กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > แนะนำสถานปฏิบัติธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 13-01-11, 01:06
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระบรมธาตุประจำปีเกิด

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-images%5B9%5D-jpg
นะโมพุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี โลหะกูเฏ ปะติฎฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ กิตติมันตัง มะโนหะรัง อะหังวันทามิ สัพพะทา อังคะวะเย ปุเรรัมเม โกวิลา รัคคะปัพพะเต สะหิเหมะคูหา คัพเภ ทักขิณะโมลี
พระธาตุจอมทอง
พระธาตุประปีเกิด ปีชวด
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เดิมชื่อ วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่ - ฮอด หมู่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 บริเวณที่ตั้ง เป็นเนินดินสูง ประมาณ 10 เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง
ตามตำนานที่กล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมธาตุศรีจอมทอง สรุปใจความได้ว่าดอยจอมทอง หรือ ดอยศรีจอมทองนั้นได้แก่ที่ตั้งของวัดพระธาตุศรีจอมทองในปัจจุบันนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาดินสูงจากระดับที่พื้นราบอื่นๆในบริเวณนั้น ที่ตั้งพระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง จะเป็นยอดของดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาล และ มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองอังครัฏฐะมีเจ้าผู้ครองเมืองนั้นามว่าพระยาอังครัฎฐะ ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับดอยจอมทองลูกนี้ ซึ่งพระยาอังครัฎฐะนั้นได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า“บัดนี้พระพุทธเจ้าได้บังเกิดในโลกแล้ว เวลานี้ประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์”จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว ในวาระที่ ๑ จึงได้ส่งพระโมคคัลลาน์มาโปรด และต่อมาในครั้งที่ ๒ ท่านได้อธิษฐานนิมนต์อีกครั้ง พระพุทธองค์จึงได้เสด็จสู่เมืองอังครัฏฐะพร้อมด้วยภิกษุสาวกทางอากาศ ได้ประทับรอยพระบาที่วัดด้าง ขณะเสด็จลงมารับภัตตาหารบิณฑบาตจากพระยาอังครัฏฐะ และทรงแสดงธรรมโปรดพร้อมทั้งได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า “เมื่อเรานิพพาน แล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวา( พระทักษิณโมลี ) ของเราจักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่ดอยจอมทองแห่งนี้ ”แล้วเสด็จกลับส่วน พระยาอังครัฏฐะเมื่อได้ทราบจากคำพยากรณ์นั้นแล้ว จึงได้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้นั้น พระยาอังครัฎฐะอยู่ครองราชย์จนสิ้นพระชนม์มายุของพระองค์
ต่อมาภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว โทณพราหมณ์ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๘ นคร ซึ่งในครั้งนั้นมัลลกษัตริย์แห่งเมืองกุสินาราทรงได้พระทักษิณโมลีธาตุไว้ พระมหากัสสปะเถระเจ้าประธานฝ่ายสงฆ์ จึงได้กราบทูลมัลลกษัตริย์ถึงพุทธพยากรณ์ที่พุทธองค์เคยตรัสไว้ มัลลกษัตริย์ทราบดังนั้นจึงถวายพระบรมธาตุแด่พระมหากัสสปะเถระ ซึ่งท่านก็ได้อัญเชิญพระบรมธาตุวางไว้บนฝ่ามือ แล้วอธิษฐานอาราธนาพระบรมธาตุให้เสด็จไปยังดอยจอมทอง เพื่อประทับอยู่ในโกศแก้วอินทนิลภายในเจดีย์ทองคำ ที่พญาอังครัฎฐะได้สร้างถวายไว้ อยู่ที่ยอดดอยจอมทอง ตามที่พระพุทธองค์ได้พยากรณ์ไว้
กาลหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วได้ ๒๑๘ ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ได้เสด็จไปสู่ดอยจอมทอง และทรงได้สั่งขุดคูหาให้เป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วให้สร้างสถูปทองคำไว้ภายในคูหาและยังหล่อพระพุทธรูปทั้งเงินและทอง ตั้งไว้รอบสถูปนั้นแล้ว เอาพระบรมธาตุเจ้าที่อยู่ในสถูป ที่พระยาอังครัฏฐะ ให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปไว้ในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้ดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาเอาไว้ แล้วทรงอธิษฐานว่า “ ต่อไปข้างหน้า ถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ผู้ชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา แล้วพระองค์จึงเสด็จกลับเมืองปาตลีบุตร
ต่อมาหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปริพนิพพานแล้ว 813 ปี หรือเมื่อ พ . ศ .1994 สามีภรรยาคู่หนึ่งชื่อนายสอยและนางเม็ง ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ดอยจอมทองและเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง สามีภรรยาทั้งคู่ได้แผ้วถางบริเวณยอดดอยพร้อมทั้งสร้างเจดีย์และพระพุทธรูป ๒ องค์ ไว้บนดอยจอมทองซึ่งผู้คนได้พบเห็นจึงเรียกว่า ” วัดศรีจอมทอง ” การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี นายสร้อย นางเม็ง ก็ได้ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชายสองคน ชื่อ สิบเงิน และ สิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะก่อสร้างวัดศรีจอมทอง ให้เป็นรูปเป็นร่าง มีพระวิหารมุงด้วยคาหลังหนึ่ง และ ได้นิมนต์พระภิกษุชื่อ ” สริปุตต์เถระ ” มาเป็นเจ้าอาวาสและท่านเจ้าอาวาสก็ได้ปฎิสังขรณ์วิหารให้มั่นคงแข็งแรงใช้ไม้ระแนงและกระเบื้องมุงหลังคา จากนั้นหลังจากที่เจ้าอาวาสได้มรณภาพไป ต่อจากนั้นก็มีเจ้าอาวาสองค์ต่อๆมาได้สร้าง ปราสาทเฟื่อง และ ระเบียงหน้ามุขหลังวิหาร เพื่อเป็นที่ไว้พระพุทธรูป และ ยังก่อกำแพงรอบพระวิหารทั้ง 4 ด้าน พร้อมทั้งสร้างกุฎิเป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุ และ ก็ ช่วยบูรณะปฎิสังขรณ์วัดอยู่เสมอ
กาลล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๐๔๒ สมัยนี้ พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ได้มีตาปะขาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดนั้นเกิดนิมิตฝันว่า เทวดาได้มาบอกว่าใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และ พระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้กราบไหว้สักการะบูชาต่อไป ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันนั้นให้แก่เจ้าอาวาสฟัง เจ้าอาวาสจึงได้ทำการอธิษฐานจิตว่า “ ถ้ามีจริงดังความฝันนั้น ขอให้พระบรมธาตุจงได้เสด็จออกมา ในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด ขอข้าพเจ้าจงได้ไหว้สักการบุชาพระบรมธาตุนั้น เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็นและได้สักการบูชาแล้ว ขออย่าให้ข้าพเจ้าสิ้นชีวิตไปเสียก่อนเลย ” ครั้นอธิษฐานแล้ว จนล่วงมาถึงปีจุลศักราช 861 ปีพ.ศ. 2042 เดือน 4 ขึ้น 14 ค่ำ พระบรมธาตุเจ้า ก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำ ซึ่งก็แสดง ปฎิหาริย์ เป็นมหัศจรรย์ต่าง ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย แล้วในวันรุ่งขึ้นพระธมมปัญโญเถระกับตาปะขาวก็ได้พบพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในรูพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งตั้ง ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้โดยเงียบ ๆ และ รู้กันเพียงแค่ตาปะขาวและเจ้าอาวาสเท่านั้น
เมื่อพระบรมธาตุเสด็จออกมาจากคูหา ปรากฏแก่คนภายนอกแล้ว พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาส ได้เก็บพระธาตุรักษาไว้ในช่องพระโมลีพระพุทธรูป หลังจากนั้นก็มีพระอานันโทเป็นเจ้าอาวาสองค์ถัดมา และก็มี พระเหมปัญโญ พระญาณมงคล พระพุทะเตชะ พระอรัญวาสี พระธัมมรักขิต พระไอยกัปปกะ กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2057 สมัยของพระมหาสีลปัญโญเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาพุทธญาโณ ท่านไปยังเมืองพุกามและได้ตำนานพระบรมธาตุมาจากเมืองพุกาม และ ได้พิจารณาจากตำนานจึงคาดคะเนว่าพระบรมธาตุน่าจะตั้งอยู่ที่วัดศรีจอมทองแน่ จึงได้สั่งให้พระอานันทะ และ ปะขาวนักบุญทั้งหลาย ให้ไปที่วัดศรีจอมทอง และ หากไปถึงวัดให้ทุกคนทำการสักการบูชาดอกไม้ธูปเทียนและให้ตั้งสัตยาธิษฐาน หากว่าพระบรมธาตุตั้งอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าว ขอพระบรมธาตุจงแสดงปฎิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่างๆให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยเทอญ เมื่อพระอานันทะได้ไปถึงวัดศรีจอมทองแล้วก็ได้ทำการเคารพสักการบูชา และ ตั้งสัตยาธิษฐานตามที่พระพระพุทธญาโณสั่งทุกประการ ซึ่ง ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสเมื่อได้เห็นอาการของคนเหล่านั้นเช่นนั้นจึงได้นำเอาพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษากันต่อมานั้นออกมาแสดงให้พระอานันทะและปะขาวนักบุญทั้งหลายเหล่านั้นได้เคารพสักการบูชา แล
พระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทราบความที่ พระมหาพุทฺธญาโณว่า “ พระบรมธาตุเจ้าได้เสด็จมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ภายในอาณาเขตแว่นแคว้นของพระองค์เช่นนั้นแล้ว ” ก็มีพระทัยยินดีปิติปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับคำสั่งแก่พระมหาพุทฺธาญาโณเถระว่า “ ขอพระคุณเจ้าจงไปจัดการเรื่มปฏิสังขรณ์ปลูกสร้างพระวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น ๔ มุขเหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิ แล้วได้ก่อปราสาทหลังหนึ่งให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิ์หลวง ( วัดเจ็ดยอด) ไว้ภายในท่ามกลางพระวิหารนั้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้า ให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป ” ดังนี้ แล้วทรงประทานเงินหมื่นหนึ่งเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง พระเถระเจ้ารับคำพร้อมด้วยปะขาวนักบุญ และนายช่างทั้งหลายไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วร่วมกับเจ้าอาวาสเริ่มการปลูกสร้างพระวิหารและปราสาท ในปีชวดอัฏฐศก พ.ศ. ๒๐๖๐ ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครสั่งนั้นทุกประการ เมื่อการปลูกสร้างพระวิหารและปราสาทสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระเถระจึงไปทูลถวายพระพรให้เจ้าผู้ครองนคร ทรงทราบ พระเมืองแก้วเจ้าผู้ครองนครมีใจยินดีมากนัก จึงรับสั่งให้สุวรรณช่างทองสร้างโกศทองคำน้ำหนักได้ ๕๖๐ คำ เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุและพร้อมด้วยเถรานุเถระ เสนาอำมาตย์ชาวบ้านชาวเมืองออกไปทำมหกรรมฉลองเป็นมหาปางใหญ่ แล้วเชิญพระบรมธาตุเจ้าเข้าไว้ในโกศทองคำตั้งไว้ภายในปราสาทนั้นแล้ว ทรงโปรดพระราชทานวัตถุไทยทานและเครื่องแห่ไว้กับพระบรมธาตุเจ้าเป็นอันมาก และถวายข้าคนไร่นาตามเขตป่า ที่ดิน ย่านน้ำ ไว้สำหรับให้ปฏิบัติรักษาทำนุบำรุงพระบรมธาตุให้เจริญถาวรสืบต่อไปตลอด ๕๐๐๐ พระวัสสา ส่วนพระมหาสีลปัญดญเถระ ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองได้อยู่อุปฐากรักษาทำนะบำรุงพระธาตุเจ้าได้ 15 พรรษาก็มรณภาพไป ต่อจากนั้นพระมหาสังฆราชา ได้มาอยู่เป็นเจ้าอาวาสได้ 36 พรรษา ก็มรณภาพไป ต่อจากนั้นพระสังฆราชาญาณมังคละมาเป็นเจ้าอาวาสได้ 12 พรรษา ต่าอจากนั้นพระมหาสังฆราชาชวนปํญโญโสภิตชิตินทริยวโสจากวัดหัวครั้งหลวงมาอยู่เป็นเจ้าอาวาสได้ 10 พรรษาก็มรณภาพไป และพระมหาสามิคณาจิตตะผู้เป็นศิษย์ได้อยู่เป็นเจ้าอาวาสแทนต่อมา ปีพ.ศ.2100 ปีมะโรงเดือน 4 ทายกทายิกาศรัทธาทั้งหลาย ได้ไปนิมนต์พระมหาสังฆราชาญาณมงคละอยู่แคว้นทุ่งตุ๋มมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ในสมัยพระนางมหาเทวีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่พร้อมด้วยพระอัครพระราชมารดา ( พระแม่ราชวงศ์มังรายที่ 15 ) มีจิตศรัทธานิมนต์พระบรมธาตุจอมทองเข้าไปในเมืองเชียงใหม่มีความเลื่อมใสยินดีในพระบรมธาตุเจ้ายิ่งนักจึงถวายไทยทานเป็นอันมาก จึงมีรับสั่งแก่เสนาบดีผู้ใหญ่ทั้ง 4 คือพระยาแสนหลวง พระยาสามล้าน พระยาจ่าบ้าน พระยาเด็กชาย ว่าต่อแต่นี้ไป บรรดาข้าพระธาตุเจ้าจอมทองให้ยกเว้นอย่าได้ใช้สอยเก็บส่วย และ เกณฑ์ไปทำการบ้านเมืองเข้าอยู่อุปัฎฐากพระบรมธาตุเจ้าทุกวันคืนอย่าได้ขาดดังที่ พระรัตนราชหากได้ประธานไว้นั้นทุกประการ
ถึงปีขาล เดือน 3 ใต้ เดือน 5 เหนือ พระยาสามล้านไชยสงครามได้มีจิตศรัทธามาใส่ช่อฟ้า บ้านลมวิหารวัดพระธาตุศรีจอมทอง และสร้างถนนจากวัดไปถึงฝั่งน้ำปิงและถวายคนไว้เป็นข้าพระรัตนตรัย ลงอาญาหาบเงินตราหินไว้เป็นหลักฐาน
ถึงปี พ.ศ. 2112 พระเจ้ามังธาเจ้าหงสาวดี พระเจ้าแผ่นดินพม่า ได้ยกทัพมาปราบลานนาไทยเชียงใหม่ใว้ในอำนาจ ได้ริบเอาทรัพย์ของพระศาสนาไปและ บ้านเมืองเชียงใหม่ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า
ถึงพ.ศ. 2182พระเจ้าสุทโธธรรมราชา พระเจ้าแผ่นดินพม่าได้ตกแต่งเคริ่องวัตถุไทยทาน มาถวายบูชาพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง ตามเยี่ยงอย่างเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่หากได้เคยถวายทานมาแล้วแต่หนหลัง
ถึง พ.ศ. 2314 ปีขาล โทศก เดือน 5 แรม 11 ค่ำ วันจันทร์ พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐก็อันตรธานสูญหายไป นับแต่นั้นมาถึงปีมะแมศก จุลศักราชล่วงได้ 1136 พ.ศ. 2318 กษัตริย์เมืองอยุธยา ยกพลโยธา มารบกับพม่าที่เมืองนครเชียงใหม่ได้ชัยชนะแล้วยกพลไปสู่นครหริภุญ นมัสการพระธาตุหริภุญชัยแล้ว จึงแต่งตั้งให้พระยาจ่าบ้านเป็นผู้ครองนครเชียงใหม่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิเชียรปราการ เมืองเชียงใหม่จึงได้หลุดจากพม่ามาขึ้นกับไทยกลางส่วนใหญ่ตลอดมาจนทุกวันนี้
ถึง พ.ศ. 2322 พระยาวิเชียรปราการ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้มาคำนึงถึงพระบรมธาตุเจ้าจอมทององค์ประเสริฐ อันได้สูญหายไปแต่ พ.ศ. 2314 นั้น จึงได้ให้นายช่างทองสร้างโกศเงินและโกศทองคำ เพื่อจะได้นำไปเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุเจ้า แล้วจึงรับสั่งอำมาตย์ทั้งหลาย ไปทำพิธีอาราธนาอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าตามราณประเพณีเป็นครั้งแรกก่อน พระบรมธาตุก็ยงไม่เสด็จมา และ ได้อาราธนาอีก 2 ครั้ง จนถึงแรม 4 ค่ำเวลาก๋องงาย( 19.00 น)พระบรมธาตุเจ้า ก็ได้เสด็จมาปรากฏในคูหาปราสาท ตามคำอธิษฐาน จากนั้นพระยาวิเชียรปราการเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระบรมธาตุเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ ทำการสระสรง และ ถวายทานต่างๆ นาน 7 วัน 7 คืน แล้วจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุเจ้ากลับคืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองตามเดิม
หลังจากนั้นก็มีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อีกหลายพระองค์ได้มาบูรณะปฎิสังขรณ์วัดพระธาตุศรีจอมทอง รวมไปถึง การสร้างโกศเงินโกศทอง เพื่อบรรจุพระบรมธาตุ นอกจากนี้ยังมีการอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าไปในเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ชาวบ้านชาวเมืองได้สักการบูชา เสร็จแล้วก็อัญเชิญกลับมาที่วัดพระธาตุศรีจอมทองตามเดิม และ ในปีพ.ศ. 2465 เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่พร้อมด้วยพระชายา(เจ้าดารารัศมี)ได้รับสั่งพระนายกคณานุการให้จัดการ ปฎิสังขรณ์ พระวิหารวัดพระธาตุศรีจอมทอง ถึงเดือน 7 วันเพ็ญ จึงได้พร้อมกันทำบุญถวายทานฉลองพระวิหารเป็นมหาปางอันใหญ่ พร้อมทั้งสระสรงพระบรมธาตุเจ้าด้ยสันโธทกเป็นมโหฬารยิ่งในกาลนั้นแล
หมายเหตุ นับเป็นพระบรมธาตุอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน ๓๓ องค์ ที่ค้นพบว่าพระเจ้าอโศกได้มาทำการสร้างและบูรณ อันเป็นหนึ่งในพระบรมธาตุเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ ที่พระองค์ได้สร้างถวายพระฯในเพลานั้น และคณะเราได้ร่วมสร้างและบูรณองค์พระธาตุ,ฉัตรด้วยทองคำฯ ผอบทองคำที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฯ ตลอดจนพระวิหารและสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัด ถวายเป็นพุทธบูชาฯเป็นอันมากในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้จวบจนปัจจุบัน บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescaajfbw5-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 13-01-11, 19:01
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระบรมธาตุประจำปีเกิด ( 2 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-img_9447-jpg
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวา จีรัง ปะติฏฐา ลัมภะกัปปะปุเร เทเวนะ คุตตา อุตตะราภิธัยยา นะมามิ หันตัง วะระชินะธาตุง กุมาระ กัสสะปะ นะราตะธาตุโย เมฆิยะมะหาเถโร กะนะธาตุง ฐะเปติ มะหาฐาเน เจติยัง ปูชิตา นะระเทเวหิ อะหัง วันทามิ ธาตุโย
วัดพระธาตุลำปางหลวง
พระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู
วัดพระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ในเขตตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่บนเนินสูง มีการจัดวางผัง และส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบที่สุด มีสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน องค์พระธาตุเจดีย์สูง ๒๒ วา ๒ ศอก และฐานกว้างด้านละ ๑๒ วา ก่อด้วยอิฐถือปูนฉาบด้วยแผ่นทองเหลือง ทองแดง ตลอดทั้งองค์ มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็น วิหารหลวง บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุมีวิหารบริวารตั้งอยู่คือ วิหารน้ำแต้ม และ วิหารต้นแก้ว ด้านตะวันตกขององค์พระธาตุประกอบด้วย วิหารละโว้ และ หอพระพุทธบาท ด้านใต้มี วิหารพระพุทธ และ อุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกกำแพงแก้วด้านใต้มีประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาส ซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก กุฏิประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า อาคารพิพิธภัณฑ์และกุฏิสงฆ์
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagesca3p5zps-jpg
พระแก้วดอนเต้าสุชาดา
ประวัติพระธาตุลำปางหลวง ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ จนถึงบ้านสัมภะการีวัน (บ้านลำปางหลวง) พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ ลัวะอ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างมะพร้าว และมะตูมมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณ์ว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่าลัมพกัปปะนคร แล้วได้ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น มอบให้แก่ลัวะอ้ายกอน ลัวะอ้ายกอนได้นำพระเกศานั้น บรรจุในผอบทองคำ และใส่ลงในอุโมงค์พร้อมกับถวายแก้วแหวนเงินทองเป็นเครื่องบูชา แล้วแต่งยนต์ผัด (ยนต์หมุน) รักษาไว้ และถมดินให้เรียบเสมอกัน แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูงเจ็ดศอกเหนืออุโมงค์นั้น ในสมัยต่อมาก็ได้มีกษัตริย์อีกหลายพระองค์ มาก่อสร้างและบูรณซ่อมแซม จนกระทั่งเป็นวัดที่มีความงามอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-phrathatlampangluang1%5B1%5D-jpg
พระเจ้าล้านทอง
ในทางประวัติศาสตร์นครลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงมีประวัติว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๒๗๕ นครลำปางว่างจากผู้ครองนคร และเกิดความวุ่นวายขึ้น ท้าวมหายศจากนครลำพูนได้ยกกำลังมายึดนครลำปาง โดยได้มาตั้งค่ายอยู่ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง ครั้งนั้น หนานทิพย์ช้างวีรบุรุษของชาวลำปาง ได้ทำการต่อสู้โดยลอบเข้ามาในวัด และใช้ปืนยิงท้าวมหายศตาย แล้วตีทัพลำพูนแตกพ่ายไป ปัจจุบันยังปรากฏรอยลูกปืนอยู่บนรั้วทองเหลืองที่ล้อมองค์พระธาตุเจดีย์ ต่อมาหนานทิพย์ช้างได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าสุลวะลือไชยสงคราม เจ้าผู้ครองนครลำปาง เป็นต้นตระกูล ณ ลำปาง เชื้อเจ็ดตน ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-phrathatlampangluang-shadow%5B1%5D-jpg
เงาพระธาตุ
วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นโบราณสถานสำคัญ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณซากเมืองโบราณลัมพกัปปะนคร ตามประวัติพระนางจามเทวีเคยเสด็จมานมัสการ และทำการบูรณะซ่อมแซมอยู่เสมอ นับว่าเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล มีความสวยงาม และมีความยอดเยี่ยมทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวลำปาง และชาวพุทธทั่วไป มีงานประเพณีประจำปีละ ๓ ครั้ง คือ เดือนยี่เป็ง(เดือนสิบสอง) เป็นประเพณีนมัสการบรมธาตุ วันปากปี ,วันที่ ๑๖ เมษายน เป็นประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุและพระแก้วมรกต และเดือนหกเหนือเป็ง เป็นประเพณีนมัสการพระพุทธบาทฯ
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-img_9445-jpg
หมายเหตุ นับเป็นพระบรมธาตุอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน ๓๓ องค์ ที่ค้นพบว่าพระเจ้าอโศกได้มาทำการสร้างและบูรณ อันเป็นหนึ่งในพระบรมธาตุเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ ที่พระองค์ได้สร้างถวายพระฯในเพลานั้น คณะเราได้ร่วมสร้างและบูรณพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,รอยพระบาท,พระศรีมหาโพธิ์,พระวิหารฯ และร่วมทำบุญที่วัดพระธาตุลำปางหลวงอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะในปีก่อนได้ร่วมซื้อทองคำสร้างยอดฉัตรทองคำ ถวายพระฯ และในวันปีใหม่นี้ได้ถวายปัจจัยร่วมซื้อที่ดิน ถวายวัดพระธาตุลำปางหลวงด้วยครับ คณะได้ร่วมกันอธิฐานถวายยอดฉัตรทองคำประดับเพชรแท้ และปิดทององค์พระบรมธาตุทั้งองค์ ส่วนที่เป็นลายทองประดับองค์พระธาตุในปัจจุบัน ก็จะทำการบุด้วยทองคำและประดับเพชรพลอย ถวายเป็นพุทธบูชาฯ ในกาลข้างหน้านี้ครับ สาธุ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 17-01-11, 14:17
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระบรมธาตุประจำปีเกิด ( 3 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescar1n4t1-jpg
โกเสยยะ ธะชัคคะปัพพะเต สัตตะมะโนรัมเม พุทธะเกสาธาตุ ปะติฎฐิตา อะหังวันทามิ สัพพะทา อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส
พระธาตุช่อแฮ
พระธาตุประจำปีเกิด ปีขาล
พระธาตุช่อแฮ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแพร่มาแต่โบราณ เป็นพระบรมธาตุที่บรรจุพระเกศา และพระบรมสารีริกธาตุส่วนข้อศอกซ้ายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามคติความเชื่อของทางภาคเหนือนั้นยังถือเป้นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล หรือปีเสืออีกด้วย วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ บนเนื้อที่ 175 ไร่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กม.
เป็นวัดที่ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ย สูงประมาณ 28 เมตร องค์พระธาตุช่อแฮ เป็นเจดีย์พุกามรูปแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะแบบเชียงแสน บุด้วยทองดอกบวบสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ลักษณะองค์พระธาตุตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้นรองรับ ถัดไปเป็นฐานบัวคว่ำและชุดท้องไม้แปดเหลี่ยม ซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น จากนั้นเป็นบัวระฆัง 1 ชั้น และหน้ากระดานหนึ่งชั้น จนถึงองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังค์ย่อมุมไม้สิบสองและปล้องไฉน ส่วนยอดฉัตรประดับตกแต่งด้วยเครื่องบนแบบล้านนา หุ้มด้วยทองจังโก้ตลอดทั้งองค์ มีรั้วเหล็กรอบองค์พระธาตุ 4 ทิศ มีประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูได้สร้างซุ้มแบบปราสาทล้านนาไว้อย่างสวยงาม
ประวัติแห่งพระธาตุช่อแฮนั้นกล่าวไว้หลากหลายตำนานด้วยกัน ตำนานหนังสือพระเจ้าเหยียบโลกกล่าวว่า ขุนลัวะอ้ายก๊อมได้รับพระธาตุเกศาจากพระพุทธเจ้าขณะเสด็จประทับ ณ ดอยโกสิยธชค เมืองพล(แพร่)ซึ่งได้สั่งให้นำไปเก็บไว้ที่ถ้ำใกล้บริเวณนี้ ในครั้งนั้นพระพุทธองค์รับสั่งไว้ด้วยว่าเมื่อทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วให้นำพระบรมสารีริกธาตุพระศอกข้างซ้ายมาบรรจุไว้ที่สถานที่แห่งนี้ จนกว่าจะสิ้นอายุพระพุทธศาสนาห้าพันปี
และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว 218 ปี สมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์ทั้งปวงได้ร่วมอธิษฐาน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในโกศที่เตรียมไว้นั้น ให้ไปสถิตย์อยู่ในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตั้งไว้ เมื่อสิ้นคำอธิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายก็เสด็จออกจากโกศโดยทางอากาศไปตั้งอยู่ที่แห่งนั้น ๆ ทุกแห่ง ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงก็อัญเชิญไปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงก็อัญเชิญไปบรรจุในเจดีย์ 84,000 องค์นั้น แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป จนกว่าหมดอายุแห่งพระพุทธศาสนา 5,000 พระวัสสา
ส่วนหลักฐานประวัติศาสตร์ตามพระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย กล่าวว่าพระธาตุช่อแฮนั้นได้สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.1879 -1881 ในสมัยที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทรงเป็นพระมหาอุปราชาปกครองเมืองศรีสัชนาลัย พระธาตุแห่งนี้ได้รับการทำนุบำรุงจากเจ้านครแพร่ทุกพระองค์เรื่อยมา ครูบาศรีวิชัยผู้เป็นนักบุญสำคัญแห่งล้านนายังเคยได้มาปฏิสังขรณ์พระธาตุองค์นี้มาแล้ว
งานไหว้พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่ แห่ตุงหลวงจัดเป็นประจำทุกปี วันแรกของานจะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 9 - 15 ค่ำ เดือน 4 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม มีขบวนแห่งตุงหลวงถวายองค์พระธาตุและมหรสพตลอดงาน
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagesca71odk9-jpg
หมายเหตุ นับเป็นพระบรมธาตุอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน ๓๓ องค์ ที่ค้นพบว่าพระเจ้าอโศกได้มาทำการสร้างและบูรณ อันเป็นหนึ่งในพระบรมธาตุเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ ที่พระองค์ได้สร้างถวายพระฯในเพลานั้น คณะเราได้ร่วมสร้างและบูรณพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,รอยพระบาท,พระศรีมหาโพธิ์,พระวิหารฯ ได้พบรอยพระบาทจากไม้กลายเป็นหินรอยแรกของโลกที่คณะได้ทำการบันทึกไว้ และได้ร่วมทำบุญที่วัดพระธาตุช่อแฮอีกหลายอย่าง ได้ถวายทองค้ำหุ้มองค์พระธาตุ และโดยเฉพาะในปีขาลที่ผ่านมาได้ร่วมซื้อทองคำเพิ่มขนาดยอดฉัตรทองคำ ถวายพระฯ อันเป็นปีเดียวกันกับที่เราได้ถวายทองคำ สร้างฉัตรพระธาตุลำปางหลวง และยังได้บูรณองค์พระธาตุจอมแจ้ง พระบามมิ่งเมือง แหลมลี่ หนองจันทร์ ปูแจ ดอยเล็ง ดอยวางบาตร ช้างหมูบฯ ที่มีความเกี่ยวพันกันกับการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าในเลานั้นและพระธาตุช่อแฮด้วยครับ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 23-01-11, 12:36
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 4 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagesca5repmf-jpg
ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวาจีรัง ปะติฎฐิตา นันทะกัปปะเกปุเร เทเวนะ คุตตา วะระพุทธะธาตุง จิรัง วันทามิ หันตัง ชินะธาตุโย โสตะถาคะตัง อะหังวันทามิ
พระธาตุแช่แห้ง
พระธาตุประจำปีเกิด ปีเถาะ
พระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้ง หมู่ 3 บ้านหนองเต่า ตำบลม่วงตี๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เดิมเป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง ประดิษฐานอยู่ ณ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เป็นสีทองสุกปลั่ง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เนื่องจากสูงถึง 2 เส้น เป็นอนุสรณ์ของความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-p1010631%5B1%5D-jpg
องค์พระธาตุ ความยาวของฐานล่าง ซึ่งเป็นฐานเขียงรูปแท่งสี่เหลี่ยม ด้านละ ๑๙.๒๕ เมตร และมีความสูงจากฐานล่างระดับพื้นดินจนถึงปลายสุดของดอกไม้ทิพย์ มีความสูง ๔๓.๔๙ เมตร นับเป็นพระธาตุเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแผ่นดินล้านนา เป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือชองชาวจังหวัดน่านและพุทธศาสนิกชนทั่วไปจะมีงานนมัสการพระมหาธาตุทุกปีในวันเพ็ญเดือน ๖ เหนือ (ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔)
ตำนานพระเจ้าเลียบโลกกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่ง แม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงประท่านเส้นพระเกศาธาตุ ให้ประดิษฐานไว้ ณ ดอยภูเพียง และเมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว ให้นำพระบรมธาตุพระหัตถ์ซ้ายมาประดิษฐานที่นี่ และทรงตรัสพยากรณ์ว่า พระศาสนาจะตั้งมั่นอยู่ที่นี่ตราบสิ้นอายุพระศาสนา และพระบรมธาตุเจดีย์นี้ต่อไปภายหน้าจักมีชื่อเรียกว่า พระธาตุแช่แห้ง ตามบุพนิมิตที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-p1010649%5B1%5D-jpg
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.​๑๘๙๖ ตรงกับสมัยของพระยาการเมือง แห่งราชวงศ์ภูคา ครองเมืองน่าน (พ.ศ.๑๘๙๖-๑๙๐๖) พระองค์ได้เสด็จไปสร้างวัดหลวงอภัย ที่อาณาจักรสุโขทัย เมื่อภารกิจทั้งมวลเสร็จแล้ว พระมหาธรรมราชาลิไทได้ถวายพระมหาชินธาตุเจ้า ๗ พระองค์ พระวรรณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด สุกใสดังแก้ว ๒ พระองค์ มีพระวรรณะดั่งมุก ๓ พระองค์ มีพระวรรณะดั่งทองคำ เท่าเมล็ดงาดำ ๒ พระองค์ พร้อมด้วยพระพิมพ์เงินพิมพ์ทองอันงามประณีต อย่างละ ๒๐ องค์ ให้แก้พระยาการเมือง เมื่อพระองค์เสด็จกลับถึงเมืองน่าน ได้ทรงปรึกษากับพระมหาเถระธรรมบาล และเห็นสมควรประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ที่เนินภูเพียงแช่แห้ง ระหว่างแม่น้ำเดี๋ยน (แม่น้ำเกี๋ยนปัจจุบัน) และแม่น้ำลิงค์​(น้ำลิ่งแม่น้ำน่านปัจจุบัน) พระยาการเมืองโปรดให้ช่างหล่อปูนเต้าปูนสำริดขนาดใหญ่แล้วทรงนำพระบรทสารีริกธาตุพร้อมด้วยพระพิมพ์เงินพิมพ์ทองลงบรรจุไว้ปิดฝาสนิทพอกหุ้มด้วยสะดายจีน(ปูนผสมแบบโบราณ)เป็นก้อนกลมเกลี้ยงเหมือนศิลา เสร็จแล้วโปรดให้ขุดหลุมลึก ๑ วาแล้วอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ และพระพิมพ์เงินพิมพ์ทองลงประดิษฐานไว้และก่ออิฐทับครอบเป็นเจดีย์สูง ๑ วา ตลอดรัชกาลของพระองค์ ทรงให้ความสำคัญแก่วัดนี้มากถึงกับย้ายจากวรนครเมืองพลัวมาสร้างเมืองใหม่ โดยมีวัดพระธาตุแช่แห้งเป็นวัดหลวงประจำราชสำนัก หลักฐานการย้ายเมืองครั้งนั้นก็คือแนงกำแพงเมืองและคูโบราณที่สร้างไว้ถึง ๒ ชั้น เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๒ อายุกว่า ๖๐๐ ปี ยังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เมื่อสิ้นราชวงศ์ภูคาแล้ว เมืองน่านจะถูกปกครองโดยเชียงใหม่ (พ.ศ.๑๙๙๓-พ.ศ.๒๑๐๑) โดยพม่า (พ.ศ.๒๑๐๑-พ.ศ.๒๓๓๑) และที่สุดขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบันก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่าพระธาตุแช่แห้งนี้ เจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์ที่ผ่านมาได้เอาพระทัยใส่ดูแลปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมสืบต่อกันมาจนได้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ลงตัวและมีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ดังปรากฏให้เห็นตราบทุกวันนี้
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-nan2009-533%5B1%5D-jpg
หมายเหตุ คณะเราได้ร่วมทำบุญสร้างและบูรณองค์พระบรมธาตุเจดีย์,ฉัตรฯด้วยทองคำ และบูรณพระพุทธรูปและพระวิหารฯ โดยเฉพาะการบูรณองค์พระนอนด้วยการปิดทองคำแท้ทั้งองค์และบูรณพระวิหารฯ ปรับปรุงภูมิทัศน์ทั้งหมดนับแต่บริเวณด้านทางขึ้นด้านหน้าองค์พระบรมธาตุ และในต้นปี พ.ศ.2554 ปีเถาะนี้ ได้ทำการบูรณองค์พระบรมธาตุเจดีย์ครั้งใหญ่ เนื่องจากทองจังโก้ที่หุ้มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่พลังทลายลงจากแผ่นดินไหว http://forums.apinya.com/อภิ...%E0%B8%99.html บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescaq0ip1h-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 28-01-11, 23:26
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 5 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-13%5B1%5D-jpg
อิติปะวะระสิหิงโต อุตตะมะยะโสปิ เตโช
ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละ พุทธะ
สาสะธัง โชตะยันโตวะ ทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต
ธะระมาโนยะพุทโตติ นะมามิ สิหิงคะพิมพัง
สุวัณณาภิรัมมัง ลังกาชาตัง โสภาภิโสภัง
สะระภิกันตัง นะมามิหัง
พระธาตุวัดพระสิงห์
พระธาตุประจำปีเกิด ปีมะโรง
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระสิงห์ฯ เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง"
พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1888 ขั้นแรกให้ก่อสร้างเจดีย์สูง 23 วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีก 2 ปี จึงได้สร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลีเชียงพระ" สมัยพระเจ้าแสนเมืองมาขึ้นครองนครเชียงใหม่ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญมาถึงหน้าวัด ช้างก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมา จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ประชาชนทางเหนือนิยมเรียกพระพุทธสิหิงค์ ว่า "พระสิงห์" จึงเป็นที่มาของชื่อ "วัดพระสิงห์" ในปี พ.ศ. 2360 พระญาธัมมลังกา หรือพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา พระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ โปรดให้บูรณะพระอุโบสถและพระเจดีย์
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-10%5B1%5D-jpg
พระพุทธสิหิงค์
ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้าย พร้อมด้วยครูบาศรีวิชัย และประชาชนชาวเชียงใหม่ ได้ร่วมกันบูระฃณะปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์อีกครั้ง และได้มีการขึดพบสิ่งของมีค่ามากมาย อาทิ แผ่นทองคำจารึกเรื่องราวต่างๆ โกศบรรจุอัฐิพระญาคำฟู แต่สิ่งของเหล่านี้สูญหายไปในช่วงสงครามเอเชียบูรพา และในปี พ.ศ. 2493 วัดพระสิงห์ ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร
ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก ผูกที่ ๙ กล่าวว่า รุ่งเช้าเสด็จประทับรอยพระบาทบนหินใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทรงรำพึงในพระทัยว่าบริเวณที่นี้ต่อไปจะเป็นมหานคร คือเมืองเชียงใหม่ ภายหน้าพระพุทธศาสนาจักรุ่งเรืองจะเกิดมีมหาอาราม ๘ แห่งได้แก่ ๑.บุปผาราม (วัดสวนดอก) ๒.เวฬุวันอาราม (วัดป่าหกหรือวัดป่าไผ่ได้แก่วัดกู่เต้า) ๓.วัดบุพพาราม ๔.วัดอโศการาม (วัดป่าแดง) ๕.พีชอาราม (วัดหลวงศรีเกิด) ๖.สังฆาราม (วัดเชียงมั่น) ๗.นันทอาราม (วัดนันทา) และ๘.โชติอาราม (วัดเจดีย์หลวง) ในแต่ละแห่งพระองค์ได้ประทานเกศาธาตุเพื่อประดิษฐานแห่งละ ๑ องค์ ส่วนบริเวณที่เป็นตัวเมืองเชียงใหม่นั้นเดิมชื่อว่า อภินวนคร เพราะพระองค์ได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่นักบวชพม่า ๒ องค์
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-7%5B1%5D-jpg
พระเจ้าทองทิพย์
พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่ในวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรง (งูใหญ่) เป็นพระเจดีย์เก่าแก่สร้างในสมัยเดียวกับการตั้งวัด ศิลปแบบล้านนา หริภุญชัย ผสมลังกา ฝีมือช่างหลวงนครเชียงใหม่ มีการตกแต่งน้อย คือ เป็นความงามที่เรียบง่าย สูงจากพื้นดินถึงยอด 25 วา เป็นฐานเจดีย์เหลี่ยม ยาวด้านละ 16 วา 1 ศอก 6 นิ้ว มีช้างประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ ทิศละ 1 เชือก พระมหาเจดีย์นี้ พระเจ้าผายู เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ โปรดให้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 1888 ต่อมาได้บูรณะขึ้นมาใหม่ มีขนาดสูงใหญ่ขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัยราวพุทธศักราช 2469 บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระนำมาจากทวีปลังกา
หมายเหตุ คณะเราได้ทำการสำรวจรอยพระบาทและตามรอยพระบาทในเมืองเชียงใหม่นี้ล่วงเข้าปีที่ ๓๐ แล้ว ได้ทำนุบำรุงวัดวาอารามทั้งหลายเป็นอันมาก โดยเฉพาะในปีหลังๆนี้ได้ทำการบูรณวัดร้างรอบเมืองเชียงใหม่ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ วัดวาอารามและพระศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นในเมืองเชียงใหม่แห่งนี้เป็นอันมาก ที่วัดพระสิงห์นี้ได้ทำการบูรณองค์พระบรมธาตุ,พระพุทธสิหิงค์,สร้างพระพุทธรูป,บูรณพระวิหารลายคำ,ถวายสังฆทานฯลฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯเป็นอันมาก ในการบันทึกประวัติวัดพระสิงห์ครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๐๐๐ ที่ผ่านมา ได้ยินว่าคณะสงฆ์คณะหนึ่งได้ทำการอธิษฐานสร้างพระพุทธรูปทำด้วยทองเหลือง ทองคำ หิน แก้วมณี และไม้จันทน์ เมื่อพระยาธรรมิกราชเสด็จอุบัติขึ้น พระพุทธรูปทั้ง ๕ องค์นี้ จะมารวมอยู่ในเมืองเดียวกัน เพื่อสืบอายุพระศาสนาให้ครบห้าพันปีฯ คณะเราจักอธิษฐานคุ้มครองป้องกันอันตรายและอุปฐากพระพุทธรูปห้าพระองค์นี้ ถวายเป็นพุทธบูชาฯด้วยครับ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 11-03-11, 12:02
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 6 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-20091211-150545-%5B1%5D-jpg
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescaepmkj3-jpgอภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescazkvx31-jpgอภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagesca7ra6g5-jpg
ปะฐะมัง โพธิปัสลังกัง
ทุติยัง อะนิมิสกัง ตะติยัง
จังกะมะเสฎฐัง จะตะตุถัง
ระตะนะมะรัง ปัญจะมัง
อะชะปาละ นิโคธัง ฉัฎฐัง
ราชายะตะนัง สัตตะมัง
มุจจะลินธัง อะหัง วันทามิ ทูระโต
พระธาตุเจดีย์ พุทธคยา
พระธาตุประจำปีเกิด ปีมะเส็ง
พระธาตุเจดีย์พุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่ง ของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธสังเวชนียสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก ปัจจุบันบริเวณพุทธศาสนสถานอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัดมหาโพธิ อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วม พุทธ-ฮินดู
พุทธคยา ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ไกลจากฝั่งแม่น้ำประมาณ 350 เมตร (นับจากพระแท่นวัชรอาสน์) พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 121.29 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับตรัสรู้ และอนิมิสสเจดีย เป็นต้น ซึ่งนอกจากพุทธสถานโบราณแล้ว บริเวณโดยรอบพุทธคยายังเป็นที่ตั้งของวัดพุทธนานาชาติ รวมทั้งวัดไทยคือ วัดไทยพุทธคยา สำหรับชาวพุทธ พุทธคยา นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมาสักการะสังเวชนียสถานสำคัญ 1 ใน 4 แห่งของพระพุทธศาสนา โดยในปี พ.ศ. 2545 วัดมหาโพธิ (พุทธคยา) สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ขององค์การยูเนสโก
บริเวณกลุ่มพุทธสถานพุทธคยา อันเป็นอนุสรณียสถานระลึกถึงการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้น เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัย พระเจ้าอโศกมหาราช และสร้างต่อเติมเรื่อยมาโดยกษัตริย์ชาวพุทธในอินเดีย พระองค์ต่อ ๆ มา จนกระทั่ง เมื่อกองทัพมุสลิมบุกเข้ามาโจมตีอินเดีย พุทธคยาจึงถูกปล่อยให้รกร้างไม่มีผู้คอยเฝ้าดูแล
สำหรับความเป็นไปของต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้นั้น ต้นแรกเป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า (เกิดในวันเดียวกับวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ) มีอายุมาได้ 352 ปี จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงถูกทำลายโดยพระชายาของพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะความอิจฉาที่พระเจ้าอโศกรักและหวงแหนต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้จนไม่สนใจพระนาง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สองนั้น ปลูกโดยพระเจ้าอโศกมหาราชจากหน่อพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิม และมีอายุยืนมาประมาณ 871-891 ปี จนถูกทำลายในประมาณปี พ.ศ. 1143-1163 ด้วยน้ำมือของพระราชาฮินดูแห่งเบงกอลพระนามว่า ศศางกา ซึ่งพระองค์อิจฉาพระพุทธศาสนาที่มีความรุ่งเรืองมาก จึงทรงแอบนำกองทัพเข้ามาทำลายต้นโพธิ์ต้นนี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามนั้นปลูกโดยพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เมารยะ และต้นที่สามนี้มีอายุยืนมากว่า 1,258-1,278 ปี จึงล้มลงในสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สี่ ที่ยังคงยืนต้นมาจนปัจจุบัน ปลูกโดยนายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม เมื่อ พ.ศ. 2423
สำหรับความเป็นไปขององค์พระมหาโพธิเจดีย์นั้น พระเจ้าหุวิชกะ(Huvishka) มีพระราชศรัทธาสร้างมหาเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชา ในปี พ.ศ. 694 เพื่อเป็นสถานที่สักการะสำหรับพุทธบริษัท โดยได้สร้างเป็นพระเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมทรงรีสวยงามติดกับพระแท่นวัชรอาสน์ทางทิศตะวันออก มี 2 ชั้น โดยชั้นล่างเป็นสถานที่กราบนมัสการและชั้นบนเป็นห้องเจริญภาวนา ลักษณะของพระมหาโพธิเจดีย์มีเอกลักษณ์เฉพาะและตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ของมหาโพธิมณฑลมากว่าสองพันปี ในบางช่วงพระราชาแห่งแคว้นต่าง ๆ ได้เข้ามาทำนุบำรุงอยู่เสมอ และได้รับการบูชารักษาจากชาวพุทธมาตลอด แต่มาขาดตอนไปเมื่อช่วงพันกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแผ่นดินอินเดียแถบนี้ถูกคุกคามจากสงครามและการเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนา พุทธคยาจึงถูกปล่อยทิ้งร้างและถูกชาวฮินดูเข้าครอบครอง รวมทั้ง แปลงมหาโพธิเจดีย์เป็นเทวสถาน
โดยเหตุการณ์ที่พุทธคยาถูกชาวฮินดูครอบครองนั้น เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2133 จากการที่นักบวชฮินดูชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึงพุทธคยาและได้ตั้งสำนักเล็ก ๆ ใกล้กับพระมหาโพธิเจดีย์ เมื่ออยู่ไปนาน ๆ จึงกลายเป็นเจ้าของที่ไปโดยปริยาย (มีผู้กล่าวว่า พราหมณ์มหันต์นี้ คือ นักธุรกิจการค้าที่มาในรูปนักบวชฮินดู กล่าวกันว่าติดอันดับมหาเศรษฐี 1 ใน 5 ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์องค์ที่ 15 ในปัจจุบันก็มีการสืบทอดมาตั้งแต่โคเสณฆมัณฑิคีร์) ซึ่งการที่พราหมณ์มหันต์เข้ามาครอบครองพุทธคยานั้นก็ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างไร
ในปี พ.ศ. 2417 พระเจ้ามินดง กษัตริย์แห่งพม่า ได้ส่งคณะทูตมายังอินเดียเพื่อขอบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและจัดการบางประการเพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับความยินยอมจากพวกมหันต์และรัฐบาลอินเดีย จึงได้เริ่มทำการบูรณะ ทางรัฐบาลอินเดียได้ส่งนายพล เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ด.ร.ราเชนทรลาละ มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณะ หลังจากนั้นคณะผู้แทนจากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ ทางรัฐบาลอินเดียจึงรับงานบูรณะ ทั้งหมดมาทำแทน และเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2427
จนในปี พ.ศ. 2500 รัฐบาลอินเดีย โดยการนำของ ฯพณฯ เยาวหรลาล เนรูห์ นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดีย ได้เฉลิมฉลองพุทธชยันตี (วิสาขบูชา) โดยเชิญชวนประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลก มาสร้างวัดไว้ในดินแดนต้นพุทธอุบัติภูมิ ซึ่งประเทศไทยโดยการนำของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้ตอบรับและดำเนินการสร้างวัดเป็นชาติแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 และประเทศชาวพุทธอื่น ๆ (เช่น ญี่ปุ่น พม่า เกาหลี จีน ศรีลังกา ธิเบต ฯลฯ) ได้ดำเนินการสร้างวัดต่อมาตามลำดับ และรัฐบาลอินเดียได้มีส่วนสำคัญในการบูรณะพุทธคยาอย่างต่อเนื่องจนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน
พุทธคยาในปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าพื้นปกติ เหมือนหลุมขนาดใหญ่ เนื่องจากผ่านระยะเวลากว่าสองพันปี ดินและตะกอนจากแม่น้ำได้ทับถมจนพื้นที่ในบริเวณนี้สูงขึ้นกว่าในสมัยพุทธกาลหลายเมตร ทำให้ในปัจจุบันผู้ไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนี้ต้องเดินลงบันไดกว่าหลายสิบขั้น เพื่อถึงระดับพื้นดินเดิมที่เป็นฐานที่ตั้งพุทธสถานโบราณ
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-images%5B6%5D-jpg
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescadcxolx-jpg
ปัจจุบันพุทธคยาได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุที่สำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะคือ พระมหาโพธิเจดีย์ อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเจดีย์ 4 เหลี่ยม สูง 170 ฟุต วัดโดยรอบฐานได้ 121.29 เมตร ภายในประดิษฐาน พระพุทธเมตตา พระพุทธรูปที่รอดจากการถูกทำลายจากพระเจ้าศศางกา พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แบบศิลปะปาละ เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก พระแท่นวัชรอาสน์ แปลว่าพระแท่นมหาบุรุษใจเพชร สร้างด้วยวัสดุหินทรายเป็นรูปหัวเพชรสี่เหลี่ยม กว้าง 4.10 นิ้ว 7.6 นิ้ว หนา 5 นิ้วครึ่ง ประดิษฐานอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นพระแท่นจำลองขึ้นทับพระแท่นเดิมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ จุดนี้ ปัจจุบัน ประชาชนและรัฐบาลประเทศศรีลังกาได้อุทิศสร้างกำแพงแก้ว ทำด้วยทองคำแท้ ประดิษฐานรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ และนอกจากนี้ บริเวณพุทธคยาและโดยรอบยังมีสถานที่สำคัญมากมาย อันคือสัตตมหาสถาน กลุ่มพระเจดีย์เสวยวิมุตติสุข สระมุจลินทร์ บ้านนางสุชาดา ถ้ำดงคสิริ (สถานที่เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญทุกกรกิริยา) วัดพุทธนานาชาติ เป็นต้น
หมายเหตุ คณะเราส่วนใหญ่ได้ส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญและร่วมบูรณในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ ทั้งการบูรณองค์พระธาตุเจดีย์ การบูรณองค์พระศรีมหาโพธิ์ การขยายพันธ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ การบูรณพระแท่นวัชรอาสน์ การบูรณพระพุทธเมตตา พระพุทธรูป สัตตมหาสถาน และการสร้างวัดไทยพุทธคยาฯ ปัจจุบันท่านป้อมกับคณะฯ ก็ได้อธิษฐานอุปฐากถวายเป็นพุทธบูชาฯ ๓ ปี ในปีนี้เป็นปีที่ ๓ ครับ สาธุ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-1-jpg
หมายเหตุ ปลายปี 54 ในทริป ทริปเดินทางฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ณ ประเทศอินเดีย ได้ถวายพระแก้วขาวทรงเครื่องประทับบนพระแท่นวัชรอาสน์ ,บุษบุกทองคำ ครอบพระแท่นวัชรอาสน์ ฉัตรทองคำฉัตรเงิน ประดิษฐานบนชั้นสองพระบรมธาตุเจดีย์พุทธคยา ทาทองคำแท้องค์พระพุทธเมตตา ห่มผ้าองค์พระพุทธเมตตา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ฯลฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ ในปี 2556 ร่วมจัดทำทองคำหุ้มยอดองค์พระบรมธาตุเจดีย์พุทธคยา ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (อยู่ระหว่างดำเนินการฯ)

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 08-04-11, 13:41
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 7 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-20090806175728_img_4785%5B1%5D-jpg
ชัมพูทีเป วะระฐาเน สิงคุตตะเร มะโนรัมเม
สัตตะระตะนะ ปะฐะมัง กะกุสันธัง สุวัณณะทัณฑัง ธาตุโย ฐัสสะติ
ทุติยัง โกนาคะมะนัง ธัมมะกะระณัง ธาตุโย ฐัสสะติ
ตะติยังปิ กัสสะปัง พุทธะจีระรัง ธาตุโย ฐัสสะติ
จะตุตถัง โคตะมะ อัฏฐะเกสะ ธาตุโย ฐัสสะติ
พระธาตุเจดีย์ชเวดากอง
พระธาตุประจำปีมะเมีย
พระเจดีย์ชเวดากองได้เริ่มสร้างมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้าทรง ตรัสรู้ หรือเมื่อประมาณ 2,595 ปีมาแล้ว ในสมัยที่ย่างกุ้งยังเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าเมืองอสิตันชนะหรืออีกชื่อหนึ่งคือเมืองโอกกะละ โดยได้มีพ่อค้าชาวมอญ 2 คนชื่อว่าตผุสสะและภัลลิกะได้เดินทางไปค้าขายยังประเทศอินเดีย ทั้งสองได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหา โพธิ์ และได้ถวายภัตตาหารแด่พระองค์ด้วย หลังจากเสวยเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้ 8 เส้น เมื่อตผุสสะและภัลลิกะเดินทางกลับ พระราชาแห่งอเชตตะได้ขอแบ่งพระเกศธาตุไป 2 เส้น พญานาคขอไปอีก 2 เส้น เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองอสิตันชนะ พระเจ้าโอกกะละปะก็ได้ทรงประกอบพิธีต้อนรับพระเกศธาตุอย่างยิ่งใหญ่ และได้ทรง คัดเลือกสถานที่บนเขาสิงฆุตตระนอกประตูเมืองอสิตันชนะให้เป็นที่สร้างพระ เจดีย์เพื่อบรรจุพระเกศธาตุ แต่ขณะที่กำลังทำการขุดดินก่อสร้างนั้น ก็ได้ค้นพบ พระบริโภคเจดีย์ของอดีตพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆอีก 3 พระองค์ด้วย คือไม้ธารพระกร ภาชนะสำหรับใส่น้ำ และสบง จึงได้บรรจุของทั้งหมดนี้ในพระเจดีย์พร้อมกับพระเกศธาตุด้วย แต่ก่อนที่จะบรรจุ ก็ค้นพบด้วยว่า พระเกศธาตุกลับมี 8 เส้นดังเดิม พระเกศธาตุได้บรรจุไว้ภายในเจดีย์ทอง เงิน ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว หินอ่อน และเหล็กตามลำดับ เสร็จแล้วจึงสร้างเจดีย์อิฐสูงประมาณ 66 ฟุตครอบไว้ภายนอก จากนั้นก็มีการสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิมในรัชสมัยของกษัตริย์ต่าง ๆ รวมถึง 7 ครั้งด้วยกัน พระเจดีย์ได้ถูกทิ้งร้างจนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าพินยาอู ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหม่สูง 18 เมตร พระเจดีย์ได้ถูกซ่อมแซมเรื่อยมา ในสมัยพระนางเชงสอบูแห่งกรุงหงสาวดีก็ได้ทรงบริจาคทองคำถึง 40 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับน้ำหนักของพระองค์ในการก่อสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปร่างเหมือนในปัจจุบันเป็นครั้งแรก ส่วนพระเจ้าธรรมเจดีย์ซึ่งครองราชย์ต่อจากพระนางเชงสอบู ก็ได้บริจาคทองในการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์ และพระมเหสีรวมกันด้วย ทั้งยังได้ทรงสร้างจารึกเล่าประวัติของพระเจดีย์ชเวดากองเป็นภาษาพม่า มอญและบาลีไว้ด้วย จนมามีความสูง 98 เมตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แผ่นดินไหวเล็กๆน้อยๆ เรื่อยมาทำให้พระเจดีย์ได้รับความเสียหาย และเมื่อปี พ.ศ. 2311 (ในสมัยกรุงธนบุรี) ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ทำให้ยอดของพระเจดีย์หักถล่มลงมาปัจจุบันพระเจดีย์มีความสูง 326 ฟุต เส้นรอบวง 1,420 ฟุต สูงกว่าระดับน้ำทะเล 190 ฟุต ประดับด้วยแผ่นทองคำ 4 หมื่นแผ่น รวมน้ำหนักทอง 8 ตัน สำหรับฉัตรซึ่งครอบยอดเจดีย์ ก็มีการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่มาเป็นระยะๆ ฉัตรเก่าสร้างในสมัยพระเจ้ามินดงในปี ค.ศ.1871 สูง 33 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 18 ฟุต ขณะนี้ก็ยังตั้งไว้ให้ประชาชนได้ชมอยู่ ครั้งล่าสุดได้มีการสร้างฉัตรขึ้นใหม่เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยประดับเพชรพลอยรวมถึง 4,351 เม็ดรวม น้ำหนัก 2,000 กะรัต เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดบนยอดฉัตรมีฐานกว้าง 2 ฟุต ยาว 1 ฟุต 10 นิ้ว และหนัก 76 กะรัต นอกจากนี้ พระเจดีย์ชเวดากองก็ยังมีวัตถุที่มีคุณค่าทางศาสนา ศิลปะ ประวัติศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ระฆังที่พระเจ้าสิงคุทรงสร้างไว้ (Singhu) ทรงสร้างไว้เมื่อปีค.ศ.1778 หล่อด้วยปัญจโลหะ คือทอง เงิน ทองแดง ตะกั่วและสังกะสี สูง 8 ฟุต หนัก 23 ตัน ในปี ค.ศ.1824 พม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งแรกและอังกฤษได้ยึดเจดีย์ชเวดากองได้และ ได้ขนทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองไปหลายอย่าง รวมทั้งได้คิดที่จะขนย้ายระฆังใบนี้กลับไปอังกฤษด้วย แต่ระหว่างการเดินทางเรือที่ขนระฆังจมลงที่แม่น้ำย่างกุ้ง ต่อมาพม่าจึงทำการกู้ระฆังใบนี้ด้วยตนเองและนำมาติดตั้งไว้ที่เจดีย์ชเวดา กองได้เช่นเดิม ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชนพม่าโดยทั่วไปมาจนทุกวันนี้ นอกจากนั้นก็ยังมีพระพุทธรูปสลักจากหยกทั้งก้อน ซึ่งได้มาจากรัฐคะฉิ่นในปีค.ศ. 1999 ในโอกาสที่ได้สร้างฉัตรใหม่ และยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้นำเมล็ดมาปลูกจากพุทธคยาเมื่อ 79 ปีก่อน และของมีค่าอื่น ๆ อีกมากมายฯ ชาวพม่าได้ถือเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันทำบุญวันเกิดพระเจดีย์ชเวดากองครับ
หมายเหตุ คณะเราส่วนใหญ่ได้ส่งปัจจัยไปร่วมทำบุญและร่วมบูรณในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะการบูรณองค์พระธาตุด้วยการบุทองคำใหม่ในทุก ๓ ปี ในปีที่ผ่านมาคณะได้เดินทางไปแสวงบุญที่พม่าพร้อมกันเป็นครั้งแรก และได้ถวายมหาประทักษิณาวัตรฯ ถวายพระฯอย่างอลังการที่สุดในชีวิต ด้วยบุญพระท่านเมตตาสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลองค์พระบรมธาตุฯได้แจ้งให้คณะฯทราบว่า จะนำเครื่องประดับที่เป็นทองคำและเงินของคณะเราที่ถวายในการณ์นี้ ขึ้นประดิษฐานบนยอดฉัตรพระบรมธาตุเจดีย์ชเวดากอง ในการบูรณอีก ๒ ปีข้างหน้านี้ครับ สาธุ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 21-07-11, 18:03
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 8 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescal6hf4k-jpg
สุวัณณะเจติยัง เก สะวะระมัตถะลุงคัง
วิรัญญะธาตุง สุเทวะนามะกัง นะระเท
เวหิสัพพะปู ชิตัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา
พระธาตุดอยสุเทพ
พระธาตุประจำปีมะแม
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ถ.ศรีวิชัย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม ตั้งอยู่บนยอดดอย “อุจฉุบรรพต” บ้างก็เรียกว่า “ดอยอ้อยช้าง” หรือ “ดอยกาละ” หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า “ดอยสุเทพ” (ซึ่งตั้งตามนามของ สุเทวฤาษี ที่เคยบำเพ็ญตบะอยู่ที่ดอยนี้) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
พระธาตุดอยสุเทพเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (ไม่มีหลักฐานว่าเป็นส่วนใด พระบรมธาตุได้ถูกบรรจุไว้ใต้พระธาตุเจดีย์ ) ที่พระมหาสุมนเถระ อัญเชิญมาจากสุโขทัยในสมัย พระเจ้ากือนา (พ.ศ.1898 – 1928) กษัตริย์ราชวงศ์มังราย ซึ่งครั้งนั้นพญากือนาทรงนิมิตเห็นจักรแก้วผุดขึ้นในพระราชอุทยาน ประกอบกับเพลานั้นพระสุมนเถระได้นำพระบรมธาตุจากศรีสัชนาลัยมาถวายพอดี จึงได้โปรดให้สร้างพระบรมธาตุไว้ที่พระราชอุทยานตรงที่นิมิตเห็นจักรแก้วนั้น ขณะทำพิธีฉลองพระบรมธาตุได้ทำปาฏิหาริย์แยกออกเป็นสององค์ ทรงดีพระทัยมาก ทรงประดิษฐานพระบรมธาตุที่แยกตัวออกมาจากองค์เดิม ไว้ที่ทรงนิมิตในพระราชอุทยาน ต่อมาได้สร้างเป็นวัดสวนดอก ถวายให้พระสุมนเถระจำพรรษาอยู่เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในเชียงใหม่ และทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐานพระบรมธาตุองค์เดิม พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวัติสามรอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูป**บใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น
ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้ทรงโปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันนนี้ กว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ สมัยหลังรัชกาลพระเมืองแก้ว วันวิสาขบูชา จะมีประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัย พระอริยสงฆ์ ที่เป็นที่นับถือของชาวล้านนาทั้งปวง เป็นผู้ดำริให้สร้างถนนขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ จากนั้นชาวล้านนาผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากก็ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างถนนสายนี้จนสำเร็จ โดยถนนนี้มีความยาว 11.53 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วัน
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagesca035ci6-jpg
หมายเหตุ คณะเราได้ทำบุญสร้างและบูรณที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ถวายเป็นพุทธบูชาฯในตลอดหลายสิบปีนี้ ทั้งการสร้างฉัตรทองคำและหุ้มทองจังโกฏิถวายพระบรมธาตุในหลายวาระฯ ตลอดจนสร้างและบูรณพระพุทธรูป,พระวิหารและเสนาสนะต่างๆเป็นอันมาก โดยเฉพาะการสร้างพระบรมธาตุสุเทพจำลองด้วยทองคำแท้ทั้งองค์ ๒ องค์ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ ตลอด 7 - 8 ปีล่วงมานี้ ได้ครอบครัวมีสุขเจ้าสำราญ ช่วยเหลือในการตามรอยพระบาทในเวียงเหนือ ทำให้สามารถบูรณวัดผาลาด หรือวัดพระสกิทาคามีได้จนสำเร็จ พร้อมในปัจจุบันก็เริ่มทำการบูรณวัดพระอนาคามีแล้ว นับว่าเจตนาที่ตั้งใจทำบุญถวายพระฯ และด้วยบุญพระท่านเมตตาสงเคราะห์ ให้วัดพระอริยเจ้าทั้ง ๔ ได้ปรากฏกลับมาเจริญรุ่งเรืองตามประสงค์ถวายพระแล้วครับ สาธุ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-07-11), พรหมวิหาร (25-04-13), พุทธรักษา (22-07-11), ก้อนดิน (25-07-11), มณีโชติ (01-08-11), ปาริฉัตรมณี (29-07-11), Nakamura (29-07-11), Rich (23-07-11)
  #9  
เก่า 24-07-11, 11:20
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 9 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-images%5B9%5D-jpg
ปุริมายะ ทักขิณายะ ปัจฉิมายะ อุตตะรายะ เหฎฐิมายะ
อุปะริมายะ ทิสายะ กะปะณะศิริสะมิง ปันพะเตมะกัสสะเปนะ
ฐาปิตัง พุทธะอุรังคธาตุง สิระสา นะมามิ เสตะฉัตตัง
สุวัณณะระชะตัง ระตะนัง ปะณีตัง พุทธะ
อุรังคะเจติยัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
พระธาตุพนม
พระธาตุประจำปีวอก
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2485 วัดพระธาตุพนมฯ ได้รับการยกฐานะเป็น พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนชยางกูร บ้านธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสก่อด้วยอิฐ กว้างด้านละ 12.33 เมตร สูง 53.6 เมตร มีกำแพงล้อมองค์พระธาตุ 4 ชั้น องค์พระธาตุตั้งอยู่บนภูกำพร้า (เนินดินสูงจากพื้นธรรมดาประมาณ 3 เมตร) ภายในบริเวณมีบึงขนาดใหญ่เรียกว่าบึงธาตุพนม
ตามตำนานพระอุรังคธาตุ กล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระอานนท์ ได้เสด็จมาทางทิศตะวันออก โดยทางอากาศ ได้มาลงที่ดอนกอนเนา แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทน์) ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตจะเกิดบ้านเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นได้เสด็จไปตามลำดับ ได้ทรงประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่ โพนฉัน (พระบาทโพนฉัน) อยู่ตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แล้วเสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร (นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้าหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขง ไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง (พระธาตุอิงฮังเมืองสุวรรณเขต) แล้วกลับมาทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ
พญาอินทร์ได้เสด็จมาเฝ้าและทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเหตุที่มาประทับที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ในภัททกัลป์ที่นิพพานไปแล้ว บรรดาสาวกจะนำพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์เมื่อนิพพานแล้ว พระมหากัสสปะ ผู้เป็นสาวก ก็จะนำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ ณ ที่นี้เช่นกัน จากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ทรงปรารภถึงเมืองศรีโคตบูร และมรุกขนคร แล้วเสด็จไปหนองหารหลวง ได้ทรงเทศนาโปรดพญาสุวรรณพิงคาระ และพระเทวี ประทานรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นั้น แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน หลังจากนั้นก็เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระสรีระ แต่ไม่สำเร็จ จนเมื่อพระมหากัสสปะมาถึงได้อธิษฐานว่า พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า ขอพระธาตุองค์นั้นเสด็จมาอยู่บนฝ่ามือ ดังนี้แล้ว พระอุรังคธาตุ ก็เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ ขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกขึ้นโชติช่วง เผาพระสรีระได้เองเป็นอัศจรรย์ เมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น (ภูเพ็กในปัจจุบัน) จากนั้นได้ไปบิณฑบาตที่เมืองหนองหารหลวง เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณพิงคาระ ตำนานตอนนี้ตรงกับตำนานพระธาตุเชิงชุม และพระธาตุนารายณ์เจงเวง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่แล้ว
เมื่อพญาทั้ง 5 ซึ่งอยู่ ณ เมืองต่าง ๆ อันได้แก่ พญานันทเสน แห่งเมืองศรีโคตบูร พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปัตถนคร พญาคำแดง แห่งเมืองหนองหารน้อย และพญาสุวรรณพิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง ได้พากันปั้นดินดิบก่อแล้วเผาไฟ ตามคำแนะนำของพระมหากัสสปะ แบบพิมพ์ดินกว้างยาวเท่ากับฝ่ามือพระมหากัสสปะ
ครั้นปั้นดินเสร็จแล้วก็พากันขุดหลุมกว้าง 2 วา ลึก 2 ศอก เท่ากันทั้ง 4 ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตา 4 เหลี่ยม สูง 1 วา โดยพญาทั้ง 4 แล้ว พญาสุวรรณภิงคาระก็ได้ก่อส่วนบน โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาปารมีสูง 1 วา รวมความสูงทั้งสิ้น 2 วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง 4 ด้าน เอาไม้จวง จันทน์ กฤษณา กระลำพัก คันธรส ชมพู นิโครธ และไม้รัง มาเป็นพื้น ทำการเผาอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อสุกแล้วจึงเอาหินหมากคอยกลางโคก มาถมหลุม เมื่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าวเสร็จแล้ว พญาทั้ง 5 ก็ได้บริจาคของมีค่าบรรจุไว้ในอุโมงค์เป็นพุทธบูชา
จากนั้น พระมหากัสสปะ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในที่อันสมควร แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยสร้างประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง 4 ด้าน แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลาจากเมืองกุสินารา 1 ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออก แปลงรูปอัศมุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี 1 ต้น ฝังไว้มุมใต้ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก นำเอาเสาศิลาจากเมืองตักศิลา 1 ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวันตก พญาสุวรรณพิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อแสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทางนั้น และพระพุทธศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้ พระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่ง คู่กัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า 5,000 พระวัสสา เกิดทางใต้และขึ้นไปทางเหนือ เสาอินทขีล ศิลาทั้ง 4 ต้น ยังปรากฏอยู่ 2 ต้น ทางทิศตะวันออก ส่วนอีก 2 ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้มไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง 2 ตัว ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน
พระธาตุพนม ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ การบูรณะครั้งแรกและครั้งที่สอง ไม่ได้บันทึกปีที่บูรณะไว้
พ.ศ. 2157 เป็นการบูรณครั้งที่สาม และ
พ.ศ. 2223-2225 และเป็นรูปแบบที่นิยมในอีสาน
พ.ศ. 2233 พระครูโพนเสม็ด (ญาคูขี้หอม) ปฏิสังขรณ์พระธาตุให้สูงขึ้น
พ.ศ. 2483 รัฐบาลได้บูรณะให้สูงขึ้น
พ.ศ. 2518 องค์พระธาตุพนมชำรุดล้มลง ทางราชการได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่ ให้คงสภาพเดิม ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เวลา 19.38 น. ด้วยเหตุที่มีฝนตกพายุพัดแรงติดต่อมาหลายวันและความเก่าแก่ขององค์พระธาตุ พระธาตุพนมจึงได้ล้มทลายลงมาทั้งองค์ ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม การก่อสร้างนี้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 นอกจากจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระธาตุดั่งเดิมแล้ว ยังมีของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้นบรรจุและประดับไว้ในองค์พระธาตุอีกด้วย โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุ ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม
ในวันเพ็ญเดือน 3 ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีจะมีงานประจำปีเพื่อเป็นการนมัสการพระธาตุพนม
อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-images%5B11%5D-jpg
หมายเหตุ ในบรรดาองค์พระบรมธาตุประจำปีเกิด คณะเรามีความเกี่ยวพันกับองค์พระธาตุพนมมากที่สุดครับ สาธุ และได้ประกอบบุญกุศล,บำเพ็ญโพธิสมภารฯ มาในหลายสมัยของพระโปรดโลก จวบจนปัจจุบันได้ถวายปัจจัย,ทองคำฯ บูรณองค์พระบรมธาตุ,ฉัตรทองคำฯ หลายครั้ง ในครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ร่วมถวายพระแก้วมรกต บรรจุพระบรมธาตุที่พระเกศ ประดิษฐานด้านในองค์พระธาตุพนม และในปีนี้ได้ร่วมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องพระมหาจักรพรรดิ์ ถวายประดิษฐานในองค์พระธาตุพนมด้วยครับ สาธุ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ได้ทำถวายพระฯและได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-07-11), พรหมวิหาร (25-04-13), ก้อนดิน (25-07-11), มณีโชติ (01-08-11), ปาริฉัตรมณี (29-07-11), Nakamura (29-07-11), Rich (24-07-11)
  #10  
เก่า 28-07-11, 16:59
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 9,565
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,783
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 76,118 ครั้ง ใน 76,118 ข้อความ
พลังบุญ: 54285
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระธาตุประจำปีเกิด ( 10 )

อภิญญา-พระบรมธาตุประจำปีเกิด-imagescaq8fsfn-jpg
สุวัณณะเจติยัง หะริ ภุญชะยัฎฐัง
วะระโมลีธารัง อุรัฎฐิ เสฎฐัง
สะหาอังคุลิฎฐิง
กัจจายะเน นะ ฐิตะปัตตัปปะการัง
สีเสนะ มัยหัง ปะระมามิธาตุง
พระธาตุหริภุยชัย
พระธาตุประจำปีระกา
พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน เป็นปูชยสถานที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่งของดินแดนล้านนาไทย มาแต่โบราณกาล ประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว บรรดาเจ้านครต่าง ๆ ในดินแดนส่วนนี้ได้มีความเคารพนับถือและศรัทธา ได้รับภาระในการปฏิสังขรณ์กันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ องค์พระธาตุเป็นรูปทรงแบบลังกา ฝีมือประนีต และมีความคงทนถาวรมาก ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. ๑๔๔๐ พระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์วงค์รามัญผู้ครองนครลำพูน เป็นลำดับที่ ๓๓ มีศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ได้ทรงรับเอาพระพุทธศาสนาจากเมืองมอญ มาประดิษฐานที่นครลำพูน และได้ทรงสร้างพระมณฑป เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันมี ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง ตามพุทธทำนาย มณฑปนั้นสูงสามวา มีซุ้มทั้งสี่ด้าน ครอบโกศสูงสามศอก แล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า บรรดาบ้านเรือนในนครลำพูน จะต้องสร้างไม่ให้สูงเกินสามศอก เพื่อให้สูงกว่าองค์พระบรมธาตุ ต่อมาพระนางปทุมวดี พระมเหสีของพระเจ้าอาทิตยราช ได้ทรงสร้างพระเจดีย์เหลี่ยมขึ้นองค์หนึ่ง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระธาตุ เป็นพระปรางค์รูปสี่เหลี่ยมยอดแหลม มีนามว่าสุพรรณเจดีย์ ใต้ฐานชั้นล่างเป็นกรุบรรจุพระเปิม (พระเครื่องชนิดหนึ่ง) ยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๒๒ พระเจ้าสัพพาสิทธิ์ ผู้ครองนครลำพูน ได้สร้างโกศทองเสริมต่อขึ้นไปอีกหนึ่งศอก รวมเป็นสูงสี่ศอก และสร้างพระมณฑปเสริมต่อขึ้นอีกสองวา รวมเป็นห้าวา มื่อปี พ.ศ. ๑๘๑๙ พระเจ้าเม็งรายมหาราช ผู้ครองนครเชียงราย มีชัยชนะได้ครองนครลำพูน ได้ทรงสร้างพระมณฑป เสริมต่อครอบพระมณฑปเดิมอีกสิบวา รวมเป็นสิบห้าวา พร้อมทั้งสร้างทองจังโกฎก์หุ้มตั้งแต่ฐานถึงยอด เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๘๖ พระเจ้าอโลกราชกษัตริย์ของล้านนาไทย ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้อาราธนาพระมหาเมธังกร ให้ควบคุมการก่อสร้างเสริมต่อพระบรมธาตุ ให้สูงขึ้นไปอีกแปดวา รวมเป็นยี่สิบสามวา ฐานกว้างสิบสองวา สองศอก ฉัตรเจ็ดชั้น แก้วบุษหนัก ๒๓๐ เฟื้อง ใส่ไว้ที่ยอด สรุปรายการในการก่อสร้างได้ดังนี้ ศิลาแลง ๖๐,๐๐๐ ก้อน อิฐ ๑๐๐,๐๐๐ ก้อน ปูน ๑,๖๖๐,๐๐๐ ค่าน้ำกล้วยตีบเงิน ๖๐,๐๐๐ สิ้นน้ำหนัก ๔,๐๐๐,๐๐๐ ราคาเงิน ๙,๐๐๐ รวมค่าก่อสร้างทั้งหมด ๔,๐๐๐,๐๐๐ และได้เอาทองจังโกฎิ (แผ่นทองแดงปนนาค) หุ้มตลอดองค์จำนวน ๑๕,๐๐๐ แผ่น สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๐๐ พระเมืองแก้วเจ้านครเชียงใหม่ ได้สร้างส่วนนี้เป็นสันติบัญชร (ระเบียงหอก) ล้อมเป็นรั้วไว้ ณ ฐานล่างสองชั้น เป็นจำนวน ๕๐๐ เล่ม และต่อมาในสมัยพระยาอุปโย เป็นเจ้านครเชียงใหม่ พระราชโมลีมหาพรหม และพระสังฆราชา ได้ชักชวนชาวเมือง ทำสันติบัญชรต่ออีก ๗๐๐ เล่ม จนเสร็จบริบูรณ์ ตามตำนาน เช่นพงศาวดารโยนก จามเทวีวงศ์ และมูลศาสนาชินกาลมาลินี กล่าวว่าพระบรมธาตุแห่งนี้ บรรจุพระบรมเกศาธาตุ เดิมบรรจุไว้ในกระบอกไม้ไผ่รวกฝังไว้ใต้พื้นดิน เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ได้เคยเสด็จมา ณ ที่นี้ ได้ประทับบนหินก้อนหนึ่ง กระทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) ผลสมอ(หริภุญชัย) และทรงพยากรณ์ว่าจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งปาฏิหารย์ผุดขึ้นจากพื้นดิน พร้อมเป็นที่ประดิษฐานพระสุวรรณ์เจดีย์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ และทรงประทานพระเกศาธาตุประดิษฐษนตามพุทธประเพณีของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนฯ ปัจจุบัน วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่กลางเมืองลำพูน มีเนื้อที่ ๒๕ ไร่ วัดนี้มีกำแพงสองชั้น เป็นกำแพงรอบบริเวณวัดชั้นนอก และกำแพงทำเป็นศาลาบาตรรอบองค์พระธาตุ เป็นกำแพงชั้นใน องค์พระธาตุเจดีย์มีสินติบัญชรสองชั้น สำเภาทองตั้งอยู่ประจำรั้วชั้นนอก ทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีซุ้มกุมภัณฑ์ และฉัตรประจำสี่มุม กับหอยอดประจำทุกด้าน รวมสี่หอ มีพระพุทธรูปประจำอยู่ทุกหอ ประเพณีสรงน้ำพระธาตุมีในวันเพ็ญเดือนหก ใช้น้ำทิพย์โดยนำน้ำมาจากยอดดอยเค้าม้อ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออก ประมาณสิบกิโลเมตร และได้รับพระราชทานน้ำสรง กับเครื่องราชสักการะ มีการแห่แหนครัวทาน จุดบอกไฟ (ไฟพะเนียง) เป็นพุทธบูชา และมหรสพอยู่ตลอดคืน
หมายเหตุ ในบรรดาองค์พระบรมธาตุประจำปีเกิด คณะฯเราได้ทำบุญที่วัดพระบรมธาตุหริภุญไชยมากครั้งที่สุดครับ ในตลอดหลายสิบปีมานี้ ได้ถวายปัจจัย,ทองคำฯ ทำการบูรณองค์พระบรมธาตุและฉัตรทองคำ มาโดยตลอดเมื่อองค์พระบรมธาตุชำรุดทรุดโทรม พร้อมได้ทำการบูรณพระพุทธรูป,พระวิหาร,พระเจดีย์และประกอบบุญใหญ่อีกหลายประการเป็นจำนวนมาก สาธุ บุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ได้ตั้งใจทำอย่างยิ่งด้วยจิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยอันประมาณไม่ได้ ได้ทำถวายพระฯ และได้ทำเผื่อทุกๆท่านด้วยแล้ว หากประสงค์สิ่งใดก็เชิญอธิษฐานได้ตามอัธยาศัยเสมือนได้ทำบุญพุทธบูชาฯทั้งหมดนี้ด้วยตนเองเลยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ

Tags
พระบรมธาตุประจำปีเกิด, พระนิพพาน, อภิญญา, ตามรอยพระบาท


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:24


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่