ดูแบบคำตอบเดียว
  #1  
เก่า 10-06-15, 13:03
อภิญญา's Avatar
อภิญญา อภิญญา is offline
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,132
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,951 ครั้ง ใน 77,951 ข้อความ
พลังบุญ: 56687
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ตามรอยพระบาทพระถังซำจั๋ง โดยหลวงพี่ฯ

แต่ทว่าที่คล้ายกันที่สุด และอยู่ห่างไกลกัน คนละยุคคนละสมัย ที่ผู้เขียนเพิ่งได้ค้นพบนั่น ก็คือ จดหมายเหตุการณ์เดินทางของพระถังซำจั๋ง เมื่อ ๑,๓๕๗ ปีมาแล้ว สรุปใจความได้ว่า ท่านได้เดินทางจาก เมืองซีอาน มาทางทิศตะวันตก ของประเทศอินเดีย สมัยนั้นพระพุทธปฏิมากรและผ้ากาสาวพัสตร์ของพระสงฆ์สาวก ก็ได้ โบกสะบัดไปทั่วทุกแว่นแคว้น

โดยเฉพาะท่านได้มาถึง แคว้นคุจี แล้ว ได้ถึงวัดแห่งหนึ่งชื่อว่า วัดจักราม มีพระพุทธ รูปอยู่ในอารามงดงามวิจิตรประณีต ยากที่จะ เชื่อว่าเป็นฝีมือของชาวโลก ในโบสถ์จักราม ทางทิศตะวันออก มีหินหยกใหญ่ก้อนหนึ่งสีนวล ลักษณะคล้ายหอยกาบทะเล บนหินหยกมี รอยพระพุทธบาท ประทับติดอยู่ ในวันอุโบสถ (รอยพระพุทธบาท) จะเปล่งรัศมีมลังเมลือง เป็นเนืองนิตย์

ต่อจากนั้นท่านก็เดินทางผ่านอีกหลายแว่นแคว้น จนมาถึง แคว้นพัลข์ มีอารามชื่อว่า นวสังฆาราม ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของ กรุงราชคฤห์น้อย ในโบสถ์มีภาชนะบรรจุ น้ำ สรงของพระพุทธเจ้า มีสีสันงดงาม มีรัศมี เรืองรอง และยังมี พระเขี้ยวแก้ว ๑ องค์ สีนวล เนื้อเรียบเป็นมัน บริสุทธิ์หมดจด นอกจากนี้ ยังมี สัมมัชชนี (ไม้กวาด) แต่ครั้งพุทธกาล ด้ามประดับด้วยแก้วมณีต่างๆ

ในวันอุโบสถอันเป็นวันที่บรรพชิตและสามัญชนมาชุมนุมกัน ก็จะมีการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง ๓ นี้ออกมาให้นมัสการ ของสามสิ่งนี้มัก จะปรากฏรัศมีให้เห็น ด้านเหนือของอารามมี สถูปองค์หนึ่งบรรจุพระสารีริกธาตุ องค์เจดีย์ ประดับด้วยกากเพชรและอัญมณีต่างๆ มักจะ ปรากฏรัศมีให้เห็นเนืองๆ

พระถังซำจั๋งได้บันทึกเป็นภาษาจีนแต่โบราณ ได้แปลโดย ซิว ซูหลุน ต่อไปอีกว่า ในบริเวณใกล้เคียงมีเจดีย์หลายร้อยองค์ ในวัด มีพระสงฆ์กว่า ๑๐๐ รูป จากนั้นก็เดินทางสู่ เมืองตปุสสะ และ เมืองภัลลิกะ ทั้งสองเมืองมีสถูปสูง ๓๐ ตึ๋งเศษ (๑ ตึ๋ง มาตราจีนเท่ากับ ๓.๓ เซ็นติเมตร)

ผู้อ่านคงจะจำชื่อ ท่านตปุสสะ และ ท่านภัลลิกะ ได้ว่าทั้งสองท่านนี้เป็นผู้ได้พบ พระพุทธเจ้าแล้วได้รับพระเกศาธาตุด้วย ต่อมาได้นำไปบรรจุไว้ ปัจจุบันคือ พระเจดีย์ชะเวดากอง ประเทศพม่านั่นเอง แต่ในบันทึกของพระถังซำจั๋งบอกว่า นอกจากได้รับพระเกศาแล้วยังได้รับ พระนขา คือเล็บของพระพุทธเจ้าอีกด้วย

ประการสำคัญที่เคยถามกันว่า ใครเป็น ผู้ออกแบบการสร้างพระเจดีย์เป็นคนแรกไว้ใน พระพุทธศาสนา ในบันทึกนี้ได้ตอบไว้อย่าง ชัดเจนอีกว่า เมื่อท่านตปุสสะและภัลลิกะจะกลับ คืนบ้านเมืองของตน จึงทูลถามการทำสักการ บูชาควรมีแบบแผนอย่างไร

องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงพับผ้า สังฆาฏิให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมปูลงกับพื้น ลำดับ ต่อมาทรงเปลื้องจีวรและผ้าอีกผืนหนึ่ง พับให้ เป็นอย่างเดียวกันและปูซ้อนลงไป จากนั้นก็ คว่ำบาตรลงบนจีวร และตั้งไม้ขักขระ (น่าจะ เป็นไม้เท้า) ไว้บนบาตรอีกชั้นหนึ่ง

ด้วยลำดับดังกล่าวนี้ก็ปรากฏเป็นรูปร่างของสถูปขึ้น (ปัจจุบันเรียกพระเจดีย์แบบนี้ว่า ทรงบาตรคว่ำ หรือทรงระฆังคว่ำนั่นเอง) แล้ว พ่อค้าทั้งสองก็กลับไปสร้างพระเจดีย์ ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงให้ดู และนั่นก็คือพระสถูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระถังซำจั๋ง ท่านหมายถึง “ชะเวดากอง” นั่นเอง
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (10-07-15), พุทธรักษา (17-06-15), Rich (17-06-15)