ดูแบบคำตอบเดียว
  #6  
เก่า 20-09-17, 09:20
อภิญญา's Avatar
อภิญญา อภิญญา is offline
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,116
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56655
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile น้ำท่วมโลก

ครั้นเมื่อขวบกาลอายุ ลดลงมาเหลือเพียง ๗ หมื่นปี ขุนสรวง และ ขุนแก้ว ได้มาบอกว่า อีก ๑๐ ปีจะมีฝนหนัก น้ำแข็งก็ละลายเป็นน้ำล้นท่วมโลกหล้า ชาวชนและ ปวงสัตว์จะตายหมด
พวกเจ้า ขุนแถนหัวหน้า พร้อมกับหมู่คนชาวเมือง จงร่วมช่วยกันสร้างเรือใหญ่หลายลำ จงใช้แผ่นเหล็กปลอด ตอกประสักขันเกลียวตรึงให้แน่น แข็งแรงทุกลำ
ทำทุ่นให้มาก ขนาบตลอดมัดให้ติดกันเป็นกลุ่มเรือพวง

เอาเสาเท่าๆกัน วางขนาบบนกลาบ และ ใต้ท้องเรือ
เจาะรูใหญ่ให้ตลอดคานที่วางขนาบทั้งบน และ ล่างทุกตัว แล้วเอาท่อนประสักใส่ตรึงบนกับล่างใช้หัวเกลียวขัน หรือ ผ่าแล้วตอกลิ่มประสักตรึงให้แน่นแข็งแรงก็ได้ ใช้กระดานแผ่นหนาปูบนเป็นพื้น เอายางรักประสมชันและปูน ยาให้ทั่ว
ทำกลาบนอกให้สูงพอ เจาะรูพอให้น้ำไหลออกได้
ทำห้องติดกลาบเรือนั้นมีหลังคาแค่กลาบนั้นให้ตลอดทุกลำ จะได้พออยู่
ตรงส่วนกลางทำเป็นพื้นดิน ปลูกไม้เล็ก และ ผักหญ้า

ทำคอกงัว ควาย ช้าง ม้า เก้ง กวาง ฬา ฬ่อ อย่างละคู่ มากนักคงไม่พอ
ทำให้เสร็จใน ๙ ปี อีก ๑ ปีให้จับสัตว์ต่างๆมาขังฝึกหัด และ ปลูกต้นไม้ผักหญ้า
เรือทุ่นที่ทำเสร็จแล้ว ให้คงที่ไว้บนคานนั้น ถึงคราวน้ำท่วมท้นขึ้นมาพอ ก็จะเคลื่อนลอยไปได้เอง
และ สั่งว่า พอน้ำท่วมท้นแล้ว ขุนสรวง และ ขุนแก้ว จะมาเป็นเจ้าพ่อทะเล แม่สางและแม่แก้วขวัญฟ้า จะเป็นแม่ย่านาง หรือ เป็นจ้าวแม่ทะเล ช่วยกันประคับประคองเรือให้โต้คลื่นลมพายุได้ ซึ่งจะประคับประคอง พร้อมกับจะคอยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายให้ กระทั่งปลอดภัยพิบัติเพราะน้ำท่วมโลกนั้น
ยังเหลืออยู่อีก ก็บอกให้มารวมกันที่ใกล้เรือ

ทั้งช้างม้าวัวควาย เก้งกวางหมาแมว ก็นำมาอย่างละคู่
เรือทุ่นกลุ่มนั้นใหญ่ และสูง จึงทำสะพานบันไดทอดขึ้นลง
พอฝนตกหนักเข้า ก็ลงไม่ได้ ต่างก็หลบฝนอยู่ในห้องประทุนเรือนั้น และช่วยกันต้อนสัตว์ต่างๆขึ้นเรือทุ่นนั้น
พวกช่างต่างตรวจดูเรือ และเตรียมเครื่องมือวัตถุซ่อมแซมไว้พร้อมในภายในใต้ท้องเรือทุ่นนั้น ทุกอย่างจึงครบบริบูรณ์
น้ำเริ่มสูงขึ้น ได้ท้นท่วมที่ลุ่มราบหมด และเอ่อสูงขึ้นท่วมคาน

แล้วหนุนเรือกลุ่มให้ลอยอยู่บนพื้นน้ำ
คนสัตว์ที่เหลือต่างก็ปีนขึ้นต้นไม้ ขึ้นหลังคา ขึ้นดอน และปีนขึ้นภูเขา
ครั้นท่วมท้นกระทั่งยอดมอ และยอดไม้จมอยู่ใต้น้ำ แม้ยอดภูเขาเทือกย่อยก็จมน้ำ
แม้ยอดเขาอีโก้ก็ปริ่มน้ำแล้ว ที่ยังเหลืออยู่ให้เห็นได้
ลมก็แรงบางคราวก็เป็นพายุ ฝนก็ตกกระหน่ำหนัก คลื่นก็ลูกใหญ่ซัดกระแทกตลอด

ในกลางวัน ทั่วท้องฟ้าก็มืดมัวไม่มีแสงแดด กลางคืนก็ยิ่งมืดคลึ้มทึบตลอด
ทั้งคนสัตว์ที่เหลืออยู่กับพื้นก็ได้ว่ายน้ำหาที่พักอาศัย พอหมดแรงต่างก็จมน้ำตายหมด
แม้คนทั้งหลายในเรือทุ่นนั้นก็ไม่มีหวังรอดภัยนั้น

คราวแรก เรือทุ่นกลุ่มนั้น ซึ่งได้ใช้พวนผูกตรึงโยงไว้กับต้นตอไม้ใหญ่ๆ
นึกว่าพอจะอยู่ได้ กระนั้น เมื่อลมคลื่นซัดพัดกระพือกระแทกบ่อยๆ ตลอดวันคืนไม่หยุดหย่อนผ่อนเบา
แม้ขุนสรวง ขุนแก้ว กับแม่สาง แม่แก้วย่านาง จะมาควบคุมคุ้มครองอยู่ ณ หัวเรือและเสากระโดง พวนที่มัดล่ามโยงผูกตรึงไว้นั้นก็ขาดหมด

เรือทุ่นกลุ่มนั้นก็เลื่อนลอยไปตามกระแสคลื่นลม
หมู่คนสัตว์ที่เหลืออยู่ในเรือนี้ พอมีหวังว่าจะอยู่รอดได้
กระนั้น เฉพาะหมู่คนก็อยู่ไปวันหนึ่งคืนหนึ่งเท่านั้น
ที่มีโอกาสรู้ และทำสร้างเรือนั้น มีอยู่หลายหมู่

แต่ก็ทำเรือได้ไม่ใหญ่โต และไม่มั่นคงแข็งแรงพอ ก็ถูกลมคลื่นซัดกระแทกแตกเสียหายจมน้ำตายไปเป็นส่วนมาก
ยังมีที่เหลืออยู่ก็ที่เรือไม่แตก หรือที่แตกแต่ไม่กระจาย
และที่ทะลุก็ยังเป็นที่พะยุงตัวอยู่ได้ ก็ถูกคลื่นลมซัดกระพือไม่จำกัดทิศทาง
ไปถึงบริเวณน้ำแข็ง ณ ทะเลเหนือใกล้ขั้วโลกเหนือก็มี
ไปถึงแผ่นดินอื่นคือ อมริก(อเมริกา) ก็มี
ทั้งไปใต้ถึง โปลา(ออสเตรเลีย) และ ไนไตลนี ก็มี
เฉพาะ แถนไทย ด้วยอานุภาพพ่อขุนสรวง และพ่อขุนแก้ว
กับแม่นางสาง และแม่แก้วขวัญฟ้า ซึ่งได้เป็นจ้าวพ่อทะเล และ จ้าวแม่ทะเล หรือแม่ย่านางในกาลนั้น
ได้รักษาคุ้มครองเรือทุ่นนัันให้เลื่อนลอยวนเวียนเป็นวงกว้างอยู่ ณ บริเวณนั้น เป็นแรมเดือน
เมื่อน้ำลดลงเหลือครึ่งขุนเขานั้น

เรือนั้นได้ถูกลมคลื่นพัดซัดกระหน่ำให้วิ่งไปในห้วงน้ำเป็นวงกว้างนั้น
แล้วก็ได้วนเข้ามา ณ บริเวณเดิมนั้น
ก็ได้ถูกคลื่นลมพัดซัดกระแทกเรือทุ่นกลุ่มนั้นให้หัวเรือพุ่งเข้าชนคอภูเขาลูกหนึ่ง
กระทั่งคอเขานั้นทะลุ ภูเขานั้นจึงมีชื่อว่า เขาทะลุ ได้เรียกกันมาทุกวันนี้
เรือนั้นได้กระดอนเซออกมากระแทกกับคอภูเขาอีกลูกหนึ่ง

กระทั่งคอยอดบิ่น กระเด็นบินออกไป ภูเขานั้น จึงมีชื่อว่า เขาบิ่น และ เขาบิน
เวลานี้เรียกกันว่า เขาบิน เป็นประจำ
เรือนั้นจึงเฉียดไม่กระแทกจนแตก

แล้วได้ลมแรงกระพือพัดหนุนท้ายให้ แล่นไปทางตะวันตก ถึงห้วงบึงใหญ่
ส่วนนั้นเป็นแถบถิ่นดินสูง และน้ำลดลงมากแล้ว ท้องฟ้าก็แจ้งแดดออกให้ความอบอุ่นบ้างแล้ว

เรือได้เกยตอม่อหินใต้น้ำ ก็แตกกระจายออกส่วนหัวได้พุ่งไปเกยตื้นเชิงเขาลูกหนึ่ง
ทั้งคน และสัตว์ได้ขึ้นบกอยู่อาศัย ณ ภูเขานั้น

ต่อมาจึงสร้างเมืองขึ้นรอบภูเขานั้น
ภูเขานั้นจึงมีชื่อว่า เขากลางเมือง ใช้เป็นชื่อเรียกกันมาตลอดกาลนาน
กระทั่ง พ.ศ.๒๔๓๘ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้เสด็จประพาส
ได้พระราชทานชื่อใหม่ว่า เขาถ้ำจอมพล จึงเปลี่ยนเป็น เขาถ้ำจอมพล กระทั่งกาลบัดนี้
ในกาลประมาณก่อน พ.ศ.๒๔๗๐ ยังมีผู้เห็น ตอเสานี้โผล่อยู่กลางบึงนั้น
ยังเล่ากันเสมอว่า ไม่รู้ใครปักไว้
ส่วนท้ายเรือได้ลอยไปเกยอยู่กับพื้นตื้นเชิงเขาลูกหนึ่ง
ผู้คนได้ขึ้นไปอยู่อาศัย ณ ภูเขานั้น
เมื่อเจริญขึ้นทำผลได้แล้ว จึงนำมาเป็นสินค้าซื้อขายกัน
ต่างได้ตั้งชื่อภูเขานี้ว่า เขากลางตลาด
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม