ชื่อกระทู้: มหาสติปัฎฐานสูตร
ดูแบบคำตอบเดียว
  #9  
เก่า 23-08-13, 23:42
เกียงจูแหย's Avatar
เกียงจูแหย เกียงจูแหย is offline
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,314 ครั้ง ใน 2,314 ข้อความ
พลังบุญ: 3184
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จิตตานุปัสนา

[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้

จิตมีราคะ ก็รู้(มีสติเท่าทัน)ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ

(ราคะ เป็นเจตสิก คืออาการหนึ่งของจิตหรือจิตตสังขารที่ประกอบด้วยราคะ กล่าวคือความคิดหรือกลุ่มของความคิด
ฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่งที่ประกอบด้วยความกำหนัดความปรารถนาในกามนั่นเอง

หรือกล่าวได้ว่า กลุ่มอาการของจิตหรือเจตสิกในจิตตานุปัสสนานี้ เปรียบเทียบได้ว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นในองค์
ธรรมชาติ, ชราในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ดังภาพที่แสดงประกอบนี้ หรือดังภาพขยายของชรานี้

กล่าวคือ จึงต้องมีสติหรือสังเกตุรู้เท่าทันในจิตตสังขารหรือมโนสังขารหรือเจตสิกหรือชราในปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้น
นั่นเอง)

จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ

(โทสะ เป็นเจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยโทสะ กล่าวคือความคิดหรือกลุ่มของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านที่
ประกอบด้วยความโกรธความขุ่นเคือง นั่นเอง)

จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
(โมหะ เป็นเจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยโมหะความหลง หรือกลุ่มของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านที่ประกอบด้วย
ความไม่รู้จริง จึงเกิดการหลงเช่นความกลัว ความกังวลขึ้นนั่นเอง)

จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่

(หดหู่ ก็เป็นเจตสิกในข้อที่ ๒๕ ในเจตสิก ๕๒ เป็นกลุ่มอาการของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านปรุงแต่งที่ทำให้เกิดความ
หดหู่ใจ ใจหดห่อ แห้งเ**่ยวใจ)

จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
(ฟุ้งซ่าน ก็เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่ง ที่เรียกอุทธัจจะในข้อที่ ๑๗ ในเจตสิก ๕๒ เป็นอาการของจิตที่ฟุ้งซ่านหรือ
ปรุงแต่งไปในสิ่งหรือเรื่องต่างๆที่อาจยังให้เกิดกิเลสตัณหาต่างๆ)

จิตเป็นมหรคต(จิตเป็นฌาน, จิตอยู่ในกำลังฌาน, จิตมีกำลังของฌานอยู่) ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็น
มหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต

จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า

(จิตอื่นยิ่งกว่า หมายถึงอาการของจิตเป็นเอกหรือเป็นใหญ่อยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ เช่นจิตเป็นเอกอยู่กับการคำบริกรรม
พุทโธ หรือจิตเป็นเอกอยู่ในกิจหรืองานใดๆ, หรือจิตเป็นเอกในธรรมที่เป็นเครื่องอยู่เครื่องพิจารณา, จิตหมกมุ่นจด
ใจจ่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ เช่น วนเวียนปรุงแต่งวอแวอยู่ในสิ่งที่กังวลหรือเป็นทุกข์อยู่เนืองๆ)

จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ (จิตมีความตั้งใจมั่นหรือไม่มี)

จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น (จิตหลุดพ้นจากกิเลส หรือจากเจตสิกต่างๆดัง
ข้างต้น เช่น จิตหลุดจากโมหะที่เกิดขึ้นนั้นๆแล้ว จึงไม่ได้หมายถึงการหลุดพ้นอย่างถาวร)

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิต ในจิตภายในบ้าง

(เห็นจิต จึงหมายถึง การเห็นจิตตสังขาร หรือกลุ่มอาการของจิต(เจตสิก)บางอย่างนั่นเอง, ส่วนจิตภายใน หมายถึง
จิตตน, แล้วยังต้องประกอบด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ เนื่องสัมพันธ์ไปด้วย ดังแสดงไว้ในบทสรุปทุกท้ายบรรพ
ดังที่กล่าวไว้ว่า เพราะ "ไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก" ก็คือการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง จึงยังวิชชาและวิมุตติให้
บริบูรณ์ได้)

พิจารณาเห็นจิต ในจิตภายนอกบ้าง(พิจารณาจิตภายนอก หมายถึงจิตของผู้อื่น)

พิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (พิจารณาจิตของตนเองบ้าง ของบุคลอื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม) คือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจในขณะการเกิดขึ้น
ของจิตตามความเป็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง ดังเช่น จักษุ รูป จักษุวิญญาณ คือเห็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, แล้ว
อุเบกขา )

พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในจิตบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจในการแปรปรวนเสื่อม รวมทั้งการฟุ้งซ่านปรุงแต่ง
แล้วดับไปบ้าง หรือเห็นอนัตตาบ้าง, แล้วจึงอุเบกขา)

พิจารณาเห็นธรรม คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจทั้งการเกิดขึ้นและการแปรปรวน
เสื่อม,ฟุ้งซ่านปรุงแต่งบ้าง, แล้วจึงอุเบกขา)

ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้(หรือเครื่องรับรู้) เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึด
มั่นด้วยอุปาทานก็คือการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

(แสดงรายละเอียดของจิต ที่หมายถึง จิตตสังขาร)

(พระอภิธรรม ที่ แสดงรายละเอียดของจิตภายในที่มีหมายถึงตน มิได้หมายถึงจิตส่งใน และแสดงจิตภายนอกที่
หมายถึงบุคคลอื่นๆ )

จบจิตตานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนา คือ การที่จิตหรือสติเห็นจิตตสังขารหรือความนึกคิดต่างๆพร้อมทั้งอาการของจิต(เจตสิก) หรือก็คือการ
มีสติ กำหนดรู้จิตตามสภาพหรืออาการของจิตที่เป็นอยู่ ดังเช่น การระลึกรู้เท่าทันความคิดที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งอาการรู้เท่า
ทันด้วยว่า ประกอบด้วยโทสะ(เจตสิก)

(อนึ่ง เมื่อปฏิบัติจิตตานุปัสสนา เห็นจิตที่เกิดขึ้นแล้วต้องไม่อาศัยอยู่ ไม่ยึดมั่น คือการปล่อยวางหรืออุเบกขา)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้