ชื่อกระทู้: เมณฑกเศรษฐี
ดูแบบคำตอบเดียว
  #4  
เก่า 31-01-11, 12:14
อภิญญา's Avatar
อภิญญา อภิญญา is offline
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,144
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,851
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,963 ครั้ง ใน 77,963 ข้อความ
พลังบุญ: 56711
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เมณฑกเศรษฐี ( 4 )

อภิญญา-เมณฑกเศรษฐี-imagesca4cd5gc-jpg
ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ยังทรงพระชนม์อยู่ สมัยนั้นปรากฎว่า สาวกขององค์สมเด็าจพระบรมครูตระกูลหนึ่งที่เราทราบกันว่า ตระกูลของนางวิสาขา แต่ความจริงนางวิสาขานี้เป็นหลาน ต้นตระกูลจริง ๆ ก็คือ ท่านเมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นปู่ และดูเหมือนว่าในตระกูลนี้ ท่านกล่าวว่ามีคนที่มีบุญจริง ๆ อยู่ 5 คน ด้วยกัน คือ 1. ท่านเมณฑกเศรษฐี 2. ภรรยาท่านเมณฑกเศรษฐี 3. พ่อของนางวิสาขา 4. นางวิสาขา 5. นายบุญ ผู้เป็นทาสอยู่เดิม
นายบุญเป็นทาสอยู่เดิมนี่ ความจริงเธอเป็นทาสในตระกูลนี้มานาน แต่ทว่าในสมัยที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก ปรากฎว่าวันหนึ่ง นายบุญเธอไปไถนา นายใช้ไปไถนา ตอนสายภรรยาก็เอาข้าวไปส่งให้ ขณะที่จะกินข้าวนั่นเอง ก็ปรากฎว่า พระมหากัสสปออกจากนิโรธสมาบัติ เธอก็คิดว่า การที่เราจะกินข้าวเข้าไป ความจริงมันก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่คนอย่างเราเป็นทาสเขา โอกาสที่จะทำบุญไม่มี วันนี้ปรากฎว่าสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์มาโปรด (ไม่รู้ว่าท่านออกจากสมาบัติหรือเปล่า ออกจากนิโรธสมาบัติหรือเปล่านี่แกไม่ทราบ) ก็นึกในใจว่า ชีวิตเราโอกาสที่จะทำบุญมันไม่มี แต่วันนี้เขาเอาข้าวมาส่งให้กับเรา ข้าวนี้เป็นสิทธิ์ของเรา เราจะกินเข้าไปมันก็อิ่ม ถ้าเราจะไม่กิน เราจะทำบุญเสียวันนี้มันก็คงจะยังไม่ตาย จะหิวหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอให้ภรรยาไปหุงมาใหม่ จึงได้ตัดสินใจถวายข้าวกับพระมหากัสสป ในเวลาที่พระออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีผลปัจจัยไปในปัจจุบัน
ฉะนั้น เมื่อแกถวายข้าวกับพระมหากัสสปเสร็จ เวลานั้นมันก็สาย หิวก็หิว พระมหากัสสปรับบาตรแล้วก็ให้พรว่า เอวํ โหตุ แกตั้งมโนปณิธานปรารถนาว่า“ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอให้เห็นธรรมนั้นด้วยเถิด” พระมหากัสสปก็ให้พรว่า เอวํ โหตุ ซึ่งแปลว่า เจ้าปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นสมปรารถนา แล้วท่านก็หลีกไป ภรรยาเห็นเขาไม่ได้กินข้าว จึงได้บอกว่า ประเดี๋ยวฉันจะกลับไปนำข้าวมาจากบ้านมาใหม่ เมื่อเธอกลับเข้าไปในบ้านมหาเศรษฐีเป็นเวลาที่คนอื่นเขากินหมด ข้าวมันก็หมด ต้องหุงใหม่ นายบุญก็นอนคอยข้าว ความเหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว สายก็สาย ก็เลยม่อยหลับไป
เวลาตื่นขึ้นมา ต่อเมื่อภรรยานำข้าวมาให้ในตอนนั้นเอง เมื่อลืมตาขึ้นมามองกราดไปดูขี้ไถที่ไถไว้แล้ว นาตั้งหลายสิบไร่ ปรากฎว่าเห็นก้อนดินทั้งหมดที่ไถขึ้นมาแล้ว มันกลายเป็นทองคำไปทั้งหมด จึงได้ไปถามภรรยาว่า “เธอ ไอ้ขี้ไถที่ฉันไถเมื่อกี้ เมื่อตอนเช้าหรือหลายวันมาแล้ว สีมันเหลืองผิดปกติ มันเป็นทองหรืออะไรกันแน่” สองตายายจึงเข้าไปดู เนื้อแท้จริง ๆ มันเป็นทองจริง ๆ เป็นอันว่าทั้งสองคนสามีและภรรยา หรือชายกับหญิง เลยไม่ต้องกินข้าว อีตอนนี้เกิดอิ่มเพราะทองคำ ก็กลับไปบอกท่านมหาเศรษฐีว่า ทรัพย์ใหญ่ของท่านเกิดขึ้นแล้ว คือที่นาที่ข้าพเจ้าไปไถได้กลายเป็นทองคำไปแล้ว ท่านมหาเศรษฐีว่า “ไอ้ที่นาของฉันมันเป็นดิน (นี่พ่อของนางวิสาขานะ ว่าที่นาของฉันมันเป็นดิน) ถ้ามันเป็นทองคำก็เป็นเรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน มันต้องเป็นบุญของเธอ” ก็พากันไปดูนา เห็นขี้ไถทั้งหมดกลายเป็นทองคำเต็มนาไปหมด
ท่านเศรษฐีจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล บรมกษัตริย์ กราบทูลว่า “เวลานี้ ทรัพย์ของหลวงเกิดขึ้นแล้วพระเจ้าข้า” พระราชาจึงถามว่า “ทรัพย์ของหลวงคืออะไร” ท่านเมณฑกเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ทรัพย์ของหลวงคือไอ้ขี้ไถในนาของข้าพระพุทธเจ้า มันกลายเป็นทอง” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงถามว่า “ต้องการภาชนะเท่าไรจึงจะพอ” ท่านมหาเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ต้องใช้เกวียนประมาณ 500 เล่ม เพราะทองคำมันหนัก”
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงส่งเกวียน 500 เล่ม ไปรับทอง ขนทองทั้งหมดใส่เกวียนได้ 5000 เล่ม แล้วก็ให้มาเทที่พระลานหลวง จึงได้ป่าวประกาศว่า “ใครบ้านไหนมีทองคำขนาดนี้บ้าง” ก็เป็นอันว่ามหาเศรษฐีต่างมาประชุมกัน ก็ไม่มีใครมีทองคำเหมือนท่าน จึงได้บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นทองคำนี้จะต้องเป็นของเจ้าของเดิม คือของท่านมหาเศรษฐี” ท่านมหาเศรษฐีก็บอก่วา “ไม่ใช่ของข้าพระพุทธเจ้า เป็นของนายบุญทาสาที่เป็นทาส”
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงประกาศแต่งตั้งให้นายบุญเป็นมหาเศรษฐี มอบฉัตร 3 ชั้น ให้ ให้บ้านสวย 100 หลัง ให้บ้านสำหรับเก็บส่วย 100 หมู่บ้าน (ไม่ใช่ 100 หลัง) และข้าทาสหญิงชายอย่างละ 100, ช้าง 100, ม้า 100, โค 100, กระบือ 100 เป็นต้น เป็นอันว่า นายบุญ จากความเป็นทาสกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เธอก็คิดว่าความเป็นมหาเศรษฐีของเราได้อาศัยบิดาของนางวิสาขาเป็นเหตุ ฉะนั้น ท่านผู้นี้จึงไม่ยอมย้ายไปจากบ้านของนางวิสาขา ขอย้อนกล่าวไปว่า ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่มีความร่ำรวยมากที่สุด ไม่มีตระกูลไหนจะรวยเท่า เรื่องคนมีบุญ 5 คน เข้ามาร่วมกัน ขณะที่นางวิสาขาแต่งงาน พ่อให้ของไปใช้ชั่วคราว คือ 1. ทองคำ 500 เล่มเกวียน 2. เงิน 500 เล่มเกวียน 3. ภาชนะใส่ของกินของใช้เป็นทองคำ 500 เล่มเกวียน 4. เป็นนาค 500 เล่มเกวียน 5. เป็นเงิน 500 เล่มเกวียน 6. เป็นทองแดง 500 เล่มเกวียน เป็นต้นแกบอกว่า ถ้าของเหล่านี้ไม่พอ ลูกเอาไปใช้ชั่วคราวก่อนนะลูกนะ เอาไปเล็กน้อย ถ้าไม่พอมาเอาที่บ้านได้ ต้องการเท่าไรได้เลย นี่ของชั่วคราวนะ แต่เนื้อแท้จริง ๆ ต้นตระกูลนี้ก็คือ ท่านเมณฑกเศรษฐี
ต้องย้อนถอยหลังไปสมัยพระพุทธกัสสปทศพล ตอนนั้นสมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่ว่ายังมีตระกูล ๆ หนึ่ง ความจริงตระกูลนี้ต้องถอยหลังอีกจุดจึงจะถูกต้อง สำหรับตระกูลนี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง ในสมัยนั้นเขาบอกว่าเป็นคนร่ำรวย ถอยหลังจากชาตินั้นไปอีกชาติหนึ่ง ตระกูลนี้เป็นคนยากจนมาก ปรากฎว่ามีพระพุทธศาสนา แต่ท่านไม่ได้บอกว่าพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอะไร เวลานั้นเธอจนแสนจน แต่ทว่าเป็นคนที่มีจิตศรัทธา
วันหนึ่ง ปรากฎว่าเขาสร้างส้วมถวายพระ ตามนี้เธอก็ไม่มีปัจจัยจะเข้าไปทำบุญกับเขา มีทองคำบาง ๆ ที่เราเรียกกันว่าทองคำเปลว เขาว่าบางเท่าปีกลิ้น มีอยู่ชิ้นหนึ่ง เธอถามว่า “จะทำบุญสร้างส้วมได้ไหม”
ชาวบ้านเขาก็บอกว่า “เขาทำกันด้วยแรงงาน เธอทำไมไม่มาช่วย” เธอก็บอกว่า “ฉันเป็นคนจน ออกไปป่าแต่เช้ากลับมามันก็เย็น ทำด้วยแรงงานไม่มีโอกาส”
เวลานั้นเขาขุดหลุมสำหรับถ่ายอุจจาระ ชาวบ้านก็บอกว่า “ไอ้ทองคำนี้จะไปซื้อไปหาอะไรมันก็ไม่เหมาะสม เธอจะทำยังไงก็ได้” เธอจึงได้วางไว้ก้นหลุม ยกให้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็เป็นอันว่าหลังจากนั้น ตายจากคราวนั้นมา อาศัยเจตนาที่เป็นกุศล ก็ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก พอสมัยพระพุทธกัสสปเธอก็มาเกิดใหม่
ตอนนั้นก็เป็นคหบดี ไม่ใช่อนุเศรษฐี มีฐานะเป็นคหบดี ก็บังเอิญเป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง อาศัยความแห้งแล้งปรากฎขึ้นกับชาติ ข้าวยาก หมากแพง ฝนมันแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล สำหรับท่านคหบดีคนนี้ ในสมัยก่อนหน้านั้นท่านทำข้าวได้ดีมาก เอาข้าวมาขนใส่ยุ้ง ยุ้งมันก็เต็ม ไม่มีที่เก็บ นี่เพราะอาศัยทองนิดเดียว ตายไปเป็นเทวดา เกิดมาเป็นคหบดี ทำข้าวมันก็แสนดีทุกปีไม่เคยเสีย ปีนั้นก็ดีเป็นพิเศษ ใส่ยุ้งไม่พอเก็บ
ทีนี้ก็เอาใส่พ้อมใส่ที่ต่าง ๆ มันก็ไม่พอเก็บ ข้าวมันมีมากมีเยอะ ท่านคหบดีเมื่อคนใช้มาบอกว่า ที่เก็บมันไม่พอขอรับ มีเท่าไรมันก็ไม่พอ ท่านก็บอกว่า “ไอ้ส่วนที่เหลือเอายังงี้ก็แล้วกันนะ ไปขุดดินเหนียวมา เอาข้าวที่เหลือขยำกับดินเหนียวเข้า ทานอกยุ้ง ทาในยุ้ง ทาฝาบ้าน ทาฝาเรือน ทาให้มันหมดให้ได้” เป็นวิธีเก็บข้าวประเภทหนึ่ง ทำให้ข้าวไม่เสีย ผลที่สุดข้าวก็หมด
เมื่อระยปลายปีต่อมา ปรากฎวาฝนแล้งจัด ชาวบ้านไม่มีข้าวจะกินกัน ไอ้ข้าวเก่ามันหมดไป ข้าวใหม่มันก็ไม่ได้ ทำยังไง ท่านคหบดีผู้นี้ก็เป็นคนใจบุญ จึงได้นำข้าวในพ้อมในกระบุงในกระสอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายนอกฉาง แบ่งปันส่วนให้แก่คนเอาไปกิน เมื่อชาวบ้านกินข้าวหมดแล้วไม่มีใหม่ ก็มาขอใหม่ ท่านก็แบ่งข้าวในฉางให้ไป ต่อมาข้าวในฉางมันก็ใกล้จะหมดนี่ ชาวบ้านก็บอกว่า มันใกล้จะหมด ผมก็ต้องขอนะขอรับ ท่านก็เลยให้ ให้ไปจนหมดยุ้งหมดฉาง ก็กล่าวว่า
“ต่อไปนี้ไม่มีจะให้อีกแล้วนะ ข้าวชุดนี้หมด แกตายฉันก็ตาย” ก็เป็นการพอดีที่ข้าวเอาไปชุดหลังนี้ ชาวบ้านได้ข้าวใหม่พอดี แต่ว่าอีตอนที่เขาเอาข้าวไปหมดแล้วนี่ ท่านคหบดีทำยังไง ข้าวในบ้านจะกินมันไม่มี จึงได้บอกให้คนใช้ไปเคาะเอาที่ฉาบทาฝายุ้งฉาง ฝาในที่ต่าง ๆ เข้าไว้ เอาลงมาขยำกับน้ำ ดินมันก็ละลายไปหมด เหลือแต่เม็ดข้าว ก็เอาข้าวมาซ้อมมาตำพอประทังชีวิตไป ได้รับข้าวใหม่พอดี เป็นอันว่าอันดับแรก ผลของการบำเพ็ญกุศลแค่ทองคำไปฝังไว้ก้นส้วมพระ มาชาตินี้ท่านได้เป็นคหบดี เมื่อตายจากชาตินี้ไปแล้ว ด้วยอาศัยจิตที่เป็นกุศล ท่านก็ไปเกิดเป็นเทวดาใหม่ กลับลงมาจากความเป็นเทวดาคราวนี้รวยใหญ่ ไอ้บ้านเมืองที่เขามีความเจริญแล้วไม่ไปเกิด เป็นคนรวยคนมีบุญมาก ดันไปเกิดเป็นลูกชาวป่าในป่าลึกที่มันจนแสนจน
อานิสงส์ผลที่เอาทองไปวางก้นส้วมพระ กับให้ข้าวแม้แต่ตัวก็จะไม่มีกิน อานิสงส์นี้ ลงจากเทวดาไปเกิดเป็นลูกคนจนแสนจน เป็นชาวป่า ซึ่งหาเช้าไม่พอจะกินค่ำ แล้วปรากฎเป็นกรณีพิเศษ พอเวลาที่เด็กเข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นวันแรก ในวันแรกขณะที่เด็กจะเข้าสู่ครรภ์มารดา ตอนกลางคืนมารดาก็ฝัน ฝันว่ามีเด็กน้อยลอยลงมาจากอากาศ มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม เครื่องประดับแพรวพราวไปทั้งตัว เข้ามาขออาศัยอยู่ด้วย แกก็ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาก็เป็นการแสดงสัญญลักษณ์ว่า เด็กคนนี้มาขอเกิดเข้าไปอยู่ในครรภ์ม่ ไม่รู้เข้าไปเมื่อไร แต่ว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือตอนเช้า ท่านแม่ตื่นขึ้นมาก็เข้าครัวหุงข้าว เวลาที่จะเข้าครัวนี่ คนจนนี่เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ก็ลงไปเก็บฟืน ชาวป่าชาวเขาไม่ค่อยจะสะสมฟืนกันนัก เพราะฟืนมันมาก ต้องการเท่าไรมันก็ได้ ประเภทไหนมันก็ได้ เพราะอยู่ในป่าลึก บ้านก็เป็นกระท่อมไม่คุ้มฝน ลงไปจะเก็บฟืนไอ้รอบ ๆ บ้านก็เป็นป่าไผ่ มองลงไปในป่าแต่เช้าตรู่ เห็นหน่อไม้มันขึ้นสะพรั่งผิดปกติ ไอ้วันก่อนมันก็มีหน่อ แต่หน่อมันไม่ดกขนาดนี้ แต่วันนั้นปรากฎไอ้ไผ่รอบบ้านมันเป็นดงใหญ่ หน่อมันขึ้นสะพรั่งท่วมศีรษะ หน่อสูงมาก แต่สีของหน่อมันเป็นสีเหลือง แปลกใจจึงเข้าไปดู ปรากฎว่า ไอ้หน่อไม้ทั้งหมดมันกลายเป็นทองคำ จึงเข้ามาบอกพ่อบ้าน พ่อบ้านก็เข้ามาดู วันนั้น ทั้งสองตายายเลยไม่ต้องกินข้าว เห็นหน่อไม้กลายเป็นทองคำนับไม่ได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลให้ทรงทราบว่า ทรัพย์สมบัติอันเป็นของหลวงได้เกิดขึ้นแล้ว พระราชาก็ทำตามเดิมว่าเกิดในบ้านของเธอ ก็ต้องเป็นของของเธอ มีเหตุอัศจรรย์ได้หน่อไม้ทองคำ ถ้าเจ้าของเขาจะต้องการเท่าไรหักมันก็ง่าย เด็ดมันก็ง่าย แต่ว่าคนอื่นต้องการเท่าไร เอาช้างไปลากมันยังไม่ขึ้นเลย เพราะอาศัยบุญของเด็กที่อยู่ในครรภ์ ต่อมาเมื่อเด็กคนนั้นคลอดออกมาแล้ว ก็ปรากฎว่ามีแพะทองคำเกิดขึ้นรอบๆ บ้าน หลายสิบตัว เป็นแพะทองคำน่ะ มันเดินไม่ได้ แต่ว่าในปากของแพะทองคำมีสายไหมห้อยออกมา ตัวเป็นทองคำทั้งหมด ท่านพ่อบ้านแม่บ้านก็สงสัย ไปดึงเชือกเล่น เงินมันก็ไหลพรวดออกมา แกก็ลอง ๆ เล่น ๆ ต้องการทองคำรึ จิตนึกต้องการทองคำ ไอ้ทองคำก็ไหลออกมา ต้องการเพชรนิลจินดาของมีค่าอย่างแก้วมณี เป็นต้น ดึงเอา ต้องการอะไรดึงอย่างนั้นก็ไหล ต้องการผ้าผ่อนท่อนสไบดึงออกมา ผ้ามันก็ไหล รวมความว่า ตัวแพะเป็นทองคำ สายไหมเป็นสายสารพัดนึก นึกอะไรได้อย่างนั้นสมความปรารถนา ก็ปรากฎว่าในตระกูลนี้เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ มันก็ใหญ่จริง ๆ ต้องการเท่าไรก็ได้ ต่อมาเมื่อลูกโตขึ้นมา ลูกก็คงจะดึง แล้วต่อมาภายหลังหลานโต หลานก็คงจะดึง คนอดคนยากจนที่ไหปรากฎเข้ามา ต้องการผ้า เธอก็ดึงสายในปากแพะเอาผ้ามาให้ ต้องการเงินให้เงิน ต้องการทองให้ทอง เป็นอันว่ายาจกสมัยนั้นกลายเป็นเศรษฐี และก็เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญใจกุศล ทั้งนี้เพราะว่าสองคนสามีภรรยาคงจะสร้างบำเพ็ญกุศลและบารมีร่วมกันกับ ท่านเมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นลูก ต่อมา ท่านเมษฑกเศรษฐีแต่งงานแล้วก็มีลูก ซึ่งเป็นบิดาของนางวิสาขา บิดาของนางวิสาขาก็เป็นคนมีบุญมาก เป็นเศรษฐีเดิม มาผสมกันเข้ากับนายบุญผู้เป็นทาสก็เป็นเศรษฐี นางวิสาขาก็บำเพ็ญบารมีในทานกองการกุศลมาก รวมความว่าตระกูลนี้เป็นคนที่ร่ำรวยนับไม่ได้ ในสมัยนั้น คนที่จะเป็นอนุเศรษฐี ต้องมีทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 40 โกฏิ เขาตั้งให้เป็นอนุเศรษฐี เขาตั้งกันนะ ถ้ามีทรัพย์ตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไป ไม่ถึง 80 โกฏิ ให้เป็นอนุเศรษฐี ต่ำกว่า 40 โกฏิ เป็นคหบดี ตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไปไม่ถึง 80 โกฏิ แค่อนุเศรษฐี ถ้า 80 โกฏิขึ้นไปก็เป็นมหาเศรษฐี แต่ว่าตระกูลนี้มีทรัพย์นับไม่ได้ จะนับเป็นโกฏิก็นับไม่ไหว เขาจะนับของแกยังไง ถ้าแกไม่มีแกก็ดึงปากแพะ และการให้ทานของตระกูลนี้ไม่มีจำกัด ใครอดอยากเท่าไรไปแบ่งกัน
รวมความว่าท่านเมณฑกเศรษฐี ต้นตระกูลของนางวิสาขามหาอุบาสิกา นี่แกร่ำรวยขึ้นมาและมีความดีได้ เพราะอาศัยจากการบำเพ็ญกุศลจากความเป็นคนจน คือมีทองคำเปลวอยู่แค่แผ่นเดียว เอาไปลองก้นหลุมของพระที่จะถ่าย เกิดมาอีกชาติอานิสงส์นี้บันดาลให้ท่านเป็นคหบดี กำลังใจที่บำเพ็ญกุศลบุญราสีของท่านก็ไม่ถอย ให้ทานคนกระทั่งหมดตัว จนต้องเอาข้าวที่ผสมกับดินมาล้าง ล้างดินเอาข้าวมาซ้อมกันกัน ภายหลังในชาตินี้นั้น ปรากฎว่าท่านเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ แล้วทุกคนไปนิพพานหมด

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้