ดูแบบคำตอบเดียว
  #4  
เก่า 23-11-09, 13:55
อภิญญา's Avatar
อภิญญา อภิญญา is offline
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,199
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,855
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 78,025 ครั้ง ใน 78,025 ข้อความ
พลังบุญ: 56828
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ฝนพ่ออยู่หัวฯ

อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-1%5B1%5D-jpg
โครงการฝนหลวง เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสร้างฝนเทียมสำหรับบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตร
เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้วยความสำเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป
การทำฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ใช้เครื่องบินบรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของเมฆและสภาพทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย "สูตรร้อน" ใช้เพื่อกระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ, "สูตรเย็น" ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกำหนดขั้นตอนการทำฝนหลวงขึ้นให้เข้าใจง่ายเป็นลำดับดังนี้ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน"
เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการในขั้นตอนนี้มุ่งใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ (มีค่า critical relative humidity ต่ำ) เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวลอากาศ (เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆด้วย) ทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มก่อตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม (main cloud core) ในบริเวณ ปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่สอง : "เลี้ยงให้อ้วน"
เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสำคัญมากในการปฏิบัติการ เพราะจะต้องเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์การทำฝนควบคู่ไปพร้อมกันเพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย
ขั้นตอนที่สาม : "โจมตี"
เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ต้องอาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นคือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน
ถ่ายทอดเทคโนโลยี 'ฝนหลวง'สู่นานาประเทศ

14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มกิจการฝนหลวงในประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง”
นอกจากกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ก่อนหน้านี้คือเมื่อ 12 พฤศจิกายน ยังเปิดตัวเว็บไซต์ “เป็นฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน” ภายใต้ชื่อ เว็บไซต์ www.thairoyalrain.in.thโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถด้านฝนหลวง อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสและช่องทางการสื่อสารให้ประชาชนได้แสดงความจงรักภักดีลงนามถวายพระพรและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ด้านฝนหลวง
บิดาของแผ่นดิน” ที่จัดทำขึ้นนี้ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้รวบรวมประวัติโครงการพระราชดำริฝนหลวง และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ และพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวกับโครงการฝนหลวง ซึ่งได้พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยจัดทำในระบบสารสนเทศผ่านทางเว็บไซต์ขึ้นเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วย 5 หัวข้อหลัก คือ 1) พระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตา 2) พระปรีชาสามารถราษฎร์ประจักษ์ 3) พระประทานฝนหลวงพิเศษภักดิ์ 4) ประเสริฐนัก พระดำรัส ขวัญประชา และ 5) ติดตรึงตรา พระราชกรณียกิจ สฤษดิ์ไผท
โดยจัดทำข้อมูลเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป รวมทั้งชาวต่างประเทศ สามารถค้นคว้าหาความรู้และชื่นชมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และภาพพระราชจริยวัตรอันงดงามและน่าประทับใจได้ที่เว็บไซต์ ดังกล่าว
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เทคโนโลยีฝนหลวงได้จดสิทธิบัตรแล้วมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และเอเชีย และล่าสุดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในระหว่างการดำเนินการจดสิทธิบัตร ส่วนประเทศที่นำเทคโนโลยีฝนหลวงไปใช้ปฏิบัติแล้วในขณะนี้ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และยังมีประเทศที่จะขอพระบรมราชานุญาตนำเทคโนโลยีฝนหลวงของประเทศไทยไปใช้ 4 ประเทศ ได้แก่ โอมาน จอร์แดน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระบรมราชานุญาตให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวงได้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อนานาประเทศทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้น้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการพระราชดำริฝนหลวง ที่ได้พระราชทานเผยแพร่ให้แก่ประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ของไทย ผู้ทรงริเริ่มและพัฒนาโครงการพระราชดำริฝนหลวง จนเกิดประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งทางธรรมชาติ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 และวิกพีเดีย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (23-11-09), พุทธรักษา (24-11-09), ก้อนดิน (10-01-10), มณีโชติ (04-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (25-11-09), สุธัมมา (15-07-10), ปาริฉัตรมณี (07-07-10), นาคน้อย (24-11-09), นำธรรม (22-02-11), เดชะบุญ (28-11-09), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (31-03-10), rossukon (15-10-11)