ดูแบบคำตอบเดียว
  #17  
เก่า 18-06-10, 13:39
Rich Rich is offline
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๔
ในการ่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๓ องค์ บวชในพระศาสนาของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรสิ้นสองหมื่นปี แล้วเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้น
พระปัจเจกโพธิสัตว์พระองค์ใหญ่ บังเกิดในราชสกุลของพระเจ้าพาราณสี ส่วนพระปัจเจกโพธิสัตว์อีก ๒ องค์นั้น บังเกิดในสกุลชายแดน
พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งสองนั้น เรียนกรรมฐานแล้ว สละราชสมบัติออกบวช จึงได้บรรลุโลกุตรสุขนี้โดยลำดับ พิจารณาอยู่ก็ได้เห็นจริยาของตนๆ ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า จากนั้น จึงรำพึงว่าองค์ที่ ๓ อยู่ที่ไหน ก็ได้เห้นครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสีระลึกถึงคุณทั้งหลายของพระปัจเจกโพธิสัตว์พระองค์นั้น คิดว่าพระปัจเจกโพธิสัตว์นั้นเป็นผู้ประกอบด้วยคุณอันมีความมักน้อยเป้นต้นตามปกติทีเดียว เป้นผู้โอวาทกล่าวสอนเฉพาะพวกเราอดทนต่อถ้อยคำ มีปกติติเตียนบาป เอาเถอะ เราจะแสดงอารมณืนั้นแล้วจึงจะบอก จึงหาโอกาสอยู่
วันหนึ่ง เห็นพระราชานั้นทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จไปยังอุทยาน จึงมาทางอากาศแล้วได้ยืนอยู่ที่ควงพุ่มไม้ไผ่ใกล้ประตูอุทยาน
คนทั้งหลายไม่อิ่ม แหงนดูพระราชา โดยการมองดุพระราชา ลำดับนั้น พระราชาดำริว่ามีไหมหนอ ใครๆ ไม่กระทำความขวนขวายในการดูเรา จึงตรวจดูอยู่ ก้ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสององค์ ก็ความเสน่หาในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสองนั้นเกิดขึ้นแก่พระองค์ พร้อมกับการเห็นทีเดียว พระองค์จึงเสด็ย แล้วตรัสถามว่า
ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายชื่ออะไร
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสองทูลว่า มหาบพิตร อาตมภาพทั้งสองชื่ออสัชชมานะ
พระราชาตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าอสัชชมานะนี้มีความหมายว่าอย่างไร ?
พระปัจเจกพุทธเจ้าทูลว่า มีความหมายว่า ไม่ข้อง ถวายพระพร
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงชี้ที่กอไม้ไผ่แล้วทูลว่า
มหาบพิตร กอไม้ไผ่นี้เอารากลำต้น กิ่งใหญ่ และกิ่งน้อยเกี่ยวก่ายกันอยู่โดยประการทั้งปวง บุรุษผู้มีดาบในมือตัดรากแล้วดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจถอนออกมาได้ แม้ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกชัฏภายในและภายนอกทำให้พันกันนุง พัวพันติดข้องอยู่ในอารมณ์นั้นก็ หรือว่า หน่อไม้ไผ่นี้แม้จะอยู่ท่ามกลางกอไผ่นั้น ตั้งอยู่อันอะไรๆไม่รัดติด เพราะยังไม่เกิดกิ่ง ก็แต่ว่าใครๆไม่อาจจะตัดยอดหรือโคนต้นแล้วดึงออกมา แม้ฉันใด อาตมภาพทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ข้องอยู่ในอะไรๆ ไปได้ทั้วทุกทิศาวดังนี้แล้ว พระปัจเจกโพธิทั้งสองก็เข้าจตุตถณาน เมื่อพระราชาทอดพระเนตรอยู่นั้นแล ได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่า นันทมูลกะ ทางอากาศ
พระราชาทรงดำริว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะเป็นผู้ไม่ข้องอย่างนี้ ทั้งที่ประทับยืนอยู่ในที่นั้น นั่นเอง ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว
ท่านถูกถามพระกรรมฐานโดยนัยก่อนนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า

วํโส วิสาโล วยถา วิสตฺโต
ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา
วํสากฬีโร ว อสชชมาโน
เอโก จเร ขคสาณกปฺโป

ความเสน่หาในบุตรและภรรยา
เปรียบเหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวพันกันอยู่
บุคคลเมื่อไม่ข้องในบุตรและภริยา ดังหน่อไม้ไผ่
พึงเที่ยวปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้