ดูแบบคำตอบเดียว
  #2  
เก่า 09-01-11, 11:12
อภิญญา's Avatar
อภิญญา อภิญญา is offline
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,132
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,951 ครั้ง ใน 77,951 ข้อความ
พลังบุญ: 56687
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile รอยพระบาทบ้านท่าล้ง

อภิญญา-แจ้งข่าวหรือข้อมูลการพบรอยพระบาท,พระหัตถ์,บ่อน้ำทิพย์ฯ-index%5B2%5D-jpg
บ้านท่าล้ง ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี นอกจากจะเป็น 1 ใน 3 หมู่บ้าน ที่มีชุมชนวัฒนธรรมโบราณ "ชาวบรู" อาศัยอยู่ (มีบ้านกุ่ม บ้านตามุยและบ้านท่าล่ง)เป็นจุดชมบั้งไฟพญานาค แห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลฯ และ ยังเป็นที่มีรอยเท้าในตำนาน ซุกซ่อนอยู่ รอยเท้าที่นี่ มีขนาดใหญ่โต กว่า บิ๊กฟุต(Big foot)ของฝรั่งชาวตะวันตก ซะอีก รอยเท้าBig foot (บางทีเรียกว่า เยติ)ที่ค้นพบกันในต่างประเทศ ซึ่งจะมีความยาวของรอยเท้าประมาณ 40 กว่าเซ็นติเมตร แต่สำหรับ รอยเท้าที่บ้านท่าล่งต้องเรียกว่า รอยเท้ายักษ์ Giant Foot เพราะมีขนาดโตกว่าเกือบ 3 เท่า
วัดบ้านท่าล้ง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ เป็นวัดภูวง อันเนื่องมาจาก ภูมิประเทศมีภูเขาล้อมรอบเป็นวง พระอาจารย์ บุญชม สุเมโธ หลวงพ่อเจ้าอาวาส วัดภูวง ได้เล่าถึงความอัศจรรย์ เกี่ยวกับรอยพระบาท ที่มีบารมีส่งเสริมทางด้านตำแหน่ง หน้าที่การงาน ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ และงานการเมือง รวมถึงการสอบเข้าศึกษาต่อ ที่หลายคนมาอธิษฐานขอพร แล้วประสบผลสำเร็จตามที่มุ่งหวัง รอยเท้าดังกล่าว ถูกครอบด้วยศาลา จึงตั้งอยู่กลางศาลาของวัด ชาวบ้านให้การเคารพมาก เรียกขานว่า รอยพระบาท แต่จะไม่เรียกว่า พระพุทธบาท เนื่องจากมีลักษณะของรอยเท้า ที่แตกต่างจากรอยพระพุทธบาท ตามที่ปรากฎในวัดต่างๆของไทย
หลังจากการค้นพบชาวบ้านจึงมาสร้างศาลาครอบ รอยพระบาท ในภายหลัง ประวัติการค้นพบเล่ากันว่า เมื่อก่อนบริเวณนี้ เป็นที่ป่าที่ดอน แม่ชีท่านหนึ่งนั่งสมาธิ ได้นิมิต เห็นแสงสีขาวพุ่งขึ้นจากกลางป่า จึงได้ เล่าเรื่องดังกล่าวให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงได้บอกให้ผู้ใหญ่บ้าน พาลูกบ้าน มาค้นบริเวณป่าดังกล่าว แต่ก็ไม่พบ สิ่งที่น่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดปกติอะไร เรื่องดังกล่าวก็เงียบไป ที่ดอนแห่งนี้ พื้นก็มีแต่แผ่นหิน มีหญ้ารกปกคลุม สลับกับไม้ป่าชาวบ้านก็พอได้อาศัยเป็นที่เลี้ยงวัว ครั้งหนึ่งฝนตกหนัก ชาวบ้านไล่ต้อนฝูงวัวขึ้นไปหลบฝนอยู่ที่ดอนแห่งนั้น 1 คืน พอรุ่งเช้าก็กลับไปต้อนฝูงวัว ออกไปหากินตามเชิงเขาเป็นปกติ ชาวบ้านต้องตกใจ เมื่อพบวัว สองตัว นอนตายอยู่ข้างกัน พอนำร่างวัวขึ้นมา จึงรู้ว่า วัวทั้งสองไปนอนทับ รอยเท้า ขนาดใหญ๋ ชาวบ้านกล่าวเล่าขานกัน วัวตายเพราะยักษ์เหยียบ หลังจากนั้นจึงได้มีการปรับพื้นที่ สร้างศาลาครอบ ดังที่เห็นในปัจจุบัน
จากการศึกษา บ่งชี้ว่า รอยเท้าลักษณะเช่นนี้ มักจะมี เทวดา นางฟ้าและบริวาร คอยดูแล ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเดินทางไปนมัสการ ด้วยดอกไม้ขาว และธูป เทียน หลายคนกล่าวว่า เคยมาอธิษฐาน ขอพรศักดิ์สิทธิ์มาก เคยมาขอบุตร ก็ได้สมใจ เจ็บป่วยพอได้มานมัสการ ได้มานั่งสมาธิ ที่วัด 1 คืน อาการป่วยไข้ก็จางหาย ค้าขายติดขัด มาขอพรที่นี่ กลับไปธุรกิจ เจริญรุ่งเรือง ผิดหูผิดตา ส่วนคนที่ขอหวย อันนี้พึงระวัง อย่าไปขูด ไปถู โดยเด็ดขาด เพราะ เทวดา นางฟ้า ที่นี่ไม่ชอบ เคยมีคณะแสวงบุญกระทำการดังกล่าว ปรากฏว่า เดินทางกลับพบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ถามคนขับบอกว่าหักหลบ คนตัวโตที่ยืนขวางถนน รถพุ่งลงข้างทาง แต่ไม่มีใครเป็นอันตราย รถเสียหายบ้างต้องช่วยกันเข็น หลังจากนั้นก็ต้องทำการขอขมา รอยพระบาท อยู่ ณ ที่เกิดเหตุ จึงออกเดินทางต่อด้วยความระทึก
ผู้ที่จะมาขอโชคลาภและได้ลาภดังกล่าว (ตามที่เก็บข้อมูลมา) จะต้องนุ่งขาวห่มขาว มานอนที่วัด (ทำสมาธิ) สักการะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ รอยพระบาท โดยปกติ ตั้งจิตอธิษฐานขอโชคลาภ จะมีผู้มาเข้านิมิตเอง (มาเข้าฝัน) บางทีก็เป็น ผู้หญิงผมยาว ตัวสูงสวย(นางฟ้า) มาบอกเป็นตัวๆ เลย บางทีก็เป็นรูปลักษณ์อื่น แล้วแต่บารมี ของผู้นั้น บางคนต้องแปลความออกมาเป็นตัวเลขเอาเอง ผู้ที่ไม่มีนิมิตอะไร เราก็รอฟังจาก ผู้อื่น ที่ไปด้วยกัน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ ผู้แสวงบุญ แสวงลาภ มักจะไปเป็นคณะ หลายๆคน จะได้อาศัยบารมีของผู้อื่น และเมื่อได้ลาภแล้ว ก็ต้องทำบุญให้แก่ เทวดา นางฟ้า โดยการตักบาตร บริจาคทาน บำรุงศาสนา ช่วยเหลือ การศึกษาหรือสังคม แล้วหยาดน้ำอุทิศผลบุญให้กับผู้ที่มาให้โชคลาภเรา เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ให้ไปลุ่มหลง แต่เผื่อเป็นช่วงที่คุณมีโชค ก็ควรจะได้รับสิ่งนั้น เพื่อบรรเทา และดำรงอยู่ ตามวิถีมนุษย์โลก อ้อเพิ่งนึกได้ เจ้าของรอยเท้า นี้ ชื่อ ท้าวอมร เป็น พญายักษ์ นะ รายละเอียดเพิ่มเติมกำลังค้นคว้า อยู่ครับ
อภิญญา-แจ้งข่าวหรือข้อมูลการพบรอยพระบาท,พระหัตถ์,บ่อน้ำทิพย์ฯ-giantfoot7%5B1%5D-jpg
เรามาพิจารณารอยเท้า ตามที่ปรากฎ ในแง่ของวิทยาศาสตร์ พบว่ารอยเท้าพระบาท มีความยาว 97 ซ.ม. เทียบกับ รอยเท้าคนที่สวมรองเท้าเบอร์ 40 ซึ่งจะเห็นขนาดที่แตกต่างกันอย่าง น่าตกใจ
วัดความกว้าง ของรอยเท้าได้ 40 ซ.ม.เป็นรอยเท้า เหมือนรอยเท้ามนุษย์ มีนิ้วเท้า 5 นิ้ว เป็นรอยเท้าข้างขวา มีขนาดใหญ่มาก วัดความยาว ได้ประมาณ 97 เซ็นติเมตร กว้างประมาณ 40 เซ็นติเมตร เป็นรอยลึกลงไปใน หินทราย(หินภูเขา เช่นเดียวกับที่ผาแต้ม) โดยเฉลี่ย 0.5 ถึง 0.8 เซ็นติเมตร ช่วงกว้างของนิ้วเท้า ประมาณ 5 ถึง 8 เซ็นติเมตร ความยาวของนิ้วเท้า ประมาณ 11 ถึง 20 เซ็นติเมตร จากขนาดของรอยเท้า ความสูง ของผู้นี้ ประมาณ 8 ถึง 12 เมตร เทียบความสูงก็ประมาณตึก 3 ถึง 4 ชั้น หนึ่งก้าวปกติของ ผู้นี้ ประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ถ้าเป็นการกระโดดธรรมดา จะได้ระยะทางไกลประมาณเกือบ 200 เมตร ซึ่งผู้ที่สูงขนาดนี้ เราก็เรียก ยักษ์(Giant)
วงกลมสีแดง แสดงช่วงห่างของ โคนนิ้วหัวแม่เท้า และโคนนิ้วชี้ สิ่งที่พบในรอยแห่งตำนานนี้ จะเห็นระยะห่างของโคนนิ้วโป้ง(หัวแม่เท้า)กับโคนนิ้วชี้ มีระยะประมาณเกือบ 10 เซ็นติเมตร เส้นสีแดง แสดง ลักษณะรูปเท้าข้างขวา ที่บิดไปทางซ้าย ต่างจากเท้าคนในภาพเล็ก ที่บิดไปทางด้านขวา และ นี่เป็นเท้า ข้างขวา ที่มีรูปกระดูกเท้าเว้าไปทางซ้าย หรือทางด้านนิ้วก้อย ซึ่งตรงกันข้ามกับ เท้ามนุษย์หรือเท้าลิงในปัจจุบัน (เอาเท้าท่านมาเปรียบเทียบดู) ถ้าเป็นเท้าเราๆท่านๆ ก็จะต้องเว้าช่วงกลางเท้าทางด้านนิ้วโป้ง ลักษณะที่ปรากฎ ชาวบ้านจึงไม่เรียกขานว่า รอยพระพุทธบาท แต่จะเรียกเพียงว่า รอยพระบาท หรือ รอยเท้ายักษ์ Giant Foot ภาพรอยเท้าในมุมนี้ จะเห็นช่วงห่างของนิ้วโป้ง กับนิ้วชี้ ได้อย่างชัดเจน ชาวบ้านเล่าว่า รอยเท้ายักษ์ ยังมีอีก 1 รอย เป็นรอยข้างขวาเหมือนกัน แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า ซึ่งความยาวจะประมาณ 110 เซ็นติเมตร รอยนี้อยู่กลางแม่น้ำโขง จะเห็นได้เมื่อยามน้ำโขงลด ช่วงหน้าแล้ง ปัจจุบันยังมีการค้นหารอยดังกล่าว บางกระแสเล่าว่า ถูกนายทุนต่างชาติ เจาะยกแผ่นหินนั้นไปแล้ว บ้างก็ว่า พญานาคพรางตาเอาไว้ บางคนว่าถูกน้ำกัดเซาะสึกกร่อนหมดไปแล้ว ฟังดูก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ใครจะรู้มั่งว่า ผมรู้ ว่า รอยนั้นอยู่ที่ไหน ทั้งๆที่คนในพื้นที่ ต่างก็หาไม่พบ เอาไว้จังหวะดีๆ ผมจะกลับมาเล่า พร้อมรูปภาพชัดๆ กับ โปรเจ็ค การกู้ซากแห่งตำนาน แหมเป็นนักวิจัยศิลปะวัฒนธรรม ตกยากค่อนข้างขัดสนเงินทอง เคยของงบสนับสนุนจากทางราชการ ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ผมก็ขอฝากภูมิปัญญาไว้ที่ เว็บวิชาการดอทคอม นี่แหละ เผยแพร่ให้ชาวโลกได้รับรู้ ว่าแผ่นดินเกิด มีของล้ำค่าเยอะแยะ เกือบลืม รอยเท้ายักษ์ อีกรอยอยู่ที่ ถ้ำอานนท์ บ้านทุ่งนาเมือง น้ำตกทุ่งนาเมือง ดินแดนเถาวัลย์ยักษ์ ซึ่งอยู่บริเวณผาชนะได ป่าดงนาทาม ทางทิศเหนือ ของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
ที่มา http://www.baanjomyut.com/forum/index.php?topic=390.0

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Attawat_Rx (22-08-11), พรรณวดี (10-01-11), พุทธรักษา (10-01-11), ก้อนดิน (01-08-11), มณีโชติ (29-04-11), สุธัมมา (04-05-11), ปาริฉัตรมณี (09-01-11), นำธรรม (21-09-12), เพิ่มบุญ (18-09-11), Nakamura (29-04-11), octavian (08-08-11), omari (10-06-14), Rich (09-01-11), rossukon (11-10-11)