมืองราชบุรีขึ้นเป็นพระปรางค์ และสร้างกำแพงศิลาแลงล้อมรอบเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเมืองตามคติความเชื่อเรื่องภูมิจักรวาลของเขมร ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 ได้มีการก่อสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาขึ้งซ้อนทับและสร้างพระปรางค์บริวารขึ้นอีก 3 องค์บนฐานเดียวกัน
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองราชบุรีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก ประชาชนก็ย้ายตามความเจริญไปด้วย วัดมหาธาตุจึงกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2338 พระภิกษุองค์หนึ่งชื่อพระบุญมา ได้ธุดงค์มาเห็นวัดนี้มีสถานที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมจึงได้ขอความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนช่วยกันปัดกวาดซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ในที่สุด วัดมหาธาตุจึงกลับมาเป็นศูนย์กลางของศาสนาเช่นเดิม และยังคงเป็นมาจนถึงปัจจุบัน

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวิสุทธิโสภณ
ที่อยู่ : ตำบล หน้าเมือง อำเภอ เมืองราชบุรี จังหวัด ราชบุรี

146. ชื่อวัด : วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ ตั้งเมื่อพุทธศักราช ๒๐๕๒ ไม่ปรากฏหลักฐานนามผู้สร้าง สร้างมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยดูหลักฐานจากพระพุทธรูป พระวิหารเล็ก หน้าบันพระวิหารเล็ก เพราะมีลักษณะเป็นศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย เดิมชื่อวัดหน้าพระธาตุ เนื่องจากสร้างอยู่หน้าพระธาตุหมายถึงพระปรางค์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไม่ปรากฏหลักฐานการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยใด ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๕๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงยกฐานะเป็นพระอารามหลวงและเปลี่ยนนามเป็นวัดมหาธาตุ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสุวรรณมุนี (แคล้ว อุตฺตโม)
ที่อยู่ : ตำบล คลองกระแชง อำเภอ เมืองเพชรบุรี จังหวัด เพชรบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๔๒ ๕๑๙๑

147. ชื่อวัด : วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ นับได้แต่เริ่มสร้าง เมื่อประมาณพุทธศักราช ๑๙๒๖ สันนิษฐานว่าเป็นวัดร้างอยู่สร้างสมัยหนึ่ง แต่จะนานเท่าไรไม่ปรากฏ เหมือนวัดมหาธาตุจังหวัดอื่น ๆ เช่นเมืองศรีสัชนาลัย เป็นต้น อาจจะตกอยู่ราว ๆ สมัยอยุธยาตอนปลาย และวัดมหาธาตุนั้นส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในวัง เมื่อวังร้างวัดก็พลอยร้างไปด้วย เมื่อทั้งสองอย่างร้างไปแล้ว ประชาชนจะไม่กล้าไปแตะต้อง เพราะถือว่าเป็นของหลวง จนกาลเวลาผ่านไปนานขึ้นสถานที่ตรงนี้กลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์
ต่อมาได้มีการรื้อฟื้นวัดมหาธาตุอีกครั้ง โดยมีการก่อสร้างวัดใหม่ทั้งหมด ถอยร่นลงมาทางแถบใต้ ติดริมคลองตลุกในปัจจุบัน แต่อยู่ในพื้นที่เดียวกันปล่อยให้ของมีอยู่อย่างเก่าโดยมิได้แตะต้อง มีสภาพคล้ายเป็น ๒ วัด โดยมีสระลีและสระมนเป็นแดนกั้นกลาง จากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ฝั่งทิศเหนือนับแต่สระทั้งสองขึ้นไปเป็นแดนศักดิ์สิทธ์ ฝั่งทิศใต้นับจากสระทั้งสอง ลงมาถึงคลองตลุก เป็นสถานที่ก่อสร้างใหม่
สำหรับพระอุโบสถที่วัดมหาธาตุนั้นจะไม่มีหลังคา ซึ่งแต่เดิมแล้วเคยมีหลังคา แต่ถูกฟ้าผ่า ครั้งสร้างหลังคาใหม่ก็ถูกฟ้าผ่าอีกจึงสร้างหลังคาไม่ได้ และต่อมาในสมัยพระวินัยธรรมแพเป็นเจ้าอาวาสได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถใหม่ในเขตดินแกนศักดิ์สิทธิ์ คือ พระอุโบสถหลังปัจจุบัน และถมสระทั้งสอง พร้อมทั้งสร้างศาลาบริเวณสระลี ในที่สุดดินแดนทั้งสองจึงกลายเป็นแดนเดียวกันมาจนถึงปัจจุบัน
วัดมหาธาตุ ยกฐานะ เป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๕
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพรัตนกวี (สุรินทร์ ชุตินฺธโท)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองเพชรบูรณ์ จังหวัด เพชรบูรณ์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๗๑ ๑๒๑๕

148. ชื่อวัด : วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑ เดิมชื่อว่า “วัดทุ่ง” เนื่องจากบริเวณวัดติดกับทุ่งนา สร้างโดยท้าวฝ่ายหน้า , ท้าวคำสิงห์ , ท้าวคำผง (สมัยพระเจ้าวรวงศา (พระวอ) เสนาบดีเมืองเวียงจันทร์ นครจำปาศักดิ์)พร้อมด้วยบุตรธิดาพี่น้องไพร่พล จึงได้พร้อมกันสร้างวัดมหาธาตุขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๓๒๑ (วัดนี้เดิมชื่อวัดทุ่ง เพราะคงอยู่ติดกับทุ่งนา) ต่อมาท้าวฝ่ายหน้าทำการปราบกบฏเชียงแก้วได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวฝ่ายหน้าเป็น “ เจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศา ” และได้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ให้เจริญขึ้น ครั้นเจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศาถึงแก่พิราลัย บุตรจึงได้นำอัฐิของเจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศามาบรรจุไว้ที่เจดีย์ของวัดมหาธาตุ (วัดทุ่ง) ซึ่งยังปรากฏเป็นเจดีย์อยู่จนถึงบัดนี้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชรัตนกวี(สำลี คุตฺตสีโล)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองยโสธร จังหวัด ยโสธร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๕๗๑ ๒๑๖๔

149. ชื่อวัด : วัดมหาพฤฒาราม
วัดมหาพฤฒาราม เป็นพระรามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดนี้เดิมเป็นวัดโบราณ ชื่อวัดท่าเกวียน มีตำนานว่าพระเจ้าอู่ทอง หนีมาตั้งเกวียนที่นี่ บ้างก็ว่าเป็นที่พักสำหรับหมู่เกวียนที่เดินทางมาจากที่ต่างๆ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาวัดขึ้นใหม่พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬามกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่๕) มีพระราชศรัทธาสร้างร่วมกันโดยมีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้น ที่บานประตูหน้าต่างหน้าบันพระอุโบสถเป็นเครื่องหมายรัชกาลที่ ๔ ส่วนหน้าบันพระวิหารเป็นเป็นเครื่องหมายรัชกาล ๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวงแล้วได้เปลี่ยนชื่อวัดว่า วัดมหาพฤฒาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวิสุทธิเวที(วิจิตร อาสโภ)
ที่อยู่ : ตำบล มหาพฤฒาราม อำเภอ เขตบางรัก จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๓๖ ๕๖๖๙

150. ชื่อวัด : วัดมหาวนาราม
วัดมหาวนาราม เดิมชื่อว่า “ วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ ” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า
“ วัดป่าใหญ่ ” วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่และถือเป็น วัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี เหตุที่มีการสร้าง คือ เมื่อ พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ( ท้าวคำผง ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนแรก ได้ก่อสร้างเมืองอุบลราชธานีบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูลแล้ว ก็ได้ก่อสร้างวัดขึ้น ที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตั้งชื่อว่า “ วัดหลวง ” เพื่อให้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนทั่วไป ( ถือว่าเป็นวัดแห่งแรกของเมืองอุบลฯ ) หลังจากก่อสร้างวัดหลวงแล้วก็ได้นิมนต์ “ พระธรรมโชติวงศา ” ซึ่งเป็นพระมหาเถระและพระภิกษุสามเณร ให้มาอยู่จำพรรษา เพื่อสนองศรัทธาของประชาชน เมื่อพระมหาเถระได้เข้ามาอยู่จำพรรษาแล้วท่านเห็นว่า วัดนี้เป็นวัดบ้าน หรือ ฝ่ายคามวาสี ตั้งอยู่กลางใจเมืองไม่เหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรมวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้แสวงหาสถานที่ใหม่ โดยพิจารณาเห็นว่า “ ป่าดงอู่ผึ้ง ” ห่างจากวัดหลวงไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๐๐ เส้น มีหนองน้ำ ชื่อว่า “ หนองสะพัง ” เป็นสถานที่อันสงบวิเวก เหมาะแก่การตั้งเป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสนากรรมฐาน หรือ ฝ่ายอรัญญวาสี จึงได้ก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ( พุทธศักราช ๒๓๒๒ ) ขึ้น ชื่อว่า “ วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ ” เพื่อให้คู่กับ วัดหลวง ซึ่งก่อตั้งขึ้นก่อนแล้วนั้น แต่ก็ยังไม่ทันได้ตั้งเป็นวัดให้เรียบร้อยสมบูรณ์ เจ้าเมือง คือ พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ ( ท้าวคำผง ) ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมลง ( พุทธศักราช ๒๓๓๘ ) ต่อมา เจ้าเมืองคนที่สอง คือ พระพรหมวรราชสุริยะวงศ์ ( ท้าวทิดพรหม )ได้มาก่อสร้างวิหารอารามในวัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๔๘ หลังจากนั้น อีก ๒ ปี (พุทธศักราช ๒๓๕๐) ได้ยกฐานะเป็นวัดและให้ถือเป็นวัดประจำเจ้าเมืองคนที่สองด้วย ให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพัง หรือ หนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง ( มีหลักฐานการสร้างวัดอยู่ที่ ศิลาจารึก ซึ่งตั้งอยู่ข้างหลัง ด้านซ้ายของพระเจ้าใหญ่อินทร์แปง ระบุปีที่สร้างวัดนี้ ตรงกับ พุทธศักราช ๒๓๕๐ ) โดยมี “ พระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา ” เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปพระอินแปง หรือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดมหาวันหรือวัดป่าใหญ่ และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเรียกว่า วัดมหาวนาราม ( เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๘๔ ) แต่ความหมายของวัด ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ แปลว่า ป่าใหญ่ ต่อมาได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพกิตติมุนี (สมเกียรติ สมกิตฺติ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองอุบลราชธานี จังหวัด อุบลราชธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๕๒๔ ๔๙๖๕

151. ชื่อวัด : วัดมหาสมณาราม (ธ)
วัดมหาสมณาราม ตั้งเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๘๖ เดิมชื่อวัดเขาสุมน เป็นวัดที่มีแต่โบราณก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสจังหวัดเพชรบุรี
เขาสุมนเป็นเขาเล็กๆ มียอดเขาปรากฏให้เห็น ยอดเรียงกัน รอบๆ เขาสุมนและตามไหล่เขามีวัดตั้งอยู่หลายวัด เขาสุมนนี้เป็นชื่อดั้งเดิมเพิ่งจะมีเปลี่ยนชื่อเป็น เขามไหศวรรย์ หรือเขาวัง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยปรากฏตามหลักฐานหนังสือตำนานเมืองเพชรบุรี ของเสวกโท พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพตาละลักษณ์ เปรียญ) เขียนเล่าไว้ว่า เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๔ ว่าเขามไหศวรรย์ หรือเขาวัง นั้น เดิมเรียกว่า เขาสุมน แต่มาถึงแผ่นดินสมเด็จพระพันวรรษา เรียกว่า เขาคีรี ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์สมุดสาร เล่ม ๔๘ หน้า ๕๙ พุทธศักราช ๒๔๖๑ และที่เรียกว่า เขามหาสวรรค์ หรือ มไหศวรรย์ ก็น่าจะเรียกกันเมื่อรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระนครขึ้นบนยอดเขาซึ่งเรียกว่าพระนครคีรี แล้วได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดที่เชิงเขาคือ วัดสุมน(สะมน) ขึ้นใหม่ในคราวเดียวกันที่สร้างพระนครคีรี แล้วพระราชทานนามว่า วัดมหาสมณาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระกิติสารกวี (จุธา สีลสํวโร)
ที่อยู่ : ตำบล คลองกระแชง อำเภอ เมืองเพชรบุรี จังหวัด เพชรบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๔๒ ๕๓๔๘

152. ชื่อวัด : วัดมะนาวหวาน
วัดมะนาวหวาน สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สร้างมาพร้อมๆ กับการสร้างพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ในสมัยนั้นเกิดไข้ห่าขึ้นในตัวเมืองนครศรีธรรมราชเจ้าพระยาสองพี่น้องคือเจ้าพระยาจันฑีและพระนางเลือดขาว ได้อพยพหนีมาทางทิศตะวันตก ในขณะที่หนีไข้ห่านั้นก็มีหลวงปู่ครูด้วย ๒ รูป เป็นพื่น้องกัน คือหลวงปู่อินและหลวงปู่จัน พร้อมด้วยพระอนุจรอีกจำนวนหนึ่งและได้สร้างวัดมะนาวหวานขึ้น
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสถิตวิหารธรรม (สอน ฐิตวีโร)
ที่อยู่ : ตำบล ช้างกลาง อำเภอ กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัด นครศรีธรรมราช
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๕๔๘ ๖๕๙๐

153. ชื่อวัด : วัดมัชฌิมาวาส
วัดมัชฌิมาวาส ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดเก่า” เป็นวัดร้างคือมีเจดีย์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่เนินใกล้ลำห้วยหมากแข้งและมีพระพุทธรูปหินขาวปางนาคปรก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นที่วัดร้างโนนหมากแข้ง และได้ทรงให้ตั้งชื่อว่า “วัดมัชฌิมาวาส”
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพรัตนมุนี (สายพงศ์ อโนมปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล หมากแข้ง อำเภอ เมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๒๔ ๒๔๙๐

154. ชื่อวัด : วัดมัชฌิมาวาส (ธ)
วัดมัชฌิมาวาส เดิมมีชื่อว่า วัดยายศรีจันทร์ ตามชื่อของผู้สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย (แหลมทราย) แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดกลาง ตั้งเมื่อปีพุทธศักราช เท่าใดไม่ปรากฏ ตั้งอยู่บนที่ราบใจกลางเมืองสงขลาด้านทิศตะวันตกห่างจากทะเลสาบสงขลา ประมาณ ๑ กิโลเมตร ทางด้านทิศตะวันออกห่างจากถนนใหญ่ ประมาณ ๑๐๐ เมตร และห่างจากทะเลฝั่งอ่าวไทย ประมาณ ๒ กิโลเมตร มีเส้นทางคมนาคมไปมาสะดวเก สมเด็จกรมพระยานริสภานุวัตวงศ์ เคยเสด็จมายังวัดนี้ และได้ทรงบันทึกไว้ว่า “วันที่ ๑๑ พฤษภาคม (๒๔๗๖) เวลาเย็นไปไหว้พระและชมวัดมัชฌิมาวาส เป็นวัดที่ตั้งใจทำเป็นอย่างดี มีรูปเขียนในอุโบสถ ฝีมือช่างรัชกาลที่ ๓ ไม่ล้ำเลิศอะไร แต่ทำแปลกสะดุดใจที่กระเบื้องบน เขียนทั้งปฐมสมโพธิ์และเทพชุมชนประสานกัน แบ่งด้วยสินเทา อันยิ่งไม่เคยเห็นเขียนทำนองนี้ ห้องข้างล่างเขียนเป็นสิบชาติ พระประธานเป็นศิลาขาวฝีมือไทยฉลัก”
ในรัชกาลที่ ๑ ระหว่าง ปีพุทธศักราช ๒๓๓๔ – ๒๓๔๒ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (พระยาอินทคีรี - บุญหุ้ย) ได้บูรปฏิสังขรณ์วัดยายศรีจันทร์ครั้งใหญ่ พร้อมกับสร้างอุโบสถและศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังได้พบหลักฐานการจารึกเป็นภาษาจีนที่ระฆังเหล็ก ฐานเสาหิน และจารึกภาษาไทยและจีนบนเจดีย์ (ถะ) กล่าวว่าสร้างในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒
ในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๓๖๐ – ๒๓๗๕ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (พระยาวิเชียรคีรี - เกี๊ยนเส้ง) ได้บูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย และเมื่อเมืองสงขลาย้ายมาฝั่งตะวันออกของทะเลสาบแล้ว ผู้สำเร็จราชการจึงได้ใช้อุโบสถวัดย้ายศรีจันทร์เป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
ในรัชกาลที่ ๔ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๓๙๔ – ๒๔๐๘ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (เจ้าพระยาวิเชียรคีรี - บุญสังข์) ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดย้ายศรีจันทร์ครั้งใหญ่ พร้อมกับสร้างศาสนสถานขึ้นใหม่หลายหลัง แล้วก่อกำแพงวัดด้วยหิน ซุ้มประตูวัดทั้ง ๔ ทำเป็นรูปมหามงกุฎ อันเป็นสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ ๔ ในขณะที่กำลังก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเมืองสงขลา (พุทธศักราช ๒๔๐๒ - ๒๔๐๖) และเสด็จเยี่ยมวัดยายศรีจันทร์นี้ด้วย
ในรัชกาลที่ ๕ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา (เจ้าพระยาวิเชียร - ชม) ได้บูรณะอุโบสถเดิม ซึ่งสร้างไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๑ (พุทธศักราช ๒๓๓๘) เนื่องจากอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมากแล้วจึงปรับปรุงเป็นวิหารใน พุทธศักราช ๒๔๒๘ ซึ่งในระยะนี้วัดยายศรีจันทร์มีชื่อเรียกว่า วัดกลาง แล้ว
ในปีพุทธศักราช พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมายังวัดกลางและประทับ ณ ตึกเก๋งจีน (เรียกกันว่าตึกคุณละม้าย) ทรงเปลี่ยนชื่อวัดกลางมาเป็น วัดมัชฌิมาวาส และให้ถอนพัทธสีมาจากอุโสถเก่า ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ (พุทธศักราช ๒๓๓๘ - ๒๓๔๑) มาผูกพัทธสีมา ณ อุโบสถใหม่
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ยกวัดมัชฌิมาวาสขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐ ต่อมาใน พุทธศักราช ๒๔๘๒ พระเทพวิสุทธิคุ (เลี่ยม อลีโน) เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาสได้จัดตั้งห้องสมุดและภัทรศีพิพิธภัณฑ์สถาน วัดมัชฌิมาวาสขึ้นที่ด้านทิศเหนือของพระอุโบสถในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งนี้ใช้สำหรับเก็บรักษาและจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ ส่วนใหญ่เป็นของที่พบในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดมัชฌิมาวาส เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒๒ หมู่ที่ ๑๑ ถนนไทรบุรี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๘ งาน ๗๕ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม
พระอุโบสถ หลังปัจจุบันเป็นหลังที่สร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พุทธศักราช ๒๓๙๔-๒๔๐๘ เป็นอาคารทรงไทย ก่ออิฐถือปูนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนฐานสูงมีกำแพงแก้วและรั้วเหล็กล้อมรอบเสมารอบพระอุโบสถเป็นเสมาคู่ ทั้ง ๘ หลักทำด้วยศิลาคงจะเป็นของเดิมที่ย้ายจากพระอุโบสถหลังเก่าที่สร้างในรัชกาลที่ ๑ ระหว่าง พุทธศักราช ๒๓๓๘-๒๓๔๑ ตัวพระอุโบสถและพระประธานหันไปทางทิศตะวันตก คงเป็นคติที่ต้องการให้หันไปสู่ทะเลสาบสงขลา อันถือเป็นเส้นทางสัญจรนั่นเอง
ผนังพระอุโบสถด้านทิศตะวันออกและตะวันตก มีประตูด้านละ ๒ บาน สลักเป็นภาพรูปลิงแบกเทพ ส่วนผนังด้านทิศเหนือและใต้มีหน้าต่างด้านละ ๗ บาน สลักเป็นรูปเทวดาถือดาบประทับยืนบนแท่น เหมือนกรอบประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มปูนปั้นรูปมหามงกุฎ คงจะเป็นเครื่องหมายรัชการที่ ๔ นั้นเอง หลังคาทรงไทยลด ๒ ชั้น ๓ ตับ ตับล่างเป็นปีกนกโดยรอบ มีเสาพาไลสี่เหลี่ยมประดับบนหัวเสาและคันทรวยรองรับชายคาปีกนกหน้าบันประกอบด้วยช่อฟ้าในระกาหางหงส์ และนาคลำยอง (ไม่มีนาคสะดุ้ง) ลวดลายประดับหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน เป็นปูนปั้นนูนสูงประดับกระจกสี ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปพระพรหมทรงหงส์ห้อมล้อมด้วยเหล่าเทวดาและกนกเปลว ส่วนทิศตะวันตกเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณห้อมล้อมด้วยเทพและกนกเปลวด้วยเช่นกัน ภายในอุโบสถไม่มีเพดาน บริเวณหน้าบันด้านในทั้งสองด้านเป็นภาพรูปบั้นราหูอมจันทร์
พระประธาน ภายในอุโบสถ เป็นประประติมากรรมหินอ่อน (Alabaster) ประทับนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิ ตามหลักฐานกล่าว เป็นพระพุทธรูปที่ปั้นโดยช่างไทย แล้วส่งไปแกะสลักยังประเทศจีน หน้าตักกว้าง ๕๕ เซนติเมตร ประดิษฐานในบุษบก
ภาพสลักศิลานูนสูง พนักพาไลระหว่างช่องเสารอบพระอุโบสถเป็นประติมากรรมนูนสูง แบบศิลปะจีน สลักเป็นภาพเรื่องราวทั้ง ๒ ด้าน เข้าใจว่าเป็นเรื่อง สามก๊ก ทวารบาล ด้านนอกของบานประตูทิศตะวันออกและตะวันตกประดับทวารบาลเป็นประติมากรรมลอยตัวศิลาแบบจีน (ตุ๊กตาจีน) อยู่ทั้งด้านซ้าย-ขวา ของบานประตูทุกบานรวมทั้งสิ้นแปดตัว คือด้านทิศตะวันออก เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา มือจะถืออาวุธดังนี้ คือ ตัวที่ ๑ และตัวที่ ๒ ถืออาวุธด้ามยาม (ปลายหัก) ตัวที่ ๓ ถือถะ (เจดีย์) ตัวที่ ๒ ถือพิณ ตัวที่ ๓ ถือร่มใหญ่ และตัวที่ ๔ ถืองู ประติมากรรมทั้งแปดนี้อาจจะหมายถึงเทพเจ้าที่สำคัญประจำทิศของจีน (โลกบาล) รวมกับเทพเจ้าในลัทธิเต๋า ในราชวงศ์ถังและซุ่ง พระอุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะเสริมโครงสร้าง คสล. โดยกรมศิลปากรเมื่อประมาณ ปี พุทธศักราช ๒๕๑๒-๒๕๑๓
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชศีลสังวร (ผ่อง จิรธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล บ่อยาง อำเภอ เมืองสงขลา จังหวัด สงขลา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๔๓๒ ๒๗๔๕

155. ชื่อวัด : วัดมุจลินทวาปีวิหาร
วัดมุจลินทวาปีวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ เดิมชื่อว่า วัดตุยง ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ แก่พระยามุจิลินทรสราภอธาน นคโรปการสุนทรกิจ มหิศรราชภักดี (ทัด ณ สงขลา) ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก ดำเพื่อสร้างพระอุโบสถ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดมุจลินทวาปีวิหาร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระสุทธิสมณวัตร (วิชิต ชวนปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล ตุยง อำเภอ หนองจิก จังหวัด ปัตตานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๗๓๔๓ ๗๕๐๒

156. ชื่อวัด : วัดยานนาวา
วัดยานนาวา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ วัดนี้เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกกันว่า วัดคอกควาย ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง ครั้นสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า สร้างพระอุโบสถหลังเล็กขึ้นถวายพระราชทานนามใหม่ว่า วัดคอกกระเบือและยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ต่อมาพุทธศักราช ๒๓๘๗ รัชสมัยในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้กรมหมื่นไกรสรวิชิต (พระองค์เจ้าชายสุทัศน์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับเจ้าจอมมารดากลิ่น ต้นสกุลสุทัศน์ ณ อยุธยา)เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดยานนาวา ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เคยปฏิสังขรณ์ไว้แล้ว พร้อมทั้งทรงให้สร้างพระเจดีย์มีฐานเป็นสำเภาอยู่ข้างหลังพระอุโบสถ
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร)
ที่อยู่ : ตำบล ยานนาวา อำเภอ เขตสาทร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๖๗๕ ๖๘๔๐

157. ชื่อวัด : วัดระฆังโฆสิตาราม
วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร
วัดระฆังโฆสิตาราม(วัดระฆัง) ตั้งอยู่ทางฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับท่าช้างวังหลวง เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง และโปรดเกล้าฯ ให้สังคยาพระไตรปิฏกที่นี่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการขุดพบระฆังโบราณในเขตวัด ประชาชนจึงเรียกว่า วัดระฆังตั้งแต่นั้นมา แต่ตัวระฆังซึ่งมีเสียงดี รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมธีรราชมหามุนี(เที่ยง อคฺคธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล ศิริราช อำเภอ เขตบางกอกน้อย จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๑ ๓๔๐๔

158. ชื่อวัด : วัดรัชฎาธิษฐาน
วัดรัชฎาธิษฐาน เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร วัดนี้เดิมชื่อว่าวัดเงิน สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ตั้งชื่อตามนามผู้สร้างคือ เจ้าขรัวเงินเป็นชาวจีนแซ่ตัน ซึ่งเป็นภัสดาของสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระพี่นางเธอองค์ที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๑ ต่อมาวัดทรุดโทรมลงมาก กรมสมเด็จพระอรรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงบูรณะใหม่ทั้งวัด และทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงให้บูรณะวัดและพระราชทานนามว่า วัดรัชฎาธิษฐาน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพวิมลโมลี (ประเวช ธนปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล คลองชักพระ อำเภอ เขตตลิ่งชัน จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๘ ๓๔๔๕

159. ชื่อวัด : วัดราชคฤห์
วัดราชคฤห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดราชคฤห์ เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงธนบุรี ผู้สร้างเดิมเป็นนายกของชาวมอญ ชาวบ้านเลยเรียกว่าวัดมอญ สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินกับพระยาคลัง(หน) ได้จัดการสถาปนาขึ้นใหม่และได้สร้างภูเขาจำลอง พระสถูปและนำพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ ต่อมารัชกาลที่๑ ทรงพระราชทานนามให้ใหม่ว่า วัดราชคฤห์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวรเวที(เฉลา เตชวนฺโต)
ที่อยู่ : ตำบล บางยี่เรือ อำเภอ เขตธนบุรี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๕ ๒๙๐๘

160. ชื่อวัด : วัดราชนัดดาราม
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) อธิบดีกรมนครบาล จัดหาสถานที่สร้างพระอาราม เพื่อพระราชทานเป็นเกียรติแก่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี เจ้าพระยายมราชเลือกที่สวนผลไม้ริมกำแพงพระนครทางตะวันออก เนื้อที่ประมาณ ๒๕ ไร่ และได้โปรดให้พระยายมราชทำแบบแปลนสิ่งก่อสร้างและกำกับการสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ ให้เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์กำกับการสร้างโลหะปราสาท และพระยามหาโยธากำกับการสร้างกุฎิเสนาสนะ กำแพง เขื่อนรอบวัด ตลอดจนตัดถนนทะลุกำแพงพระนครลงน้ำ ขณะดำเนินการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถในปี พุทธศักราช ๒๓๘๙ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยายมราชทำพื้นพระอุโบสถและก่อฐานชุกชีเรียบร้อยแล้ว ได้โปรดให้ชักลากพระพุทธรูปจากพระบรมมหาราชวังไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ เมื่อวันศุกร์ แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๘๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชเมธี (วิจิตร เขมิโก)
ที่อยู่ : ตำบล บวรนิเวศ อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๑๑ ๓๔๐๔

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (25-10-09), พรรณวดี (23-10-09), พุทธรักษา (24-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), สุธัมมา (23-10-09), ปาริฉัตรมณี (23-10-09), นิมมานรดี (23-10-09), เดชะบุญ (26-10-09), cheye (15-11-09), leklek (26-10-09), rossukon (18-05-10), wit108 (25-10-09)
  #9  
เก่า 27-10-09, 19:02
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (9)

161. ชื่อวัด : วัดราชบุรณะ
วัดราชบุรณะ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร
วัดราชบุรณะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๙ แขวงบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐ เบอร์โทรศัพท์ ๐ ๒๖๒๓ ๗๙๕๘ - ๙
ประวัติความเป็นมา
วัดราชบุรณะเดิมชื่อว่า วัดเลียบ เป็นวัดโบราณ ตามประวัติการสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีพ่อค้าชาวจีน ชื่อเลี๊ยบ ได้มาจอดเรือสำเภาพักอาศัยขายของที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขายสินค้าร่ำรวย จีนเลี๊ยบ ซึ่งเป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้สร้างศาลาไว้เป็นที่ทำบุญและให้ทาน ต่อมาชาวบ้านได้มาร่วมทำบุญถวายทานมากขึ้น จึงได้สร้างพระเจดีย์ พระวิหารขึ้น เหนือบริเวณฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงกับที่ตนเองได้อาศัยขายของ ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดจีนเลี๊ยบ ตามชื่อของผู้สร้าง และต่อมาจึงเรียกให้สั้นเข้า ว่าวัดเลียบ คุ้นปากมาถึงปัจจุบัน
สมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ บูรณะวัดเลียบทั้งพระอาราม พร้อมทั้งสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า วัดราชบุรณราชวรวิหารตามนามวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัดคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ในสมัยรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ถอนสีมาเก่าแล้วสร้างพระอุโบสถและพระวิหารขึ้นใหม่ มีระเบียบล้อมรอบพระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งพระองค์ท่านโปรดเกล้าให้นำมาจากหัวเมืองต่าง ๆ รวม ๑๖๒ องค์ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปพระมหาอสีติมหาสาวก ๘๐ องค์
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โปรดให้ขุดคูรอบพระอาราม เว้นด้านหน้า ทรงสร้างพระปรางค์องค์ใหญ่ ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งองค์
ครั้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ วัดราชบุรณะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอาราม ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ ทางราชการได้สร้างถนนตรีเพชรผ่านกลางวัด รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าให้สร้างกำแพงวัดเพื่อกั้นเป็นเขตตั้งแต่ปากคลองคูวัด ทิศใต้หน้าวัดริมถนนจักเพชร และทิศตะวันตกริมถนนตรีเพชรจรดคลองคู ด้านหลังวัดโปรดเกล้า ให้รื้อกุฏิทางด้านตะวันตกของถนนตรีเพชร(โรงเรียนสวนกุหลาบ) มาสร้างใหม่ในเขตวัดด้านทิศตะวันออกของถนนตรีเพชร จัดให้เป็นหมวดหมู่
ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ วัดราชบุรณะ ถูกภัยทางอากาศ เสียหายจำนวนมาก คณะสังฆมนตรีและรัฐมนตรีมีมติสมควรยุบวัด จึงได้นำความกราบบังคลทูลและประกาศยุบวัด หลังสงครามสงบพระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้ร่วมมือกับพ่อค้าประชาชนผู้เคยอุปการะวัดนี้ ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้คงสภาพดีขึ้นโดยมอบหน้าที่ให้นายควง อภัยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์จังหวัดพระนคร เป็นผู้นำความกราบขึ้นบังคลทูล เพื่อโปรดเกล้าการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบุรณะขึ้นเพื่อเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองรักษาประวัติศาสตร์ของชาติไทยไว้

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพโสภณ(ปรีชา อภิวณฺโณ)

ที่อยู่ : ตำบล วังบูรพาภิรมย์ อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร

เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๖๒๓ ๗๙๕๘ - ๙

162. border= ชื่อวัด : วัดราชผาติการาม (ธ)
วัดราชผาติการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดราชผาติการาม เป็นวัดโบราณเดิมชื่อว่า วัดส้มเกลี้ยง ต่อมาได้ร้างลง พวกญวนอพยพได้รื้อเอาอิฐไปก่อสร้างสถานที่ต่างๆจนไม่เหลือสภาพวัด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่ง เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์สร้างวัดขึ้นใหม่ เป็นการผาติกรรมแทนวัดส้มเกลี้ยง และพระราชทานนามว่า วัดราชผาติการาม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๙
การสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ยังไม่แล้วเสร็จ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงปฏิสังขรณ์ต่อมา จนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ โปรดให้พระราชสงคราม (กร) เป็นแม่งานในการย้ายกุฏิที่ถูกถนนราชวิถีตัดผ่าน ไปสร้างไว้ทางด้านเหนือ สร้างกำแพงล้อมรอบเป็นเขตวัด การบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชผาติการาม ได้ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดทุกสมัยของเจ้าอาวาส ทำให้อาคาร เสนาสนะต่างๆ เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น
การปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมมฺสาร) เจ้าอาวาสได้ทำการปฏิสังขรณ์ก่อสร้างปรับปรุงอาคารเสนาสนะต่างๆ พระอุโบสถได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์จากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ สมทบกับทุนของคุณหญิงละมุน มีนะนันท์ ทำการปฏิสังขรณ์จนแล้วเสร็จ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๗
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมปัญญาจารย์ (สุพจน์ ปภสฺสโร)
ที่อยู่ : ตำบล วชิรพยาบาล อำเภอ เขตดุสิต จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๔๑ ๐๘๒๘

163. ชื่อวัด : วัดราชสิงขร
วัดราชสิงขรเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปลายรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.๒๒๗๕–๒๓๐๑) อันเป็นช่วงปลายแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ที่นับว่าบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆเกี่ยวกับผู้สร้างในเบื้องต้น จึงน่าเชื่อว่าเป็นการร่วมกลุ่มกันของชาวบ้านที่มีศรัทธาปรารถนาใคร่สร้างวัด เพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เพราะว่านับแต่เสียกรุงให้แก่พม่าข้าศึก ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ แล้ว ต่อจากนั้นจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพฯ เป็นราชธานีใหม่ เป็นระยะเวลาที่บ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง จึงไม่น่ามีความพร้อมพอที่ผู้คนจะพากันคิดเรื่องการสร้างวัด
อุโบสถหลังเก่าของวัดซึ่งต่อมาถูกยกเป็นวิหาร มีขนาดเล็กพอจุภิกษุได้ประมาณ ๒๐ รูป ตามพระวินัย มีหลังคาชั้นเดียว ด้านหน้าเป็นเพิงยื่นออก มีเสาค้ำ และหน้าต่างทำเป็นช่องลูกกรงแทนบานหน้าต่าง อั้นเป็นอิทธิพลของลักษณะหน้าต่างที่นิยมกันในสมัยอยุธยาตอนกลาง แต่ศิลปะการก่อสร้างเป็นแบบเรียบง่าย ตามที่เรียกกันแบบชาวบ้าน ตั้งอยู่หน้าศาลาการเปรียญหลังปัจจุบัน ในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะกำลังปรับพื้นที่ได้พบลูกนิมิตซึ่งทำจากหินธรรมชาติ ขนาดเท่าศรีษะมนุษย์ จำนวน ๘ ลูก ใน ๘ ทิศ จึงเป็นหลักฐานทำให้ทราบว่าเป็นอุโบสถ ปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงพระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา พระพักตร์แบบอู่ทอง ปางมารวิชัย เดิมเรียกกันมาว่า หลวงพ่อขาวบ้าง พระอู่ทองบ้างเก็บรักษาอยู่ในบริเวณวิหารคดที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อล้อมกั้นเขตบริเวณอุโบสถ วิหาร และสถูปเจดีย์ที่บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ออกเป็นเขตพุทธาวาส ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ในสมัยที่สร้างวัด บริเวณแถบนี้ล้วนเป็นเรือกสวนนาไร่เป็นชาวเมืองของเมืองธนบุรีซึ่งผู้คนสามารถเดินทางเข้าเมืองได้โดยสะดวกทางแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะการสัญจรติดต่อธุระค้าขายในสมัยนั้นล้วนแต่อาศัยเส้นทางน้ำเป็นหลัก
ซึ่งเมืองธนบุรีปรากฏแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และจัดเป็นเมืองหน้าต่างทางทะเล ที่มีความสำคัญมาช้านาน เมืองธนบุรีจึงมีความเจริญพอสมควร อันเป็นมูลเหตุให้พระยาตากสิน ซี่งเดิมรับราชการอยู่ในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์ แห่งกรุงศรีอยุธยา บรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้าย คือ พระยาวชิรปราการ เมื่อท่านทำการปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าตากสิน จึงทรงสถาปนาเมืองธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีใหม่ ชื่อกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร์
แต่เนื่องจากระยะเวลาหนึ่งพระองค์ทรงครองราชย์นั้นสั้นเพียง ๑๕ ปี อีกทั้งยังต้องมีการรบทำสงครามกันเนื่องๆ ทั้งภายในและภายนอก ในช่วงระยะนี้บ้านเมืองจึงเริ่มรวมตัวกันเข้าได้เป็นปึกแผ่นเท่านั้น และยังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัว
ต่อเมื่อภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเดิมเป็นสหายรับราชการร่วมกับพระเจ้าตากสิน ในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์ และเป็นนายทหารคู่พระทัย ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ และทรงย้ายที่ตั้งเมืองหลวงใหม่มายังฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา ณ บริเวณทีเรียกว่าบางกอก ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี โดยทรงตั้งพระทัยที่สร้างบ้านเมืองขั้นใหม่ให้เจริญเหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองอันหมายถึงครั้งรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั่นเอง ซึ่งเรียกกันมาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ ๓ ว่า ครั้งบ้านเมืองดี
ในระยะนี้ทรงเน้นการสร้างบ้านแปลงเมืองเป็นสำคัญ ทรงปฏิสังขรณ์และทรงสร้างวัดวาอารามอีกมากมายกว่า ๓๐ วัด เช่น วัดพระเชตุพนฯ วัดราชบูรณะ วัดสระเกศ วัดคอกควาย เป็นต้น ทรงให้เสด็จพระอนุชาธิราช คือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จขึ้นไปรวบรวมนำพระพุทธรูปทั้งหลาย ที่ยังคงหลงเหลือจากศึกสงคราม ทางหัวเมืองเหนือและอยุธยาลงมารวมกันไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ และจ่ายแจกไปตามวัดต่างๆ อีกจำนวนมาก ระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่ยังไม่นิยมการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ มีเพียงการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเก่าที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดได้ด้วยพระราชอำนาจ ตลอดจนพระราชทรัพย์ของกษัตริย์และพระราชวงศ์เท่านั้น
ชื่อเจ้าอาวาส : พระปริยัติธรรมสุนทร(ชวลิต สีลเตโช)
ที่อยู่ : ตำบล วัดพระยาไกร อำเภอ เขตบางคอแหลม จังหวัด กรุงเทพ

164. ชื่อวัด : วัดราชสิทธาราม
วัดราชสิทธาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร วัดราชสิทธาราม เป็นวัดสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดพลับ สมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดใหม่ขึ้นในที่ติดกันกับวัดพลับเดิมและรวมวัดทั้งสองเข้าด้วยกัน แล้วเรียกว่าวัดพลับเช่นเดิม
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัดมีการสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ และทรงปฏิสังขรณ์ตำหนักจันทร์ ซึ่งรัชกาลที่ ๒ ทรงสร้างพระราชทานให้พระองค์ขณะทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดนี้ และทรงพระราชทานนามว่า วัดราชสิทธาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ (พลายงาม จนฺทสุวณฺโน)
ที่อยู่ : ตำบล วัดอรุณ อำเภอ เขตบางกอกใหญ่ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๕ ๔๕๒๗

165. ชื่อวัด : วัดราษฎร์บูรณาราม
วัดราษฎร์บูรณาราม เดิมชื่อว่า วัดเขาห่อ เพราะมีภูเขาล้อมรอบ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๒๙๖ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๖๕ พร้อมทั้งได้พระราชทานพระประธานในพระอุโบสถ พระนามว่า พระพุทธสิงห์ฯ และทรงพระราชทานนามวัด ว่า วัดราชบูรณาราม
ต่อมาในสมัยเจ้าคุณภัทรธรรมธาดา เจ้าคณะจังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อจาก วัดราชบูรณาราม เป็น วัดราษฎร์บูรณาราม ตั้งแต่นั้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิจิตรธรรมนิเทศ (ดำเนิน อตฺถจารี)
ที่อยู่ : ตำบล ท่ามะพลา อำเภอ หลังสวน จังหวัด ชุมพร

166.ชื่อวัด : วัดลุ่ม
วัดลุ่ม เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงธนบุรี เดิมชื่อ วัดมหาไชยชุมภูพล ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี พาทหารและพลเรือน มาผูกช้างผูกม้าพักแรมที่บริเวณโคนต้นสะตือ บริเวณวัดลุ่มและวัดเนินติดต่อกัน ที่เรียกว่า วัดลุ่ม เพราะเดิมเป็นสถานที่ลุ่ม ฤดูฝนน้ำจะท่วมบริเวณ ทุกปี
ต่อมา สมเด็จพระสังฆราชวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร มาตรวจการคณะสงฆ์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ ได้รวมวัดลุ่มกับวัดเนินเป็นวัดเดียวกัน เรียกว่า วัดลุ่ม ตั้งแต่นั้นมา
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูวิสุทธิสารโสภิต (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล ท่าประดู่ อำเภอ เมืองระยอง จังหวัด ระยอง
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๘๖๑ ๑๔๒๕

167. ชื่อวัด : วัดวชิรธรรมสาธิต
วัดวชิรธรรมสาธิตเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ สร้างโดยนายวันดี คหบดีชาวลาว ตั้งอยู่กลางทุ่ง ชาวบ้านจึงเรียกว่าวัดทุ่งหรือวัดกลางทุ่ง เป็นศูนย์กลางของชุมชนและเจริญรุ่งเรืองอยู่ราว ๕๐ ปีก็เสื่อมลงเพราะขาดการอุปถัมภ์ และกลายเป็นวัดร้างในที่สุด
ในปลายปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ มหาเถรสมาคม และกระทรวงศึกษาธิการได้มีมติให้ยกฐานะวัดร้างให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์ ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าพระอุโบสถ และยอดฉัตรพระเจดีย์จุฬามณีศรีลานนา และทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดวชิรธรรมสาธิต และทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชรับวัดไว้ในพระอุปถัมถ์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวชิรโสภณ(ข่าย อาคโม)
ที่อยู่ : ตำบล บางจาก อำเภอ เขตพระโขนง จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๓๙๓ ๙๑๒๔

168. ชื่อวัด : วัดวชิราลงกรณวราราม (ธ)
วัดวชิราลงกรณวราราม ตั้งเมื่อ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ ด้วยนางทิพย์ นิยมเหตุ มีความประสงค์จะสร้างวัด เพื่อเป็นจุดรวมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรและเป็นสถานศึกษาทางโลกคือโรงเรียนกลางดง (หนองน้ำแดง) ถนนมิตรภาพ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้เป็นสถานศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป จึงได้หารือกับพระธรรมปาโมกข์ (ทิม อุฑาฒิโม) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ ได้เข้าไปวัดสุทธจินดา ปรึกษากับพระราชสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนแล้วเสร็จ พร้อมนี้นางทิพย์ นิยมเหตุ ได้ขอร้องท่านเจ้าคุณ พระธรรมปาโมกข์ (ทิม) นำความกราบทูลขอพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ว่า เธอมีความประสงค์ที่จะสร้างวัด ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชื่อ ”วัดวชิราลงกรณ” เป็นวัดในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้แต่งตั้งให้พระราชสุทธาจารย์ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูโสภณวชิรคุณ (สวาสดิ์ กมโล)
ที่อยู่ : ตำบล หนองน้ำแดง อำเภอ ปากช่อง จังหวัด นครราชสีมา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๓๑ ๑๒๔๙

169. ชื่อวัด : วัดวรนาถบรรพต
วัดวรนาถบรรพต สร้างเมื่อพุทธศักราช ๑๙๖๒ ผู้สร้างคือพญาบาลเมือง ในสมัยสุโขทัย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พญารามผู้น้อง ซึ่งได้สิ้นพระชนน์ระหว่างศึกสงครามกับหัวเมืองฝ่ายใต้ ชาวบ้านเรียกว่า วัดเขากบ ตามชื่อของภูเขา ต่อมาสมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง เขมจารี) เจ้าคณะมณฑลได้มาตรวจการคณะสงฆ์ จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดวรนาถบรรพต
และต่อมาได้รับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะของวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๔
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดวรนาถบรรพต เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๘๘ ถนนธรรมวิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๐๙ ไร่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา
สิ่งสำคัญในพระอาราม
รอยพระบาทจำลองสมัยสุโขทัย โดยมีตำนานว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จลังกาทวีปทรงสั่งสอน พวกชาวเกาะจนเกิดความเลื่อมใส และจะเสด็จกลับมัชฌิมาประเทศ จึงได้ทำปาฏิหาริย์เหยียบรอยพระบาทประดิษฐานไว้ยอดเขา
สำหรับให้ชาวลังกาบูชา จากหลักฐานทางเมืองสุโขทัยกล่าวว่า รอยพระพุทธบาทจำลองที่พระเจ้าลิไทนำมานั้นเป็นรอยพระพุทธบาทจำลองที่ทางลังกาทวีปได้ส่งมาเป็นบรรณาการแก่กรุงสุโขทัยที่ได้จัดส่งพระสงฆ์ไทยไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาและได้ตั้งนิกายสยามวงศ์ขึ้นที่ลังกา รอยพระพุทธบาทจำลองที่ส่งมามี ๒ รอยคือ รอยซ้ายประดิษฐานไว้ที่ยอดเขาปากพระบางคือเขากบ นครสวรรค์ รอยขวานำขึ้นไปยังเมืองสุโขทัย ประดิษฐานไว้ที่วัดตระพังทอง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพญาณมุนี (วิศิษฏ์ ปญฺญาปโชโต)
ที่อยู่ : ตำบล ปากน้ำโพ อำเภอ เมืองนครสวรรค์ จังหวัด นครสวรรค์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๖๓๓ ๖๐๙๓ - ๔

170.ชื่อวัด : วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม
วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อว่า วัดเขาดิน สร้างในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พระบรมราชาที่ ๑) กษัตริย์องค์ที่ ๒๑ บางคนเรียกชื่อว่า วัดปากน้ำประสพ หรือ วัดปากน้ำโพสพ เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ที่ปากน้ำประสพหรือปากน้ำโพสพ
วัดเขาดินนี้ บรรพบุรษอันเป็นต้นตระกูลสิงหเสนี และบุญยรัตพันธ์ เป็นผู้สร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยกบ้าน (วิวาสสถานพระมหาราชครู) ให้เป็นวัด โดยเหตุที่บริเวณนี้เป็นที่เนินดินสูงผิด กว่าที่อื่นจึงให้ชื่อว่า วัดเขาดิน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพิพัฒน์กิจจาภรณ์ (พิพัฒน์ ฐิตปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล บางปะหัน อำเภอ บางปะหัน จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๓๘ ๑๒๖๓

171. ชื่อวัด : วัดวิเวกวายุพัด
วัดวิเวกพายุพัด สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๐ โดยประชาชนในหมู่บ้าน เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์มีกุฏิ ๒ หลัง ตั้งอยู่บนแหลมคุ้งเรียกกันว่า วัดช่องลม ต่อมาน้ำไหลเซาะตลิ่งพังใกล้ เสากุฏิ ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ นายเอี่ยม ราษฎรในหมู่บ้านจิก จึงขอร้องให้ทางคณะสงฆ์และประชาชนช่วยกันย้ายวัดไปตั้งอยู่ในนาของตน ซึ่งอยู่ฝั่งเหนือได้ปลูกสร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญและกุฏิเพิ่มอีก ๓ หลัง รวมของเก่าด้วยเป็น ๕ หลัง โดยมีพระสุวรรณวิมลศิล (หนู) เจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้อำนวยการสร้างและพระภิกษุเมฆ วัดกำแพงเป็นหัวหน้าจนถึง พุทธศักราช ๒๔๔๐ รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสทางชลมารคอยู่เนือง ๆ และทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดวิเวกวายุพัด ต่อมาจึงเปลี่ยนฐานะจากวัดราษฎร์มาเป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จมาพระราชทานกฐินตลอดมา จนถึงพุทธศักราช ๒๔๖๙ รัชกาลที่ ๗ ก็เสด็จมาพระราชทานผ้าพระกฐินต้น หลังจากนั้นก็มีการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมมาจนถึงปัจจุบัน
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูสิทธิญาณประยุต (เชาว์ ญาณเตโช)
ที่อยู่ : ตำบล คลองจิก อำเภอ บางปะอิน จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๕ ๘๓๗๐

172. ชื่อวัด : วัดศรีจันทร์ (ธ)
วัดศรีจันทร์ สร้างขึ้นโดยท่านญาคูหลักคำ (พิมพ์) (ท่านเจ้าอาวาสรูปแรก) เดิมจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีนวล ได้มาสร้าง วัดขึ้นใหม่ที่โคกป่าโจด โดยรวบรวมศรัทธาประชาชนมาช่วยกันก่อสร้างวัด และเนื่องด้วยโคกป่าโจดมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น สภาพแวดล้อมเป็นสถานที่เงียบสงบ มีสัตว์อาศัยชุกชุม เวลากลางคืนเมื่อถึงวันพระจันทร์เต็มดวง แสงสว่างของดวงจันทร์ส่องสว่างกระทบต้นไม้และใบไม้เกิดประกาย ดุจประหนึ่งว่ารัศมีแห่งพระจันทร์เปล่งลงมา ท่านจึงถือเอานิมิตหมายตรงนี้ว่าวัดนี้คงจะเจริญรุ่งเรือง และเป็นสิริมงคลแก่ผู้อาศัย เป็นศักดิ์ศรีแก่บ้านเมืองในภายภาคหน้า จึงตั้งชื่อว่า วัดศรีจันทร์ แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดนอก เพราะตั้งอยู่นอกคุ้มมีบ้านเรือนอยู่น้อยและกระจัดกระจายออกมาทางหนองแสบง อีกทั้งท่านญาคูหลักคำนั้นเคยจำพรรษาอยู่ที่ “วัดศรีนวล” เมื่อมาสร้างวัดใหม่บนโคกป่าโจด จึงตั้งชื่อให้ใกล้เคียงกับวัดศรีนวลว่า “วัดศรีจันทร์” ซึ่งแต่เดิมประชาชนนิยมเรียกว่า “วัดนอก” (เพราะอยู่คุ้มนอกบ้าน และเรียกวัดศรีนวลว่าวัดในเพราะตั้งอยู่คุ้มในบ้าน)
วัดศรีจันทร์ได้รับการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ตลอดจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างจากทางราชการ
เดิมวัดศรีจันทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๖๘ ต่อมาเอกสารประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมาได้สูญหาย จึงได้ขอพระราชทานวิสุงคามใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๖
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชวรานุวัตร(ปกรณ์ สารภี)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองขอนแก่น จังหวัด ขอนแก่น
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๓๓ ๗๑๑๒

173. ชื่อวัด : วัดศรีธรรมาราม (ธ)
วัดศรีธรรมาราม สร้างขึ้นโดยพระสุนทรราชวงศา(ท้าวฝ่ายบุตรเจ้านครจำปาศักดิ์) เจ้าเมืองยโสธร มีใบบอกขอพระราชทานเวนคืนที่ดินสร้างวัด ๑ แห่ง ตั้งชื่อว่า “วัดท่าชี” ชาวเมืองเรียกว่า “วัดท่าแขกบ้าง วัดนอกบ้าง” วัดเจริญรุ่งเรืองอยู่สมัยหนึ่ง ครั้นพระสุนทรราชวงศา (เจ้าฝ่าย บุตรเจ้านครจำปาศักดิ์) ผู้เป็นเจ้าเมืองยโสธรถึงแก่พิราลัย วัดก็ร่วงโรยร้างไปตามกัน ต่อมาหลวงศรีวรราชผู้ช่วยบุตรพระสุนทรฯ (เจ้าฝ่าย) มีความชอบในราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลงไปกรุงเทพฯ ได้รับสัญญาบัตรแต่งตั้ง เป็นที่พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยะชาติ ประเทศราชดำรงรักษ์ ศักดิ์ยศฤาไกรศรีพิชัยสงคราม เจ้าเมืองยโสธร ได้ปฏิสังขรณ์วัดท่าแขกที่รกร้างนี้ให้คืนดีอีกเล่าสาม สร้างโบสถ์สร้างพระพุทธรูปใหญ่ สร้างพระอัคคสาวก นายช่างแกะด้วยไม้ลงรักปิดทอง ๒ องค์ สร้างโฮงเทียนชวาลา (เรียกกันว่านาคพันธ์) ลงรักปิดทอง แลสร้างตู้พระไตรปิฎกลงรักปิดทอง (ซาโนซิตเป็นนายช่าง) ถวายไว้ในพระพุทธอาราม สร้างกุฏิใหญ่ ๑ หลัง หอฉัน ๑ หลัง แลจัดการหล่อพระอีกหลายองค์ ได้อาราธนา พระอาจารย์เกตุโร (เกตุ) เป็นเจ้าอาวาส กับพระสหจรอีก ๗ รูป มาครองวัด คณะสงฆ์เหล่านี้ได้มาจากวัดโสมนัสวิหาร สัทธิวิหารริกแลอันเตวาสิก เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริทับ) พระนคร ขนานนามวัดเปลี่ยนจากชื่อเก่าเป็นชื่อใหม่ว่า “วัดศรีธรรมหายโศก” เป็นลัทธิธรรมยุตติกนิกาย เมื่อครั้งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) เสด็จตรวจราชการภาคอีสาน ผ่านมาถึงทรงพระกรุณาเสด็จเยี่ยมวัดนี้ มีรับสั่งถามถึงประวัติวัด เมื่อทรงทราบพฤติการณ์ด้วยดีแล้ว หยั่งรู้ว่าวัดนี้เนื่องมาจากลัทธิของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงโปรดประทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ ตั้งชื่อว่า “วัดอโสการาม” ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำริถึงชื่อวัดนี้ต่อเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา คือเจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ฯ ทรงหยั่งทราบด้วยพระวิจารณญาณ แล้วโปรดประทานให้เปลี่ยนนามวัดใหม่โดยประสงค์ว่า “วัดสร่างโศก” และต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “วัดศรีธรรมาราม” จนถึงปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า วัดท่าชี วัดท่าแขก วัดนอก หรือวัดธรรมยุต
วัดศรีธรรมาราม เคยเป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช พิธีเจริญน้ำพระพุทธมนต์ น้ำมธุราภิเษกทุกรัชกาล และพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพสังวรญาณ วิ. (พวง สุขินฺทฺริโย)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองยโสธร จังหวัด ยโสธร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๕๗๑ ๑๘๗๒

174. ชื่อวัด : วัดศรีมงคลใต้
วัดศรีมงคลใต้ เป็นวัดประจำเมืองมุกดาหารมาตั้งแต่สมัยโบราณ เดิมชื่อว่า “วัดศรีมงคล” แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า “วัดเหนือ” เพราะตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองมุกดาหาร ต่อมาได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดศรีมงคลเหนือ” และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ประมาณปีพุทธศักราช ๒๓๔๐ คณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายได้แผ่ขยายไปยังหัวเมืองต่าง ๆ พร้อมทั้งได้สร้างวัดขึ้นบริเวณปากห้วยมุกด้านทิศเหนือของเมืองมุกดาหาร และตั้งชื่อว่าวัดศรีมงคลเหนือ ดังนั้น วัดศรีมงคลเหนือจึงได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “วัดศรีมงคลใต้” เพราะความเหมาะสมและเป็นสิริมงคลของคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชมุกดาหารคณี(ยอด ยสชาโต)
ที่อยู่ : ตำบล มุกดาหาร อำเภอ เมืองมุกดาหาร จังหวัด มุกดาหาร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๖๑ ๑๕๕๗

175.ชื่อวัด : วัดศรีสระแก้ว
สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๒
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชรัตโนบล (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล นามะเฟือง อำเภอ เมืองหนองบัวลำภู จังหวัด หนองบัวลำภู
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๓๑ ๑๒๕๘

176. ชื่อวัด : วัดศรีสุดาราม
วัดศรีสุดาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดนี้เป็นวัดโบราณตั้งเมื่อปลายกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดชีปะขาว ในสมัยรัชกาลที่ ๑ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ซึ่งเป็นพระพี่นาง ได้ทรงบูรณปฎิสังขรณ์ขึ้นใหม่ วัดนี้เคยเป็นวัดที่พระสุนทรโวหาร(ภู่) เคยศึกษาในวัยเยาว์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและพระอุโบสถขึ้นใหม่ แลพระราชทานนามวัดว่า วัดศรีสุดาราม ซึ่งตรงกับพระนามกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชพิพัฒน์โกศล (โกศล มหาวีโร)
ที่อยู่ : ตำบล บางขุนศรี อำเภอ เขตบางกอกน้อย จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๓๓ ๕๙๑๙

177.ชื่อวัด : วัดศรีสุทธาวาส (ธ)
วัดศรีสุทธาวาส พระอารามหลวง ได้ย้ายมาจากวัดศรีสะอาด (บริเวณหน้าโรงเรียนศรีสะอาดเทศบาล ๑ ในปัจจุบัน) มาสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยพระธรรมวราลังการ (หลวงปู่ศรีจันทร์วัณณาโภ ป.ธ.๖) เจ้าอาวาส เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูอดิสัยคุณาธาร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธ) เพราะวัดศรีสะอาด (เก่า) ตั้งอยู่ในเมืองที่แออัด มีถนนบีบสองด้านและตั้งอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำเลย จึงถูกลำน้ำเลยกัดเซาะ ทำให้เนื้อที่บริเวณวัดแคบลงทุกปี จึงได้พิจารณาเห็นว่า “ดอนเลยหลง” เป็นสถานที่ที่เหมาะสมเพราะเป็นเกาะกลางน้ำ มีน้ำล้อมรอบ ไม่ห่างจากที่สัญจรมากนัก มีความเงียบสงบ เหมาะสำหรับเป็นที่บำเพ็ญสมณกิจได้เป็นอย่างดี จึงขออนุญาตจากทางการดำเนินการย้ายวัดศรีสะอาด (เก่า) มาสร้างใหม่ โดยแต่แรกให้ตั้งชื่อว่า “วัดมหา
วิสุทธิเทพทีปาราม” และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดศรีสุทธาวาส” จนถึงปัจจุบัน แต่ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า “วัดเลยหลง” ตามภูมิประเทศที่ตั้งวัด
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูกิตติสารสุมณฑ์ (สุพัฒ์ สุวฑฒฺโน)
ที่อยู่ : ตำบล กุดป่อง อำเภอ เมืองเลย จังหวัด เลย
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๒๘๑ ๒๙๒๔

178. ชื่อวัด : วัดศรีสุริยวงศาราม (ธ)
วัดศรีสุริยวงศาราม สร้างขึ้นโดยดำริและใช้ทุนทรัพย์ของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรี สุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ก่อสร้างเสร็จในปี พุทธศักราช ๒๔๑๗ ในครั้งนั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้ถวายให้เป็นพระอารามหลวงพร้อมขอพระราชทานนามวัด และที่วิสุงคามสีมา รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานนามวัดศรีสุริยวงษาวาส ต่อมาทรงพระราชทานนามใหม่อีกครั้งว่า วัดศรีสุริยวงศาราม ได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อ วันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพสุเมธี (ไสว วฑฺฒโน)
ที่อยู่ : ตำบล หน้าเมือง อำเภอ เมืองราชบุรี จังหวัด ราชบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๓๓ ๗๖๗๑

179. ชื่อวัด : วัดศรีอุบลรัตนาราม (ธ)
วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อวัดศรีทอง เป็นวัดสังกัดธรรมยุตนิกายวัดหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ ปี เถาะ จุลศักราช ๑๒๑๗ ร.ศ. ๗๔ หลังจากสร้างวัดสุปัฏนารามวรวิหารแล้วเสร็จ ๒ ปีเป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔)
สถานที่ตั้งวัดเดิมเป็นที่สวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) ซึ่งท่านเป็นบิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) ซึ่งเป็นกรมการเมืองอุบลราชธานี ท่านเป็นผู้มีจิตศรัทธาอันแรงกล้า ได้บริจาคที่สวนเนื้อที่ประมาณ ๒๕ ไร่ สำหรับสร้างวัดในสงฆ์คณะธรรมยุตนิกาย ซึ่งเป็นค่านิยมของเจ้านายในสมัยนั้น และถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากเมื่อได้ถวายที่ดินให้กับคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ใหม่ที่สถาปนาขึ้นในตอนปลายรัชกาลที่ ๓ โดยพระวชิรญาณเถร (ร.๔ เมื่อครั้งทรงผนวช) ในสมัยนั้นมีพระเถระที่สำคัญมาประจำอยู่ที่วัดสุปัฏนาราม ๒รูปคือท่านพนฺธุโล (ดี) และท่านเทวธมฺมี (ม้าว) พระอุปฮาดโทพร้อมด้วยบริวารและคณะญาติ ได้ประกอบพิธีกรรมประชุมคณะสงฆ์ และฝ่ายคฤหัสถ์ผู้ใหญ่ในเมืองอุบลราชธานี มีการกล่าวถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ ยกให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งวัด ในยามราตรีกาล
ของวันนั้นเกิดนิมิตประหลาดขึ้น มีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้เป็นการตั้งชื่อวัดว่า วัดศรีทอง
ฝ่ายคณะสงฆ์อันมี ท่านเทวธมฺมี ( ม้าว ) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดศรีทองเป็นรูปแรก เริ่มการก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๘ ท่านพระเทวธมฺมี (ม้าว) รูปนี้ ตามประวัติปรากฏว่าท่านได้เข้าไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรม ที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เป็นสามเณร และได้เป็นสัทธิวิหาริกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งทรงผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร ความประพฤติและปฏิปทาของท่านเป็นที่ทรงโปรดพอพระราชหฤทัยของรัชการที่ ๔ เป็นอย่างมาก ท่านได้ถือลัทธิธรรมยุตนิกายสืบสาย มาตั้งคณะธรรมยุตนิกายที่วัดสุปัฏนาราม เป็นวัดคณะธรรมยุตนิกายวัดแรกในภาคอีสานกับท่านพนฺธุโล(ดี) ผู้เป็นอาจารย์ ดังนั้น ท่านพระเทวธมฺมี (ม้าว) จึงถือว่าเป็นพระเถระผู้มีศักดิ์ใหญ่เป็นที่เคารพยำเกรงแก่บรรดาเหล่าพระภิกษุสามเณร และบรรดาเหล่าข้าราชการกรมการเมืองอุบลราชธานี ตลอดจนประชาชนทั้งหลายในสมัยนั้น จนในกาลต่อมาท่านจึงเป็นผู้ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะคุ้มครองพระแก้วบุษราคัม อันเป็นพระพุทธรูปล้ำค่าคู่เมืองของชาวอุบลราชธานี
ซึ่งแต่ก่อนได้นำไปซ่อนไว้ เพราะเกรงกลัวเจ้านายผู้นิยมวัตถุโบราณขอไป หรือยึดเอาไป ดังนั้นท่านจึงจัดพิธีรับเอาพระแก้วบุษราคัมไว้ในความดูแลของวัดศรีอุบลรัตนารามจนถึงปัจจุบัน
และต่อมาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญา ทรงรับวัดนี้ไว้ในพระอุปถัมภ์และพระราชทานเปลี่ยนนามเป็น “วัดศรีอุบลรัตนาราม”
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวินัยโกศล (ทองคู่ สุขวฑฺฒโน)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองอุบลราชธานี จังหวัด อุบลราชธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๕๒๕ ๕๕๖๗

180. ชื่อวัด : วัดศรีโคมคำ
วัดศรีโคมคำ ตั้งอยู่ในเทศบาลเมืองพระเยา พุทธศักราช ๒๐๓๔ ถึง พุทธศักราช ๒๐๖๗ พระยาเมืองตู้เจ้าผู้ครองเมืองพระเยา ได้อุปถัมภ์การก่อสร้างพระประธาน ( พระเจ้าตนหลวง) จนสำเร็จซึ่งถือว่าวัดศรีโคมคำได้เป็นวัดโดยสมบูรณ์
ในกาลต่อมาหัวเมืองต่างๆของล้านนาไทยหลายหัวเมืองถูกพม่าเข้ารุกราน ทำให้ประชาชนแตกกระจัดกระจายต้องสูญเสียประชาชนและทรัพย์แก่ข้าศึก แม้ทรัพย์สินของพระศาสนาก็ต้องทอดทิ้งปล่อยให้ปรักหักพังบ้านเมืองรกร้างว่างเปล่าอยู่ประมาณ ๕๖ ปี ถึงพุทธศักราช ๒๓๘๗ ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพุทธวงศ์ เมืองลำปางเป็นพระยาประเทศอุดรทิศขึ้นมาครองเมืองพระเยา ทรงตั้งนายมหายศเป็นพระยาอุปราช
ครั้นพระยาประเทศอุดรทิศ ถึงแก่นิจกรรมไปทรงโปรดเกล้าฯ นายมหายศขึ้นครองเมืองพะเยาแทน ทรงตั้งเจ้าบุรีรัตขึ้นเป็นพระยาอุปราชแทน ท่านทั้ง ๒ ได้เริ่มบูรณะองค์พระประธาน และบูรณะวัดศรีโคมคำขึ้นใหม่ เริ่มก่อสร้างพระวิหารและเสนาสนะขึ้นมีสภาพเป็นวัดสมบูรณ์ ต่อจากนั้น เจ้าผู้ครองเมืองพระเยาอีกหลายองค์ เช่น เจ้าหลวงอินทะชมพู เจ้าหลวงขัตติยะ เจ้าหลวงชัยวงศ์ จนถึงองค์สุดท้าย คือ พระยาประเทศอุดรทิศ (มหาชัย ศีติสาร) ครองเมืองพะเยา ทุกองค์ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดศรีโคมคำ
พระวิหารหลังเก่าสร้างมาช้านานชำรุดสุดโทรม พระยาประเทศอดุทิศทรงรื้อแล้วก่อสร้างใหม่ โดยนายช่างพัฒน์เป็นช่างก่อสร้าง ก่อสร้างเป็นเวลานาน ไม่เสร็จ นายช่างพัฒน์ถึงแก่กรรม ครั้งต่อมาการปรกครองบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงจากเจ้าผู้ครองเมืองมาเป็นระบอบการปกครองเป็นมณฑล เรียนมณฑลพายัพ กระจายอำนาจบริหารออกเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ตำแหน่งเจ้าผู้ครองก็เลิกรางไป พระยาประเทศอุดรทิศกราบบังคมลาออกจากตำแหน่งทางการ จึงแต่งตั้งนายคล้ายบุษยบรรณ มาเป็นนายอำเภอเมืองพะเยา ในสมัยนั้นพระยาประเทศอุดรทิศแม้พ้นจากตำแหน่งแล้วก็ยังให้การอุปถัมภ์พระศรีโคมคำเช่นเดิม
ขณะนั้นได้ทราบกิตติศัพท์ ว่า ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนานไทยเกิดขึ้น ท่านสังกัดอยู่วัดบ้าน ปางอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ท่านมีบารมีธรรมสูง ทำการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ โบราณวัตถุสถาน ในเขตท้องที่ปรึกษากัน ทางฝ่ายคณะสงฆ์มีพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าเมืองแขวง เมืองพะเยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทางฝ่ายบ้านเมืองมี พระยาประเทศอุดรทิศ อดีตเจ้าผู้ครองเมือง และนายคล้ายบุษยบรรณ ในอำเภอเมืองพะเยา พร้อมด้วยพ่อค้าคหบดีประชาชนต่าง ก็เห็นชอบพร้อมเพียงกัน จึงไปอาราธนาครูบาศรีวิชัย เป็นประธานก่อสร้างพระวิหาร ท่านสอบถามถึงประวัติความเป็นมา ของพระเจ้าตนหลวงว่าเป็นอย่างไร เมื่อได้รับทราบว่า เป็นโบราณวัตถุอันเก่าแก่มีหลักฐานแน่นอน ท่านจึงรับมาสร้าง แต่มีเงื่อนไขว่า ให้คณะสงฆ์และประชาชน ชาวพะเยาเตรียมวัสดุก่อสร้างไว้ให้พร้อม อาทิ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก
พระครูศรีวชิรปัญญา เจ้าขณะแขวงเมืองพะเยา จึงได้ปรึกษาคณะสงฆ์ เจ้าคณะหมวด เจ้าอาวาส ภิกษุ สามเณรทุกวัดวาอาราม เข้ามาตั้งปางกระท่อม ปั้นอิฐก็ได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ก้อน ทาย หิน โดยขอความร่วมมือผู้มีกำลังต่างก็หามาได้จนครบถ้วนแล้วไปอาราธนาท่านอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวัสดุอุปกรณ์ครบถ้วนแล้ว ท่านรับนิมนต์ทันทีแล้วเตรียมเอาพระภิกษุผู้ชำนาญการก่อสร้างมาเป็นบริวาร ออกเดินทางมาจากจังหวัดลำพูนตามลำดับเส้นทางมาจนถึงเมืองพะเยา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕
วันที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ ขึ้น ๑ ค่ำ เริ่มลงมือรื้อพระวิหารหลังเก่าจนเสร็จเรียบร้อย วันเสาร์ที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ วางศิลาฤกษ์ ลงเสา พระวิหารใหญ่ต่อจากนั้นก็เทเสาพระวิหารอื่นต่อไป ขุดรากฝาผนัง ก่อฝาผนัง และก่อกำแพงล้อมรอบ สร้างศาลาบาตร (ศาลาทราย) รอบกำแพงวัดสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระพุทธบาทจำลอง สร้างพร้อมกันทั้งหมดทุก ๆ หลังในคราวเดียวกันและก่อสร้างภายในปีเดียวเหมือนเนรมิต คิดค่าก่อสร้างเป็นจำนวน ๑๑๓,๐๐๐ รูปี (รูปีหนึ่งคิดราคา ๗๕ สตางค์)
ครั้นต่อมาเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ ทำบุญฉลองพระวิหารพร้อมกับศาสนวัตถุอื่น ๆ ที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงทำบุญฉลองพระวิหารพระวิหารนานประมาณ ๑ เดือน จึงแล้วเสร็จ หลังจากทำบุญฉลองแล้วครูบาศรีวิชัยก็กลับจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มสร้างพระวิหารวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มอบหมายให้พระครูบาแก้ว คนฺธวํโส เป็นผู้รับภารธุระการดูแลรักษาโบราณวัตถุและพระวอหารแทน
วัดศรีคำโคม ได้สร้างประมาณ พุทธศักราช ๒๐๓๔ ตั้งแต่เริ่มสร้างพระเจ้าตนหลวงมาแล้ว เจ้าอาวาสองค์แรกที่ปรากฏในตำนานคือพระธรรมปาล ท่านผู้นี้ได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ คือได้เขียนตำนานพระเจ้าตนหลวงออกเผยแพร่แก่ประชาชนที่หนีภัยสงครามแล้วกลับเข้ามาสู่เมืองพะเยา ภายหลังได้ทราบเรื่องราวตำนานนี้ก็เกิดศรัทธาทะยิ่งใหญ่ อยู่ต่ออีกประมาณ ๔๐๔ ปี พุทธศักราช ๒๔๐๐ พระกัปปินะเป็นเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง มีบันทึกในสมุดข่อย บันทึกไว้ว่าแสนทักขิระเขียน ดวงชะตาพระเจ้าตนหลวง มีพระปาละเขียนไว้ให้ท่านให้รับทราบ แสดงว่าวัดศรีโคมคำเป็นวัดมาแต่โบราณกาล แต่มาในยุคหลังบ้านเมื่อตกอยู่ในภาวะสงคราม ต้องอพยพโยกย้ายไปอยู่ตามหัวเมืองที่ปลอดภัยจากข้าศึก ทำให้บ้านเมือง วัดวาอารามรกร้างว่างเปล่าไปต่อมาภายหลังได้สถาปนาเมืองพะเยาขึ้น บ้านเมืองวัดวาอารามก็ถูกบูรณะขึ้นโดยลำดับ
วัดศรีโคมคำ เริ่มก่อสร้างหลังสุดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ พระครูศรีวิราชปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทางฝ่ายบ้านเมือง อดีตเจ้าผู้ครองเมืองพะเยาพระยาประเทศอุดรทิศ และอดีตนายอำเภอเมืองพะเยาคือ หลวงสิทธิประสาสน์ (คลาย บุษยบรรณ) นายอำเภอเมืองพะเยาคนแรก ได้ร่วมใจกันอาราธนาครูบาศรีวิชัย จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในการก่อสร้างเสนาเสนะต่างๆ จนสำเร็จบริบูรณ์ และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
สถานะและที่ตั้งวัด
วัดศรีโคมคำ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๙๒ ถนนพหลโยธิน ตำบลเวียง อำเภอเมืองพระเยา จังหวัดพะเยา ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ จำนวน ๗๔ ไร่ ๘ ตารางวา (ที่ธรณีสงฆ์มี ๖ แปลง มีเนื้อที่ทั้งสิ้นจำนวน ๑๖๙ ไร่ ๓๕ ตารางวา)
สิ่งสำคัญในพระอาราม

พระเจ้าตนหลวง เป็นพระประธานขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง ๑๔ เมตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา
พระวิหารหลังปัจจุบัน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยท่านครูบาศรีวิชัย มีขนาดกว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน มีลักษณะเป็นศิลปะแบบล้านนาไทย
พระอุโบสถหลังเก่า ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร ศิลปะแบบล้านนาไทย
วิหารพระพุทธบาท ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร ทรงมณฑปแบบล้านนาไทย
ชื่อเจ้าอาวาส : พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (พ่วง ธมฺมปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล เวียง อำเภอ เมืองพะเยา จังหวัด พะเยา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๔๔๓ ๑๙๖๓

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (06-11-09), พรรณวดี (28-10-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (28-10-09), ปาริฉัตรมณี (28-10-09), นิมมานรดี (27-10-09), เดชะบุญ (30-10-09), cheye (15-11-09), rossukon (18-05-10)
  #10  
เก่า 27-10-09, 19:17
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,117
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56656
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอเชิญร่วมโมทนาบุญกฐินพระราชทาน พระอารามหลวง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (10)

181. ชื่อวัด : วัดศรีโสดา
วัดศรีโสดา สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ โดยพระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา หรือครูบาศีลธรรม ได้รับจารึกเป็นประวัติศาสตร์คู่นครเชียงใหม่ เพราะเป็นจุดลงจอบแรกการขุดถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เป็นจุดเริ่มต้น เส้นทางบุญ สำหรับสัญจรไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านป่าเขาที่สูงชัน ทุรกันดาร หุบเหวลึก ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร ใช้เวลาสร้าง ๕ เดือน ๒๒ วัน สำเร็จด้วยพลังศรัทธาประชาชน นับเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของครูบาศรีวิชัย ที่ชาวล้านนาและนักท่องเที่ยวทั่วโลก หากได้มาเยือนเมืองเชียงใหม่ ต่างก็แวะสักการบูชาอนุสาวรีย์ท่านครูบาศรีวิชัย เป็นสิริมงคลทุกครั้งไป
ความสำคัญและผูกพันกับการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ เริ่มจากหลวงศรีประกาศ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น คิดจะนำไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งบนดอยสุเทพ แต่ไม่มีงบประมาณจึงได้ขอพึ่งบุญบารมีครูบาศรีวิชัย ท่านเห็นด้วย แต่ขออธิษฐานดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ท่านอธิษฐานถึง ๒ ครั้ง ปรากฏว่าเป็นไปได้ยากแก่การสร้างถนนขึ้นไปจะเสร็จเร็วกว่า จึงตกลงสร้างถนน ณ จุดเริ่มต้นบริเวณเชิงดอยสุเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดศรีโสดาในปัจจุบัน

ระหว่างการสร้างถนน ท่านครูบาศรีวิชัยได้สร้างวัดขึ้นควบคู่กันไป ๔ วัด โดยตั้งชื่อให้มีความหมายเกี่ยวโยงถึงขั้นคุณภาพที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงบรรลุได้ คือ มรรค ผล นิพพาน เทียบพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ๔ ชั้น วัดแรกที่สร้างคือ วัดโสดาบัน ต่อไปอีก ๔ กิโลเมตร สร้างวัดวัดสกิทาคามิ ถัดไปอีก เรียกว่า วัดอนาคามี ลำดับสุดท้ายบนยอดดอยสร้างอีกวัดหนึ่งเรียกว่า วัดอรหันต์ ซึ่งวัดโสดาบัน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีโสดา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเปลี่ยนสมัยใด น่าจะอยู่ในช่วง พุทธศักราช ๒๔๘๔ – ๒๕๐๙ สมัยครูบาเสาร์ นารโท เป็นเจ้าอาวาส สาเหตุที่เติมคำว่า ศรี สันนิษฐานว่ามาจากชื่อครูบาศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณ์ ยกย่องเชิดชู รำลึกคุณูปการ ที่ท่านสร้างวัดศรีโสดาขึ้นมา

วัดศรีโสดา ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ ให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๑

ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพโกศล (สังวาลย์ พฺรหฺมวณฺโณ)

ที่อยู่ : ตำบล สุเทพ อำเภอ เมืองเชียงใหม่ จังหวัด เชียงใหม่

182.ชื่อวัด : วัดศาลาปูน

วัดศาลาปูน เดิมเป็นวัดราษฎร์และวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด ใครสร้าง ครั้งเสียกรุงอยุธยาครั้งที่ ๒ พุทธศักราช ๒๓๑๐ จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ ได้กลายเป็นวัดร้าง ในรัชกาลที่ ๒ ได้มีผู้บูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๕๙ และเรียกชื่อวัด ว่า วัดโลกยสุทธาวาส ในรัชกาลที่ ๓ เรียกว่า วัดโลกยสุทธาวาสวรวิหารพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วพระอาราม ทั้งอุโบสถ เจดีย์ ปรางค์และเสนาสนะต่างๆ โดยทั่วถึงกัน ครั้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๓๙๔ ได้เรียกชื่อวัดใหม่ว่า วัดโลกยสุธามหาวรวิหารต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๒๒ เปลี่ยนเป็นชื่อ วัดโลกยสุธาศาลาปูนพร้อมกับโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดและสร้างกุฏิขึ้นอีก พอในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๕๓ ก็เรียกว่า วัดโลกสุธาศาลาปูนและภายหลังต่อมาเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๙ จึงเรียกว่า วัดศาลาปูนมาถึงทุกวันนี้ การที่วัดมีชื่อเรียกว่าวัดศาลาปูนคงเนื่องด้วยเป็นชื่อหมู่บ้านที่มีราษฎรประกอบอาชีพเผาปูนขาย ด้านทิศตะวันออกของวัดยังปรากฏซากเตาเผาปูนอยู่ แต่บางท่านก็สันนิษฐานว่าคงชื่อวัดศาลาปูนมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาเมื่อทรงราชการคือพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัด จึงเปลี่ยนนามเป็นวัดโลกยสุธา หรือโลกสุธา โดยยังคงความหมายชื่อเดิมอยู่ เพราะคำว่า สุธาแปลว่า ปูนขาว กาลเวลาผ่านไปชื่อโลกยสุธา หรือโลกสุธาที่หลวงหรือทางราชการตั้ง คงจะเรียกยาก จึงไม่ติดปากชาวบ้านในที่สุดก็เลือนหายไป กลับมาใช้ชื่อศาลาปูนเหมือนเดิม

ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชสิทธิมงคล (สวัสดิ์ โสตฺถิทตฺโต)

ที่อยู่ : ตำบล ท่าวาสุกรี อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา

เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๕๒๔ ๒๑๖๕

183. border= ชื่อวัด : วัดศาลาลอย
สร้างมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เล่ากันต่อๆมา สร้างมานานไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี ในสมัยที่พระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์(สุ่น)เป็นเจ้าเมืองคนที่ ๔ นางดามภรรยาของท่านได้พาบุตร บริวารมาทำนา ทำไร่ที่บริเวณ เวียลเวง ซึ่งแปลว่า ทุ่งยาว และท่านก็ได้อุปการะพระภิกษุสามเณรของวัดศาลาลอยมาตลอดรวมทั้งมอบหมายให้บุตรหลานได้ช่วยดูแลทำนุบำรุงวัดด้วย
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองสุรินทร์ จังหวัด สุรินทร์
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๕๑ ๑๘๔๗

184. ชื่อวัด : วัดสมุหประดิษฐาราม
วัดสมุหประดิษฐ์นี้ เจ้าพระยานิกรบดินทรมหินทรมหากัลยาณมิตร(โต) ได้สร้างขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๓ เพื่ออุทิศให้มารดาของท่าน
เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว จึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ครั้นถวายเป็นพระอารามหลวงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานนามว่า วัดสมุหประดิษฐ์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูโสภณปรยัติกิจ (ปิ่น ปิยธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล เสาไห้ อำเภอ เสาไห้ จังหวัด สระบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๓๓ ๒๓๔๖

185. ชื่อวัด : วัดสระแก้ว
วัดสระแก้ว เดิมเรียกว่าวัดหัวหนอง บ้าง วัดศาลานอก บ้าง วัดหนองกอไผ่บ้าง ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๖ หลวงพ่อพรหมา จนฺทสโร พร้อมด้วยชาวบ้าน โดยความอุปถัมภ์ของท่านขุนประกอบวิชาการ ปลัดกิ่งอำเภอสระแก้ว และนายยี นางหร่าย ได้ย้ายวัดจากวัดหัวหนองมาอยู่ในพื้นที่ วัดสระแก้ว ในปัจจุบัน และการย้ายวัดครั้งนี้มีพระครูรัตนสราธิคุณ (ทอง รตฺนสาโร) เป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งวัด
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูธำรงปริยัติคุณ (รักษาการแทนเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล สระแก้ว อำเภอ เมืองสระแก้ว จังหวัด สระแก้ว
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๗๒๔ ๑๑๙๕

187. ชื่อวัด : วัดสร้อยทอง
วัดสร้อยทอง เป็นพระอารมหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดสร้อยทอง เดิมชื่อวัดซ่อนทอง สันนิษฐานว่าผู้สร้างคงจะเป็นลูกหลานของสมเด็จเจ้าพระยาคนใดคนหนึ่งที่สืบเชื้อสายต่อจากศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นผู้สร้างขึ้น พุทธศักราช ๒๔๘๔ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดสร้อยทองได้รับความเสียหายอย่างมาก ทางการจึงประกาศยุบวัดเนื่องจากต้องการที่ดินของวัดเป็นโกดังเก็บสินค้า ราษฎรได้คัดค้านการยุบวัดจนเกิดการจลาจล ช่วงนั้นนายทองคำ อาจละกะ มรรคทายกวัดได้บูรณะวัดขึ้นอีก ครูหวน สรรพานิช ครูใหญ่โรงเรียนวัดสร้อยทองได้นำความไปบอกไปบอกแก่ ดร.เดือน บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพราะทราบดีว่าตระกูล บุนนาค ได้มีส่วนในการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดสร้อยทอง ต่อมาทางราชการจึงประกาศคำสั่งยุบเลิกวัดสร้อยทอง ราษฎรย่านนั้นจึงช่วยกันสร้างเสนาสนะและที่พักสงฆ์
ชื่อเจ้าอาวาส : พระเทพปริยัตยาจารย์ (จัด โกวิโท)
ที่อยู่ : ตำบล บางซื่อ อำเภอ เขตบางซื่อ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๕๘๗ ๒๓๘๘

188. ชื่อวัด : วัดสวนดอก
วัดสวนดอก พระเจ้ากือนาธรรมิกราชได้ทรงพระราชทานพระราชอุทยานสวนดอกไม้ของพระองค์สร้างเป็นวัด และพระราชทานนามว่า วัดบุปผาราม ซึ่งเป็นภาษาบาลีและเป็นภาษาบาลีหมายถึง วัดสวนดอกไม้พะยอมต่อมาชาวบ้านนิยมเรียกง่าย ๆ ว่า วัดสวนดอก
วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นสำหรับพระสงฆ์ในนิกายหินยานลังกา โดยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชโปรดให้นิมนต์พระสุมฯเถระ มาจากวัดพระยืนในนครหริภุญไชย แล้วมอบถวายให้เพื่อจำพรรษา พระสุมนเถระ จึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสุโขทัยมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ของวัด
การปฏิสังขรณ์ครั้งแรกทำในสมัยพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช พระเจ้าเมืองแก้ว ครั้งที่สองในปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ พระครูบาวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยเป็นผู้ทำการบูรณะและก่อสร้างอาคารเสนาสนะใหม่
วัดสวนดอกนี้ ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๓
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูพิพิธสุตาทร (ผู้ช่วยเจ้าอาวาส)
ที่อยู่ : ตำบล สุเทพ อำเภอ เมืองเชียงใหม่ จังหวัด เชียงใหม่
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๒๗ ๘๓๐๔

189. ชื่อวัด : วัดสว่างอารมณ์
วัดสว่างอารมณ์ เป็นวัดเก่าที่พระยาวิชิตภักดี ศรีสุรสงครามรามราชแสนยาธิบดีศรีสัชนาลัยอภัยพิริยะพาหะ( ชื่อเดิม นาค ) ต้นสกุลวิชิตนาค ผู้ครองเมืองสวรรคโลก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๒๘ เป็นผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นโดยมอบถวายที่ดินถึง ๔๒ ไร่ให้เป็นที่ตั้งวัดและบริจาคจวนหรือเรือนพักให้เป็นเสนาสนะสงฆ์ด้วย ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า วัดจวนชื่อวัดสว่างอารมณ์มาจากชื่อหมู่บ้านสว่างอารมณ์ ตำบลนครชุม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เนื่องจากหมู่บ้านนี้เป็นที่เกิดและที่อยู่เดิมของพระยาวิชิตภักดี (นาค) ก่อนมารับราชการที่เมืองสวรรคโลกจึงได้นำชื่อหมู่บ้านเดิมมาตั้งชื่อวัด ต่อมาได้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่ว่า วัดสว่างอารมณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับนามสวรรคโลก และวัดสว่างอารมณ์นี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้างเพิ่มเติมจากเจ้าเมืองสวรรคโลกคนต่อๆ มาซึ่งเป็นตระกูล วิชิตนาค ปัจจุบันนี้นั่นเองรวมถึงข้าราชการและพ่อค้าประชาชนที่มีจิตศรัทธาด้วย
วัดสว่างอารมณ์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อประมาณ พุทธศักราช ๒๓๓๐ และในรัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะ ขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๑
ชื่อเจ้าอาวาส : พระครูอาทรสังวรศีล (สำรวม อชิโต)
ที่อยู่ : ตำบล เมืองสวรรคโลก อำเภอ สวรรคโลก จังหวัด สุโขทัย
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๔ ๒๑๗๔

190. ชื่อวัด : วัดสะแก
วัดสะแก สร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่สมัยอยุธยา ประมาณ พุทธศักราช ๒๒๓๐ ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับผู้สร้าง เข้าใจว่าประชาชนร่วมใจกันสร้างขึ้นมา เป็นวัดที่ได้รับการพัฒนา
ให้เจริญรุ่งเรืองมากวัดหนึ่ง ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมือง มีถนนสุรนารีและถนนราชดำเนินเป็น
ทางคมนาคม ติดต่อสะดวกสบาย เกี่ยวกับนามวัดไม่ทราบความหมายแน่ชัด สันนิษฐานว่าคงจะเรียกกันมาตามสภาพภูมิประเทศที่ตั้งวัด ซึ่งแต่เดิมนั้นบริเวณแถวนี้เป็นที่ราบสูง มีป่าไม้นานาชนิดโดยเฉพาะต้นสะแก คงจะมีอยู่มาก เมื่อทางราชการได้ย้ายตัวเมืองมาสร้างขึ้น ณ บริเวณแถวนี้ (ที่ตั้งปัจจุบัน) ทำให้มีความเจริญมากขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อมเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป คงเหลือทิ้งไว้แต่ชื่อเสียงเท่านั้นที่ปรากฏให้รู้ให้เห็นกันตราบเท่าทุกวัน
เมืองนครราชสีมาได้มาตั้งขึ้นใหม่ วัดสะแก ได้ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมือง และได้กลายเป็นสถานที่ทำการฌาปนกิจศพสืบต่อมา เพราะในตัวเมืองไม่มีการเผาศพมาก่อน เมื่อมีคนถึงแก่กรรมจะต้องนำศพออกนอกตัวเมืองทางประตูไชยณรงค์ ทางทิศใต้ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ประตูผี” มาจนถึงทุกวันนี้ ที่วัดสะแก มีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่ง ในปี พุทธศักราช ๒๕๑๙ เจดีย์ได้พังมาเพราะชำรุดทรุดโทรม กรุพระแตกออกมา ปรากฏว่าเป็นพระเก่าสมัยอยุธยา หรืออาจนานไปถึงสมัยลพบุรี มีพระนาคปรก พระอู่ทอง พระมงคลวัดตะไกร พระขุนแผน พระดังกล่าวเป็นเนื้อชิน จึงได้สันนิษฐานว่า วัดนี้คงจะสร้างมาก่อนการสร้างเมืองนครราชสีมา หรือก็คงไล่เลี่ยกับการสร้างเมืองนครราชสีมา นับได้ว่าวัดสะแกนี้สร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี
ชื่อเจ้าอาวาส : พระโสภณปริยัติวิธาน(สนั่น รตนโชโต)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๒๔ ๓๗๐๐

191. ชื่อวัด : วัดสังข์กระจาย
วัดสังข์กระจาย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดสังข์กระจายมีประวัติปรากฏอยู่ในหนังสือตำนานพระอารามหลวงฉบับหอสมุดวชิรญาณว่า“ อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ เป็นวัดโบราณ รัชกาลที่ ๑พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนาใหม่พระราชทานเจ้าจอมแว่นหรือนัยหนึ่งเรียกว่า คุณเสือ พระสนมเอกถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์”
วัดสังข์กระจายมีเกียรติประวัติอันสูงส่งที่ควรนำมากล่าวไว้คือเป็นสำนักที่ให้กำเนิดวรรณคดีอันมีค่ายิ่งเรื่องหนึ่งที่มีรสไพเราะจับใจผู้อ่านผู้ฟังทั่วไปวรรณคดีเรื่องนั้นคือ มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก เล่ากันมาว่าสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีเอกของไทย เมื่อทรงนิพนธ์มหาเวสสันดรชาดกหรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า มหาชาติร่ายยาว ได้ทรงนิพนธ์กัณฑ์อื่น ๆใหม่เป็นส่วนมาก แต่กัณฑ์ชูชกไม่ทรงนิพนธ์โดยรับสั่งว่าให้ใช้ของเก่าที่สำนักวัดสังข์กระจายแต่งไว้เพราะถึงแม้พระองค์จะทรงนิพนธ์ใหม่ก็สู้ของเก่าไม่ได้
กล่าวถึงมูลเหตุของการสร้างวัดนี้เท่าที่พบในตำนานปรากฏมีบันทึกเกี่ยวกับประวัติของวัดบางตอนของท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์(วรรณ ป.๓)อดีตเจ้าอาวาสประกอบกับอาศัยคำชี้แจงของผู้สูงอายุที่น่าเชื่อถือได้ตามบันทึก ท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์เผยว่าได้ฟังมาจากท่านเจ้าคุณพระสังฆวรานุวงศ์เถระ (เอี่ยม) พระอุปัชฌาย์ของท่านเอง ท่านบอกว่าตำแหน่งที่วัดตั้งอยู่นี้แต่เดิมเป็นที่ลุ่มราบ น่าจะเป็นด้วยอยู่ริมคลองน้ำขึ้นท่วมถึงได้บริเวณก็ รกร้างทึบ มีต้นไม้ขนาดคนสามคนโอบ เช่น ต้นไทร ต้นตะเคียน ต้นยางยืนต้นเคียงแข่งกันแลดูครึ้มทะมึนวังเวง ไม้เครือเถาต่าง ๆ ก็ขึ้นไต่ต้นไม้สูง ๆระโยงรยางค์ยั้วเยี้ยไม่ผิดกับป่าลึกดงร้างนี่น่าจะเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่ได้สร้างวัดเสียอีกต้นไม้เหล่านี้ส่วนมากได้ตัดเสียครั้งท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม)ในรัชกาลที่ ๕ ในสมัยท่านเจ้าคุณวรรณก็ยังเป็นดงอยู่มากแต่ละต้นสูงใหญ่เงื้อมฟ้าทั้งนั้น กล่าวกันว่า เคยมีนกแร้งมาอาศัยออกไข่ทำรังปัจจุบันยังมีเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยสูงเหมือนก่อนเพราะได้โค่นลงเสียมากต่อมากนัก
ในทำเนียบพระอารามหลวง แจ้งว่า ก่อนสร้างวัดขึ้นใหม่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้วัดสังข์กระจายเป็นวัดโบราณมาก่อน เห็นจะราว ๆยุคปลายกรุงศรีอยุธยาคาบเกี่ยวกับยุคต้นกรุงธนบุรีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงวัดนี้เคยพบเห็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าคุณวรรณเพราะได้เคยขุดพบลูกนิมิตหลายลูกฝังอยู่ทางด้านนอกกำแพงแถบเหนือพระอุโบสถภายหลังที่บ้านเมืองอยู่ในยุคทมิฬติดพันด้วยศึกพม่าไร้ผู้คนและพระสงฆ์จะอยู่จึงร้างโรยราไป ทั้งนี้เนื่องจากเป็นวัดที่ไม่ใหญ่โตอะไรจึงไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้จับหลักฐานได้มากนักอีกประการหนึ่งก็คงจะถูกถอนเสียในคราวเริ่มสร้างใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ตำนานของวัดสังข์กระจายมีหลักฐานทราบได้แน่นอน ก็ตกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งมีเรื่องเล่ากันมาว่าในปลายสมัยกรุงธนบุรี มีสัปบุรุษผู้หนึ่ง เป็นสัมมาจารีบุคคลเคร่งครัดในการให้ทานบำเพ็ญกุศลและสดับธรรม สมาทานศีลอุโบสถอยู่เป็นนิจสัปบุรุษผู้นี้เป็นข้าราชการตำแหน่งนายสารบบ (ในกรมพระสุรัสวดี) ชื่อนายสังข์ ตั้งบ้านเรือนอยู่บนฝั่งห่างจากปากคลองบางวัวทองนายสังข์ได้มีจิตศรัทธาดำริจะสร้างวัดขึ้นใหม่ในที่ดินแดนนี้จึงได้ไปปรึกษากับนายพลับผู้ชอบพอคุ้นเคยกัน เพื่อขอไม้ซุงมาสักต้นหนึ่งนายพลับเมื่อได้ทราบดังนี้ ก็อนุโมทนาพลอยยินดีด้วยและอนุญาตให้ซุงต้นหนึ่งตามความประสงค์
เมื่อตอนล่องซุงในคลองบางวัวทอง นายสังข์ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ เดชะด้วยอำนาจบุญญปณิธานหากซุงที่ข้าพเจ้าปล่อยให้กระแสน้ำพัดล่องไปตามลำคลองนี้ลอยไปติด ณ ที่ใดข้าพเจ้าก็จักจัดการสร้างวัดขึ้นตรงนั้น” ด้วยอำนาจเสี่ยงสัตยาธิษฐานซุงก็ได้ลอยมาติดตรงหน้าวิหารปัจจุบันนี้มีทำเลพอเหมาะพอดีควรแก่การสร้างวัด นายสังข์จึงเลยตกลงสร้างวัดตรงนี้แต่การสร้างวัดนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตต้องค่อยทำค่อยไปตามกำลังทรัพย์และเวลาในหนแรกนายสังข์ได้คิดสร้างกุฏิวิปัสสนาขึ้นก่อนจึงได้เลื่อยซุงท่อนนั้นออกเป็นเครื่องบน กุฏิวิปัสสนานี้ ก่ออิฐถือปูนขาว ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์มีประตูหน้าต่างอย่างละหนึ่งบาน ซ้ำทำไว้เล็ก ๆ อีกด้วยข้างในทำเป็นแท่นก่อปูนสำหรับนั่งนอนหรือใช้เป็นที่บำเพ็ญวิปัสสนาเหมาะเฉพาะเพียงคนเดียว
ต่อมาเจ้าจอมแว่น หรือที่เรียกขานกันว่าคุณเสือ เป็นชาวเมืองเวียงจันทร์พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ส่งข้าหลวงสนิทคนหนึ่งเป็นหญิงชื่อจ่ายให้ไปเฝ้าสวนของตนซึ่งมีเนื้อที่ติดกับที่ของนายสังข์ภายหลังนางจ่ายกับนายสังข์มีความสนิทชอบพอกันมากจึงดำริร่วมใจกันที่จะสร้างวัดนี้ต่อไปนางจ่ายถึงกับขันอาสาไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าจอมแว่น เจ้าจอมแว่นได้มอบทุนให้มาจำนวนหนึ่งครั้งหลังก็ได้สร้างเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง คือ สร้างกุฏิขึ้น ๔คณะทางมุมด้านใต้เป็นกุฏิตึกถือปูนทั้งหมด แต่ละคณะก็มีกุฏิ ๔หลัง หลังหนึ่ง ๆ มี ๒ห้อง กุฏิเจ้าอาวาสปลูกอยู่ทางทิศตะวันออกของคณะ ได้สร้างถนนผ่านระหว่างช่องกุฏิแล้วก่อกำแพงอิฐล้อมรอบ มีประตูเข้าออกทั้ง ๔ทิศ
ครั้นแล้วเสร็จ เมื่อจะขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้สร้างก็เกิดทะเลาะเกี่ยงแย่งกันจะเอาชื่อนางจ่ายก็อยากจะขอพระราชทานในนามของตนเพราะตัวอุตส่าห์วิ่งหาเงินหาทองมาสร้างฝ่ายนายสังข์ก็ไม่ยอม ปรารถนาจะขอในนามของตนเหมือนกันเพราะตนก็สละหยาดเหงื่อและแรงกายทุ่มเทมาตั้งแต่แรกเริ่มนางจ่ายจึงวิ่งเข้าหาเจ้าจอมแว่นนายตนเล่าความเป็นมาให้ทราบ ครั้นเมื่อได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้พระราชทานวิสุงคามสีมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชดำรัสว่าวัดที่นายสังข์ นางจ่ายสร้างขึ้นนั้น ไม่สมเกียรติกับพระสนมเอกเช่นเจ้าจอมแว่นทรงรับจะสร้างพระราชทานใหม่จึงโปรดเกล้าให้กรมหมื่น ไกสรวิชิตมาเป็นนายงานควบคุมสร้างพระอุโบสถขึ้นให้หันหน้าไปทางคลองบางวัวทองอยู่เคียงกับกุฏิสงฆ์ของเดิมพร้อมกับได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่อีกหมู่หนึ่งตรงมุมพระอุโบสถด้านใต้
เล่ากันว่า แรกขุดพระอุโบสถนั้น พบพระกัจจายน์องค์หนึ่ง กับสังข์ตัวหนึ่งเฉพาะสังข์ชำรุดเพราะแรงจอบเสียมที่ขุดส่วนพระกัจจายน์ที่ขุดได้ครั้งนั้นให้เก็บรักษาไว้เป็นพระคู่อารามพอสร้างสำเร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงถือเอานิมิตเหตุอันนี้พระราชทานนามว่า “ วัดสังข์กระจาย” นึกคิดดูแล้วก็น่าแปลก วัดนี้นายสังข์กับนางจ่ายเป็นผู้ริเริ่มสร้างเมื่อนำเอาชื่อของคนทั้งสองมาเข้าคู่กันเป็น “ สังข์- จ่าย” ใกล้เคียงกับคำว่า “ สังข์กระจายน์” นามที่พระราชทานเป็นที่สุด
ชื่อเจ้าอาวาส : พระพิศาลพิพัฒนพิธาน(อรุณ อริยวํโส)
ที่อยู่ : ตำบล วัดท่าพระ อำเภอ เขตบางกอกใหญ่ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๖๖ ๘๙๗๗

192. ชื่อวัด : วัดสังเวชวิศยาราม
วัดสังเวชวิศยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดสังเวชวิศยาราม เดิมชื่อวัดสามจีนเหนือ เนื่องจากสร้างโดยชาวจีนสามคน ต่อมาได้เรียกชื่อตามตำบลที่ตั้งว่า วัดบางลำพู
การปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๓ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ทรงก่อสร้างปฏิสังขรณ์ปรับปรุงอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ไว้เป็นจำนวนมาก ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ก็ได้ทำการปฏิสังขรณ์กำแพงแก้วพระอุโบสถ พระอุโบสถ พระอุโบสถและพระวิหารเพิ่มเติมด้วย
ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ ได้ปฏิสังขรณ์พระประธานในพระอุโบสถโดยนายสุข ปลัดกรมช่างหล่อ เมื่อสำเร็จแล้วโปรดพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสังเวชวิศยาราม”
ครั้น พุทธศักราช ๒๔๑๒ ได้เกิดเพลิงไหม้โรงทำขนมจีนถนน ๑๓ ห้าง ลุกลามไปใหม้วัด อาคารเสนาสนะต่าง ๆ ถูกไฟใหม้เสียหายมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ โปรดให้กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราบาล จัดการปฏิสังขรณ์ปรับปรุงอาคารต่างให้เป็นหมวดหมู่ซึ่งต่อมาประชาชนก็ได้ช่วยกันสร้างและปฏิสังขรณ์วัดสังเวชวิศยารามให้รุ่งเรืองเป็นลำดับตราบเท่าทุกวันนี้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมสิทธิเวที (ถมยา อภิจาโร)
ที่อยู่ : ตำบล วัดสามพระยา อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๘๒ ๘๘๘๐

193. ชื่อวัด : วัดสัตตนารถปริวัตร (ธ)
วัดสัตตนารถปริวัตร เดิมเป็นวัดร้างไม่มีภิกษุสามเณรอาศัยอยู่ ชาวบ้านถิ่นนี้เรียกวัดร้างนี้ว่า วัดกลางบ้าน หรือ วัดโพธิ์งาม ชาวบ้านถิ่นนี้เป็นชาวบ้านไทยยวน ได้อพยพ มาตั้งถิ่นฐาน ในสมัยรัชกาลที่ ๒
ครั้นต่อมาได้มีพระภิกษุ ๒ รูป คือ ครูบาหลวงเปีย และครูบาหลวงญะ ชาวเมืองเทิง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ได้ทราบข่าวการอพยพของไทยยวนมาอยู่ที่เมืองราชบุรี จึงได้เดินทางมาเยี่ยม บรรดาญาติพี่น้องท่านจึงพร้อมใจกันสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นที่พำนักอยู่ของครูบา ทั้งสองท่าน ระหว่างหมู่บ้านทั้งสอง เรียกว่า วัดกลางบ้าน เพราะอยู่ระหว่างกลางของหมู่บ้านสองหมู่ สร้างให้เป็นสำนักสงฆ์ไปก่อน ยังไม่มีพระอุโบสถ ต้องใช้โบสถ์น้ำ ซึ่งชาวบ้านสร้างถวาย ที่บริเวณริมตลิ่งหน้าวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำสังฆกรรม
ต่อมาบรรดาญาติ ได้ช่วยกันสร้างวัดใหม่ขึ้นอีกวัดหนึ่ง ทางทิศตะวันออก ของวัดกลางบ้าน โดยมีเจ้าฝ่ายเหนือ ชื่อว่า เจ้าชมพู ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวไทยยวน ที่อพยพมา เป็นหัวหน้าดำเนินการก่อสร้าง แล้วนิมนต์ พระครูบาหลวงญะ มาอยู่จำพรรษาที่ วัดนี้ ชาวบ้านจึงได้ขนานนามวัดนี้ว่า วัดศรีชมภู เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ เจ้าชมพู ต่อมาชาวบ้านได้เรียกกันติดปากว่า วัดใต้ และเรียกวัดกลางบ้านว่า วัดเหนือ
ครั้นต่อมาที่วัดกลางบ้านหรือวัดเหนือ ได้มีชาวบ้านผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้นำเอาต้นโพธิ์มาปลูกไว้ที่บริเวณวัดกลางบ้าน เป็นจำนวนมาก และต้นโพธิ์ได้เจริญงอกงามดี ชาวบ้านจึงได้เรียกวัดกลางบ้าน หรือ วัดเหนือ ในชื่อใหม่ว่า วัดโพธิ์งาม เพราะมีต้นโพธิ์เจริญงอกงามมาก
วัดโพธิ์งาม หรือ วัดกลางบ้าน หรือวัดเหนือ ก็คือ วัดเดียวกัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ วัดสัตตนารถปริวัตร ในปัจจุบัน ที่เรียกวัดนี้ว่า วัดสัตตนารถปริวัตรเพราะวัดนี้อยู่ใกล้ภูเขา สัตตนารถ ปัจจุบันนี้เรียกว่า เขาวัง
ชื่อเจ้าอาวาส : พระราชเมธาภรณ์ (ประยรู ฐิตจิตฺโต)
ที่อยู่ : ตำบล หน้าเมือง อำเภอ เมืองราชบุรี จังหวัด ราชบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๒๓๓ ๗๓๙๒

194. ชื่อวัด : วัดสัมพันธวงศาราม (ธ)
วัดสัมพันธวงศ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
วัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณมาแต่สมัยอยุธยา เดิมมีคลองคูล้อมรอบวัดเชื่อมต่อจากแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกกันว่าวัดเกาะ ซึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นได้มีการปฏิสังขรณ์เรื่อยมา พอจะสังเขป ได้ดังนี้
ในรัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี สถาปนาราชจักรีวงศ์แล้วมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพร จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ขึ้นใหม่หลายวัด
รัตนโกสินทร์ศก ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฏศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ) พระนามเดิมจุ้ย ต้นราชสกุล มนตรีกุล ผู้เป็นพระโอรสองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดทั้งอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคต หอระฆังด้วยก่ออิฐถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่กี่ปีไม่มีหลักฐานปรากฎ เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดเกาะที่บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วนั้น ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" มีการเฉลิมฉลองสมโภชพระอาราม เป็นงานมหกรรมใหญ่โต มีมหรสพคือ ละครเรื่องอิเหนา ประชัน ๒ โรง สมกับที่ท่านผู้เป็นแม่กองงานบูรณะปฏิสังขรณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชานาฏศาสตร์และจินตกวี
ในรัชกาลที่ ๓
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาทำการปฏิสังขรณ์อีก แต่จะทรงปฏิสังขรณ์สิ่งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เพียงแต่พบหลักฐานในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. หน้า ๓๕๐ เรื่องการปฏิสังขรณ์และสร้างพระอารามความว่า
“วัดเกาะแก้วเป็นวัดของกรมหลวงพิทักษ์มนตรี บูรณะไว้ก่อนชำรุดไป ให้ซ่อมแซมและทำกุฏิสงฆ์ขึ้น”
ในรัชกาลที่ ๔
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีก เสร็จแล้วทรงพระราชดำริว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้แรกสถาปนาวัดนี้ให้งดงาม มีเกียรติประวัติ เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุผล และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร" ซึ่งจักให้เกิดปีติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุลในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษบุพพการีของตนได้สร้างกุศลไว้ เป็นเหตุชักจูงศรัทธาปสาทะ ให้เกิดแก่พระประยูรญาติ และนำให้บำเพ็ญบุญกุศลในวัดนี้ตามกำลัง
พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ เรื่องทรงตั้งและแปลงนามวัดต่าง ๆ ฉบับพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค) เมื่อ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ ความว่า
“ชื่อวัดทรงใหม่ วัดราชประดิษฐ์ ๑ วัดมหรรณพาราม ๑ วัดบุรณศิริมาตยาราม ๑ วัดนามบัญญัติ ๑ วัดโสมนัสวิหาร ๑ วัดตรีทศเทพ ๑ วัดบรมนิวาส ๑ วัดไชยฉิมพลี ๑ วัดเวฬุราชิณ ๑ วัดสมุหประดิษฐ์ เจ้าพระยานิการบดินทร์สร้างที่เมืองสระบุรี ๑ วัดสุปฏิการาม เมืองนครไชยศรี ๑ ชื่อวัดทรงแปลงใหม่ วัดน้อยบางใส้ไก่ แปลงว่าวัดหิรัญรูจี วัดพระยาญาติการามเดิม แปลงว่าวัดพิชัยญาติการาม วัดใหม่ ทรงแปลงว่าวัดอนงคาราม วัดประยูรวงศ์อาวาส แปลงว่าวัดประยูรวงศาราม วัดดอกไม้ แปลงว่าวัดบุบผาราม วัดอรุณราชธาราม แปลงว่าวัดอรุณราชวราราม วัดหงษาราม แปลงว่าวัดหงสรัตนาราม วัดกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แปลงว่าวัดชิโนรสาราม วัดระฆังโฆสิตาราม แปลงว่าวัดราชคัณฑิยาราม วัดเกาะแก้ว แปลงว่าวัดสัมพันธวงศาราม วัดตะเคียน แปลงว่าวัดมหาพฤฒาราม วัดสระเกศแปลงว่าวัดเจดียบรรพตาราม วัดบางลำภู แปลงว่าวัดสังเวชวิศยาราม ฯลฯ”
ในรัชกาลที่ ๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ ๓ ชั้น ขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชทานวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ และในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระปรมาภิไทยย่อ ภ.ป.ร.ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถหลังใหม่
ชื่อเจ้าอาวาส : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(มานิต ถาวโร)
ที่อยู่ : ตำบล สัมพันธวงศ์ อำเภอ เขตสัมพันธวงศ์ จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๒๒ ๕๘๔๐

195. ชื่อวัด : วัดสามพระยา
วัดสามพระยา เป็นพระอารามชั้นตรี ชนิดสามัญ ในประวัติกล่าวไว้ว่าพระยานรานุกิจมนตรี (หนู) เป็นชาวมอญ รับราชการ ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีบุตรหลายคน คนโตชื่อนาย สวาสดิ์ นับเป็นชั้นที่ ๙ ของตระกูลมอญในสยาม ได้ถวายตัว เป็นมหาดเล็กในกรมพระราชวังบวรฯ มีตำแหน่งเป็น นายนรินทร์ธิเบศร์ มหาดเล็กหุ้มแพรฝ่ายวังหน้า
หลังจากที่เสียกรุงอยุธยาใน พ.ศ.๒๓๐๐ นายนรินทร์ ธิเบศร์ได้เข้ารับราชการในกรมมหาดไทย สมัยกรุงธนบุรี ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระยาราชสงคราม ตำแหน่ง จางวางกรมทหาร ในพระราชวังหลวง
พระยาราชสงครามมีภรรยาชื่อว่า “ลมุน” ซึ่งเป็นบุตรี ของพระยาวิจิตรนาวี บ้านอยู่ริมวัดหงษรัตนาราม คลอง บางกอกใหญ่ พระยาราชสงครามนั้นเป็นผู้มี ฝีมือในทางช่างไม้ เป็นพิเศษ เพราะเคยเป็นนายงานคุมช่างไม้เครื่องยอด มีบุตร ธิดาด้วยท่านผู้หญิงลมุน ๔ คน คือ ๑.นาย ตรุษ ๒. นายสารท ๓.หญิงสุดใจ ๔.หญิงพวา สิ้นชีวิตในสมัยกรุงธนบุรี
ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดฯ ให้นายตรุษ บุตรของพระยาราชสงคราม เข้ารับราช การ เป็น หลวงวิสุทธิโยธามาตย์ เจ้ากรมทหารใน และโปรด ให้นายสารท เป็น ขุนพรหม ตำแหน่งปลัดกรมทหารใน พร้อม กับโปรดฯ ให้หลวงวิสุทธิโยธามาตย์ และ ขุนพรหม สองพี่น้อง เป็นนายช่างควบคุมงานสร้างพระมณฑป พระพุทธบาท ๕ ยอด ตามแบบที่พระยาราชสงคราม ผู้เป็นบิดาเขียนไว้
การสร้างมณฑปยังไม่แล้วเสร็จ ขุนพรหมได้ล้มป่วย ลง และถึงแก่กรรมในที่สุด จากนั้นมาอีก ๒ ปี การสร้างมณฑป จึงแล้วเสร็จ เมื่อพระวิสุทธิโยธามาตย์กลับมาถึงบ้าน ต้องการ สร้างอนุสรณ์ พร้อมทั้งสร้างกุศลผลบุญอุทิศแด่ขุนพรหม น้องชาย จึงยกที่บ้านทั้งหมดของขุนพรหม ที่อยู่เหนือปาก คลองบางลำภู ถวายเป็นที่สร้างวัด เรียกชื่อว่า “วัดบาง ขุนพรหม” และชื่อชุมชนแต่เดิมที่เรียกว่า “บ้านลาน” จึง กลายเป็น “บ้านบางขุนพรหม” แต่นั้นมา
ในเชื้อสายตระกูลมอญชั้นที่หนึ่ง นับจากสมัยกรุง ศรีอยุธยาต่อกับกรุงธนบุรี มีขุนนางมอญชื่อ สมิงนรเดชะ นาม เดิม “มะปุ๊” เข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กหลวง ในแผ่น ดินพระเจ้าบรมโกศ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนภักดีณรงค์ ตำแหน่งเจ้ากรมไพร่หลวง เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา ขุนภักดีณรงค์ เข้ารับราชการในกรุงธนบุรี และได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาเพชรราชา ตำแหน่งจางวางกรมพระนครบาล พระยา เพชรราชามีบุตรด้วยภรรยา ซึ่งไม่ปรากฏนาม รวม ๘ คน คือ
๑. บุญคง เข้ารับราชการฝ่ายพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ ๑ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยานรานุกิจมนตรี
๒. ทองอินทร์ ได้เป็นท่านผู้หญิงในพระยาจ่าแสน ยากร (ทุเรียน)
๓. มะโน๊ก ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยารามัญวงศ์ จักรี มอญในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
๔. คุ้ม ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุรเสนาในแผ่น ดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๕. นก ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีสรราชในแผ่น ดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๖. มะทอเปิ้น ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุรินทรา มาตย์ ในแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๗. สน ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไกรโกษาในแผ่น ดิน พระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๘.น้อย ได้เป็นท่านผู้หญิงในพระยาจุฬาราชมนตรี (เลื่อน)
เฉพาะบุตรคนที่หกคือ พระยาสุรินทรามาตย์ (มะทอเปิ้น) นี้ได้สมรสกับ “พวา” ซึ่งเป็นน้องสุดท้อง ของขุนพรหม (สารท) และเกิดบุตรชาย รวม ๓ คน คือ
๑. ขุนทอง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชสุภาวดี
๒. ทองคำ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชนิกุล
๓. ทองห่อ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาเทพวรชุน
พระยาทั้งสาม ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของขุนพรหม (สารท) มีความเห็นพ้องกันว่า วัดบางขุนพรหม ที่ลุงคนใหญ่ คือ หลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) สร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์แก่ ลุงคนเล็ก (ขุนพรหม) นั้น เป็นวัดขนาดใหญ่กว้างขวาง ทว่า ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ด้วยสร้างมายาวนาน กอรปด้วย ลุงผู้มีนามเป็นเจ้าของวัดไม่มีทายาทสืบสกุล หลานทั้ง ๓ คน ที่เป็นทายาทโดยตรง จึง พร้อมใจกันบริจาคทรัพย์ปฏิสังขรณ์ วัดบางขุนพรหมขึ้นใหม่หมดทั้งวัด ครั้นแล้วเสร็จ ท่านพระยา ทั้งสามจึงพร้อมใจกันขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีมะแม พุทธศักราช๒๓๖๖
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระทัย วัดบางขุนพรหม ที่ได้รับการปฏิสงัขรณ์อย่างงดงาม โปรด เกล้าฯ ให้ขึ้นบัญชีเป็นพระอารามหลวง พร้อมทั้งโปรดฯ ตั้งนามวัดขึ้นใหม่ให้สมกับ กุศลเจตนาและอนุสรณ์แด่ท่าน พระยาทั้ง ๓ พระราชทานนาม ว่า “วัดสามพระยาวรวิหาร” พระอารามหลวง นับแต่นั้นมา ตราบเท่าปัจจุบันนี้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมคุณาภรณ์ (เอื้อน หาสธมฺโม)
ที่อยู่ : ตำบล วัดสามพระยา อำเภอ เขตพระนคร จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๘๒ ๖๙๒๓๐

196. ชื่อวัด : วัดสำราญนิเวศ (ธ)
วัดสำราญนิเวศ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หมู่บ้านสุขสำราญ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นที่ดินของขุนสกุล – คุณแม่บุญเยือง สุวรรณกูฎ, คุณแม่
คำหยาด
ระพาเพศ และกำนันนวน สุวรรณกูฎ เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามท่านนี้เป็นผู้มีศรัทธามอบที่ดินของตน ๆ รวมกันเข้าประมาณ ๓๖ ไร่ ถวายให้สร้างวัด
พระครูทัศนประกาศ (บุ จนฺทสิริ) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ท่านพร้อมด้วยพระภิกษุ-สามเณรและอุบาสกอุบาสิกา ได้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนบุคคล และศาสนธรรม ด้วยความวิริยะอุตสาหะ วัดนี้เดิมเป็นวัดป่ามีต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่นสงัดเงียบ จึงเป็นสถานที่อันเหมาะสมในการเจริญสมณธรรมของพระกรรมฐาน ด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย อุบาสก–อุบาสิกา ได้เกิดศรัทธาในการปฏิบัติธรรม จึงได้ช่วยกันพัฒนาวัดมาอย่างต่อเนื่องต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสะมหาเถระ) ออกตรวจการพระศาสนาและตรวจการคณะสงฆ์ ได้เดินทางมาพักแรมที่วัดนี้ ได้พิจารณาเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่งนัก สมควรที่จะตั้งขึ้นเป็นวัด เพื่อที่จะอำนวยประโยชน์สุขแก่พุทธศาสนิกชนใน ระแวกนี้จึงได้ให้ตั้งขึ้นเป็นวัด โดยใช้ชื่อว่า "วัดสำราญนิเวศ" ให้เป็นวัดคู่กับวัดพรหมวิหาร อำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดยโสธร)
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิชัยมุนี (ไพฑูรย์ เมตฺตจิตโต)
ที่อยู่ : ตำบล บุ่ง อำเภอ เมืองอำนาจเจริญ จังหวัด อำนาจเจริญ
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๕๕๑ ๒๒๖๔ - ๗

197. ชื่อวัด : วัดสิริจันทรนิมิตร (ธ)
วัดสิริจันทรนิมิตร เดิมเป็นวัดโบราณที่สร้างมานาน แต่ได้กลายสภาพเป็น วัดร้าง เรียกชื่อว่า วัดเขาบ่องาม หรือ วัดเขาบัวงาม ต่อมาเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๕๕ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ได้มาดำเนินการจัดสร้างพระพุทธรูป หลวงพ่อใหญ่ และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่ เรียกนามวัดใหม่ว่า วัดเขาพระงาม ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น วัดสิริจันทรนิมิตร เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๖ โดยได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ ๖ เมื่อคราวเสด็จมาทรงประกอบพิธีผูกพัทธสีมาของวัดนี้
ชื่อเจ้าอาวาส : พระอนันตสารโสภณ (ราเมศร์ ฐิตปญฺโญ)
ที่อยู่ : ตำบล เขาพระงาม อำเภอ เมืองลพบุรี จังหวัด ลพบุรี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๖๔๘ ๖๒๐๑

198. ชื่อวัด : วัดสุทธจินดา (ธ)
วัดสุทธจินดา ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นวัดที่ตั้งขึ้นโดยการรวมวัด ๒ วัดให้เป็นวัดเดียวกัน คือ วัดสมบูรณ์จิ๋วและวัดบรมจินดา สาเหตุมาจากทางราชการได้ย้ายศาลาว่าการมณฑลนครราชสีมา จากกลางเมือง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดพระนารายมหาราช มาตั้งที่มุมกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยสร้างเป็นอาคารตึก ๒ ชั้น ได้รื้อกำแพงเมืองทางทิศตะวันตก นั้นออก เพื่อให้มองเห็นศาลาว่าการและสนามภายในถนัดชัดแจ้ง และเป็นเหตุให้มองเห็นวัดบรมจินดาและวัดสมบูรณ์จิ๋วซึ่งเป็นวัดที่กำลังอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม ไม่รับกันกับศาลาว่าการที่สร้างขึ้น ทางราชการคิดที่จะพัฒนาวัดขึ้นใหม่ให้มีสภาพที่เป็นอยู่ ดังนั้นบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน คหบดี และพ่อค้า มีพระยาเพชรปาณี (ดั่น รักตประจิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมา จึงได้ปรึกษาและเห็นต้องกันว่า นครราชสีมาเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองเอกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรมีวัดที่สง่างามอยู่ใกล้ศาลาว่าการมณฑล โดยรวมวัดสมบูรณ์จิ๋วกับวัดบรมจินดา ให้เป็นวัดเดียวกัน และสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่สถิตของพระมหาเถระผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลในขณะนั้นต่อไป
เมื่อปรึกษาหารือเป็นที่ตกลงกันแล้ว จึงมีใบบอกลงมายังกรุงเทพมหานคร กราบทูลพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก ขอประทานพระอนุมัติรวมวัดสร้างใหม่ดังกล่าวแล้ว เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทานอนุมัติ และได้ประทานนามวัดว่า วัดสุทธจินดา และโปรดฯ ให้ยกฐานะวัดนี้ พระอารามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ วัดสุทธจินดาจึงเป็นวัดสุทธจินดาวรวิหาร
ชื่อเจ้าอาวาส : พระธรรมโสภส(โกศล สิรินฺธโร)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๒๔ ๕๗๑๗

199. ชื่อวัด : วัดสุทธิวาตวราราม
วัดสุทธิวาตวราราม เป็นวัดเก่าแก่โบราณ เดิมชื่อว่า วัดท้ายบ้าน เพราะตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้านตำบลท่าฉลอม ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดช่องลม เนื่องจากที่ตั้งวัดอยู่ตรงปากอ่าวแม่น้ำท่าจีน วัดช่องลมได้รับการพัฒนาจนเจริญรุ่งเรือง ตั้งแต่สมัยพระเทพสาครมุนี (หลวงปู่แก้ว) เป็นเจ้าอาวาสได้เริ่มก่อสร้างและปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ซึ่งชำรุดทรุดโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพที่สวยงามเป็นระเบียบ จนได้รับพระราชทานยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘ เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินต้น ทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถหลังใหม่และพระราชทานนามว่า วัดสุทธิวาตวราราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระสาครมุนี ( ประสาท สุชีโว )
ที่อยู่ : ตำบล ท่าฉลอม อำเภอ เมืองสมุทรสาคร จังหวัด สมุทรสาคร
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๓๔๔๗ ๘๔๐๕

200. ชื่อวัด : วัดสุปัฏนาราม (ธ)
วัดสุปัฏนารามสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมราชวงศ์ (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานี เป็นประธานจัดหาสถานที่สร้างวัดเพื่อประกอบพิธีและศาสนพิธีสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี โดยเห็นว่าพื้นที่เหนือระหว่างเมืองอุบลราชธานีกับบ้านบุ่งกาแซว เป็นสถานที่เงียบสงัด เหมาะที่จะบำเพ็ญศาสนกิจ สะดวกในการออกบิณฑบาต ที่ไม่ไกลอยู่ติดกับฝั่งลำน้ำมูล จึงนำความกราบบังคลทูล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ถางพื้นที่และเริ่มสร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๓ และสร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดสุปัฏนาราม อันหมายถึง วัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสมเป็น ท่าเรือที่ดี ” เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว จึงไปอาราธนา ท่านพนฺธุโล ( ดี ) มาครองวัดสุปัฏนาราม
ชื่อเจ้าอาวาส : พระวิบูลธรรมาภรณ์ (ชาย ชาคโร)
ที่อยู่ : ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองอุบลราชธานี จังหวัด อุบลราชธานี
เบอร์โทรศัพท์ : ๐ ๔๕๒๕ ๕๒๑๙

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:56


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่