กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > แนะนำสถานปฏิบัติธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 25-09-11, 15:46
นำธรรม's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 328
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,549
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,007 ครั้ง ใน 2,007 ข้อความ
พลังบุญ: 1919
นำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished roadนำธรรม is on a distinguished road
Smile วัดทุ่งตูม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ประวัติพระธาตุทุ่งตูม


วัดพระธาตุทุ่มตูม ตั้งอยู่เลขที่ ๒/๓ บ้านขุนคง หมู่ ๒ ตำบลมะขุนหวาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดพัทธสีมา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่รวม ๑๘ ไร่ ๑ งาน ๔๔ ตารางวา ส.ค.๑ เลขที่ ๒๑๔ อาคารเสนาสนะประกอบด้วย วิหาร ศาลาบาตร กุฏิสงฆ์ เจดีย์ มีอาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือ ติดกับบ้านกลางทุ่งและบ้านสันทราย
ทิศใต้ ติดกับบ้านม่วงพี่น้องและบ้านพระบาทยั้งหวีด
ทิศตะวันออก ติดกับบ้านขุนคง
ทิศตะวันตก ติดกับบ้านกลางทุ่งและบ้านพระบาทยั้งหวีด
การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๐๘ สายเชียงใหม่ – ฮอด ระยะทาง ๒๗ กิโลเมตร จนถึงทางแยกบ้านปากทางพระบาท เดินทางเข้าไปทางทิศตะวันออกอีกประมาณ ๓ กิโลเมตร โดยผ่านพื้นที่บ้านปากทางพระบาท บ้านพระบาทยั้งหวีด และบ้านกลางทุ่ง
สภาพภายในวัดและบริเวณโดยรอบเป็นป่าเสื่อมโทรม ต่อมาชาวบ้านได้จับจองพื้นที่และแผ้วถางป่าเพื่อทำการเกษตร ด้านทิศใต้และด้านตะวันออกของวัดเป็นที่นาน้ำท่วมถึง ที่นาบางส่วนมีการถมที่เพื่อทำสวนลำไย บ้านเรือนราษฎรอยู่ห่างจากวัดไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกประมาณ ๑๐๐ เมตร
ผังวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วิหารหันไปทางทิศเหนือ นอกศาลาบาตรด้านตะวันออกปรากฏซากอุโบสถ ซึ่งพังชำรุดหมดแล้ว ปัจจุบันมีการสร้างอาคารทับบนเนินอุโบสถเดิมเพื่อให้ทราบว่าเป็นบริเวณอุโบสถ และปรากฏบ่อน้ำซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นน้ำบ่อทิพย์ถัดจากซากอุโบสถไปทางทิศตะวันตก ประชิดกับแนวศาลาบาตร ด้านนอกศาลาบาตรด้านตะวันตกเป็นกุฏิสงฆ์และสนามกีฬาตำบลมะขุนหวาน นอกจากนี้ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือปรากฏซากวัดร้างดอกพุทธ (ดอกปุ๊ด)ห่างออกไปประมาณ ๗๐๐ เมตร
วัดพระธาตุทุ่งตูมมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุและพระพุทธรูปโบราณรวมถึงอนุสาวรีย์พระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชฺชโย (ในวันเดือน ๙ เป็ง เดือนเก้าเหนือ ) ซึ่งพระพุทธรูปโบราณนั้น มีข้อความจารึกใต้ฐานพระพุทธรูปว่า
พระสรีสวัสดี มังคละดี จุ่งมีในปีระกา ไทยว่าปีกัดเร้า พระจันทร์เจ้ากินฤกษ์ บุรพาษาฒ จุลศักราชได้ ๘๕๑ ตัว หล่อปีใหม่ ใส่ทองสิ้น ๑๒๕,๐๐๐ แล หล่อไว้วัดยางเกิ้ม ชื่อศรีบุญเรือง เป็นวัดพระเมืองแม่ลูก จุ่งให้พระเมืองแม่ลูก อยู่สุขสวัสดี มีอายุ ๑๒๐ ปี มีลาภปราบใต้หล้า ฝูงอยู่ลุ่มฟ้ามาคัล ทุกวันทุกคืนอย่าขาด ต่อเท่าร้อยซาวปี สวัสดีจุ่งมี ดีหลีเท่าวัน (อ่านจารึกโดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ตำนานพระธาตุเจ้าทุ่งตูม
ติโลกเสฐํวสิโร รุหํยํ ทมิลสฺสทินํ อิธราปิ ตนฺตํ เทเวหิรกฺขํ อติเตชวนฺตํ นยอิภิลามํ สิรสานมามิ สรีสรีวรเณด ธาทพิเสฐ พิสุทธครานรุจิ อำรุงบางลือเลิตเรือง แตรดภูม
บัดนี้จักได้กล่าวถึงตำนานอัมพวนารามพระธาตุเจ้าทุ่งตูมอันท่านทะมิลละบาน ศรัทธา พร้อมเหล่าเทพ และมนุษย์ทั้งหลาย ได้ชุมนุมพร้อมเพรียงต่อตั้ง พระอัมพวนาราม อันเทพทั้งหลายสถิตอยู่รักษา เฝ้าพระเกศาธาตุสององค์ ให้ปรากฏ แก่สายตาเทพเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดุจพระเกตุแก้วจุฬามณีศรีมหาธาตุ ให้เป็นที่ลือเลื่อง แก่ฝูงชนอันมา สักการบูชาได้ชื่อว่าพระบรมธาตุเจ้าทุ่งตูม อันประดิษฐานไว้แล้วในอัมพวนาราม ผู้ข้าขอถวายกระพุ่มเศียรกล้าว สาบาทพระบังคมพระเกษาธาตุและบรมธาตุเจ้าอันเป็นกระดูซี้โครงเบื้องซ้ายแห่งพระพุทธโคดมเจ้าแล ฯ
บัดนี้ไส้ ปีกล่าเหม้า จุลศักราชได้ ๙๖๔ ตัว ปีพุทธศักราช ๒๑๔๕ เดือน ๔ เหนือออก ๔ ค่ำ เม็งวัน ๔ ไทรวายสง้า ยามเที่ยงวัน ราชครูลวะนาง ได้ตำนานพระเกศาธาตุพระธาตุเจ้าแต่เมืองเบงหมอน นำเริ่มมาเป็นตัวหนังสือเม็ง คำก็เป็นคำเม็ง ราชครูเจ้าให้มาแต่งแต้มเป็นคำอังวะแล้ว ที่นั้น ตั้งใจเอาให้ทะเรตคะหม่องมะคะ แต่งแปลเป็นคำไทย ชะลุนหม่องดูแล้วอธิบายเป็นโวหารไทย เสร็จแล้วจึงเขียนแต่งออกไว้ให้นักปราชญ์เจ้าทั้งหลายได้สดับรับฟัง ด้วยดังจักกล่าวต่อไปนี้แล
พุทโธมํคลสมฺภูโต สมฺพุทโธ ทีปทุตฺตโม พุทธมํคลมาคมฺม สพฺพทุกขา ปมุญจเร กริยาอันคนแลเทวดาทั้งหลาย จักได้ถึงสุข ๓ ประการ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ตั้ง มีพระนิพพานเป็นยอดนั้น ก็อาศัยซึ่งแก้วรัตนะ ๓ ประการ ก็จักได้ถึงแล แก้วรัตนะ ๓ ประการนี้ อันเป็นแก้วประเสริฐเลิศอุดมยิ่งนักกว่าสิ่งใด หาสิ่งจักเสมอเหมือนไม่ได้แล
พระพุทธเจ้าแห่งเราเป็นพระแล้วได้ ๘๐ วสา ยังมีลูกศิษย์พระพุทธเจ้ารูปหนึ่งชื่อ ควัมปัตติ เป็นชาวเมืองสะเธิม ขออนุญาตแก่พระพุทธเจ้ามาสู่เมืองสะธิมเพื่อโบรดเมตตาแม่แห่งตน พญาสะเธิมแลชาวเมือง สะเธิมยินดีในคุณของควัมปัตติเถร จึงให้ควัมปัตติไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาโบรดหมู่บ้านแห่งตน พระพุทธเจ้าก็แย้มพระสรวลหัวเราะ เหตุพระองค์เล็งเห็นพระยาวอก ๓ ตัวอยู่ป่าที่นั้น ก็จักได้ให้ทานแก่พระพุทธเจ้า แลจักได้ถึงในสุคติเกิดสุขสามประการมากนักแล
พระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมพระอานนท์แลภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปสู่เมืองทนังคทราว ตหวานศรี ทำนายที่นั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปสู่เมืองทหวายแล ยังมีฤๅษีตน ๑ ชื่อว่า นิลคังคา ขอเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าก็ให้เกศาธาตุเส้น ๑ แก่ฤๅษีที่นั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไปสู่เมืองอตุลพาราณสี พระยาอินทร์เนรมิตอารามไว้ที่นั้น และนิมนต์พระพุทธเจ้าให้เข้าสำราญในที่นั้นแล
ชาวเมืองอตุลพาราณสี มีพญาเป็นประธาน ก็ฟังธรรมพระพุทธเจ้าในที่นั้นแล ยังมีราชบุตรท่านหนึ่ง ชื่อทิสานาค ก็บวชเป็นภิกษุตามไปกับพระพุทธเจ้าแล พระพุทธเจ้าจักไปทำนายเบื้องหน้าว่า ในอนาคต บ้านเมืองอันนี้จักมีชื่อสองชื่อ ชื่อหนึ่ง ว่า สาลยา ไทยว่าพระนอน อีกชื่อหนึ่ง ว่า กาธสอ ไทยว่าเมืองขี้หย้านแล บัดนี้เรียกว่าเมืองสลงแล
ถัดจากนั้น พระพุทธเจ้าก็ไปถึงที่แห่งหนึ่ง ชื่อปรมัม ณที่นั้น ทรงเทศนาสั่งสอน ยะสอยักข์ ๕๐๐ ตน ให้ถึงโสดาปัตติผล เหตุพระพุทธเจ้าเทศนามังคละสูตร ภูเขาอันชื่อว่ามังคละนั้นแลภายหน้าจักได้ชื่อว่า มกุตโลแล
จากนั้น พระพุทธเจ้าจึงเสเด็จไปสู่เมืองสะเธิม อยู่ทิศตะวันออกเมืองสะเธิม หันพระรัศมีไปทางทิศใต้ ยามนั้น ยังมีพญาอุสุภะราช (วัว) พร้อมฝูง ๕๐๐ ตัว ข้ามมากินหญ้าในม่อนดอยแห่งนั้น แลเห็นรัศมีพระพุทธเจ้า แหงนหน้าดูเห็นพระพุทธเจ้า จึงข้ามมาริมป่าสัก มากราบไหว้พระพุทธเจ้าแล
พระพุทธเจ้าจึงเจรจากับด้วยพระอานนท์ว่า ดูราอานนท์ พญาวัวอุสุภะราชตัวเป็นใหญ่นี้ มันจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ารูปหนึ่ง เหมือนดั่งเราตถาคตนี้ ในกาลภายหน้านี้แล มันใคร่ได้เกศาธาตุเราแล พระยาอินทร์รู้ว่าพระพุทธเจ้าจักให้เกศาธาตุแก่พญาวัวตัวนั้น ดั่งนั้น จึงเอาพระอบแก้วมามอบถวายให้แก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เอามือขวาลูบอุตตมังคละ ได้เกศาธาตุเส้นหนึ่ง ไปใส่ในพระอบ พระยาอินทร์รับเอาไปห้อยไว้เขาวัวอุสุภะราชตัวนั้น วัวอุสุภะราชตัวนั้นก็เอาเกศาธาตุขึ้นไปบนยอดดอย ตั้งไว้เหนือหน้าผาที่นั่นแล พระยาอินทร์ก็เนรมิตเจดีย์แก้วมรกต บรรจุพระเกศาธาตุพระพุทธเจ้าไว้ตรงนั้นแล เหตุดั่งนั้น ดอยนั้นจึงชื่ออุสุภะราชนั้นแล
พระพุทธเจ้าเทศนาแก่พญาสะเธิมแล ครั้งนั้น ยังมีฤๅษี ๗ ตน มาขอเอาเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ประทานให้เกศาธาตุ ๗ เส้นแก่ฤๅษี ๗ ตนนั้นแล ฤๅษีทั้ง ๗ ตนนั้นทูลเอาเกศาธาตุวางไว้บนหัวของตน นำขึ้นประดิษฐานไว้เหนือยอดดอย ดอยนั้นจึงชื่อเรียกว่า อิสฺสโย ดั่งนั้นแล
เศรษฐี พร้อมด้วยนางทั้งหลายพันนาง ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า จึงได้เป็นอรหันต์ทุกคนแล แม่ควัมปัตติเถรก็ได้เป็นอรหันต์แล้วนวันนั้น ก็บวชอยู่กับด้วยภิกษุณีทั้งหลายแล
ส่วนพระยาสะเธิมยังไม่ได้ถึงมักผลนิพพานแต่อย่างใด จึงมีความน้อยใจยิ่งนัก อดที่จะร้องไห้ขึ้นมาไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูก่อนรามหาราช ศาสนาพระตถาคตเจ้าแห่งเรา พระธรรม ๘๔,๐๐๐ ขันธ์ พระพุทธรูป ชินะธาตุยังจักปรากฏตั้งอยู่ ๕๐๐๐ ปี มหาราชอย่าได้น้อยใจไปเลย
ดั่งนั้น พระยาสะเธิมจึงมีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเป็นเหตุให้ ได้ถึงโสดาบันในวันนั้นแล พระพุทธเจ้าจึงใส่ชื่อว่า ศิริธรรมาโศกวันนั้นแล เมืองสะเธิมนั้นมีทางทิศตะวันออกเมืองหงสาแล ลัวะเจขม พี่น้องเป็นปู่ควัมปัตติก็ตามเสด็จด้วยกับพระพุทธเจ้าไป
พระพุทธเจ้าพรากจากที่นั้นแล้ว ก็หันหน้ามาทางทิศตะวันวันออกของสุริโย อันว่าพระอาทิตย์ เทศนาโปรดเทวดาอินทร์ เทพ พรหม อรหันต์ ๕๐๐ รูปก็ดี พญาสะเธิมศิริธรรมาโศกก็ดี คนทั้งหลายฝูงอื่นก็ดี ก็มาตามเสด็จด้วยพระพุทธเจ้าแล
พระพุทธเจ้าเสด็จมาโดยลำดับมาถึงแม่น้ำน้อยสายหนึ่งเลียบฝั่งน้ำขึ้นมา เหนือข้างแม่น้ำน้อยแห่งนั้น มีป่าใหญ่อยู่ ๓ ป่า เงียบสงัดจากหมู่คน มีหมู่พระยาวอก ๑,๐๐๐ ตัว ฝูงไหนมีบริวาร ๔๐๐ ตัว เหนือแม่น้ำแห่งนั้น มีป่าป่าหนึ่งชื่ออัมพวนาราม มีพระยาวอก ๓ ตัว นั้นอาศัยอยู่ภายในป่า ได้เอารวงเผิ้ง ๗ รวงมาไว้ว่าจักกิน พญาวอกตัวน้องทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ป่าแห่งนี้ยินดี จึงเจรจาแก่พญาวอกผู้เป็นพ่อให้เอารวงผึ้งมาถวายทานแก่พระพุทธเจ้า พญาวอกตัวพี่ก็เห็นพ้องต้องตามอย่างเดียวกันนั้นแล พญาวอกตัวพ่อยินดียิง จึงไปเอารวงเผิ้งทั้ง ๗ รวงนั้น ใส่บาตรถวายแก่พระพุทธเจ้าและทั้งอรหันต์ ทั้ง ๕๐๐ รูปที่นั้นแล
พญาวอกผู้เป็นพ่อมีความปีติยินดีเป็นอย่างมาก วิ่งขึ้นต้นดอกไม้ ยื่นมือไปหมายว่าจักเด็ดเอาดอกไม้ถวายแก่พระพุทธเจ้า ก็เกิดเหตุพลัดตกลงจากต้นไม่นั้นตกใส่ตอไม้อันหนึ่ง เสียบเข้าที่กระดูกซี่โครงไว้ จนตาย ก่อนตายหันหน้าไปยังพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ให้สรณะคมณ์แก่มัน ดอกไม้อันมีในมือพญาวอกนั้น ก็หากมาปรายยื่นถวายบูชาแด่พระพุทธเจ้าที่นั้นแล พญาวอกตัวนั้นก็ขาดใจตายไปในที่ที่สุด
พระอานันท์ก็ถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า พญาวอกผู้เป็นพ่อนี้ตายไปได้ไปเกิดที่ใดหรือ พระพุทธเจ้ากล่าวขึ้นว่า ดูก่อนอานันท์ พญาวอกตัวนี้ ตายด้วยจิตปาสาทะ อันดีโดยถึงธรรมแห่งเราตถาคต ได้ไปเกิดในปราสาททิพย์ มีพื้นได้ ๗ ชั้น มีบริวารรับใช้พันหนึ่ง สถิตในสรวงสรรค์ ชั้นฟ้าตาวติงสา ดาวดึงส์แล
พระอานันท์ถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแก่พระพุทธเจ้า พญาวอก ๓ ตัวพ่อลูกนี้ ภายหน้านี้ยังจักได้เป็นอย่างไดฤา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูราอานันท์ พระยาวอกตัวนั้น มันจักได้เป็นพระยาในเมืองหงส์สาวดี ประกอบด้วยสมบัติเข้าของเงินทอช้างม้าเป็นดั่งสมบัติแห่งเทวดาในชั้นฟ้าตาวติงสาดาวดึงส์นั้น จักได้ค้ำชูพระพุทธศาสนาตถาคตให้รุ่งเรือง มันจักได้สร้างยังเจดีย์หลังหนึ่ง ในท่ามกลางเมืองอันนั้น เสมอดั่งพระธาตุเกตุแก้วจุฬามณีเจดีย์ ด้านทิศตะวันตกเจดีย์หลังนั้นมันจักสร้างปราสาทหลังหนึ่ง มีพื้นได้ ๗ ชั้น เสมอดั่งเวชยนต์ปราสาทของพระอินทร์แล
ลูกพญาวอกตัวพี่นี้ เมื่อตถาคตยังเล็งเห็น มันขึ้นต้นไม้แล้วปัสสาวะตกลงมา เมื่อหน้ามันได้เป็นท้าวพระยา จักทำให้ศาสนาตถาคตให้ฉิบหายมากนัก แล้วมันก็จักฉิบหายไปด้วยแล
พญาวอกตัวน้องนี้ มันออกปากถวายทานรวงผึ้งแก่พระพุทธเจ้าก่อน มันจักได้เป็นท้าวพระยาในเมืองอันนี้ก่อนผู้พี่แล ตัวพี่มันออกปากถวายทานทีหลัง มันจึงได้เป็นท้าวพระยาแทนพ่อ เมื่อภายหลังแล
พระพุทธเจ้าทำนายที่นั้นแล้ว จึงย้ายพระบาทพระพุทธเจ้าไปต่อ รู้ว่าไชยภูมิมีเมืองตระกาน(เวียงท่าการ) มีวันตกเฉียงใต้ พระพุทธเจ้าไม่เสด็จไป พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปสู่ยังเมืองเจลาภูมิ คือว่าลำพูนแล มีทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธเจ้าทำนายที่นั้นแล้ว จึงขึ้นมาทิศหนตะวันตกเมืองเจลาภูมิ มีแม่น้ำน้อยสายหนึ่ง มีคนอาศัยคนอยู่ทางทิศตะวันออกแม่น้ำนั้น ๗ หลังคาเรือนด้วยกันซึ้งเป็นญาติของควัมปัตติ เขาทั้ง ๗ เรือนนั้น เป็นคนกลุ่มลัวะ กลุ่มคนเหล่านั้น เป็นลัวะพี่น้อง ยังไม่ได้กินข้าวเช้า ด้วยเหตุว่ารู้ว่าพระพุทธเจ้าจักมาบินฑบาตร จึงรอที่จะใสบาตรถวายพระพุทธเจ้า เมือพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงจึงถวายข้าภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้า แล้วหากถามว่าจะฉันท์ข้าวบินฑบาตรหรือยัง พระพุทธเจ้าตอบว่ายังไม่ฉันท์ยังไม่ฉัน พระอานนท์ พระอรหันต์ทั้งหลายก็ยังไม่ฉันท์ พระยาอโศกก็ยังไม่เสวย
ด้วยเมื่อพระพุทธเจ้าทราบด้วยพระญาณตื่นพระบรรทมตอนเช้า ว่าจะต้องเสด็จมายังป่าอัมพวนาราม (ป่ามะม่วง) เพื่อประทานพระเกศาธาตุ และทำนายพยากรถึงการนำพระธาตุกระดูกซี่โครงเบื้องซ้ายแห่งพระองค์มาประดิษฐานที่นั้น พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงชายป่าก็เล็งเห็นพญาวอกตัวน้องมารอรับเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ก่อนหน้าแล้ว เล่นซึ้งหญ้าและน้ำค้างอันค้างติดกันอยู่บนยอดหญ้าและต้นไม้ จึงนอนกลิ้งไปมาให้หญ้าแลน้ำค้างตกเสีย ไม่ให้ถูกผ้าพระพุทธเจ้า แลพระฝ่าบาทของพระพุทธเจ้า สละซึ้งชีวิตของตนน้อมถวายแก่พระพุทธเจ้าแล ครั้งนั้นพระยานาคเจ้าตนชื่อว่าสัญไชย เห็นถึงความอุสาหะศรัทธาของพญาวอกผู้น้องที่มีต่อพระพุทธเจ้า จึงได้ถอดสร้อยสังวาลของตนห้อยคอให้แก่พญาวอกตัวน้องนั้นแล้ว หลังจากนั้นลัวะเจขมพี่น้องได้ให้ทานถวายข้าวบาตรแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า รับบินฑบาตรแล้วก็เอาบาตรห้อยไว้กับต้นไม้คะยอม แล้วเสด็จไปถ่ายพระบังคมที่ป่าไม้หวีด (เป็นวัดพระบาตรยั้งหวีดปัจจุบัน) จากนั้นเทวดาที่อยู่อัมพวนาราม ๒ ตน จึงได้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้ากลับคืนมาฉันท์ภัตตาหาร ที่อัมพวนารามเราแล พระพุทธเจ้าก็กล่าวว่าน้ำในที่นี้ไม่มีจักฉันท์ จึงจะย้ายพระบาทเสด็จต่อไปในที่อื่น พญานาคเจ้าตัวชื่อว่าสัญไชย จึงเอาจะงอยปากของตนมาจรดดินเกิดเป็นน้ำพุ่งออกมาแล พระพุทธเจ้าก็ได้ประทับยังที่นั้นเพื่อฉันท์ภัตตาหารแล ก็ได้ชื่อว่าในอัมพวนารามทุ่งตูมแล
ลัวะทั้ง ๒ ได้ถวายให้ทานภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ายังไม่ฉันท์ พระพุทธเจ้ายังทรงเล็งดูเห็นวอกตัวน้องนั้นรู้ด้วยปัญญาอันฉลาด และไหวพริบศรัทธาแห่งพุทธเจ้า จึงไปเอาบาตรของพระพุทธเจ้าไปตักเอาน้ำทิพย์ที่พญานาคสัญไชยสร้างเสก มาประเคนถวายพระพุทธเจ้าและพระอรหันตาทั้งหลาย ฉันท์ข้าวแล้ว จึงเทศนาภัตตาอนุโมทนาแก่ลัวะทั้ง ๒ พี่น้อง กับพญานาค พร้อมทั้งพญาวอกตัวน้องแล
พระพุทธเจ้าเล็งเห็นรู้แล้ว จักใคร่ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย จึงถามเทวดาทั้ง ๒ ที่เฝ้ารักษายังป่าอัมพวนารามทุ่งตูมแห่งนีว่า ดูก่อนราเทวดา ท่านทั้ง ๒ มีอายุเท่าใดฤา เทวดาตนชื่อว่าอัชชะบาลทูลตอบพระพุทธเจ้า ว่า ข้าพพุทธเจ้ามีอายุได้ ๓๐ กัปแล เทวดาตนชื่อสุมนะทูลตอบพระพุทธเจ้าว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีอายุ ๑๒ กัปแล
พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามต่อว่า ดูราเทวดาทั้ง ๒ พระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ก่อนมาฉันท์ข้าวภัตตาหารที่นี้กี่ตนแล้วฤา เทวดาทั้งสองจึงตอบทูลถวายว่า ข้าแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนคมน พระพุทธเจ้ากสฺสโป เสด็จมาฉันข้าวที่อัมพวนารามทุ่งตูมนี้ทุกพระองค์แล พระพุทธสมณะโคดมเจ้าพระองค์เป็นองค์ถ้วน ๔ บัดนี้แล
ดั่งนั้น ลัวะทั้ง ๒ พี่น้องซึ้งมาถวายข้าวภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าก็กล่าวแก่พญาอโศกว่า ข้าพเจ้าทั้ง ๒ มีใจใคร่อยากได้พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าไว้สักการบูชา ขอให้ท่านพญาอโศกโปรดทูลขอประทานเส้นพระเกศาแก่ข้าทั้ง ๒ ด้วยเถิด พญาอโศกไหว้พระพุทธเจ้าแล้วจึงกล่าวขอเส้นพระเกศาธาตุพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเอามือลูบอุตตมังคละ ได้เส้นพระเกศาธาตุ ๒ เส้น เส้นหนึ่ง ประทานให้แก่ลวะผู้พี่ มันยื่นมือข้างขวาเข้ามารับเอา พระยาอินทร์เอาพระอบแก้วมาให้แก่มัน มันรับเอาใส่เกศาธาตุแล้ว อีกเส้นหนึ่งนั้น ประทานให้แก่ลวะผู้น้อง มันรับเอาด้วยมือเบื้องซ้าย พระยาอินทร์เอาพระอบแก้วมหานิลมาใส่เช่นเดียวกันนั้นแล
พระอานนท์กับพญาอโศกถามพระพุทธเจ้าว่า ลัวะทั้ง ๒ พี่น้อง ใคร่ขอเกศาธาตุ ทำไมไม่ขอยังบ้านเมืองตนคือว่าเมืองสะเธิมละ เหตุใดหรือจึงมาขอเอาที่ป่าอัมพวนารามแห่งนี้
พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ดูรามหาราช สถานที่นี้ เป็นสถานที่พระพุทธเจ้ามาฉันท์ข้าวภัตตาหารถึง ๔ พระองค์แล้ว ลัวะทั้งสองได้ยินดังนั้น มักมีใจใคร่อยากได้เส้นพระเกศาธาตุไว้ให้ปรากฏเป็นที่บูชาสักการะแก่คนแลเทวดาทั้งหลายสืบไป เขาจึงมาขอยังสถานที่แห่งนี้แล หนทางอันเราเสด็จประทานเส้นพระเกศาธาตุ ประทับรอยพระพุทธบาท และพุทธทำนายพยากรโดยลำดับ ก็เป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการจาริกโปรดเวไนยสัตว์นั้นว่าเมื่อเราไปถึงไหน ตั้งแต่เมืองอยุธยาขึ้นมาโดยลำดับแล พระอานนท์ และอรหันต์สาวก ๕๐๐ รูปตามเสด็จ พระพุทธเจ้าไปทำนาย บัญญัติสถาปนาพระธาตุแลพระบาทไว้ในเมืองสวรรณภูมิและดินแดนล้านนาเป็นต้นว่า เมืองลื้อไว้พระบาทเจ้าสี่รอย ยังดอยเกิ้งไว้เกศาธาตุ ในเมืองหรอดไว้พระบาทหนึ่ง รอย ยังหาดนาคไว้พระบาทเบื้องซ้าย ดอยศรีจอมทองไว้เกศาธาตุ รอดถึงในอัมพวนารามทุ่งตูมแห่งนี้ก็เป็นที่ไว้เกศาธาตุ แล้วเมื่อเราตถาคตปรินิพพานไปแล้ว พระอานนท์ พญาอโศก ควัมปัตติ พร้อมด้วยท่านทั้งหลาย จงรับเอาธาตุกระดูกซี่โครงเบื้องซ้ายของเรา มาประดิษฐานไว้กับพระเกศาธาตุผมแห่งเราอันประดิษฐานที่อัมพวนารามทุ่งตูมแห่งนี้ เมื่อภายหลังเราตถาคตปรินิพพานไปแล ให้นำพระธาตุเรามาบรรจุรวมไว้พร้อมเส้นพระเกศา ไว้ในที่อันเราทำนายนั้นเถิด ก็จักเป็นที่ลือชาปรากฏชื่อธาตุมหาธาตุ ยังจักปรากฏในตำนาน ตลอดไปจนถึงในยั้งหวีดไว้พระบาท ในเมืองแจ่มไว้พระบาทเบื้องซ้ายหนึ่ง แห่งชื่อว่าสหมุนชอน ไว้พระบาท หนึ่ง รอย ดอยน้อยไว้เกศาธาตุ ในลำปางไว้พระเกศาธาตุแล พระพุทธเจ้าเสด็จไปในเมืองนครเมืองแพร่ พระยารอเซิงเมืองเชียงแสนเชียงราย เมืองฝางเมืองหางเมืองพระยาก เมืองชวาด ดอยสุเทพ สวนดอกไม้ดอนพรั่งเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนแล ในเมืองทั้งหลายฝูงนี้ พระพุทธเจ้าก็เอาพญาทั้ง ๒ คือพระยาอินทร์แลพระยาอโศก และพระอานันท์พร้อมทั้งสาวกติดตาม ไปประทานเส้นพระเกศาทำนายตำนานไว้พระเกศาธาตุ พระบรมธาตุส่วนต่างๆ และพระบาทเจ้า ในที่อันควรไว้ ให้สักการะบูชแก่คนทั้งหลายก่อนแล
แล้วตรัสทำนายต่อว่าอันพระเกศาธาตุยังลัวะผู้พี่รับเอาด้วยมือข้างขวานี้ จักรุ่งเรืองเป็นมหาสาแคว้นใหญ่ยิ่งกว่าทุกแห่งแล เส้นอันลัวะผู้น้องรับเอาด้วยมือเบื้องซ้ายนี้ จักรุ่งเรืองภายหลังแล
ในเกศาธาตุอันลัวะผู้น้องเอานั้น ควัมปัตติแลคนทั้งหลายและพระยาอโศก พระยาอินทร์ พญาพรหม ก็มาขุดเป็นอุโมงค์ลึก ๑๕ วา พร้อมกั้นก่อกำแพงทองคำ กำแพงแก้ว เอายังแก้ว ๗ ประการรองพระเกศาธาตุนั้นแล้ว เนรมิตปราสาทแก้วมรกตชั้นหนึ่ง ปราสาทแก้วมุกดาชั้นหนึ่ง ปราสาทแก้วมหานิลชั้นหนึ่ง ไว้ภายในอุโมงค์นั้น ให้เป็นที่ตั้งประดิษฐานเกศาธาตุเส้นลวะผู้น้องไว้ในอัมพวนารามทุ่งตูม ในวันเพ็ญ เม็งวัน ๔ แล
พญาวอกตัวน้องได้สังวาลอันพระยานาคให้มัน ก็ถอดสังวาลบูชาพระเกษาธาตุของพระพุทธเจ้า แล้วปรารถนาอธิษฐานขอพรว่า เมื่อพ่อข้ายังมีชีวิต วันนั้นได้ให้รวงเผิ้ง ๗ รวงถวายเป็นมหาทานเป็นทานถ้วนหนึ่ง ข้าไปตักน้ำมาให้ถวายทานเป็นมหาทานถ้วน ๒ ที่ข้าสละชีวิตกลิ้งไปบนให้หญ้าและให้น้ำค้างแห้งเสียตกเสีย เป็นหนทางแก่พระพุทธเจ้าเสด็จเป็นมหาทานถ้วน ๓ ที่ข้าถอดสังวาลบูชาพระเกศาธาตุเจ้าเป็นมหาทานถ้วน ๔ แล ด้วยเตชะบุญทั้งหลายฝูงนี้ เมื่อข้าจุติตายจากอันเป็นสัตติรัจฉานแล้ว ขอให้ข้าได้ไปเกิดในตระกูลเท้าพญามหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ เมื่อใด ศาสนามาตั้งมั่นแล้วในอัมพวนารามทุ่งตูมแห่งนี้ ขอให้ข้าได้เกิดเป็นเจ้าเศวตฉัตรนั่งบันลังแท่นคำเหลืองบ้านเมืองที่นี้แด่เถิด
วอกตัวน้องปรารถนาเช่นนี้แล้ว ก็ไหว้พระเกศาธาตุในที่นั้น อันมีระอึดคำ(อิฐทองคำ) แล้วระอึดเงิน(อิฐเงิน) แล้วระอึดแก้ว (อิฐแก้ว) ๗ ประการ ได้แปดหมื่นสี่พันก้อน แม้แต่ดินก้อนเดียวก็ไม่มีแล
พระอินทร์ใส่ยนต์กรงจักรแก้วไว้ ๗ ชั้นแล เหตุนั้นว่าเกศาธาตุเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มากนัก จึงสั่งให้เทวดาตน ๑ ชื่อ อัชชะะบาล ให้อยู่รักษายังพระเกศาธาตุ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตน ๑ ชื่อ สุมนท์ อยู่รักษายังพระเกศาธาตุ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เมื่อประทานไว้เกศาธาตุในอัมพวนารามทุ่งตูมแล้ว ก็เอาเกศาธาตุเส้นอันลวะผู้พี่รับเอาด้วยมือขวานั้น ไปสถาปนาไว้ในเมืองเจลาภูมิคือว่าลำพูนปัจจุบัน (สันนิฐานว่าเป็นพระธาตุหริภุญไชย) ก็เป็นดังสถาปนาในอัมพวนารามทุ่งตูมนั้นทุกอย่างแล เป็นกองบุญกองกุศลอันยิ่งใหญ่ที่ ลัวะทั้ง ๒ ได้กระทำแก่เกศาธาตุ อีกทั้งลัวะผู้พี่นำไปไว้ในเมืองเจรภูมิจึงได้ชื่อว่า เมืองลำพูนเพราะเหตุก็ยังได้อานิสงค์อีกมากนักนั้นแล
ควัมปัตติกราบไหว้ทูลถามพระพุทธเจ้าต่ออีกว่า ในที่นี้ประดิษฐานพระเกศาธาตุเจ้า ๒ เส้นนี้ เจดีย์ยังไม่มีพระพุทธเจ้ากล่าวว่า เออ ควัมปัตติ เจดีย์ไม่มีแล เมื่อตถาคตนิพพานแล้วพุทธศักราชได้ ๒๑๘ ปี ยังจักมีพญาตน ๑ ชื่ออโศกธรรมราช เกิดมาปรากฏค้ำชูพุทธศาสนา จักสร้างเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ หลัง วิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ในเจลาภูมินั้นถูกสร้างขึ้นหนึ่งหลัง ในอัมพวนารามนี้ถูกสร้างขึ้นหนึ่ง หลัง จักปรากฏเมื่อตถาคตนิพพานแล้วได้ ๒๐๐๐ วสาปลาย จึงปรากฏเกิดขึ้นแล
ภายภาคหน้าแต่นั้นไปแล้ว ยังจักมีพญาตน ๑ มีลูกชาย ๒ พระองค์ จักได้ปราบประเทศฝูงคนแล ควัมปัตติเถรไหว้พระพุทธเจ้าถามว่า พญาผู้นั้นจักได้แก่บุคคลผู้ใดหรือ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า พญาวอกตัวพี่ผู้ถวายให้รวงเผิ้งเป็นทานแก่กูตถาคตในป่าอัมพวนารามนั้นแล เมื่อมันได้เป็นพญาเจ้าเมืองแล้ว จักปรากฏชื่อว่า มังทราแล มันจักประกอบด้วยสัมปัตติ เตชะอนุภาพเสมอดั่งเทวดาในชั้นฟ้าตาวติงสาดาวดึงส์นั้นแล
ลูกพระยาวอกตัวพี่ เมื่อเราตถาคตยังดูเล็งเห็น มันขึ้นต้นไม้แล้วปัสสาวะตกมา เมื่อได้เป็นท้าวพระยาแล้ว จักมล้างศาสนาตถาคตให้ฉิบหาย จักขุดเจาะ เผาที่แก้วรัตนะทั้งสามประการ เสียแล เมื่อกูตถาคตนิพพาน ๒๑๒๒ วสา ลูกพระยาวอกตัวน้องนี้จักได้เป็นท้าวพระยากินเมืองที่นี้แล
เกศาธาตุอันไว้ในอัมพวนารามนี้ ยังจักมีสับปุริสะท่านหนึ่งแล ชื่อว่า ราชวสัง เป็นลูกศิษย์ตถาคต จักได้ฤกษ์ยกยอสถาปันนาสถานที่แห่งนี้ ให้ปรากฏรุ่งเรืองแก่คนแลเทวดาทั้งหลายแล
ควัมปัตติกกราบไหว้ทูลถามพระพุทธเจ้า ถามว่า สับปุริสะตนนั้น ได้ชื่อว่า ราชวสัง ด้วยเหตุใดฤา พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ดูราควัมปัตติ ท้าวตนนั้น ได้เป็นพระยานาคตน ๑ เมื่อว่าตถาคตยังเป็นพระโพธิสัตว์วันนั้น ได้เทศนาธรรมสอนแก่ท่านนาคตนนั้นนานได้ ๓ ปี ก็เป็นประการหนึ่งแล้วแล ในกาลบัดนี้ พระตถาคตมาฉันท์ข้าวไม่มีน้ำ ท่านก็ให้น้ำพุออกมาแล ตถาคตจักใคร่ให้ปรากฏแก่คนแลเทวดาทั้งหลาย จึงไว้รอยพระบาทแก่พญานาคแล เหตุดั่งนั้น ได้ชื่อว่า ราชวสังตามชาติก่อน
ลูกพญาวอกตัวน้องไปตักเอาน้ำอันพญานาคทำให้ผุดออกมานั้น มาถวายให้ทานแก่กูตถาคตแล เหตุดั่งนั้น ลูกพญาวอกตัวน้องกับทังพญานาคจักได้เป็นสหายกันแล พญานาคให้น้ำพุออกมาเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า ปรารถนาว่า ด้วยว่าเตชะการที่ข้าพญานาคชื่อว่าสัญไชยถวายทานน้ำอันนี้เป็นทานแก่พระพุทธเจ้า เมื่อใด ศาสนาเสื่อมลงถอยดั่งนั้น ขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดมายังฤกษ์นั้นได้ยกยอศาสนาพระพุทธเจ้าในอัมพวนารามที่นี้ให้เจริญรุ่งเรื่องด้วยเถิด พระพุทธเจ้าก็อนุโมทนาว่า คำปรารถนาของท่านจงสัมฤทธิ์แก่ท่านพญานาคสัญไชยตามความปรารถนาดังนั้นทุกประการดังอั้นเถิด
วันนั้น พระพุทธเจ้าจักเจรจาด้วยควัมปัตติเถร เมื่อใด ตถาคตนิพพานแล้วได้ ๒๑๒๕ ปี มังทราผู้พ่อจุติแล้ว ลูกพญาวอกตัวพี่นี้ จักได้เป็นท้าวพระยาแทนพ่อ ก็จักชื่อมังทราตามชื่อพ่อมันแล
ในกาลนั้น เทวดาอันรักษาเศวตฉัตร เทวดารักษาราชมนเทียร เทวดาฝน เทวดาลม จักลืมกาลอันรักษา เทวดาอันรักษาจักรวาลก็จักลืมรักษาด้วย ยามนั้น กลียุคก็จักเกิดมีได้เมืองหงสาวตินั้น จักเข่นฆ่าจักฟันแทงกันรบรากัน ทั้งบ้านทั้งเมืองจักวุ่นวายระสำระสายถนนหนทางจักถูกตัดขาดทางเข้าเมืองจัดปิดมีอันเป็นล้มสะหลายไป เจดีย์วิหารพังเสียหายมากนัก คนทั้งหลายจักหนีเสียบ้านเสียเมืองไปสู่ทิศทางทั้งสี่ จักมี เหลืออยู่ ๕ บ้าน คือ อังคะหมู่หนึ่ง ชองคลาหมู่หนึ่ง แม่จักครึดหมู่หนึ่ง อปโคหมู้หนึ่ง สรีทเตหมู่หนึ่ง จักเป็นบ้านใหญ่ เป็นที่ทางพญาแล แม่น้ำน้อยจักกลับกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่เสียแล
ภายหน้าแต่นั้นเล้า เมืองทั้งหลาย ๔ เมือง นั้นก็จักฉิบหายเสียหมด คนอันอยู่ในเมืองทั้ง ๔ นั้น เมื่อไปอยู่ในที่ใด ที่นั้นจักฉิบหาย เป็นดั่งไฟไหม้กัลป์นั้นแล ท่าเรือทั้งหลาย ๕๔๑ ก็จักฉิบหายเสียแล ก็จักมีระหว่างนี้ คนทั้งหลายกลุ่มน้อย จักเกิดเป็นกลุ่มใหญ่แล
ควัมปัตติเถรถามพระพุทธเจ้าว่า เมืองทั้งหลาย ๔ อันนั้น จักได้เมืองอันใดฤา พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เมืองทั้งหลาย ๔ เมืองอันนั้นจักได้แก่ เมืองหงสาวติหนึ่ง ตองอูหนึ่ง อังวะหนึ่ง โยธิยาหนึ่ง จักว่างเปล่าเสียหมดแล
ดูราควัมปัตติ ในเมื่อธรรมิกราชตนนั้นกินเมืองได้ ๑๗ ปี มีเมืองใดดั่งนั้น บ้านเมืองนั้น จักฉิบหายมากนัก ยอดดอยสิงกุตระนั้นจักมีเจดีย์หลัง ๑ ภายล่างเจดีย์นั้น กระดูกคนตายกองกัน กองกระดูกขึ้นสูงสุดท่าปลายต่นตาลแล บ้านเมืองทั้งหลายจักฉิบหายทุกแห่ง คนทั้งหลายจักเอาของเป็นแก้วทั้ง ๓ อันมีค่าไป แล้วเขาก็จักฉิบหายไป คนทั้งหลายรบราฆ่าฟันกันอย่างหนักมากนักแล
ในพระเกศาธาตุทั้ง ๒ เส้น อันตถาคตพระพุทธเจ้าให้แก่ลวะทั้ง ๒ พี่น้อง ประดิษฐานไว้ในเจลาภูมิลำพูน และอัมพวนารามทุ่งตูมแห่งนี้ คนทั้งหลายฝูงผู้มาไหว้สักการะปูชา ปรารถนาอันใดก็สัมฤทธิ์ทุกสิ่งอัน พญาเจ้าตนตรองเมืองนี้จักรบชนะแก่ข้าศึกทั้งมวล เหตุอันได้ให้ถวายวัตถุเป็นทานแก่ตถาคตในชาติปางนี้ ในอัมพวนารามที่นี้นั้นแล
พระพุทธเจ้าทำนายเท่านี้ แล้วอยู่ในป่านั้น ๗ วัน ก็สู่มัชฌิมเทศ อยู่สอนสัตว์โลกทั้งหลาย ให้ได้ถึงสุข ๓ ประการ ตั้งอยู่นาน ๔๕ วสา ก็นิพพานในเมืองกุสินาราวันนั้นแล
ราควัมปัตติจึงทูลถามพระพุทธเจ้าต่อว่า เหตุใดวัตถุสมบัติแห่งมังทราผู้เป็นพ่อ เสมอดั่งสมบัติแห่งเทวดาเหตุใดฤา เหตุมันได้ขอขมายังพระพุทธเจ้า แล้วจึงขึ้นต้นดอกไม้ ยื่นมือไปเอาว่าจักเด็ดเอาดอกไม้ จึงพลัดตกจากต้นไม้ ยามจักใกล้ตาย พระพุทธเจ้าให้สรณะคมณ์แก่มันว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ แลถึง ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ดังนี้ ด้วยอานิสงส์อั้นนั้น เมื่อจุติก็ได้ไปเกิดในตาวติงสาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ยังสัมบัติทิพย์ มีบริวารพันหนึ่งอยู่ในวิมานสูง ๗ โยชน์ เมื่อจุติจากที่นั้น ได้เกิดในอังวะในปีกล่าเร้า ศักราชได้ ๘๕ ตัว ภายหลังได้ถึงราชสมบัติ ประกอบด้วยเตชาอนุภาพ ปราบแพ้ประเทศราชทั้งหลายมากนัก ด้วยดังพระพุทธเจ้าแห่งเราทำนายไว้อย่างนั้นแล
ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ แก่นแท้เป็นที่เพิ่งแก่สัตว์โลกทั้งหลายแล้ว เหตุดั่งนั้นบุคคลทั้งหลายผู้มีปัญญา ควรกระทำสักการะปูชาแก่ชินธาตุ ก็เสมอดั่งได้ถึงสุขตามอันปรารถนาด้วยประการฉะนี้แล
การบูรณะวัดพระธาตุทุ่งตูม
ในสมัยพระนางจามเทวี
เขียนไว้ในหนังสือ จอมนางหริภุญไชย ในบทความตำนานพื้นเมืองฉบับนายสุทธวารี หน้า ๗๑ บรรทัดที่ ๖ ลงไปกล่าวว่าการสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่นครหริภุญไชยในปฐมการนั้น พระนางจามเทวีเป็นผู้วางระบบต่างๆ ด้วยพระองค์เองทั้งหมด ได้แก่ทรงแต่งตั้งพระนางเกษวดีเป็นผู้รักษาพระนครและเวียงต่างๆ พระนางปทุมวดีเป็นกรรมวัง ทรงตั้นข้าราชการตำแหน่งต่างๆ และพระราชทานที่ดินสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไตยองทางทิศตะวันตกพระนคร คือบ้านเวียงยอมปัจจุบันนี้ ทรงให้ชาวละโว้ที่ตามเสด็จมาด้วยไปตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือแถบวัดละโว้ อ.หางดง จ.เชียงใหม่เวลานี้ สวนชาวมอญนั้นโปรดฯให้ไปอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระนครคือบริเวณที่ปัจจุบันเป็นบ้านหนองดู และทรงเหล่าทหารม้าไปอยู่ ณ เวียงหน้าด่านหรือเวียงตระการ
เวียงหน้าด่านตามตำนานฉบับนายสุทรวารีปัจจุบันคือเวียงท่าการ อยู่ที่ ต.ทุ่งเสียว อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่นั้นเอง ณที่นี้พระนางสรงสร้าป้อมปราการ ตลอดจนพระอาราขึ้นอย่างใหญ่โต ได้แก่ อารามพระเจ้าทองทิพย์ และทรงบรรจุพระพุทธรูปไว้มากมาย สถานที่อื่นที่กล่าวไว้ด้วยว่าทรงสร้าง ได้แก่อัมพวนารามหรือปัจจุบันคือ วัดพระธาตุเจ้าทุ่งตูม และทันตนคร ปัจจุบันทั้งสองแห่งนี้อยู่ใน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
ตามตำนานท้องถิ่น ได้กล่าวถึงการเสด็จมาสร้างพระธาตุเจ้าทุ่งตูมด้วยว่าพระนางทรงสุบินนิมิตเห็นช้างผู้กำงาเขียวอัญเชิญพระธาตุไว้บนหลัง แล้วนำขบวนเข้าไปประดิษฐานที่ป่าแห่งหนึ่ง โดยมีเทวดาและพญาวอกคอยอยู่เฝ้ารักษา ครั้นถึงสฐานที่โล่งแจ้งเรียบเป็นหน้ากลองท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ปกคลุม พบพระเจดีย์เก่าขนาดสูงสามวา แต่เปล่งไปด้วยรัศมีแห่งพระธาตุองค์นั้นก็บังเกิดความอัศจรรย์พระธาตุเจดีย์ก็ทะลุเป็นอุโมค์ลึกลงไปแล้วพญาช้างผู้กำงาเขียวจึงหยุดที่ตรงนั้นทำการเวียนประทักษิณ สามรอบ พระนางทรงตื่นพระบรรทม ใคร่ ครวญถึงพระสุบินนิมิต จึงได้เสียงยิงธนูอธิษฐาน ลูกธนูได้ยิงไปตกยังป่าอัมพวนาราม เมื่อพระนางเสด็จมาถึงป่าอัมพวนาราม (ป่ามะม่วง) อันเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มลัวะ และประดิษฐานเส้นพระเกศาพระบรมธาตุกระดูกซี่โครงเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า จึงรู้ด้วยญาณทิพย์แห่งพระองค์ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทรงพระสุบินอย่าแน่นอน และยังเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ กระดูซี่โครงเบื้องซ้ายของพุทธเจ้า ทรงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระธาตุ จึงได้น้อมถวายสักการะองค์พระธาตุ และสละทรัพย์ปัจจัยสร้าง ปฏิสังขรณ์ องค์พระธาตุ บรรจุเครื่องทรง อาภร ของมีค้าทั้งหลาย ไว้ในองค์พระธาตุ มีทองคำ ๗ ล้อเกวียน เงิน ๗ ล้อเกวียน นาค ๗ ล้อเกวียน พร้องทั้ง แก้วแหวนเพชรนิลจินดา เครื่องใช้มีค่าดั่งทองทั้งหลายที่ได้รับถวายจากหัวเมืองต่างๆ นำมาบรรจุไว้ที่นี้ สร้างวิหาร และสถานที่ประกอบสาสนะกิจสงฆ์ มอบหมายให้ชนกลุ่มลัวะในบริเวณนี้ ๓๐๐ ครัวเรือนเป็นข้าอุปัฏฐากพระธาตุ ตลอดจนถึงตัวพระราชครูเจ้ามหาวิมังคละเป็นเจ้าอารามปกครอง พระสงฆ์และบูชาอุปัฏฐากพระธาตุ เสร็จแล้วมีการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ ๗ วัน ๗ คืน นิมนต์สาธุเจ้าหัววัดอารามมาสวดเจริญพระพุทธมนต์จนพระธาตุเสด็จมามากมาย แล้วจึงได้อธิษฐานขอพรกับองค์พระบรมธาตุเจ้า ให้ข้าราษฎร์ทั้งหลาย หัวเมืองปกครองต่างๆ ในเขต จงอยู่เย็นเป็นสุข ยังให้เกิดปาฏิหาริย์แผ่นดินเลื่อนลั่น รอยพระพุทธบาทที่พระพุทธองค์เจ้า ๔ พระองค์ทรงประทับไว้ที่ได้พระธาตุทุ่งตูมแห่งนี้ ลอยผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน ให้พระนางได้กราบสักการบูชา แล้วลบเลือนหายไปในแผ่นดินดังเดิม หลังจากนั้นพระนางก็ได้น้อมถวายกลองใบหนึ่งไว้กับพระธาตุเจ้าทุ่งตูมขนาดเท่า ๓ คนโอบ ยาว ๑๕ วา ไว้ตีสักการบูชาพระธาตุในวันพระเดือนมืดเดือนเพ็ญ พร้อมทั้งได้ทำการก่อพระธาตุเจดีย์ยกยอดฉัตรพระธาตุ ถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทอง พร้อมเครื่องหอมต่างๆ สรงองค์พระธาตุสืบไป
การบูรณะพระธาตุทุ่งตูมจากหลักฐานตำนาน พ.ศ.๒๑๓๖ – ๒๑๗๘
สมัยราชครูเจ้าตนชื่ออุตมะ คุณฺณธชฺมา ก่อครอบพระเจดีย์หลังก่อนนั้นในปีกล่าไส้ ศักราชได้ ๙๕๕ อยู่แล้วย้ายวิหารหันหน้าไปทางทิศเหนือในปีเมืองเล้า ได้ตำนานอันนี้ก็ในปีนั้น มาถึงปีกล่าเหม้า จึงได้มาแปลเป็นคำไทยทั้งหมด
พระมหาสังฆราชตนชื่อว่า ชินจกฺกสาร จึงจักมาบูรณะวิหารเสียให้เป็นอยู่และสักการะแล เอาเป็นที่ไว้กราบไหว้อันเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุเจ้าในอัมพวนารามนี้ในปีดับไค้ จุลศักราชได้ ๙๙๗ ตัว เพื่อให้วิญญูชนทั้งหลายบังเกิดจิตศรัทธาในพระเกศาธาตุเจ้า สำเร็จก่อนแล
ในช่วงท้ายของตำนานพระธาตุทุ่งตูม ได้มีการจารึกเรื่องราวเกี่ยวกับการบูรณะพระธาตุทุ่งตูมว่า ราชครูอุตมะคุณธัชมาได้สร้างเจดีย์ย์ครอบเจดีย์ย์องค์เดิมในปีจุลศักราช ๙๕๕ (พ.ศ.๒๑๓๖) ย้ายวิหารหันขึ้นทางทิศเหนือในปีเล้า (ปีระกา ถัดมาอีก ๔ ปี คือปี พ.ศ.๒๑๔๐) ได้ตำนานพระธาตุทุ่งตูมในปีนี้เช่นกัน ถึงปีเหม้า (ปีเถาะ ถัดมาอีก ๖ ปี คือปี พ.ศ.๒๑๔๖) ได้นำตำนานนี้ให้ชาวกรุงอังวะแปลเป็นคำไทยทั้งหมด หลังจากนั้นพระมหาสังฆราชเจ้าชินจักกะสาระได้บูรณะพระวิหารในปีไก๊ (ปีกุน) จุลศักราช ๙๙๗ (พ.ศ.๒๑๗๘)
หลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่า วัดพระธาตุทุ่งตูมสร้างก่อน พ.ศ.๒๑๓๖ อย่างแน่นอน สันนิษฐานฐานว่าอาจสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์มังรายหรือก่อนหน้านั้นในสมัยหริภุญชัย และเป็นวัดที่สมบูรณ์แล้ว กล่าวคือ มีพระเจดีย์ย์และวิหาร ในอดีตคงเป็นวัดที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่น เนื่องจากมีการบูรณะโดยพระสงฆ์เรื่อยมาจนถึงระดับพระสังฆราช และเป็นที่น่าสังเกตว่า มีการย้ายพระวิหารหลวงให้หันหน้าไปทางทิศเหนือ ซึ่งโดยปกติพระวิหารมักหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
การบูรณะพระธาตุทุ่งตูมโดยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๔๖
พระพุทธเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๔๐๒ – ๒๔๕๒) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ (พ.ศ.๒๔๔๔ – ๒๔๕๒) ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุทุ่งตูมในปี พ.ศ.๒๔๔๖ โดยได้ยกฉัตรพระเจดีย์ย์รวมทั้งจัดงานฉลองสมโภชหรือปอยหลวงอย่างยิ่งใหญ่ จากการที่พระพุทธเจ้าอินทวโรรสได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุทุ่งตูมนั้น เป็นหลักฐานยืนยันความสำคัญของพระธาตุทุ่งตูมที่มีต่ออำเภอสันป่าตองในอดีต
พระพุทธเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๔๐๒ – ๒๔๕๒)
การบูรณะพระธาตุทุ่งตูมโดยครูบาศรีวิชัย (ประมาณ พ.ศ.๒๔๗๐)
หลังจากครูบาเจ้าศรีวิชัยได้พ้นข้อหาอธิกรณ์แล้ว ท่านก็ได้บูรณะวัดหลายแห่ง วัดแรกที่ท่านทำการบูรณะคือเจดีย์ย์บ่อนไก่แจ้ จังหวัดลำปาง ซึ่งทันทีที่ท่านตัดสินใจ ศรัทธาประชาชนต่างร่วมมือร่วมใจทยอยหลั่งไหลมาช่วยกันในการก่อสร้าง บ้างก็นำวัสดุอุปกรณ์สิ่งของมาถวาย บ้างก็ถวายทรัพย์สินเงินทอง บ้างก็เสียสละแรงกาย จึงทำให้งานบูรณะสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นท่านก็ไปทำการบูรณะวัดพระธาตุหริภุญไชย พระธาตุดอยเกิ้ง สร้างพระธาตุ กุฏิ บันใดนาค วัดบ้านปาง วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา พระธาตุจอมทอง จังหวัดพะเยา พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ตามลำดับ
ในปี พ.ศ.๒๔๖๗ เจ้าแก้วนวรัตน์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตลอดจนพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระยาท้าวแสน หลวงอนุสารสุนทร และคหบดีชาวเชียงใหม่ ได้อาราธนานิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาเป็นประธานในการบูรณะวัดพระสิงห์ หลังจากที่ท่านได้บูรณะวัดพระสิงห์แล้ว ก็จัดงานฉลองหรือปอยหลวง ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไปพรรณี ทรงประทับทอดพระเนตรขบวนเครื่องไทยทานตามแบบโบราณล้านนาด้วย
ในตำนานครูบาศรีวิชัยแบบพิสดาร ของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงรายละเอียดการบูรณะวัดในล้านนาว่า
...ครั้นเสร็จจากการทำบุญให้ทานวัดพระสิงห์ พระศรีวิชัยเจ้าภิกขุตนนั้น ก็ลงไปสร้างพระธาตุโท่งตูม ใต้เวียงเชียงใหม่ ถึงวันเดือนยี่ แรม ๖ ค่ำ ท่านลงไปทานโฮง หมู่ยางเป็นศรัทธาทำทานที่บ้านปาง ถึงเดือน ๖ เพ็ง เสร็จการทำบุญแล้ว ท่านเลยไปสร้างธาตุแม่ตื๋น แล้วกลับขึ้นมาพระบาทตากผ้า เลยมาเชียงใหม่ แล้วขึ้นไปสร้างพระธาตุสบฝาง แล้วก็เลยไปสร้างดอยตุงเหนือเมืองฝาง แล้วท่านก็กลับมาเชียงราย เลยไปจอมแว่ เลยมาพะเยา แล้วท่านก็เลยลงมาลำปาง มาทานแท่นแก้วที่ลำปาง แล้วก็มาเชียงใหม่ แล้วท่านก็ไปยกฉัตรพระธาตุโท่งตูม เสร็จแล้วกลับขึ้นมาสร้างช่อฟ้าป้านลมพระนอนขอนม่วง หัวเวียงเชียงใหม่ เสร็จแล้วกลับไปทานโฮงโท่งตูม เสร็จแล้วเลยไปทานขั้นใดนาควัดบ้านปาง เสร็จแล้วไปทานเพดสร้อย เสร็จแล้วไปเอาฉัตรธาตุปินหวาน ขึ้นไปทานธาตุป่าตาล เมืองเถิน แล้วไปสร้าง(ธาตุ)จอมสวนเมืองลี้ แล้วไปทานธาตุดอยแม่ลี้ แล้วไปทานธาตุแม่ตื๋น เสร็จแล้วกลับมาทานพระธาตุโท่งตูม...
ครูบาศรีวิชัย (พ.ศ.๒๔๒๑ – ๒๔๘๑)
ซึ่งข้อมูลจากการสัมภาษณ์พ่ออุ้ยด้วง สมจันทร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านขุนคง และพ่อน้อยตา แก้วปัน อายุ ๙๖ ปี ได้ให้ข้อมูลตรงกันว่า เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาสร้างพระธาตุทุ่งตูมนั้น มีศรัทธาคือเจ็กต้น เจ็กอุย ปู่กิม ได้ถวายเหล็ก หิน ปูน และทรายในการสร้างพระธาตุ โดยการสร้างไม่ได้ก่ออิฐถือปูนดังเช่นการก่อสร้างทั่วไป แต่ใช้วิธีหล่อปูนเป็นชั้นๆ ขึ้นไป จึงสามารถมองเห็นพระธาตุองค์ที่อยู่ด้านใน ในขณะที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยทำการก่อสร้างอยู่นี้ ท่านก็ถูกนิมนต์ให้ไปนั่งหนักวัดอื่นๆ ท่านจึงให้ครูบาอภิไชยขาวปีควบคุมการก่อสร้างต่อไป ซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ได้กลับมาเป็นช่วงๆ เช่นในการยกฉัตรพระธาตุ ฉลองวิหาร และฉลองพระธาตุทุ่งตูมตามลำดับ เมื่อการก่อสร้างบูรณะสำเร็จลงแล้ว ก็ได้จัดงานฉลองสมโภชถึง ๗ วัน ๗ คืน โดยพ่อน้อยตา แก้วปันได้ให้ข้อมูลว่า งานฉลองนี้มีคนมาร่วมงานมากมาย มีทั้งคนพื้นราบและชาวเขา คนเยอะตลอด ๗ วัด ๗ คืน ร้านค้าขายของตั้งแต่วัดพระธาตุทุ่งตูมยาวมาถึงบ้านขุนคง
ในการบูรณะวัดพระธาตุทุ่งตูมในครั้งนี้ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้สร้างพระวิหาร ศาลารายรอบพระวิหาร สร้างเจดีย์ย์ครอบเจดีย์ย์องค์เดิม ซึ่งก็ยังคงสภาพมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่น่าสังเกตว่า องค์พระเจดีย์ย์มีความคล้ายคลึงกับเจดีย์ย์วัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่อีกด้วย
พระวิหาร ศาลาบาตร และเสือสองตัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ปีเกิดของครูบาศรีวิชัย
ในตำนาน พิสดาร ท้องถิ่นเหล่าสืบปากตอปากว่าเมือครั้งครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณะพระธาตุเจ้าทุ่งตูม
การบูรณะในยุคปัจจุบัน
พ.ศ.๒๔๙๓ พระครูบุญศรี สีลวิสุทฺโธ ได้บูรณะพระวิหารที่ครูบาศรีวิชัยได้บูรณะมาก่อนโดยคงสภาพเดิมไว้ทั้งหมด
พ.ศ.๒๕๐๓ พระครูมหาพุทธาภิบาล หรือครูบาอินถา สุขวฒฺโก วัดสันคอกช้าง ตำบลแม่ก๊า ได้ลาดซีเมนต์บริเวณลานวัด พร้อมทั้งยกฉัตรพระธาตุทุ่งตูมใหม่ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๓
จารึกการบูรณะพระธาตุทุ่งตูมของครูบาอินถา สุขวฒฺโก
พ.ศ.๒๕๕๐ สำนักงานพัฒนาภาค ๓ นำโดยพลตรียงยศ คงแถวทอง ได้ทำการบูรณะเจดีย์ย์โดยการทาสีใหม่และยกฉัตรในวันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๕๕๐


เนื้อหาหลักจากทางวัด

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ นำธรรม ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-09-11), พรหมวิหาร (25-04-13), มณีโชติ (26-10-11), อภิญญา (25-09-11), ปาริฉัตรมณี (25-09-11), octavian (29-09-11), ohm_chiangmai (14-05-12), Rich (16-10-11)
  #2  
เก่า 14-05-12, 20:59
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1160
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

เพิ่งได้ไปนมัสการมาเมื่อวานนี้เองครับ....

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 25-04-13, 17:57
Administrator
 
วันที่สมัคร: Apr 2013
ข้อความ: 466
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,535
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 990 ครั้ง ใน 990 ข้อความ
พลังบุญ: 1462
พรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished road
Default

สาธุคับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:34


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่