ดูแบบคำตอบเดียว
  #1  
เก่า 25-08-17, 13:19
อภิญญา's Avatar
อภิญญา อภิญญา is offline
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พุทธศาสน์สุวรรณภูมิปกรณ์ พระธาตุกถาฯ

กำเนิดมนุษย์และคนไทย
ขุนสรวงเดิมเป็นผีฟ้าแสง (อาภัสสรกาย ชั้นอาภัสสรเทพ พรหม) ได้เที่ยวมาสู่หล้านี้ได้กลิ่นอายง้วนดินหอมติดใจ จึงลงมาและใช้มือจับกินเข้าไป มีรสอร่อยหวานมันกลืนเข้าไป-เข้าไป มากกระทั้งอิ่ม เกิดง่วงนอน จึงหลับไป ด้วยอำนาจธรรมชาติอายดินและอายฟ้า กระทำร่างผีฟ้าแสงให้กลับเป็นร่างคนแล้วได้เปลี่ยนให้ลืมหมดในขณะหลับนั้น นานเท่าไรไม่ปรากฎเมื่อตื่นขึ้นกลับรู้สึกสมบูรณ์แล้ว ได้มองดูรอบๆ รู้แต่ว่า ที่ภูเขาเป็นเกาะ มีน้ำล้อมรอบมีกลางคืน กลางวัน มีนก ปลา อยู่แล้ว และที่มีอยู่คนเดียวขุนสรวงจึงยังไม่มีคำพูด และไม่มีข้อคิดระอาย จึงอยู่อย่างธรรมชาติคือไม่มีเครื่องแต่งตัว เมื่อหนาว เข้าถ้ำหินดิน เมื่อร้อน เข้าร่มไม้ เข้าเพิงเมื่อหิว กินดิน กินมะ(ลูกไม้) กินน้ำ กินปลา กินไข่นก มีผีฟ้าแสงมาเที่ยวหลายคราว แต่ไม่มีคำพูด ได้แต่นึก ไม่รู้จัก เพียงว่าเขามาเที่ยวแล้วก็จากไป นานเนิ่นมานาน มีผีฟ้าแสงมาหลายคราว และหลายผู้และนานเท่าไรไม่รู้ เที่ยวไปทางไหนบ้างก็จำไม่ได้ พักอยู่หลายแห่งหน
กระทั่งคราวหนึ่ง มีผีฟ้าเหลืองทอง พุ่งลอยมาลงอยู่ ณ พื้นราบขาวสะอาด ขุนสรวงแฝงร่างเข้าไปดู มองเห็นผีฟ้าแสงนั้นคุกเข่า ใช้สองมือควักง้วนดินกินอย่างเอร็ดอร่อย จึงนึกเรื่องของตัวเองได้ว่า ตัวเองก็เคยเป็นผีฟ้าแสงอย่างนี้ และมากินง้วนดินอย่างนี้ จึงง่วงและหลับไป พลังแสงหายหมด จึงกลับไปที่เดิมไม่ได้ เมื่อนึกรู้แล้ว นึกว่าคงจะกินมาก แล้วจะหลับ พลานุภาพแสงนั้นจะหายหมด และกลับไม่ได้ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน จึงสงบนิ่งมองดูอยู่
ผีฟ้าแสงเหลืองทองนั้น เมื่อกินง้วนดินนั้น ได้เกิดติดรสอร่อยหวานมันนั้น ก็กินเข้าไป กินเข้าไปชนิดเพลิดเพลิน กระทั่งอิ่มและบังเกิดง่วงนอนโงกไปมา ที่สุด แสงแดดอ่อนลงก็ล้มตัวลงนอนหงาย เหมือนรูปกองไฟ มีแสงกระจ่างออก
เมื่อตะวันลับไปก็ยังปรากฎแสงกระจ่างโพลงอยู่อย่างนั้น
ขุนสรวงมองดูอยู่กระทั่งรุ่งขึ้น ผีฟ้านั้นก็ยังหลับอยู่ตามเดิม เข้าคืนที่ ๒ แสงค่อยจางและหรี่ลง ปรากฎร่างขึ้น มีเงาที่อกทั้งสองข้างสูง
ขุนสรวงมองดูทั้งของผีฟ้าและของตัว ปรากฎว่าไม่เหมือนกัน กระทั่งตะวันขึ้น แสงนั้นจางลงไปมาก แต่ก็ยังหลับอยู่ เมื่อเข้าคืนที่ ๓ แสงนั้นมีอาการหรี่และโพลงขึ้นเป็นระยะๆ ร่างก็ชัดเจนขึ้น ปรากฎพร้อม กระทั่งรุ่งเช้า แสงจางไปเกือบหมด เมื่อแสงแดดกระทบร่างแผดส่องอยู่นาน แสงเดิมก็ค่อยหายไปในแสงแดด และผีฟ้านั้นสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อมองดูตัวแล้ว ไม่มีแสงอาภรณ์ประดับอยู่ ได้ทะลึ่งลุกขึ้นกระโดดเพื่อลอยไปก็ไม่ได้ กลับลงมาตามเดิม ขุนสรวงคิดว่านางจะหนีไป จึงวิ่งออกไปกระโดดจับไว้
ขุนสรวง เมื่อจับถูกตัวนาง ปรากฎว่านิ่มมือ นางหลับตากระโดดจะเหาะลอยหนีก็ไม่ขึ้น เมื่อถูกจับยึดไว้ ได้ตกใจร้องดุว่า อะ อ้า ซึ่งเป็นคำต้นที่พูดกันในกาลนั้น เมื่อนั้น ยังไม่มีชื่อและคำพูดใดอื่น เมื่อขุนสรวงจับยึดไว้ นางคุ้นเข้าก็เลยหยุดนิ่ง และยอมอยู่ด้วย ขุนสรวงมองดูตัวเห็นยังมีแสงเรืองๆอยู่บ้าง จึงเรียกว่า สาง
และนางก็ทำมือให้รู้ว่า ขุนสรวงสูงกว่า จึงเรียกว่า "สรวง"
จากนั้นก็เรียก ปาก จมูก หน้า ตัว และเรียก ต้นไม้ ดิน ลม น้ำ ไฟ เท่าที่คิดได้ และใช้เรียกกันมา ได้อยู่กันอย่างสนุกสนาน อุ้มลงอาบน้ำ เริงเล่นแสงแดด นั่งตากลม เมื่อหิวก็หยิบดินแบ่งกันกิน หรือจับปลา จับนก เด็ดลูกไม้กินกัน ตอนั้นยังมีเกลื่อนกลาด ไม่ต้องทำ มีตลอดไป
และอยู่ด้วยกันมานาน ไม่รู้จักการเป็นผัวเป็นเมียกัน ไม่มีการนับปี เดือนวัน รู้เพียง มืด สว่าง หรือ คืน วัน จึงไม่รู้ว่าอยู่กันมากี่ปี และไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ได้เที่ยวตามผา เขา อยู่ถ้ำได้ทุกวัน ถ้ามีงู ก็จับคอหรือหางไปปล่อยที่อื่น เสือ ช้าง หมี แรด ก็ตั้งชื่อเรียกกัน และอยู่ด้วยกันได้ ต่างไม่ทำอะไรกัน
นานนัก ผีฟ้าแสง มาสอนให้รู้ บอกว่าให้มาอยู่เป็นต้นคน จะได้มีคนอยู่ที่นี้เหมือนอื่นเขามีแล้ว สอนให้รู้รักกัน ทำท่าให้ดู และบอกให้ดูของกันและกัน กูมองสาง และสางมองดู ยิ้มหัวเราะกันแล้ว ได้เข้ากอด รู้รอดเสิงสราญหร่อยรักแล้ว ไม่รู้อิ่ม ไม่รู้เบื่อ ใคร่ใกล้ชิด ใคร่กอด ใคร่ถูก ใคร่รักรอดเสิงสราญอ่อยหร่อย มื้อห่าง ไห้หา มื้อไกล ใคร่กลับ มื้อใกล้ใจชุ่มชื่นเสริงสราญ นานนักมักหลาย กินคืน กลืนวัน
สางท้องโตขึ้น ทั้งคู่ไม่รู้เรื่องลูก เมื่อคราวคลอด เจ็บปวดร้องคราง ขุนสรวงช่วยด้วยสงสาร เมื่อขุนสรวงจับดึงออกมา ทำให้สางเจ็บปวดร้องดัง จึงฉีกกินและให้สางกินบ้าง สางไม่รู้ก็กินด้วย ลูกคนแรกนั้นเป็นชาย เมื่อมีคนที่สองเป็นหญิง ขุนสรวงว่าของสางที่รักของตน จึงฉีกกินอีก และให้สางกินด้วยกัน
เมื่อคลอดคนที่สามเป็นชาย ขุนสรวงจะฉีกกินอีก ตอนนี้สางชำนาญออกลูกแล้ว ได้ร้องขอขุนสรวงเอาไว้ดู แม้ผีฟ้าแสงก็มาห้าม ทั้งกล่าวว่า ให้มาอยู่เป็นต้นคนหญิงชาย สืบต่อกันไปให้มาก
ขุนสรวงเป็นชายมีเชื้อเลื้อ
สางเป็นหญิงมีมดมะ(ต่อมและรังไข่เชื้อเลี้ยงลูก)
สรวงมีกุ่มเกือะ สางมีกกกลุ่ม มื้อเกือะก้ำกก
เชื้อเลื้อแบ่งส่วนได้ ๓๒ ถ้าส่วนขุนสรวง ๒๐ สาง๑๒ จะเป็นชาย
ถ้าสาง ๒๐ สรวง ๑๒ จะเป็นหญิง
มื้อมึงกินกันจะหมดไม่มีเหลือต่อ และกูผีฟ้าแสงจะกินขุนสรวงด้วย ขุนสรวงจึงยั้งไว้
เมื่อสางเลี้ยงลูก ก็ไม่รู้ ครั้นหิวร้องขึ้น
สางอุ้มขึ้นแนบอก ปากลูกถูกหัวนมขวา
อ้าปากจะร้อง พอหัวนมเข้าปาก ก็หยุดร้อง
และดูดกิน
สางมองดูและเอาออกก็เห็นน้ำนมไหล จึงรู้ว่าเลี้ยงลูกได้
เมื่อมองเต้าซ้ายเห็นกลมตั้งอยู่ได้กลับลูกให้ดูดดื่ม ก็มีน้ำนมให้ดื่มได้
จึงรู้ชัด
จากนั้น และบอกว่า "นม" แก่ลูก
จึงเรียกชื่อ "นม" กันมา
(คำไทยลวะเดิม ลูกเรียกแม่ว่า "นม" ตลอด)
และสางเกิดความรักความเอ็นดูลูกนั้น
จึงอยากมีอีก เมื่อใกล้ขุนสรวงก็บอก
ขุนสรวงห้ามว่าอย่ามีอีกเลย สางเจ็บปวดมากนัก
แต่สางกลับกล่าวว่า จะเจ็บปวดเล็กน้อยประเดี๋ยวเดียว พอออกมาก็หายหมด
ได้เข้ากอดลูบคลำเล่น ขุนสรวงเลยลืมที่ห้าม ได้เสิงสราญรัก สางรู้เช่นนั้น
ต่อมาได้เข้าใกล้กระทำอย่างนั้น
และมีลูกชายและหญิง สลับกันเป็น ๘ คน
จากที่มีอยู่คนละอย่าง จึงตั้งชื่อว่า ชาย
ญิง
สางเล่า เมื่อมีลูกเช่นนั้นจึงนึกถึงดั้งเดิมได้ เมื่ออยู่สรวงฟ้า อยากมีลูกก็จับเอาที่น่องและเรียกชายหญิงมาก่อนแล้ว และเป็นเด็กอยู่ตามเดิม
เมื่อมาอยู่ดิน (โลก) มีลูกในท้อง และมีทางออก
ครั้นลูกหลานใหญ่โตจึงสอนเป็นธรรมเนียมของชาวไทยละว้ากันมาว่าสมัยต้นมีลูกที่น่อง และใหญ่โตเองไม่ต้องเลี้ยง ทั้งสอนลูกชายให้รู้เรื่องรักสืบพันธุ์ สอนหญิงให้รู้เลี้ยงคลอด ให้นมเลี้ยงลูกกันมา เมื่อมีลูกชายหญิงถึง ๘ คน เลยตั้งชื่อว่า จอมฟ้า จอมดิน จอมลม จอมไฟ ตั้งชื่อลูกหญิงว่า แก้วสี กอทอง ดงทอง น้ำทอง เมื่อลูกเข้าใหญ่ เล่าว่ารู้ได้ด้วยเห็นลูกสาวทั้ง๔ มีนมใหญ่เหมือนสางจึงรู้[ ทั้งขุนสรวงและนางสางนั้นก็ไม่มีลูกอีก และเข้าใจเอาเองว่า เมื่อก่อนก็มีเพียงสอง เมื่อรู้ร่วมรอดเสิงสราญแล้ว ก็มีลูกเพิ่มมาอีก ๘ ทั้งที่อยู่กินด้วยเป็น๑๐
ต่อไปทั้ง ๘ ถ้ามีลูกอีก ก็คงเพิ่มมากขึ้น และตอนนั้นก็ยังไม่มีคนพวกอื่น
ขุนสรวงสอนลูกหญิง นางสางสอนลูกชายให้รู้ อาศัยชื่อที่ตั้งไว้ตามลำดับที่เกิดมา
ให้จอมฟ้า คู่กับ แก้วสี ไปเป็นชื่อ ขุนฟ้า จอมไฟ -ไปร่วมกันยอดเขา
ให้จอมดิน คู่ กอทอง ไปเป็น ขุนดิน ร่วมกัน ณ พื้นดิน
ให้จอมลม คู่ ดงทอง ไปเป็น ขุนลม จอมลม ไปร่วมกัน ถิ่นช่องลม
และให้จอมไฟ คู่ น้ำทอง เป็น ขุนไฟ และจอมน้ำ ไปร่วมกันเล่นน้ำ
ตั้งชื่อ ผัว เมีย พี่ น้อง กันมา เมื่อต่างมีลูก สางไปสอนให้รู้จักเลี้ยง ให้นมลูกกิน ให้ชายไปหากล้วย อ้อย ปลา ปู มาเลี้ยงน้องที่มีลูกอ่อน
ครั้นนานมาจึงถือว่าเป็นพี่น้องกัน จึงต่างไปมาหากัน มีการเปลี่ยนกัน และเกิดทะเลาะกัน ขุนสรวงและนางสางจึงสอนให้รู้จักของตัว และเอาไปให้เป็นของตัว จึงเป็นต้นรู้พี่ รู้น้อง รู้ผัว รู้เมีย รู้คู่ของตน รู้ถิ่นที่ทางของตน ไปมาหากันได้
และคู่ลูกนั้นมีลูกเพิ่มขึ้นเป็น ๓๒ มีสลับกันคือ
จอมฟ้า กับ แก้วสี มีชายล้วน ๘ คน
จอมดิน กับ กอทอง มีลูกหญิงล้วน
๑๐ คน
จอมลมกับ ดงทอง มีชาย๓ มีหญิง ๒
จอมไฟ กับ น้ำทอง มีชาย ๕ หญิง๔ คน
เมื่อหลานเหล่านั้น ขึ้นหนุ่มสาวทั่วกันแล้ว ต่างอยากมีลูก
แต่ตกลงเป็นพี่น้องไม่พอกัน จึงพากันไปหาขุนสรวงและนางสาง
นี่แลเป็นต้นหาผู้ใหญ่ ถามและขออนุญาติ
ขุนสรวงขอลูกหญิงให้แก่ชาย
นางสางขอลูกชายแก่หญิงครบกัน
เป็นต้นของการสู่ขอ และแยกพี่น้อง
แต่ก็มีบางคู่ไม่ชอบกันตามนั้น จึงให้เลือกกันเอง เป็นต้นของการเลือกคู่
เมื่อครบกันแล้ว ต่างพากันไปเที่ยวหาลูกไม้ ปลา ปู ตัวนก เนื้อ ไข่
นำมากองลานหน้าถ้ำ ตบมือร้อง หัวเราะกลางแสงแดดตอนเย็น ลงเล่นน้ำ แล้วขึ้นมาตากลม เมื่อเดือนสว่าง เริงเล่นกันกลางแสงเดือน เป็นต้นการแต่งงาน เริ่มชีวิตการเป็นครอบครัว เมื่อยเข้าก็นอนกันกับพื้นหญ้า จากนั้น ต่างก็พากันไปอยู่ถ้ำที่ได้พบกันแล้ว

__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม