กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > แนะนำสถานปฏิบัติธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 19-01-11, 11:37
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,350 ครั้ง ใน 2,350 ข้อความ
พลังบุญ: 2505
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่

อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-13%5B1%5D-jpg
วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง เป็นวัดใน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในป่าบนเทือกเขา ห่างจากหมู่บ้านเป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้งนี้ มีปูชนียสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนพระนลาฏเบื้องซ้าย (กระดูกหน้าผากด้านซ้าย) ตามประวัติ พระนางจามเทวีได้ขึ้นมานมัสการพระบรมธาตุดอยเกิ้งครั้งที่จะมาครองเมืองหริภุญชัย(ลำพูน) เมื่อ พ.ศ. 1200 และในปี 2463-2464 ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ได้ขึ้นมาบูรณะและสร้างเจดีย์ครอบเจดีย์องค์เก่าไว้ และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2464 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จขึ้นมานมัสการพระบรมธาตุดอยเกิ้งพร้อมกับนมัสการท่านครูบาศรีวิชัยในครานั้น ต่อมาก็ได้รกร้างไปจนถึง พ.ศ. 2529 ครูบาบุญศรี อภิปุณโณ ได้ธุดงค์ขึ้นมา และได้บูรณะสร้างเสนาสนะต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
เป็นวัดที่มีความสำคัญมาก ตามตำนานพระพุทธเจ้าเลียบโลกพระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดพระฤาษีตนผู้หนึ่งมีอาศรมอยู่บนดอย พระพุทธเจ้าได้มอบพระเกศาให้พระฤาษี 1 เส้น พระอินทร์ก็ได้เนรมิตอุโมงค์ขึ้นบนให้โยคีบรรจุพระเกศาไว้ แล้วพระอินทร์ได้เนรมิตจักรยนต์ไว้ที่ปากอุโมงค์ เพื่อรักษาพระเกศาธาตุ แล้วพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว ให้นำบรมธาตุส่วนพระนลาฏซ้ายมาประดิษฐานที่นี่ และได้พยากรณ์ไว้ว่า ดอยลูกนี้ภายหน้าจักได้ชื่อว่า "ดอยเกิ้ง" อาศัยเมื่อตอนที่พระพุทธองค์เสด็จมาพระอินทร์ท่านนำฉัตรทองคำมากางให้ฯ
พระธาตุเจ้าดอยเกิ้งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาตามถนเชียงใหม่-ฮอด-วังลุง-ดอยเกิ้ง ระยะทางประมาณ ๑๒๔ กิโลเมตร วัดอยู่ห่างจากหมู่บ้านสุดท้ายชื่อหมู่บ้านห้วยหินดำ เป็นระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร ต้องเอารถยนต์ใส่แพข้ามฟากไป ในเดือนกันยายนถึงประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ก่อนขึ้นเขาเพราะน้ำจากเขื่อนภูมิพลจะท่วมรอบ ๆ บริเวณหมู่บ้านห้วยหินดำ ใช้เวลาในการข้ามน้ำประมาณ ๓๐ นาที ถ้าเดินทางมาทาง อำเภอดอยเต่า จะต้องนั่งเรือข้ามทะเลสาบดอยเต่า ซึ่งเป็นจุดที่น้ำเอ่อท่วมกว้างที่สุดของเขื่อนภูมิพล และต้องเดินทางเท้าขึ้นเขาอีกเป็นระยะทาง ๔ กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางที่พระครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๔
หมายเหตุ http://www.watdoykoeng.com/
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-6%5B1%5D-jpg   อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-1-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
พรรณวดี (19-01-11), พรหมวิหาร (25-04-13), พุทธรักษา (19-01-11), มณีโชติ (22-01-11), สุธัมมา (19-01-11), อภิญญา (22-01-11), จิตประภัสสร (19-01-11), ปาริฉัตรมณี (19-01-11), นิมมานรดี (10-04-11), Jira (15-02-11), Nakamura (19-01-11), octavian (13-08-11), Rich (24-01-11)
  #2  
เก่า 24-01-11, 12:06
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,350 ครั้ง ใน 2,350 ข้อความ
พลังบุญ: 2505
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile ประวัติพระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่

ตำนานพระเจ้าเลียบโลกกัณฑ์ที่ ๘
อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-rpb2%5B1%5D-jpg
ดอยผาเรือ
จากนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปทงทิศตะวันตก ไกลประมาณ ๑๐,๐๐๐ วา ก็ทรงบรรลุถึง แม่น้ำระมิงค์ (แม่ปิง) ก็เสด็จขึ้นสู่ ดอยผาเรือ ในเชิงเขาที่นั้นแล้วตรัสถามพระเจ้าอโศกราชว่า "ดูรา มหาราช ผาเรือนี้เป็นรูปเรือจริงหรือ" พระเจ้าอโศกราชทรงกราบทูลว่า "ผาเรือเป็นรูปเรือจริง" พระพุทธองค์ตรัสถามต่อไปว่า "เป็นเรือของใครนำมาไว้ที่นี้หรือ" พระเจ้าอโศกมหาราชกราบทูลว่า "ข้าแด่พระองค์ผู้ประเสริฐ แต่เมื่อปฐมกัปป์เริ่มตั้งขึ้นในครั้งนั้น มีพระยาองค์หนึ่งชื่อว่า สิงสุ พายเรือมาถึงที่นี้" พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "มาจากทิศใดหรือ" พระเจ้าอโศกราชก็ทรงเล่าเรื่องต่อไปว่า "พระยาสิงสุองค์นั้นพายเรือมาจากทิศตะวันตกพอมาถึงที่นี้น้ำก็บก (น้ำแห้ง) เรือเลยเกยตื้น พระยาองค์นั้นก็ไม่สามารถที่จะพายเรือไปได้ เลยทิ้งไว้ที่นี้แล้วจึงเสด็จหนีไปทางบกก็เลยถึงแก่อนิจกรรม" พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "พระยาสิงสุมีฤทธิ์เดชานุภาพจริงหรือ" พระเจ้าอโศกราชกราบทูลว่า "พระยาสิงสุมีฤทธิ์แท้แล" เมื่อพระองค์ทรงทราบเช่นนี้แล้ว ก็ทรงเล็งดูอนาคตด้วยอนาคตังสญาณ "ก็ทรงทราบว่าพระยาสิงสุองค์นั้นจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต" จึงทรงเหยียบรอยพระบาทไว้เหนือผาเรือนี้เพื่อให้เป็นบุญแก่พระยาสิงสุ แล้วก็ประทับนั่งเหนือแท่นทองคำท่ามกลางเรือนั้น
เมื่อปฐมกัปป์เริ่มก่อตั้งนั้น ในเวลานั้นยังไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติมาในโลกแม้แต่พระองค์เดียว ในเวลานั้น น้ำ มหาสมุทรก็เหือดแห้งลงไปทีละน้อย จนเชิงเขาแห่งนั้นโผล่พ้นน้ำมหาสมุทรออกมา ตอนนั้นน้ำลดพ้นมาถึงเมืองอโยธยาทวารวดี พระเจ้าสิงสุองค์นั้นประสูติในเมืองม่าน (พม่า) คือเมืองอังวะ ทรงมีฤทธิ์เดชานุภาพมาก พระเจ้าสิงสุทรงสำราญพระทัย จึงรับสั่งให้สร้างเรือทองคำขึ้นลำหนึ่งกว้าง ๖ ศอก ยาว ๑๐ วา ถ่อและพายก็ทำด้วยทองคำ เมื่อสร้างเรือทองคำเสร็จแล้ว จึงนำแท่นทองคำตั้งไว้ในเรือ (ฉบับของวัดหัวขัวและวัดต้นแงะ อำเภอลำพูนกล่าวว่า "เอาแท่านทองคำแท่นหนึ่งกว้าง ๖ ศอก หนา ๑ ศอก มาตั้งไว้ในเรือแล้วถ่อไปในน้ำมหาสมุทรแต่ถ่อไม่ถึง จึงพายไปแล่นไปในน้ำตลอดวัน พายมาถึงดอยลูกใด ค่ำแล้วก็นอนเสียที่นั้น ตื่นขึ้นก็พายต่อมาตามลำดับ จนกระทั่งถึงเชิงเขาลูกนี้ ก็นอนที่นี้ ๑ คืน พอตื่นเช้าขึ้นมาน้ำแห้งเรือติดอยู่บนบก ยังมีหว่างภูเขาแห่งหนึ่งกว้า ๑๒ วา พระองค์ก็ลากเรือตกลงไปในระหว่างภูเขานั้น จะเอาออกก็ออกไม่ได้ จึงลงไปเหหัวเรือไปทางทิศตะวันตก แล้วตรัสว่า "ผู้ไม่พิจารณาไม่รู้ว่าเปรือ ผู้ใดมีบุญจึงจะพบ" แล้วก็เสด็จหนีไปทางบก ไปถึงเมืองชะแลมคำก็ถึงแก่อนิจกรรมที่นั้น ไม่ทันกลับไปเมืองม่าน นับแต่นั้นมา น้ำมหาสมุทรก็แห้งลงไปปีละ ๑ วา ๒ วา ตลอด นานเข้าที่นี้ก็กลายเป้นเมืองแห่งหนึ่ง เรือทองคำลำนั้นก็เลยกลายเป้นผาเรือ จมอยู่ระหว่างภูเขาที่นั้น
เพราะเหตุใดน้ำในมหาสมุทรจึงแห้ง ตามที่ได้รู้มาว่า "สะดือน้ำมหาสมุทรเป็นรูกว้างได้ ๑๐๐ โยชน์ น้ำปั่นเป็นเกลียวลงไป ถูกเปลวไฟนรกอันดำคล้ำยิ่งนัก ประดุจดั่งน้ำมันหมูหยดใส่ไฟ หรือไม่ก็เป็นเหมือนน้ำหยดลงสู่ทั้งเหล็กร้อนเสียงดังฉ่าๆ นั้นแหละ ยังมีปูตัวหนึ่งใหญ่กว้างได้ ๕๐๐ โยชน์ มันมีวิบากเกิดมาคู่กับโลกจนตราบสิ้นกัปป์ ปูตัวนั้นก็ใช้ลำตัวมันปิดรูสะดือทะเลไว้ เหตุนั้น้ำในสมุทรตึงขึ้นมานิดหน่อย เมื่อใดปูตัวนั้นร้อนมันยกอกมันขึ้น น้ำมหาสมุทรก็ปั่นเป็นเกลียวลงไป เหตุนั้นน้ำมหาสมุทรเลยแห้งไปทีละเล็กละน้อยจนเป็นเหตุให้พระยาสิงสุนำเรือมาทิ้งไว้ที่เชิงเขา และน้ำสมุทรแห้งไปจึงทิ้งเรือทองคำไว้ที่ระหว่างก้อนหินนั้น เป็นเวลานานยิ่งจนเรือทองคำกลายเป็นผาเรือไป อยู่ที่เชิงเขาทองคำแห่งนี้เลยได้ชื่อว่า ดอยผาคำ
ถึงกาลเมื่อพระพุทธเจ้าโคตมะของเราเสด็จอุบัติมาเป็นครูแก่โลก ที่นี้เป็นเมืองลัวะ ลัวะผู้หนึ่งเป็นขุนชื่อว่า ขุนแสนทอง เป็นใหญ่แก่ลัวะทั้งหลายในอาณารัฐที่นี้ เป็นมิตรกับโยคีผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในเมืองผาสี มาสร้างสมบัติสิ่งขอให้แก่มัน โยครีรูปนี้มีร่างกายสูงได้ ๘ ศอก มีกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก เหตุว่ามันได้หล่อกินน้ำบ้า (ไม่ทราบว่าน้ำอะไร บางฉบับว่า น้ำห้อป่า น้ำบายา) เกิดมาตั้งศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันธะ เมื่อพระพุทธเจ้ากกุสันธะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็กินน้ำบ้าห้าร้อยนั้นอีก (บางฉบับก็ว่า น้ำบ้าและยาห้าร้อย) เลยมีอายุยืนยาวมาถึงสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เสด็จมาเป็นครูแก่โลก และเสด็จนิพพานไป มันก็กินน้ำบ้าห้าร้อยน้ำนั้นอีก ก็มีอายุยืนยาวมาถึง สมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ เสด็จมาเป็นครูแก่โลกและเสด็จนิพพานไป มันก็กินน้ำบ้ายาห้าร้อยน้ำนั้นอีก เลยมีอายุยืนยาวมาถึงสมัยพระพุทธเจ้าโคตมะของเราทั้งหลาย ขุนลัวะแสนทองผุกมิตรกับโยคีรูปนี้เพื่อให้โยครีมาสร้างสมบัติสิ่งของให้แก่ตน
ตั้งแต่หัวเรือคำนี้ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐ วา มีถ้ำแห่งหนึ่งงามยิ่งนัก เป็นรูโค้งเข้าไปสู่ท้องดอยกว้างเท่าวิหารใหญ่หลังหนึ่ง โยคีรูปนี้อยู่ที่ปากถ้ำนี้ จากนั้นไปยังมีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า จุนทเถร (บางฉบับว่า จันทเถร, จุรันทเถร) เป็นลูกชาวเมืองกุจฉินารา ท่านมาอยู่วิเวกภาวนาในถ้ำที่นั้น ใช้เวลาว่างจารคัมภีร์ที่เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ พระไตรปิฎกได้ผงใบลานเต็มกอบมือ โยคีรูปนั้นสร้าง**บทองคำ ๗ ใบ ใส่คัมภีร์ไว้ในที่สุดของถ้ำทำเป็น ๓ ขั้น ราบเรียบเสมอเข้าไป ๓ วา สูงขึ้นไปอีก ๓ วา กลับราบเรียบเข้าไปอีก ๓ วา ไปตันเสียที่นั้น ชั้นล่างนั้นเป็นที่อยู่แห่งพระจุนทเถรภถาวนา ชั้นกลางเป็นที่อยู่แห่งโยคีและโยคีสร้างเจดีย์ทองคำสูง ๗ ศอก นับแต่เจดีย์ทองคำเข้าไป ๓ ศอกสร้างพระพุทธรูปทองคำไว้ ๓ องค์ แต่ละองค์สูง ๑ คืบ ต่อจากหลังพระพุทธรูปทองคำเข้าไป ๓ ศอก สร้างพระพุทธรูปไสยาสน์องค์หนึ่งยาว ๓ ศอก ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ชั้นบนสร้างเป้นแท่นทองคำ ๗ แท่น เพื่อวาง**บพระคัมภีร์ไตรปิฏกทั้ง ๗ **บ ที่พระจุนทเถรได้จารไว้ ต่อจากนั้นก็หล่อฆ้องทองคำไว้ ๑ ใบ ปากกว้าง ๒ วา (บางฉบับว่า ๔ วา) สิ้นทองคำหนึ่งล้านหนึ่งหมื่น แขวนไว้ที่ประตูกตรงไปถึงพระเจดีย์ เทวดาถึงสององค์จึงจะตีฆ้องนี้ดัง ถ้าใช้คนตีต้องใช้คนถึง ๑๐ คนจึงจะตีดัง เทวดายังตีบูชาพระพุทธเจ้าทุกวันพระเที่ยงคืน จะได้ยินเสียงดังคล้ายแมงภู่บินอยู่ในถ้ำ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-01-11), พรหมวิหาร (25-04-13), พุทธรักษา (24-01-11), สุธัมมา (24-01-11), อภิญญา (24-01-11), จิตประภัสสร (24-01-11), ปาริฉัตรมณี (24-01-11), นิมมานรดี (10-04-11), Jira (15-02-11), Nakamura (24-01-11), octavian (13-08-11), Rich (24-01-11)
  #3  
เก่า 24-01-11, 12:27
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,350 ครั้ง ใน 2,350 ข้อความ
พลังบุญ: 2505
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile ประวัติพระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ( 2 )

อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-%E0%B8%9F2-jpg
อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-post-22-1182450630%5B1%5D-jpgอภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-%E0%B8%9F3-jpgอภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-post-22-1182450692%5B1%5D-jpg
อภิญญา-พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่-imagesca56rnww-jpg
เมื่อท่านจุนทเถรยังมีชีวิตอยู่ ภิกษุทั้งหลายก็ดี นักปราชญ์ทั้งหลายก็ดีประสงค์จะศึกษาเล่าเรียน ก็มาขอยืมคัมภัร์หนังสือของท่านจุนทเถร เอาไปศึกษาเล่าเรียน ยึดเป็นแบบฉบับหลักฐานได้ เพราะเหตุว่าพระอรหันต์เขียนเป้ฯที่ที่ถูกต้องยิ่งนัก เมื่อท่านจุนทเถรจะนิพพาน ท่านได้เก็บรวบรวมใส่**บทองคำไว้เหมือนเดิม แล้วจึงนิพพานไปในถ้ำแห่งนั้น
ต่อจากนั้นขุนแสนทองก็นิมนต์โยคีรูปนั้นอยู่เฝ้ารักษาที่ผาเรือที่นั้น (บางฉบับ ให้ท่านเจ้าสี่ตนมารักษา) กาลครั้งนั้น พระโยคีก็ออกมาจากถ้ำเข้ามาอภิวาทกราบไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "ดูรา โยคีท่านมาอยู่ที่นี้ด้วยเหตุอะไร" โยคีกราบทูลว่า "พระอรหันต์องค์ที่เป็ฯลูกศิษย์ของพระองค์มีชื่อว่า จุนทเถรท่านมาอยุ๋วิเวกที่ถ้ำหิน ท่านมาจารคัมภีร์ธรรมของพระองค์ไว้ทั้ง ๓ ปิฎก ข้าพระองค์มาสร้าง**บทองคำสำหรับใส่คัมภีร์ไว้ที่นี้ ท่านจุนทเถรนิพพานไปก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาถึงที่นี้สักเล็กน้อย ส่วนข้าพระองค์ได้สร้างพระเจดีย์ทองคำสูง ๗ ศอก พระพุทธรูปทองคำ ๓ องค์ สร้างพระพุทธไสยาสน์ยาว ๓ ศอก และสร้างฆ้องทองคำ ๑ ใบกว้าง ๒ วา ข้าพระองค์ได้สร้างไว้ในที่นี้แล" พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุโมทนาว่า "สาธุ ดีนักแล การที่ท่านกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นบุญแก่ท่านเป็นอันมาก อานิสงส์ก็มีแก่ท่านเป็นอันมากหาที่สุดมิได้"
เมื่อนั้นลัวะทั้งหลายมีขุนแสนทองเป็นประธาน ก็พากันมากราบไหว้พระพุทธเจ้า และพระพุทธองค์ก็เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงเหยียบรอยพระบาทเบื้องขวาไว้ที่แท่นผาคำ ที่พระพุทธองค์ประทับนั่งในเรือทองคำนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จขึ้นสู่ดอยผาเรือ พระอินทร์ก็ถือฉัตรกั้นพระพุทธองค์ ขุนแสนทองเห็นเช่นนั้นก็บังเกิดความโสมนัสก็รำพึงว่า "ตั้งเราเกิดมาก็พึ่งมาพบมาเห็นพระพุทธเจ้าในวันนี้" รำพึงเช่นนี้แล้วจึงสิ่งไปเอาเกิ้งคำ (สัปทนทองคำ) มากั้นให้พระพุทธองค์ แต่ไม่ทันจึงวิ่งตามพระพุทธเจ้ามาทันที่ยอดดอย พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งเหนือยอดดอยแห่งหนึ่ง ขุนลัวะแสนทองก็กั้นสัปทนทองคำพระพุทธองค์อยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนพระอินทร์ทรงถือฉัตรกั้นพระพุทธองค์อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้มีพระอรหันต์และพระเจ้าอโศกราชนั่งอยู่เป็นบริวาร
พระเจ้าอโศกราชทอดพระเนตรดูทิศานุทิศ แล้วทรงเห็นสถานที่นั้นงดงามยิ่ง จึงกราบทูลขอพระเกศาธาตุซึ่งพระพุทธเจ้าว่า "ข้แด่พระพุทธเจ้า สถานที่นี้งามยิ่งนัก สมควรตั้งพระศาสนาที่หนึ่งแล" พระพุทธองค์ทรงรำพึงดูสถานที่นั้น ทรงเห็นว่าเป็นครึ่งบ้านครึ่งเมือง ศานาตถาคตก็พอจะรุ่งเรืองได้ คนทั้งหลายจะชวนกันมาไหว้นบสักการบูชาเป็นอันมาก แล้วก็ทรงลูบพระอุตตมังคศีรษะทรงได้พระเกศาธาตุมาหนึ่งองค์ ทรงมอบแก่พระอรหันต์และพระเจ้าอโศก จึงตัดกระบอกไม้รวกทำเป็นผอบใส่พระเกศาธาตุ แล้วเอาใส่ในผอบทองคำใหญ่ ๗ กำมือ ทูลถามพระพุทธองค์ว่า "ในบริเวณที่นี้มีถ้ำอยู่ที่ไหนบ้างพระเจ้าข้า" พระพุทธองค์ตรัสว่า "มีอยู่ในภูเขาลูกนี้ ศิษย์ตถาคตชื่อจุนทเถร เป็นลูกชาวเมืองกุจฉินารา มาอยู่วิเวกที่ผาแห่งนี้ นิพพานไปก่อนหน้าตถาคตมาถึง **บคัมภีร์คำสั่งสอนของตถาคต ๗ **บ ก็มีอยู่ในถ้ำที่นี้ท่านทั้งหลายจงนำเกศาธาตุไปบรรจุไว้ในที่นั้นเถิด" พระอรหันต์ พระอานนทเถร และพระเจ้าอโศกราชร่วมกับพระอินทร์ ก็อัญเชิญพระเกศาธาตุลงไปจากยอดเขานับแต่ยอดเขาลงไป ๑๐๐ วา (บางฉบับว่า ๘๐๐ วา) ก็พบปากถ้ำ เห็นโยคีรูปนั้นแล้วก็เข้าไปพบเจดีย์ทองคำ เห็นฆ้องทองคำที่โยคีสร้างไว้ก็ขึ้นไปชั้นบนอันเป็นที่เก็บ**บพระคัมภีร์ไตรปิฏกก็วางผอบพระเกศาธาตุไว้เหนือแท่นทองคำใกล้กับ**บพระไตรปิฎกนั้น
นับแต่ยอดเขาลงมาถึงปากถ้ำระยะทาง ๑๐๐ วากับ ๑ ศอกมัชฌิมบุรุษนับแต่ปากถ้ำเข้าถึงพระเกศาธาตุระยะทาง ๔๐๐ วามัชฌิมบุรุษ ที่ประตูถ้ำนั้นมีไม้หกกอหนึ่ง เมื่อเวลาใบมันร่วงมันจะร่วงไปทางทิศตะวันออกตั้งเทวดา ๘ องค์ชื่อเทวดาทวารเฝ้ารักษาไว้ พระอินทร์ทรงเนรมิตยนตร์จักรผันป้องกันไว้ทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก กับปล่องอากาศด้านบนของถ้ำจะต้องข้ามแม่น้ำลึกแค่คอ ซึ่งแม่น้ำนั้นเกิดมี อยู่ในถ้ำที่นั้นเมื่อข้ามแม่น้ำนั้นแล้วเข้าไปตามช่องถ้ำไกลประมาณ ๘๐๐ วา (บางฉบับว่า ๘,๐๐๐ วา) จึงออกมาด้วยช่องอากาศของถ้ำสร้างรูปยักษ์ ๒ ตนไว้ที่นั้น บรรจุทองคำไว้ในท้องยักษ์ตนละหนึ่งแสนทองคำใช้แก้วปทัมราคเป็นดวงตาของยักษ์ทั้ง ๒ คน ที่หน้าผากหุ้มด้วยแผ่นทองคำ มีมือถือพระขรรค์ให้เฝ้าอยู่ซ้ายขวาของประตูถ้ำใส่ชื่อว่ายักขทวาร เมื่อทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงพากันกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ยอดภูเขา พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "ท่านทั้งหลายไปกันเป็นอันนานยิ่ง" จึงกราบบังคมทูลว่า "ข้าแด่พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายไปสร้างแต่แปลงรูปยักษ์ ๒ ตน อยู่ฝ่ายตะวันตก เหตุนี้จึงมากันช้า" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดีนักแล" แล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสแก่พระมหาอานนท์ว่า "ดูรา อานนท์ บัดนี้ตถาคตมีอายุได้ ๖๐ ปี แล้วเมื่ออายุตถาคตเต็ม ๘๐ ปี บริบูรณ์ก็จะนิพพานไป เมื่อตถาคตนิพพานไป แล้วท่านจงเอาธาตุกระดูกหน้าผากด้านซ้ายมาประดิษฐานไว้ในดอยที่นี้เพื่อเป็นที่ไหว้แก่คนและเทวดาทั้งหลาย เสมอดังตถาคตยังดำรงอายุอยู่ สถานที่อยู่ทางทิศตะวันออกนี้ราบเรียบสม่ำเสมอดี ต่อไปจะเป็นเมืองหนึ่งชื่อว่า เมืองอตุลนคร เมืองนี้จะเป็นที่อยู่แห่งคนและนักบวชผู้มีบุญเป็นจำนวนมาก ในที่นี้จะเป็นที่ประชุมแห่งคนที่มีบุญทั้งหลาย จะเป็นผู้รักษาธาตุและ**บทองคำสำหรับใส่พระไตรปิฎกเมืองนี้จะรุ่งเรืองด้วยพระรัตนตรัย อุดมด้วยพระเถรานุเถรผู้ตั้งอยู่ในสรณาคมน์เสมอกันทุกองค์ เทวดาจะนำธาตุออกมาให้คนและเทวดาทั้งหลายได้สักการบูชา ตถาคตมีชีวิตอยู่เพื่อสมบัติสุข ๓ ประการ แก่คนทั้งหลายฉันใด ส่วนสารีริกธาตุ กระดูกหน้าผากตถาคตฝ่ายซ้าย ที่มาประดิษฐานอยู่ในดอยนี้ก็จะนำความสุข ๓ ประการมาให้แก่คนและเทวดาทั้งหลายฉันนั้น พระมหาอานนทเถรก็กราบทูลถามว่า "ข้าแด่พระพุทธเจ้า ดอยลูกนี้จะเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุเจ้าอันประเสริฐ ต่อไปภายหน้าดอยลูกนี้จะมีชื่อประการใด" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูราอานนท์ เมื่อตถาคตมาถึงที่นี้ ลัวะทั้งหลายเอาเกิ้ง (สัปทน) มากั้นให้เราสถานที่นี้มีนิมิตเป็นไปกับด้วยเกิ้ง เช่นนี้ต่อไปภายหน้าจะได้ชื่อว่า ดอยเกิ้ง (พระธาตุดอยเกิ้ง อยู่ในเขตอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่)
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสถิตสำราญอยู่ที่ยอดภูเขาที่นั้น ทรงแสดงพระธรรมและเทศนาสั่งสอนลัวะทั้งหลายมีขุนแสนทองเป็นต้น พวกเขาได้นำโภชนาหารมาถวายแก่พระองค์ทุกวัน
ส่วนว่าพระอัสสชิเถร และพระอตุลเถร ที่พระพุทธเจ้ารับสั่งให้อยู่ปฏิบัติรักษาพระบาทผาน้อยเมืองลา อันมีในเมืองอาฬวี คือ เมืองลี้ (แต่ตามเรื่องกล่าวว่า ท่านทั้งสองอยู่เมืองลี้) ท่านอยู่ปฏิบัติพระบาทผาน้อยหัวรอเมืองลานั้น ท่านจำเริญภาวนาจนสำเร็จพระอรหัตตผล แล้วจึงปรึกษากันว่า "ดูรา อาวุโส พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาสั่งเราว่า เมื่อเราทั้งสองจำเริญภาวนาสำเร็จมรรคสำเร็จผลแล้ว จงไปตามหาตถาคตทางทิศตะวันตกเฉียงใต้โน้นเถิด" (เรื่องตอนที่เกี่ยวกับเมืองลี้ว่า ทิศตะวันตกตรง) บัดนี้เราทั้งสองสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เราทั้งสองควรติดตามไปเฝ้าพระพุทธองค์เถิด" เมื่อปรึกษากันแล้ว ก็ชวนกันเหาะมาทางอากาศติดตามหาพระพุทธองค์ จึงมาพบพระพุทธองค์ที่ดอยเกิ้งที่นั้น เมื่อทั้งสองถวายอภิวาทแล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสถามว่า "ท่านทั้งสองมาโดยด่วนแท้หนอ" พระเถระทั้งสองก็กราบทูลว่า "ข้าแด่พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์มาโดยด่วน เพื่อจะมาอภิวาทพระพุทธองค์ด้วยว่าข้าพระองค์ทั้งคู่ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จึงมาอภิวาทพระพุทธองค์แล" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดีแล ท่านทั้งสองจงชวนกันกลับไปอยู่รักษาพระบาทผาน้อยที่นั้น ก็เท่ากับได้อยู่อุปัฏฐากตถาคตทุกวันแล" พระเถระทั้งสองรูปนั้นก็รับสนองพระพุทโธวาทว่า "สาธุ ดีแล" แล้วก็ถวายอำลาพระพุทธเจ้ากลับไปสู่ผาน้อยอันเป็นที่อยู่ของตน อุปัฏฐากพระพุทธบาทที่นั้นได้นาน ๓ วัน ก็ถึงแก่นิพพานไปในวันเดียวกันทั้งสององค์ คนและเทวดาทั้งหลายก็มาส่งสักการฌาปนกิจพระเถระทั้งสอง แต่ไฟหาได้ไหม้แม้ร่างของท่านไม่ พระอินทร์ที่มากับด้วยพระพุทธเจ้า ในเวลานั้นท่านขึ้นไปชั้นฟ้า ประทับนั่งบนแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ก็รู้สึกร้อนเร่าแข็งกระด้างจึงเล็งทิพยเนตร ดู ก็รู้ว่า "ท่านอัสสชิเถรและท่านอตุลเถรนิพพานไปแล้ว คนทั้งหลายมาพร้อมกัน ฌาปนกิจแต่ไฟหาได้ไหม้สรีระร่างของท่านไม่ พระอินทร์จึงเหาะไปกราบทูลพระพุทธเจ้าที่เชิงดอยเกิ้งที่นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูรา มหาราช การที่จะฌาปนกิจพระทั้งสองรูปนั้น ในกาลบัดนี้ไฟไม่ไหม้หรอก ทั้งสองรูปนั้นรอพระอริยเมตไตรยมาฌาปนกิจในการต่อไปภายหน้าเท่านั้น" พระอินทร์ทรงสดับพุทธดำรัสเช่นนั้น ก็ไปเนรมิตโลงหินกับเตียงหิน ๒ ชุด เพื่อบรรจุสรีระแห่งพระอัสสชิเถรและพระอตุลเถร แล้วนำไว้ในถ้ำท้องภูเขาที่นั้นเพื่อรอพระอริยเมตไตรยเจ้า เมื่อพระอริยเมตไตรยเจ้าเสด็จอุบัติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะทรงมาฌาปนกิจศพท่านทั้งสองตามวิบากกรรมของท่านแล"
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายที่นิพพานไปแล้ว แต่สรีระร่างยังไม่เน่าเปื่อยมีอยู่ ๔ องค์คือ พระมหากัสสปเถร นิพพานแล้วสรีระร่างของท่านอยู่ในระหว่างภูเขา ๓ ลูก ที่สุมกันอยู่ ในเมืองราชคฤห์ ทิตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอังวะ ๑, พระจุฬกัสสปเถร นิพพานในระหว่างภูเขาเมืองมิถิลา คือเมืองหนองแสในบัดนี้ ๑ , พระอัสสชิเถร๑ , พระอตุลเถร ๑ ทั้งสองรูปหลังนี้นิพพานที่พระบาทผาน้อยเมืองลา ในแคว้นเมืองฮ่อ แล้วเอาใส่โลงหินไว้ เมื่อพระอินทร์ทรงพิจารณาหาที่รักษาสรีระร่างของมหาเถรเจ้าทั้งสอง ในถ้ำพระบาทผาน้อยที่นั้นดีแล้ว ก็เสด็จเหาะไปทางอากาศ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ดอยเกิ้ง แคว้นเมืองเชียงใหม่ที่นั้น ก็มีแลฯ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-01-11), พรหมวิหาร (25-04-13), พุทธรักษา (24-01-11), สุธัมมา (11-02-11), อภิญญา (24-01-11), จิตประภัสสร (24-01-11), ปาริฉัตรมณี (24-01-11), Nakamura (24-01-11), octavian (13-08-11), Rich (24-01-11)
  #4  
เก่า 25-04-13, 18:00
Administrator
 
วันที่สมัคร: Apr 2013
ข้อความ: 466
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,535
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 990 ครั้ง ใน 990 ข้อความ
พลังบุญ: 1462
พรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished roadพรหมวิหาร is on a distinguished road
Default

สาธุคับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

Tags
พระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง, พระเจ้าเลียบโลก


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:33


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่