ดูแบบคำตอบเดียว
  #14  
เก่า 11-06-10, 19:15
Rich Rich is offline
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๑

พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ หยั่งลงสู่ภูมิปัจเจกโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีอยู่ ๒ อสงไขแสนกัป บวชในศาสนาของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญ คตปัจจาคตวัตร อยู่สองหมื่นปี ได้กระทำกาละแล้วบังเกิดขึ้นในกามาวจรเทวโลกจุติจากนั้นแล้วได้ถือปฏิสนธิในพระอัครมหาสีของพระเจ้าพาราณสี

หมายเหตุ : คตปัจจาคตวัตร แปลว่า การนำกรรมฐานทั้งไปทั้งกลับ โดยไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐานเลยจนกว่าจะบรรลุธรรม

ก็พระอัครมเหสีนั้นเป็นสตรีผู้ฉลาดคนหนึ่ง รู้การตั้งครรภ์ได้ในวันนั้นเอง ดังนั้น พระอัครมเหสีจึงกราบทูลการตั้งครรภ์นั้นแด่พระราช
การที่สัตว์ผู้มีบุญมาเกิดขึ้นในครรภ์แล้ว มาตุคามย่อมได้การบริหารครรภ์นั้น นั่นเป้นของธรรมดา เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงพระราชทานการบริหารครรภ์แก่พระอัครมเหสีนั้น
ตั้งแค่นั้นมาพระนางไม่ได้กลืนกินอะไรๆที่ร้อนจัด เย็นจัด เปรี้ยวจัด เย็นจัด เค็มจัด เผ็ดจัด และขมจัด เพราะเมื่อมารดากลืนกินของร้อนจัด ัตว์ที่เกิดในครรภ์ย่อมเหมือนอยู่ในโลหกุมภี เมื่อกลืนกินของเย็นจัด ย่อมเป้นเหมือนโลกันตนรก บริโภคของเปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ขมจัด อวัยวะทารกย่อมมีเวทนากล้า เหมือนถูกผ่าด้วยมีดแล้วราดด้วยของเปรี้ยวเป็นต้น
ผู้บริหารครรภ์ทั้งหลายย่อมห้ามพรนางจากการเดินมากยืนมาก นั่งมาก นอนมาก ด้วยหวังว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์อย่าได้มีความลำบากเพราะการเคลื่อนไหว
พระนางได้การเดินเป้นตภาคพื้นที่ลาดด้วยเครื่องดันนุ่มโดยพอประมาณ ย่อมได้เสวยข้าวน้ำอันเป็น สัปปายะ อร่อย สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป้นต้น ผู้บริหารครรภ์กำหนดให้พระนางเดิน ให้ประทับ นั่งและให้ออกไป
พระนางได้รับบริหารพระครรภ์อยู่อย่างนี้ ในเวลาพระครรภ์แก่ เสด็จเข้าเรือนประสูติ ในเวลาใกล้รุ่ง ประสูติพระโอรสซึ่งพร้อมด้วยธัญญลักษณะ บุญลักษณะ เช่นกับก้อนมโนศิลาที่เคล้าด้วยนก
ในวันที่ ๕ จากวันนั้นราชบุรุษทั้งหลาย ก้นำพาพระโอรสนั้นซึ่งตกแต่งประดับประดาแล้วถวายแด่พระราชา พระราชาทรงดีพระทัย ทรงให้พระพี่เลี้ยง ๖๖ คนเลี้ยงดูพระกุมารนั้นเจริญด้วยสมบัติทั้งปวง ไม่นานนักก็ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา
เมื่อพระโอรสนั้นมี พระชันษาเพียง ๑๖ ปีเท่านัน พระราชาก็ทรงอภิเษกไว้ในราชสมบัติ และให้บำรุงบำเรอด้วยนางฟ้อนต่างๆ พระราชโอรสผู้อภิเษแล้ว ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในสองหมื่นนครในสกลชมพูทวีป
เมื่อก่อนในชมพูทวีป มีนครอยู่แปดหมื่นสี่พันนคร นครเหล่านั้นเสื่อมไปเหลืออยู่หกหมื่นนคร แต่น้น เสื่อมไปเหลืออยู่สี่หมื่นนคร ก็ในเวลาเสื่อมทุกอย่างมีเหลืออยู่สองหมื่นนครก็พระเจ้าพรหมทัตนี้อุบัติขึ้นในเวลาเสื่อมทุกอย่าง
เพราะฉะนั้น พระเจ้าพรหมทัตทรงมีสองหมื่นนคร มีปราสาทสองหมื่นองค์ มีช้างสองหมื่นเชือก มีม้าสองหมื่นต้ว มีรถสองเหมือนคัน มีพลเดินเท้าสองหมื่นคน มีสตรีสองหมื่นนาง คือนางสนมและหญิงฟ้อน มีอำมาตย์สองหมื่นคน
พระเจ้าพรหมทัตนั้น ทรงครองมหาราชสมบัติอยู่ ก็ทรงทำกสินบริกรรม ทรงทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น
เป็นธรรมดาที่พระราชาผู้อภิเษกแล้ว ต้องประทับนั่งในศาลเป็นประจำ เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งพระองค์เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ประทับนั่งในที่วินิจฉัย พวกคนได้ทำเสียงดังลั่นเอ็ดจอึงในที่นั้น พระองค์ทรงดำริว่า เสียงนี้เป็นอุปกิเลสแก่สมาบัติ จึงเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทประทับนั่งด้วยความหวังจะเข้าสมาบัติ ก็ไม่อาจเข้าได้สมาบัติเสื่อมไปเพราะความยุ่งยากในราชสมบัติ
พระองค์จึงทรงดำริว่า "ราชสมบัติประเสริฐ หรือสมณธรรมประเสริฐ " แต่นั่น ทรงทราบว่า ความสุขในราชสมบัติมีนิดหน่อยมีโทษมาก แต่ความสุขในสมณธรรมมีอานิสงส์มากไพบูลย์ และคนประเสริฐซ่องเสพ
จึงทรงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า เธอจงปกครองราชสมบัตินี้โดยธรรมสม่ำเสมอ อย่าครอบครองโดยไม่เป็นธรรม ทรงมอบราชสมบัติทั้งหมดให้แก่อำมาตย์นั้น แล้วเสด็จขึ้นปราสาท ทรงยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในสมาบัติ ใครๆ จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ เว้นแต่มหาดเล็กผู้ถวายน้ำล้างพระพักตร์และไม้ชำระพระทนต์กับผู้นำพรกระยาหารไปถวาย เป็นต้น
ต่อมา เมื่อล่วงเวลาไปประมาณกึ่งเดือน พระมเหสีตรัสถามว่า "พระราชาไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ในการเสด็จไปอุทยานการทอดพระเนตรกำลังพล และการฟ้อน เป็นต้น พระราชาเสด็จไปไหน ?" อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระมเหสี พระนางท้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ (ผู้รับมอบราชสมบัติ) ว่าเมื่อท่านรับราชสมบัติ แม้เราก็เป็นอันท่านรับมอบด้วย ท่านจงมาสำเร็จการอยู่ร่วมกับเรา อำมาตย์นั้นปิดหูทั้งสองข้างเสีย แล้วห้ามว่า "คำนี้ไม่น่าฟัง" พระนางจึงให้ส่งข่าวไปอีก ๒-๓ ครั้ง ทรงคุกคามอำมาตย์ผู้ไม่ปรารถนาว่า "ถ้าท่านไม่ทำเราจะปลดท่านออจากตำแหน่งเสีย หรือจะฆ่าท่านเสีย"
อำมาตย์นั้นกลัว คดว่าธรรมดามาตุคามเป็นผู้ตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยว บางทีอาจกระทำอย่างที่ตรัสนั้นได้ ในวันหนึ่งได้ไปในที่ลับ สำเร็จการอยู่ร่วมกันบนที่บรรทมอันทรงสิริกับพระนาง พระนางเป็นหญิงมีบุญ มีสัมผัสสบาย อำมาตย์นั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในสัมผัสของพระนางก็ได้แอบไปที่ตำหนักของพระนางบ่อยๆ ต่อมาเขาหมดความระแวง เริ่มเข้าไปดุจเป็นเจ้าของเรือน
ต่อมา คนของพระราชาได้กราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา พระราชาทรงไม่เชื่อ จึงพากันกราบทูลครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ แต่นั้นพระราชาทรงแอบไป ได้ทรงเห็นด้วยพระองค์เองจึงสั่งให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหมแจ้ให้ทราบ อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า "อำมาตย์ผู้นี้ผิดต่อพระราชา ควรตัดมือตัดเท้า" แล้วชี้กรรมกรณ์การลงโทษทางกายทั้งหมด จนกระทั่งถึงการเสียบหลาว
พระราชาตรัสว่าการฆ่า การจองจำ และการทุบตีผู้นี้ เป็นการเบียดเบียนก็จะพึงเกิดขึ้นแก่ ในการปลงชีวิตปาณาติบาตก็จะพึงเกิด ในการริบทรัพย์อทินนาทานก็จะพึงเกิด ไม่ควรทำกรรมอย่างนี้ พวกท่านจงขับไล่อำมาตย์ผู้นี้ออกไปเสียจากอาณาจักรของเรา อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเขาให้เป็นคนที่ไม่มีเขตแดน เขาจึงพาอาทรัพย์และบุตรของตนที่พอจะนำเอาไปได้ไปยังเขตแดนของพระราชาอื่น พระราชาในเขตนั้นได้ทรงทราบเข้าจึงตรัสถามว่า "ท่านมาทำไม"
อำมาตย์นั้นจงกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ปรารถนาจะคอยรับใช้พระองค์ พระราชานั้นจึงยอมรับไว้ พอล่วงไป ๒ ๓ วัน อำมาตย์นั้นได้ควมคุ้นเคยแล้วได้กราบทูลว่า " ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นน้ำผึ้งไม่มีตัวอ่อน คนผู้จะเคี้ยวกินน้ำผึ้งนั้นก็ไม่มี " พระราชาทรงดำริว่า "อะไรนี่" คนที่จะประสงค์จะเย้ยจึงจะกล่าว จึงไม่ทรงเชื่อฟัง อำมาตย์นั้นได้ช่องจึงได้กราบทูลพรรณนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก พระราชาตรัสถามว่า "นี่อะไร?" อำมาตย์นั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติในเมืองพาราณสีพระเจ้าข้า"
พระราชานั้นตรัสว่า "ท่านประสงค์จะนำเราไปฆ่าให้ตายหรือ"
อำมาตย์กล่าวว่า พระองค์อย่างได้ตรัสอย่างนั้น ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ขอพระองค์จงส่งคนไป"
พระราชาจึงส่งคนทั้งหลายไป คนเหล่านั้นไปถึงแล้วจึงขึดซุ้มประตูแล้วโผล่ขึ้นในตำหนกที่บรรทมของพระราชา
พระราชาทรงเห็นแล้สตรัสถามว่า "พวกท่านมากันเพื่อ อะไร?"
คนเหล่านั้นกราบทูลว่า "พวกข้าพระองค์เป็นโจรพระเจ้าข้า"
พระราขาได้ให้ทรัพย์แก่คนเหล่านั้นแล้วตรัสสอนว่า พวกท่านอย่าได้กระทำอย่างนี้อีก แล้วปล่อยตัวไป คนเหล่านั้นกลับมากราบทูลให้พระราชาอีกของตนทรงทราบ
พระราชาผู้มีมิจฉาทิฐถินั้นทรงทดลองอย่างนั้นแหละครั้งที่สองอีก ทรงทราบว่า พระราชาผู้นี้มีศีล จึงคุมกองทัพมีองค์ ๔ ข้าประชิดนครหนึ่งในระหว่างแดน แล้วให้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ในนครนั้นว่าท่านจะให้นครแก่เราหรือว่าจะรบ
อำมาตย์นั้นจึงให้คนกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระเจ้าพรหมทัตว่า "ขอพระองค์ผู้เป้นดังสมมติเทพจงสั่งมาว่า จะรบหรือจะให้นคร" พระราชาผู้มีศีลตรัสตอบไปว่า ไม่จำเป้นต้องรบ ท่านจงให้นครแล้วพากันมายังนครพาราณสีนี้ ฝ่ายพระราชาผู้เป็นมิจฉาหลังจากยึดนครนั้นได้แล้วทรงส่งทูตทั้งหลายไปแม้ในนครที่เหลือเหมือนอย่างเก่า
อำมาตย์เหล่านั้นก็กราบทูลแก่พระเจ้าพรหมทัตอย่างนั้นเหมือนกัน อันพระเจ้าพรหมทตนั้นตรัวตอบว่าไม่จำเป็นต้องรบพึงมา ณ ที่นี่ จึงพากันมาในเมืองพาราณสี
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์จักรบกับพระราชาผู้โลภมากนี้
พระราชาทรงห้ามว่า ปาณาตบาตจักมีแก่เราแลพวกท่าน
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าพวกข้าจะจับเป็นพระราชานั้นแล้วนำมาในที่นี่ทีเดียว ทำให้พระราชาทรงยินยอมด้วยอุบายต่างๆ
แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาาชขอพระองค์จงเสด็จมา แล้วเริ่มจะไป
พระราชาตรัสว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะไะทำสัตว์ทั้งหลายให้ตายด้วยดารประหารและปล้นเราจะไป อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพะรองค์จะไม่ทำ พวกข้าพระองค์จะแสดงภัยแล้วให้หนีไป" แล้วจึงคลุมจตุรงคเสนา ใส่ดวงประทีปในหม้อ แล้วไปในตอนกลางคืน
วันนั้น พระราชาที่เป็นข้าศึกยึดนครในที่ใกล้เมืองพาราณสีได้แบ้ส ทรงดำริว่า "บัดนี้มีอะไร" จึงให้ปลดเครื่องเวรยามผูกสอดในตอนกลางคืนเป็นผู้ประมาท จึงก้าวลงสู่ความหลับพร้อมกับหมู่พล
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้พาพระเจ้าพรหมทัตไปถึงค่ายของพระราชาผู้เป้นข้าศึก จึงให้นำประทีปออกจากหม้อทุกหม้อ ทำให้โชติช่วงเป็นอันเดียวกัน แล้วกระทำการโห่ร้อง
อำมาตย์ของพระราชาที่เป้นข้าศึก เห็นหมู่พลมามากมายก็กลัวจึงเข้าไปเฝ้าพระราชาของตนแล้วได้กล่าวเสียงลั่นว่าพระองค์จงลุกขึ้นเคี้ยวกินน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวอ่อนเถิด
แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม ก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น พระราชาผู้เป็นข้าศึกทรงตื่นขึ้นด้วยเสียงนั้น ถึงความกลัว หวาดสะดุ้ง เสียงโห่ร้องตั้งร้อยลั่นไปแล้ว พระราชานั้นทรงดำริว่า
"เราเชื่อคำของคนอื่น จึงตกไปอยู่ในมือของศัตรู"
ทรงบ่นถึงเรื่องนั้นตลอดคืน
ในวันรุ่งขึ้น ทรงดำริว่า พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรมคงไม่กระทำการขัดขวาง เราจะไปให้พระองค์อดโทษ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา คุกเข่าลงแล้วกราบทูลว่า" ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จโทษผิดของหม่อมฉัน"
พระราชาทรงตรัสว่า จงลุกขึ้นเถิด หม่อมฉันอดโทษแก่พระองค์ พระราชาข้าศึกนั้นเมื่อพระราชาสักว่าตรัสอย่างนั้นเท่านั้นก็ ทรงโล่งพระทัยอย่างยิ่ง ได้ราชสมบัติในชนบทใกล้เคียงพระเจ้าพาราณสีนั่นเอง พระราชาทั้งสองต่อมาได้เป็นพระสหายกันและกัน
พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเสนาทั้งสองฝ่ายรื่นเริงบันเทิงยืนร่วมกันได้ จึงทรงดำริว่า เพราะเราผู้เดียวเท่านั้นตามรักษาจิต หยาดโลหิสักเท่าแมลงวันเล็กๆ ดื่มได้ จึงไม่เกิดขึ้นในหมู่ชนทั้งหลายนี้ โอ สาธุ โอ ดีแล้สว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจึงมีความสุข อย่าได้มีเวรแก่กัน อย่าเบียดเบียนกัน แล้วทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น ทรงทำเมตตาฌานนั้น นั่นแหละให้เป็นบาท พิจารณสังขารทั้งหลาย กระทำให้แจ้งในปัจเจกโพธิญาณ บรรลุความเป็นพระสยัมภูแล้ว
อำมาตย์ทั้งหลายหมอบกราบลงแล้ว กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตผู้มีความสุขด้วยสุขในมรรคและผล ซึ่งประทับนั่งบนคอช้างว่ ข้าแต่มหาราชาเจ้า การที่จะเสด็จไป พึงทำสักการะแก่หมู่พลผู้ชนะ พึงให้เสีบยงคือภัตแด่ผู้แพ้
พระเจ้าพรหมทัตนั้นตรัสว่า นี่แน่ะพนาย เราไม่ได้เป็นพระราชา เราชื่อว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระองค์ผู้ประเสริฐตรัสอะไร พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เป็นเช่นนี้
พระราชาตรัสว่า พนายทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้มีผมและหนวดยาว ๒ นิ้ว ประกิบด้วยบรขาร ๘
พระราชาจึงเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระเศียร ทันใดนั้นเพศคฤหัสถ์อันตธทานหายไป เพศบรรพชิตปรากฏขึ้น พระองค์มีพระเกสาและพระมัสสุประมาณ 2 นิ้วประกิบดวย บริขาร ๘ เช่นกับพระเถระ ๑oo พรรษา
พระราชาทรงเข้าจตุตถฌานเหาะจากคอช้างขึ้นสูเวหาสประทับนั่งบนดอกบัว
อำมาตย์ทั้งหลายถวายบังคมแล้วทูลถามว่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นกรรมฐาน พระองค์บรรลุได้ อย่างไร?
พระราชานั้น เพราะเหตุที่พระองค์มีกรรมฐาน มีเมตตาฌานเป็นอารมณ์ และทรงเห็นแจ้งวิปัสสนานั้นจึงได้บรรลุ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสคาถานี้แหละอันเป็น อุทานคาถาและพยากรณ์คาถาว่า

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํส
อวิเหฐยํ อญญตรมฺปิ เตสํ
น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
แปลว่า

บุคคลวางอาญาในสัตว์ทั้งปวง
ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่ง ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น
ไม่ปรารถนาบุตร ที่ไหนจะปรารถนาสหาย
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พรอคง์ผู้เจริญ บัดนี้พระองค์จะเสด็จไปไหน ลำดับนั้น เมื่อพระองค์ทรงรำพึงว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายในปางก่อน อยู่ ณ ที่ไหน ทรงรู้แล้วจึงตรัสว่า
"เราจะอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์"
อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระองค์จะละพวกข้าพระองค์จึงไม่พึงประสงค์พวกข้าพระองค์"
ครั้นตรัสอย่างนื่อคนทั้งหลายเห้นอยู่นั่นแล ได้เหาะขึ้นในอากาศไปยังภูเขาคันธมาทน์
ชื่อว่าภูเขาคันธมาทน์นี้ได้มีอยู่เลยภูเขา ๗ ลูกไปคือ
จูฬกาฬบรรพต
มหากาฬบรรพต
นาคปลิเวฐนบรรพต
จันทคัพภบรรพต
สุริยคัพภบรรพต
สุวัณณปัสสบรรพต
หิมวันตบรรพต
ในป่าหิมพานต์ ณ ภูเขาคันธมาทน์ มีเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ เป้นสถานที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและมี คูห คูหา คือ
สุวรรณคูหา ๑
มณีคูหา ๑
รัชตคูหา ๑
บรรดาคูหาทั้ง ๓ นั้นที่ประตูมณีคูหา มีต้นไม้ชื่อว่า มัญชูสกะ ต้นไม้สวรรค์ สูงหนึ่งโยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์ ต้นไม้นั้นย่อมผลิดอกในน้ำหรือบนบกทั่วไป โดยพิเศษ ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมา
เบื้องบนต้นไม้นั้น มีโรงรัตนะทุกชนิด ในโรงรัตนะนั้น ลมที่กวาดก็ปัดกวาดหยากเยื่อทิ้ง ลมที่กระทำที่ให้เรียบ ก็กระทำทรายอันล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้งปวงให้เรียบ ลมที่รดน้ำก็นำน้ำจากสระอโนดาตมารดน้ำ ลมที่กลิ่นหอม ก็นำกลิ่นหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาจากป่าหิมพานต์ ลมที่โปรยก็โปรยดอกไม้ทั้งหลายให้ตกลงมา ลมที่ลาดก็ลาดที่ทั้งปวง และในโรงนั้นปูลาดด้วยอาสนะไว้เรียบร้อยเป้นประจำ สำหรับเป็นที่ ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงนั่งประชุม ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและในวันอุโบสถนี้เป็นปกติในที่นั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ไปในที่นั้นแล้ว นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว ลำดับนั้น ถ้าในเวลานั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็จะมาประชุม ณที่แห่งนั้นทันที แล้วก็ต่างนั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว
ก็แล ครั้นนั่งแล้ว จะพากันเข้าสมาบัติบางสมาบัติ แล้วจึงออกจากสมาบัติ แต่นั้น เพื่อที่จะให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง อนุโมทนา พระสังฆเถระจะถามกรรมฐานกะพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาไม่นานอ่า ท่านบรรลุอย่างไร แม้ในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ยังมาไม่นานนั้น ก็จะกล่าวอุทานคาถาและพยากรณ์คาถาของตนนั้นนั่นแหละ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกท่านพระอานนท์ตรัสถามก็ตรัสคาถานั้นแหละซ้ำอีก แม้พระอานนท์ก็กล่าวคาถานั่นแหละในคราวสังคายนา
รวมความว่า คาถาหนึ่งๆย่อมเป็นอันกล่าว ๔ คราวคือ
ในที่ ที่ตรัสรู้พระปัจเจกสัมโพธิญาณ ๑
ในโรงบนต้นไม้สวรรค์ ๑
ในเวลาที่พระอานนท์ทูลถาม ๑
ในคราวสังคายนา ๑
ด้วยประการอย่างนี้

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Rich : 17-06-10 เมื่อ 20:52

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (14-06-10), พุทธรักษา (14-06-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (12-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (12-06-10), Drew (26-03-11), rathanakit (21-06-10)